Muse Mag Online Vol. 24 : From Reality to Virtual


Muse Story : 20 ปี Dek-D.com เป็นเด็กแล้ว…ไปไหน

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-20 รูป จากทั้งหมด 20 รูป

         

 

          20 ปีที่แล้ว อินเทอร์เน็ตมีสนนราคาชั่วโมงละ 200-400 บาท (ใครจำได้ยกมือขึ้น ! ) ระบบอินเทอร์เน็ตต้องต่อสายแลน มีโมเด็มส่งเสียงตื่อ ดึด ตือ มีเว็บบอร์ดเป็นพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยนความสนใจเฉพาะกลุ่ม (หากเป็นยุคนี้คงเป็นเพจเฟซบุ๊ก แฮชแท็กในทวิตเตอร์ ทำหน้าที่ทดแทนความสนใจนั้นๆ)

 

          เรื่องมีอยู่ว่า ปี 1999 เด็กหนุ่มคนหนึ่งขณะเรียน ม.5 นั่งวาดแผนผังเว็บไซต์ในแบบที่ตนเองสนใจ ร่างใส่กระดาษส่งเวียนให้เพื่อนดูทั้งห้อง ใครสนใจมาร่วมวงกัน แม้จะเป็นไอเดียผ่านสายตาแบบเด็กๆ แต่เขาก็ได้รับเสียงตอบรับจากเพื่อน 4 คน และเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ด้วยกันขึ้นมาในช่วงปิดเทอม

          เด็กหนุ่มที่เขียนกระดาษคนนั้นคือคุณโน้ต-วโรรส โรจนะ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Dek-D.com และเป็นผู้บริหาร บริษัท Dek-D Interactive Co., Ltd. ในปัจจุบัน 

 

 

 

20 ปี วันนี้เด็กดีเติบโตเต็มวัย แต่ยังมีสิ่งใหม่ๆ ที่สนุกรออยู่ …

 

จุดเริ่มต้นของเว็บไซต์ Dek-D.com

          ผมเรียนอยู่ชั้น ม.5 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ อินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องใหม่มากของประเทศไทย ในไทยยังมีเว็บไซต์ไม่เยอะมาก ผมเองก็มองว่าอนาคตเราก็จะศึกษาต่อด้านคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ในเมื่อคนอื่นสามารถทำเว็บได้ ทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้ ตอนนั้นยังไม่มีเว็บสำหรับวัยรุ่น มีแต่เว็บของผู้ใหญ่ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตเป็นของที่แพงมาก ดังนั้นคนที่เข้าใช้งานได้ก็จะเป็นคนวัยทำงานเสียส่วนใหญ่ เราจึงมองเห็นช่องว่างตรงนั้น

          พอมีไอเดียปุ๊บ ก็ลองเขียนไอเดีย หน้าตาเว็บไซต์ คนเข้าเป็นใคร มีเนื้อหาอะไรบ้าง ลูกค้าที่จะมาลงโฆษณากับ เราเป็นใคร เขียนร่างๆ ดู แล้วก็ส่งให้เพื่อนทั้งห้องดู ใครอยากเข้ามาร่วมกันก็ให้ลงชื่อไว้ ซึ่งพอเวียนไปรอบห้องกลับมาถึงผมก็มีเพื่อทั้งหมด 4 คน ซึ่งเป็นทีมผู้ก่อตั้ง 4 คนในวันนี้ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

 

ผู้ก่อตั้ง-ผู้บริหาร

 

          ถ้าย้อนกลับไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในกระดาษเป็นความคิดเด็กๆ ใช้งานไม่ค่อยได้หรอกครับ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้น พอได้ไอเดียว่าจะทำกันแล้ว ก็แบ่งงาน งานหลักๆ คือเขียนโปรแกรม ออกแบบ ทำ content ต่างๆ เราก็จะแบ่งหน้าที่กันแล้วก็แยกย้ายไปศึกษาหาความรู้ ช่วงปิดเทอมก็มานั่งทำด้วยกันที่บ้าน ตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในช่วงเปิดเทอม ตุลาคม ซึ่งมันก็ไม่เสร็จ แต่สุดท้าย กว่าจะแก้ปัญหา error ต่างๆ ทั้งหมด พร้อมเปิดก็คือวันที่ 31 ธันวาคม 1999 เราลงขันจากเงินแต๊ะเอีย เงินเก็บ รวมกันเป็นค่าเช่าโฮสต์เฉลี่ยปีละ 10,000 บาท วางแผนเขียนเรทโฆษณาปีละ 800 บาท ซึ่งปีแรกเราได้โฆษณาเป็นศูนย์เลยครับ (หัวเราะ)

 

เมื่อเว็บไซต์สำเร็จแล้ว ผลตอบรับเป็นอย่างไร

          ตอนนั้นเราเรียน ม.5 เทอม 2 การที่เราอยู่โรงเรียนข้อดีคือมีเพื่อนๆ ช่วยกันบอกต่อ มีคุณครูที่โรงเรียนช่วยกันประชาสัมพันธ์ อาจารย์พรศิริ ทองพันธุ์ และโชคดีอีกอย่างคือสมัยก่อนอินเทอร์เน็ตเป็นของแพงมาก ช่วงแรกๆ ที่ผมเล่นคือชั่วโมงละ 200 – 400 หลังจากนั้นมา เหลือชั่วโมงละ 100 แล้วก็ชั่วโมงละ 30 บาท แต่โชคดีมากที่โรงเรียนสวนกุหลาบเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนให้นักเรียนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ฟรี เราเปิดเว็บได้หนึ่งปี เพื่อนๆ ก็เริ่มรู้จัก

 

เว็บเวอร์ชันแรกๆ

 

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเป็นของแพงมากสำหรับเด็กวัยรุ่น ภาพของการค้นคว้าหาความรู้ในยุค 20 ปีที่แล้วเป็นอย่างไร

          สมัยก่อนการเรียนมันก็จะมีอยู่ไม่กี่แหล่ง ในห้องเรียน ห้องสมุด นิตยสาร  หนังสือต่างๆ เด็กที่มีกำลังทรัพย์มากหน่อยก็เรียนกวดวิชา สำหรับผมห้องสมุดคือทุกสิ่งของคนที่จะหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็น นิยาย นิทาน magazine แฟชั่น หรือว่าหนังสือฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เลข รวมถึงเขียนโปรแกรม หนังสือคอมพิวเตอร์ด้วย สมัยนั้นเราไปหาหนังสือในห้องสมุดแล้วก็ยืมมาอ่านครับ และวัยรุ่นเองไม่มีที่ที่จะออกมาโชว์ผลงานเลย การแข่งขันต่างๆ ก็คือการแข่งกีฬา แข่งวิทยาศาสตร์ แข่งดนตรี ดังนั้นเวทีต่างๆ ที่เด็กจะได้ออกมาแสดงความคิดเห็นมันก็จะจำกัด แล้วก็มีแค่เด็กกลุ่ม top เท่านั้น คนที่เก่งด้านดนตรี คนที่เก่งด้านกีฬา คนที่เก่งด้านการเรียน

            อีกทั้งเว็บบอร์ดในยุคนั้นเช่นใน pantip.com ก็เป็นเว็บบอร์ดสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าคุณจะถามว่าอยากเรียนฟิสิกส์ให้เก่ง จะเรียนกวดวิชาที่ไหนดี คำตอบที่กลับมาก็คือทำไมต้องไปกวดวิชาให้มันสิ้นเปลืองด้วย ตั้งใจเรียนในห้องก็พอแล้วซึ่งก็เป็นคำตอบในมุมผู้ใหญ่ไม่ใช่มุมเด็ก ดังนั้นฟีเจอร์แรกที่เราเปิดมาก็คือ เว็บบอร์ดของเด็ก คือเด็กสามารถเข้ามาพูดคุยแล้วก็มีคนวัยเดียวกันเข้ามาตอบ แล้วก็เข้าใจกันได้ และฟีเจอร์ต่อมาคือห้องนักเขียนออนไลน์

 

เว็บเวอร์ชันแรก

 

จากที่ไม่มีโฆษณามาเป็นปี เว็บไซต์ของคุณเติบโตและพบจุดเปลี่ยนสำคัญได้อย่างไร

          โฆษณาชิ้นแรก คือสถาบันกวดวิชา Apply Physic ซึ่งต้องขอบคุณมากที่ทำให้เรามีวันนี้ จากยุคแรกที่เราวางตัวเป็นเว็บบอร์ด แต่ก็มีคนมาคุยไม่เยอะมากหรอกครับ เพราะว่าคนไม่รู้ข่าว สมัยนั้นยังไม่มี google ด้วย ซึ่งจุดเปลี่ยนจุดแรกคือ เว็บบอร์ดโรงเรียน สมัยก่อนจะมีเว็บบอร์ดฟรี ใครอยากจะเปิดเว็บบอร์ดของตัวเองก็ไปสมัครสมาชิกได้ บางโรงเรียนก็จะมีเว็บบอร์ดของตัวเองด้วย ซึ่งปัญหาคือ หนึ่ง คือยังไม่มี google ที่ search เจอ สอง คือพวก เว็บบอร์ดฟรีพวกนี้ URL ยาวมาก

          ไอเดียนี้มาจากคุณ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล ที่อยากทำฟีเจอร์เป็นเหมือนสมุดหน้าเหลืองของโรงเรียน เพื่อที่ทุกคนจะได้สะดวกในการเข้าไปที่เว็บบอร์ดของโรงเรียนตัวเอง ผมก็รับหน้าที่ในการรับอีเมล์แจ้งแต่ละคนว่าใครมีเว็บบอร์ดไหนมาก็มารวมตัวกันลงที่ Dek-D ได้เลย ไล่ตามตัวอักษร ก-ฮ โดยเราวางตัวเองเป็นโฮมเพจหลัก คนก็มาเข้าเว็บบอร์ดโรงเรียน พอคุยเสร็จปุ๊บก็กลับมาที่โฮมเพจ Dek-D แล้วก็อ่าน content ของเรา นับเป็นจุดเปลี่ยนก้าวที่หนึ่ง ที่ทำให้เราเป็นที่รู้จัก มีคนติดตามคอมเทนต์มากขึ้น เพราะเปรียบเป็นจุด Portal

 

ผู้ก่อตั้งครบ

 

          จุดเปลี่ยนก้าวที่สอง คือการเป็นศูนย์รวมนักเขียนนวนิยายออนไลน์ เรา 4 คน เป็นเด็กสายวิทย์ หัวเกรียน แว่นหนา สนใจฟิสิกส์ เขียนอะไรไปคงไม่มีคนอ่าน ดังนั้นหลักการคือ ผมถามเพื่อนๆ ว่ามีใครอยากจะเขียนบทความลงเว็บไหม ช่วยเขียนให้หน่อย ช่วยไปบอกปากต่อปาก มีเพื่อนคนหนึ่งชอบเขียนนิยายมาก ก็มาลงที่เว็บไซต์เรา ผมทำหน้าที่สแกนอ่านต้นฉบับทุกเรื่อง ทยอยลงสัปดาห์ละครั้ง ตอนแรกๆ ก็ไม่มีผล แต่พอลงไป 50-60 ตอน ก็เริ่มมีคนสนใจ ผ่านไปได้ 2 ปี มีคนส่งต้นฉบับมาเยอะมากจนเราอ่านและอัพเว็บเองไม่ไหว มีเรื่องคงค้างเป็นร้อย ผมจึงคิดว่า ขอปิดรับเรื่องใหม่เป็นเวลา 2 เดือน และเขียนโปรแกรมใหม่เป็นระบบให้ทุกคนสามารถลงเรื่องเองได้ ตอนนั้นก็ปิดเทอมพอดี ผมเข้ามหาวิทยาลัย กลับมาอยู่บ้านก็ออกแบบฐานข้อมูล เขียนโปรแกรม แล้วพอระบบเสร็จปุ๊บ ก็ส่งเมล์ไปแจ้งทุกคนที่เคยส่งเรื่องเข้ามาว่าตอนนี้คุณลงเองได้แล้วนะ มาลงกันเถอะ นับเป็นอีกจุดก้าวกระโดด ทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้ เขาสามารถส่งลิ้งค์ให้เพื่อนอ่านได้เลย ไม่ต้องรอเราอัพอีกแล้ว นับเป็นจุดที่ทำให้คนรู้จักเว็บเรามากขึ้น นำไปสู่ยุคเน็ตไอดอล แชร์รูปไอดอลคนดังจากเว็บบอร์ดของโรงเรียน

 

ตลอด 20 ปี DEKD.com เผชิญการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีแต่ละยุคอย่างไรบ้าง

          ช่วงเริ่มต้นเราเป็น portal จุดมุ่งหมายก็คือต้องการเป็น home page ของวัยรุ่น แต่ว่าในปัจจุบันเราไม่สามารถเป็น home page ของวัยรุ่นได้อีกแล้ว เพราะว่าวัยรุ่นเองก็มีความสนใจที่หลากหลายขึ้น แล้วเขาก็จะมี platform ต่างๆที่ใช้ เช่นถ้าเด็กหน่อยก็ดู youtube โตขึ้นมาก็จะเล่น twitter instagram ฉะนั้นความเป็น portal เดิมมันหายไปแล้ว มันไม่มีใครมาเริ่มเปิดเว็บ คือเปิดมือถือหรือเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ดังนั้นเราก็ต้องเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง จากเปลี่ยนจากการเป็น home page มาเป็น “สิ่งที่มีความหมายกับวัยรุ่น” ซึ่งสิ่งที่เรามองว่าเป็นความภาคภูมิใจของเรามาตลอดก็คือการช่วยเหลือวัยรุ่น เช่น การศึกษา แนะแนว มีคอลัมน์เกี่ยวกับการเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหลัก การเลือกอาชีพ การเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนด้านนักเขียนก็ยังอยู่ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่สร้างนักเขียนแล้วก็พัฒนาวรรณกรรม นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น อีเวนต์ Dek-D จำลองสนามสอบก่อนสนามจริง และอีกหนึ่งไฮไลต์ในปีนี้ คือ Dek-D School ที่เน้นการเรียนติวเตอร์ออนไลน์

 

 

 

          ผมมองว่าปัจจุบัน เป็นเรื่องพร้อมแล้วที่เทคโนโลยีจะทำให้ชีวิตและการศึกษาของผู้คนดีขึ้นได้ user internet เร็วพอ ไม่มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดอุปกรณ์อีกแล้ว เราก็มองว่าการทำออนไลน์ ถ้าเราจะทำมันก็ต้องแก้ปัญหาการเรียนแบบเดิมๆ เช่นระยะเวลาที่ยาวนาน ความรู้สึกเบื่อหากเรียนตามไม่ทัน การทลายกำแพงความกลัวเริ่มต้น

          โปรแกรมของ Dek-D School เราเชิญอาจารย์ชื่อดังแต่ละวิชามาแบ่งเนื้อหาให้กระชับ เป็นหัวข้อเล็กๆ ประมาณ 15 นาทีให้เด็กสามารถดูเป็นหัวข้อๆ ได้ ไม่เบื่อ  บางคนอาจจะคิดว่าถ้าเด็กเรียนออนไลน์เขาอาจจะเบื่อ เมื่อเทียบกับเรียนในห้อง แต่ความเป็นจริงเมื่อเด็กเป็นคนคุมเอง สมมุติว่าเขาอยากจะเรียนหัวข้อไหน เขาอยากจะเรียนเร็วเรียนช้า ถ้าเกิดเขาไม่ทันเขากลับมาดูซ้ำได้ หรือว่าไม่เข้าใจก็ถามมาแล้วพออาจารย์มาตอบ ก็แจ้งเตือนที่มือถือได้ เมื่อเขาเป็นคนคุมเอง ปัญหามันก็น้อยลง ก็เป็นระบบที่เราทดลองมาปีกว่าแล้ว feed back ดีครับ

          ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น มันต้องแก้ปัญหาได้ อินเทอร์เน็ตมันเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนได้ ซึ่งปัญหาหลักของการเรียนก็คือเรียนแล้วเบื่อ เพราะว่าทุกคนต้องเรียนที่ความเร็วเท่ากัน เรียนพร้อมกัน ครับ ถ้าลองไปดูตามคอร์สต่างๆ จะตกใจ ทำไมเดี๋ยวนี้มันเรียนกัน 200 ชั่วโมงเลย แล้วเด็กจะเอาเวลาไหนไปใช้ชีวิตอย่างอื่น

 

ขอปรากฏการณ์ของ dek-d.com ที่เกิดขึ้น เรื่องราวประทับใจตลอดการก่อตั้ง

          มีคอมเมนต์หลายคนว่า ตอนนั้นเราเจอกันในเด็กดี ตอนนี้แต่งงานกันมีลูกแล้ว (หัวเราะ) วันหนึ่งผมมีโอกาสไปงานสัปดาห์หนังสือ ไปตามบูธต่างๆ มีเด็กต่อคิวขอลายเซ็นกันยาวเหยียดแบบยาวออกมานอก hall เลย ที่เด็กต่อคิวคือนักเขียนใน dek-d.com จากวันนั้นเรากลับมาคิดแล้วว่า เราต้องกลับมาพัฒนาจุดนี้ ในปัจจุบันนิยายของเรานอกจากลงผ่านฟีดแล้วคือสามารถขายได้เลย ซึ่งทำให้เด็กๆ เรียน ม.ต้น ม.ปลายก็มีรายได้ของตนเอง นักเขียนอิสระบางคนรายได้ปีหนึ่งเป็นหลักล้าน เพราะเขามีฐานคนอ่านที่ชอบมากพอ คุณสามารถแปลงความชอบเป็นผลงานแล้วก็เป็นรายได้ได้ และสุดท้ายที่ผมประทับใจคือน้องๆ มาขอบคุณตลอด ขอบคุณเรื่องการเรียน ขอบคุณที่ได้ไปเรียนต่อตามความฝัน สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจเสมอมา

 

งานแฟร์ของเด็กดี

 


คุณมองว่าการเรียนรู้ และการเข้าถึงสื่อของเด็กๆ ในยุคปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างไร

          มากครับ (เน้นเสียง) สมัยก่อนมันจะมีเรื่องของเด็ก เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กทุกคนก็ต้องเรียนตามระดับชั้น ประถมคุณต้องเรียนเรื่องประมาณนี้ ประถมปลายต้องเริ่มทำคหกรรม แต่ในความเป็นจริงไม่มีเรื่องของเด็กและเรื่องของผู้ใหญ่อีกแล้ว ถ้าเด็กสนใจจะเรียนเรื่องของผู้ใหญ่เด็กก็สามารถกระโดดไปเรียนออนไลน์แล้วก็เริ่มเรียนได้เลย สมมุติปัจจุบันเด็กอยากทำอาหาร เขาไม่ต้องรอให้ถึงชั้น ม.ต้น แล้วมีวิชาทำอาหารแล้ว เขาสามารถเปิดคลิป youtube แล้วดูได้เลย ซึ่งการที่เด็กสามารถเรียนรู้ skill อะไรก็ได้ ไม่ต้องตามหลักสูตร ดีตรงที่เด็กไม่ต้องรอ เด็กวิ่งตามความชอบได้เลย แต่ว่ามันก็อาจจะมีข้อเสียบ้างเช่น เด็กอาจจะต้องการประสบความสำเร็จเร็ว แล้วก็อาจจะข้ามไปที่ปลายทางมากเกินไป ไม่เห็นคุณค่าของพื้นฐาน ยกตัวอย่างอย่างเช่นการเรียนทำอาหาร ถ้าเป็นสมัยก่อนคุณเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าโรงเรียนทำอาหาร เขาจะต้องสอนตั้งแต่พื้นฐานเลยว่าแป้งแต่ละประเภทเป็นยังไง ใช้ทำอะไรบ้าง แต่ปัจจุบันพอเด็กข้ามมาดูสูตร ในสูตรมันบอกเลยว่าใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง ใช้แป้งอะไรบ้างสัดส่วนเท่าไหร่ ข้อดีคือเด็กสามารถทำเมนูนั้นกินได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนพื้นฐาน แต่ว่ากลับกันคือเขาลัดเลยไม่กลับมาศึกษาพื้นฐาน เขาก็จะไม่สามารถประยุกต์ปรับเปลี่ยนผลงานเป็น original ของตัวเองได้ นี่ก็จะเป็นเหรียญสองด้านของการเรียนปัจจุบัน

 

เมื่อเด็กยุคใหม่ สนใจ Twiter และ Tiktok ความท้าทายของคุณในทุกวันนี้

          เราต้องทำให้เด็กมี mind set ว่า ถ้าเป็นเรื่องเรียนที่ Dek-D มีชัวร์ แล้วก็แม่นยำ ถูกต้องด้วย จงทำให้เราเป็น top of mind ในใจเด็ก

 

 

          ถ้าสมัยก่อนสัก 3-4 ปีก่อน เราจะสนใจกับ traffic statement มากเลย เพราะเราต้องการเป็นที่ที่เด็กเข้าเยอะสุด ในทุกๆ วันจะมีทีมงานที่คอยอัพเดทจำนวนผู้เข้าชม วันนี้คนเข้าชมบทความกี่หมื่นกี่แสนคนต่อบทความ แต่ในปัจจุบันคือเราไม่ได้โฟกัสแล้วว่าคนจะเปิดเว็บเท่าไหร่ เราแค่ต้องการมีเนื้อหาที่ครบถ้วน เร็ว ลึก เข้าใจ แต่ว่าสิ่งที่ต่างจากเดิมก็คือว่าการที่เข้าถึงวัยรุ่น มันต้องไปอยู่ทุกที่ที่เขาอยู่แทน ดังนั้นถ้าเด็กทุกคนคิดถึงเรื่องเรียนก็จะคิดถึง Dek-D แต่ว่าเด็กแต่ละคนอาจจะเข้าถึงเนื้อหาของเด็กดีทางช่องทางที่แตกต่างกันได้ บางคนเล่น twitter ก็อาจจะเข้าถึงเนื้อหาเด็กดีผ่าน twitter บางคนเล่น ig หรือ tiktok ก็เข้าถึงเนื้อหาเด็กดีผ่านช่องทางต่างๆ เราต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาเขา

 

ทำไมมนุษย์เราถึงต้องเรียนรู้

          เราเรียนรู้เพื่อการใช้ชีวิต  แต่สิ่งปัจจุบันที่ต่างจากเมื่อก่อนคือ โลกทุกวันนี้กลายเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่เราเคยรู้ก็อาจจะไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นคนที่จะอยู่รอด คือคนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องพร้อมที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำเดิมๆ ว่ามันควรจะทำต่อหรือเปล่า แล้วก็ถ้ามันไม่ควรทำต่อ เราจะปรับปรุงยังไง ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่านักการตลาดหลายๆ คนอาจกำลังพยายามเข้าใจ tiktok กันอยู่ก็ได้นะครับ