สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

Muse Mag Online Vol.27 : บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ในวันที่โลกไม่น่ารักกับเราอีกต่อไป


Muse Plus : Sound Bath อาบเสียง…การบำบัดเพื่อรีเฟรชพลัง

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-13 รูป จากทั้งหมด 13 รูป

            ในโลกที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยสรรพเสียง สิ่งเร้าวุ่นวายทั้งจากภายในและภายนอก ลองเอนกายคลายกล้ามเนื้อทั่วร่าง หลับตาปล่อยวางความคิด
            สูดลมหายใจเข้า...ออก  เข้า...ออก
            คลื่นเสียงจากคริสตัลโบวล์กระจาย ล่องลอยไปทั่วห้อง
            เชื่อว่าคลื่นเสียงเหล่านี้มีพลังเยียวยา ช่วยบำบัดพลังงานไม่ดีในส่วนลึก ปลดล็อกบางสิ่ง ละทิ้งเรื่องที่กังวล รีเฟรชและกระตุ้นให้เกิดพลังงานที่ดี โดยมี คุณแจน-นวณัฐ ศรียุกต์สิริ นักคลื่นเสียงบำบัดเจ้าของ Jaan Healing เป็นผู้นำทาง

 

 

การอาบเสียง หรือ  Sound Bath คืออะไร

            “การอาบเสียง” เป็นส่วนหนึ่งของการทำเสียงบำบัด (Sound Therapy) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและเรื่องของพลังงาน ตอนเริ่มทำแรกๆ แจนต้องอธิบายเยอะมาก แต่ตั้งแต่ปีที่แล้วรู้สึกว่าพลังของคนเปลี่ยนมากๆ พูดนิดเดียวคนก็เก็ตแล้ว
            อันที่จริงการใช้เสียงบำบัดก็คล้ายการนั่งสมาธิ เสียงเป็นการสั่นสะเทือน การสั่นสะเทือนของเสียงจะเข้าไปทำปฏิกิริยาข้างในร่างกายของเรา อย่างที่เราทราบว่าร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 70% เสียงที่เข้าไปในร่างกายจะเกิดแรงปะทะ หลายคนจึงรู้สึกได้ว่าภายในสั่นสะเทือน เสียงแต่ละโทนก็จะมีการสั่นสะเทือนไม่เหมือนกัน บางคนมาถึงก็แค่นอนเฉยๆ แล้วก็รู้สึกรีแลกซ์ สงบ หลับ แต่บางคนก็อาจจะร้องไห้ โกรธหรือเศร้า ผลลัพธ์จากการกระทบแตกต่างกันไป

            คนเราสมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้ตัวเอง ติดมือถือติดโซเชียล ดังนั้นเมื่อมาเข้าเซสชั่น แจนจะให้ทุกคนปิดมือถือแล้วให้นอนฟังเสียงบำบัดประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ แจนพยายามบอกทุกคนว่าอย่าหลับ ไม่อยากให้หลับ อยากให้คอนเชียสเพื่อฟังเสียง แต่สำหรับบางคนการหลับก็ช่วยให้รีแลกซ์  
            การอาบเสียงก็เหมือนการทำโยคะหรือการออกกำลังกาย จะทำบ่อยแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าให้แนะนำก็สองอาทิตย์หนเพื่อปลดปล่อยตัวเอง

 

 

ดูเหมือนการบำบัดด้วยเสียงเป็นศาสตร์ที่แปลกใหม่

            ที่จริงมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ใช่เรื่องใหม่ การสวดมนต์ที่สวดกันมาเป็นพันๆ ปีก็มีพลังงานอยู่ในบทสวดเหล่านั้น การสวดมนต์ก็สามารถช่วยบำบัดได้เช่นกัน 

            ตอนนี้ในทางวิทยาศาสตร์ก็มีการวิจัยเกี่ยวกับคลื่นเสียงเยอะเหมือนกัน มีบางงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องมะเร็ง แต่ไม่ได้ใช้รักษาเดี่ยวๆ นะ เป็นการรักษาควบคู่ไปกับการทำคีโม ช่วยให้คนไข้รีแลกซ์ แล้วกระตุ้นพลังงานดีให้เกิดขึ้น

            ทุกคนมี “พลังงาน” ในตัว แต่จะเป็นพลังงานดีหรือพลังงานลบก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามี blockage ในตัวมากแค่ไหน มีเรื่องที่เป็นปมหรือบาดแผลในใจ (trauma) อะไรบ้าง หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสิ่งเหล่านี้ในใจ บางคนอาจจะเคยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันในวัยเด็ก รู้สึกโกรธที่เห็นพ่อทำร้ายแม่ แต่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร โตมาอาจจะเข้าใจเหตุผลของผู้ใหญ่ แต่ไม่รู้ตัวว่าความโกรธเหล่านั้นยังคงอยู่ลึกๆ พอมีอะไรมากระตุกหรือสะกิดนิดเดียวก็อาจจะระเบิดออกมา บางคนสั่งสมความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้จนกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด ขี้โมโห มีความโกรธอยู่ในตัวตลอดเวลา แต่ใช่ว่าทุกคนที่มีจะต้องป่วย เพียงแต่ถ้าเราสามารถปลดล็อกได้ มันจะดีกว่า

 

 

คุณแจนเริ่มมาเป็น Healer ได้อย่างไร

            เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ไม่รู้จักการบำบัดด้วยเสียงอะไรเลย แรกเริ่มเพราะความชอบหินมากกว่า ไปซื้อหินที่ร้าน Madame Stone ที่ JJ Mall และอยากเรียน Healing ด้วยหิน ก็สอบถามทางร้านและได้รับคำแนะนำมา
            พอแจนติดต่อไป ทางครูบอกเรียนไม่ได้  ต้องเรียนเรกิ (Rieki) ก่อน เกิดมาไม่เคยได้ยิน กลับมาเสิร์ชกูเกิลดู พบว่าคือ Energy Healing การบำบัดด้วยพลังธรรมชาติรูปแบบหนึ่ง แจนก็เลยโอเคเรียนก็ได้ แต่ไม่ได้ไปทำเซสชั่น เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองมีปัญหาอะไร   

 

รู้สึกว่าตัวเองมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่ไหม เมื่อได้เริ่มศึกษาแบบจริงจัง

            แจนไม่ได้มีพลังวิเศษอะไรเลย ทุกคนมีพลัง แต่บางคนอาจจะถูกบล็อกอยู่ พอไปเรียนปุ๊บก็พบว่านี่คือสิ่งที่เราตามหามาตลอด แจนโชคดีที่เกิดมาเป็นลูกคุณพ่อคุณแม่ ทุกอย่างมันง่ายมาตลอดตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างง่ายแล้วมีความสุข เหมือนที่เราเห็นคนที่เขารวยๆ แล้วไม่มีความสุข เพราะมันคือสิ่งที่เกิดมาจากข้างนอก ไม่ใช่ความสุขที่มาจากข้างใน  
            พอเริ่มทำเรกิกับตัวเองก็จะมีเรื่องเล็กๆ ในวัยเด็กผุดขึ้นมาบ้าง อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่อาจติดอยู่ในใจ แต่เชื่อไหมว่าเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อสะสมมากเข้าอาจกลายเป็น blockage ได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ นี่ละที่ทำให้เราไม่สบาย เหมือนโมเลกุลในอากาศที่เบาๆ แต่เมื่อไรที่ปัญหาเล็กๆ ทับถมไปเรื่อยๆ ทะเลาะกับแฟน ทะเลาะกับพ่อแม่ ทะเลาะกับเพื่อน บางคนอยากมีลูกแต่มีไม่ได้เพราะความรู้สึกไม่พร้อมลึกๆ ในใจ ถ้าเราไม่ปลดปล่อยพลังลบออกเลย มันจะกลายเป็นเรื่องที่หนักขึ้นจนส่งผลกับร่างกายและความรู้สึก

            ดังนั้นสำหรับแจน Energy Healing คือการทำ master yourself หรือการทำตัวเองให้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดมากกว่าที่จะคิดว่ามาเพื่อบำบัดให้ตัวเองหายไม่สบาย  

 

 

ผลลัพธ์จากการศึกษาเรกิและการบำบัดด้วยเสียงส่งผลอย่างไรกับตัวเองบ้าง

            เมื่อก่อนแจนขายคัพเค้ก ชื่อ Made by Jelly Jan ตอนนั้นในหัวไม่รู้ว่าจริงๆ ตัวเองอยากทำอะไร ก็ทำไปก็ได้ ไม่รู้ตัวเลยว่าการทำแบบนั้นทำให้เราไม่มีความสุขมากๆ ถึงจะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจเพราะทุกคนก็จะบอกดีจัง เค้กอร่อย ขายดีมาก เชื่อไหมกว่าจะตัดสินใจปิดร้านได้ยากมาก เพราะทำมาเจ็ดปี มีชื่อเป็นที่รู้จัก ทุกคนก็ถามว่าปิดทำไม มันดีมากนะ แต่ใจเราไม่อยากทำแล้ว ไม่มีความสุข ไม่อยากตื่นมาทำ ไม่อยากเปิดร้าน  

            แต่การมาทำงานบำบัดเหมือนแจนได้ช่วยตัวเอง ได้ช่วยคนอื่น ความรู้สึกเติมเต็มหลายทาง มีความสุขมากขึ้น ตอนแรกที่มาทำ หลายคนไม่เข้าใจก็จะมีคำถามอีก...ทำทำไม แต่ตอนนี้ทุกคนบอกว่าแจนดูมีความสุขมากขึ้น แจนไม่ได้เปลี่ยนไป แต่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากขึ้น เดิมเราเป็นคนคุยกับคนง่าย เพื่อนมักจะมาหาและปรึกษาบ่อยๆ อยู่แล้ว พอมองกลับไป เวลาเราคุยกับเพื่อนเราช่วยเพื่อนไว้ได้หลายคนนะ นี่คงเป็นข้อดีของเรา  พอศึกษาและมาอยู่จุดนี้และนั่งสมาธิร่วมด้วย เหมือนเราเห็นอะไรกว้างขึ้น หลากมิติ รอบด้านมากกว่าเดิม

            มองย้อนกลับไป ศาสตร์นี้ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ทำไมเรารู้สึกแบบนี้ ทำไมเราทำแบบนี้ ทำไมเรากลัวเรื่องนี้ พลังงานที่เราไม่ชอบ ความกลัว ความเกลียด ต้องยอมรับว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นธรรมดาของมนุษย์

 

 

หลักการในการบำบัดด้วยเสียงที่ทำอยู่ มีกระบวนการแบบไหนอย่างไร

            แจนก็พัฒนามาจากการทำเรกิมานานแปดปี เรียกว่าศึกษาไปเรื่อยๆ เรกิคือ Energy Transfer เป็นการเปิดรับและส่งพลังจากมือ  

            การใช้เสียงบำบัดต่างกับการทำเรกิตรงที่เราไม่ต้องพูด เรกิต้องมีการพูดนำ เหมือนเราไปหานักบำบัดแต่มีเรื่องของพลังงานเข้ามา ช่วยดึงพลังบางอย่างที่ไม่ดีออกไปให้ เรกิจะต้องทำแบบส่วนบุคคล ส่วนเรื่องของเสียงบำบัดสามารถทำเป็นกลุ่มได้
            การใช้เสียงบำบัดไม่ใช่แค่นอนฟังเสียงเพราะๆ แล้วจบ ทุกอย่างบนโลกและในจักรวาลล้วนมีพลัง ทุกอย่างบนโลกนี้ได้พลังจากพระอาทิตย์ เสียงของพระอาทิตย์ ทุกสิ่งมีคลื่นเสียงที่ให้พลังที่แตกต่างกัน อย่างเวลาเราร้องเพลงก็ทำให้มีความสุขได้ แต่ในขณะเดียวกันเพลงบางเพลงก็อาจทำให้รู้สึกเศร้าได้เช่นกัน การบำบัดด้วยเสียงจึงเป็นการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทที่ปฏิสัมพันธ์กัน และช่วงของคลื่นสมองที่มีความถี่ที่แตกต่างกัน คลื่นเดลตา (Delta Wave) คลื่นเตตตา (Theta Wave) คลื่นอัลฟา (Alpha Wave) คลื่นเบตา (Beta Wave) และคลื่นแกมมา (Gamma Wave) นักบำบัดต้องเลือกหรือสร้างโทนเสียงต่างๆ ที่แตกต่างกันมาใช้ในการบำบัดเพื่อก่อให้เกิดภาวะผ่อนคลาย

 

 

แหล่งกำเนิดเสียงที่ต่างกัน เช่น หินคริสตัล ฆ้อง ส่งผลต่อการบำบัดอย่างไร

            อุปกรณ์พวกนี้ในเมืองไทยหาซื้อยากมาก ฆ้องส่วนใหญ่จะมาจากยุโรป เยอรมนี วัสดุเป็นซิลเวอร์แอนด์นิกเกิล และมีกระบวนการผลิตที่เฉพาะตัว บางอันมาจากอิตาลี มีคู่สามีภรรยาที่ทำฆ้องนี้อยู่ในถ้ำ ซึ่งทำตามออเดอร์แต่ละเคสเลย

 
            ส่วนถ้วยคริสตัล (Alchemy Crystal Bowl) ทำมาจากหินควอตซ์และแร่ธาตุหลายชนิด พลังงานที่ได้ก็จะหลากหลายตามชนิดของหิน ทั้งโรสควอตซ์ โมลดาไวต์ แอเมทิสต์ ฯลฯ ถ้วยคริสตัลเป็นอุปกรณ์ที่แจนใช้มากที่สุด เพราะหินคริสตัลมีโครงสร้างเดียวกันกับมนุษย์ เวลาเสียงเข้าไปทำปฏิกิริยากับร่างกายก็จะเข้าไปได้ลึกกว่าเสียงจากอุปกรณ์ชนิดอื่น  


            เสียงบางโทนส่งผลต่อพลังงานในร่างกายจึงสามารถใช้บำบัด ปรับสมดุลและก่อให้เกิดสมาธิได้ง่ายมากขึ้น โน้ตจากถ้วยแต่ละตัวจะส่งผลกับแต่ละจักระของร่างกายแตกต่างกันไป ชาร์ปเสียงแต่ละตัวก็จะไปบำบัดอวัยวะภายใน นอกจากนี้ก็จะมีกลองและอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ ที่แจนใช้ร่วมด้วยในการนำทางเพื่อพาคนที่มาบำบัดไปยังจุดหมายของเขา

 

 

ผลลัพธ์ที่ได้จากการบำบัดด้วยการอาบเสียง

            ผู้รับการบำบัดแต่ละคนได้ผลแตกต่างกัน บางคนรู้สึกรีแลกซ์ตั้งแต่ครั้งแรก บางคนเกิดการเกร็งกล้ามเนื้อขึ้นบางส่วน ซึ่งไม่ต้องกังวล สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำมือขยุ้มจีบเข้าหากัน แล้วจิกไปตรงบริเวณที่รู้สึกซ้ำๆ สักครู่ อาการก็จะหายไป


            บางคนจำเป็นต้องมาทำหลายครั้งเพื่อปลดปล่อยพลังบางอย่างให้หลุดออกไป เราสามารถรีเฟรชทุกอย่างได้ด้วยการดึง blockage ออกไป เมื่อปลดล็อกตัวเองได้ บางครั้งไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่เพราะเราเข้าใจปมปัญหาที่ติดอยู่และ “ปล่อย” ได้แล้ว ต้องยอมรับให้ได้ว่า ความอยาก ความชอบ ความโลภ ความโกรธของเรามันคือความเป็นมนุษย์ เพียงเราต้องเข้าใจตัวเอง แต่ต้องบอกว่าการบำบัดรูปแบบนี้ไม่ใช่มิราเคิล บางคนยังไม่พร้อมเพราะยังไม่เข้าใจ บางคนก็ต้องใช้เวลาจึงจะเข้าใจ เมื่อไรที่พร้อมนั่นแหละจะถึงเวลาของเขา นั่นจึงจะเห็นผลที่ชัดเจน


            การนั่งสมาธิก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยปลดล็อก แต่ละคนมีทางของตัวเอง แจนไม่ได้เป็นนักบำบัดที่เก่งกว่าหรือดีกว่าคนอื่น แต่แจนจะช่วยนำทาง ทุกคนเรียนรู้จากกันและกัน หากคนที่มาทำเกิดผุดคิดถึงปมปัญหาอะไรบางอย่างระหว่างการบำบัด เกิดร้องไห้ รู้สึกโกรธหรือเศร้า แจนจะแนะว่าต้องทำอย่างไรต่อ หรือควรไปพบใครต่อ การใช้เสียงบำบัดไม่ใช่แค่มานอนแล้วสบายจนหลับ แจนต้องพร้อมที่จะช่วย ต้องอธิบายได้ ควรไปทางไหนอย่างไรต่อ ไม่ใช่การปล่อยเขาไว้กลางทาง ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร เวลามีคนมาทำ Sound Bath แล้วรู้สึกดีขึ้น แจนก็รู้สึกดีที่ได้ช่วย ทุกคนสามารถใช้เสียงบำบัดได้  แต่ไม่แนะนำสำหรับคนท้องในไตรมาสแรกเท่านั้น

 

 

สำหรับคนที่สนใจการบำบัดด้วยการอาบเสียง เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jaanhealing.com