Muse Mag Online Vol. 22 : แฟชั่นจ๋า


Muse Plus : SnakeFishFish จากการทดลองงูๆ ปลาๆ สู่เสื้อผ้าชุดปฏิทินจีนไอเดียแหวกแนว

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-10 รูป จากทั้งหมด 10 รูป

SnakeFishFish จากการทดลองงูๆ ปลาๆ สู่เสื้อผ้าชุดปฏิทินจีนไอเดียแหวกแนว

 

               กระแสแฟชั่นผ่านมาแล้วผ่านไปว่องไวเสมอ บรรดานักออกแบบทั้งหลายจึงมักรังสรรค์ไอเดียผ่านแรงบันดาลใจรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม สังคม อาหารการกิน เสียงดนตรี ธรรมชาติ ฯลฯ หยิบจับมาสร้างเป็นผลงานเพื่อถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของตนสู่สังคมแบบทันกระแส เช่นเดียวกับ “นิ้งหน่อง - พินทุสร ฉัตรณรงค์ชัย” เธอคนนี้คือดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ Snakefishfish ผู้สร้างความฮือฮาให้แก่วงการแฟชั่นไทยในโลกโซเชียลด้วยชุดเสื้อผ้าที่ออกแบบมาในรูปแบบปฏิทินจีนที่หลายคนคุ้นตา โดดเด่นด้วยความสนุกสนานและเรื่องราวต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ Muse Plus ฉบับนี้ขอพาไปทุกคนไปพูดคุยกับเธอถึงไอเดียเก๋ไก๋ที่ใครๆ เห็นแล้วต้องสะดุดตาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร    

 

 

 

จุดเริ่มต้นของแบรนด์เป็นมาอย่างไร ทำไมดีไซน์ของชุดต้องเป็นปฏิทินจีน

               “ไอเดียเริ่มจากคุณอาค่ะ หน่องทำให้เขาเป็นของขวัญวันเกิด โดยเย็บเป็นผ้าพันคอ เพราะดีไซน์นี้เห็นตัวเลขวันเกิดชัดดี พอนึกถึงวันเกิด เราก็นึกถึงวันที่ของปฏิทินจีน บ้านหน่องก็เป็นครอบครัวจีน พ่อแม่ทำร้านขายยา ทุกปีใหม่ต้องมีการแจกปฏิทินจีนอยู่แล้ว ในนั้นมีรายละเอียดน่าสนใจเยอะ เลขที่ตัวโตชัด บอกวันมงคล มีนิยามคำสู้ชีวิตต่างๆ วันธงชัย ฤกษ์งามยามดีมีหมด มันดูแล้วสนุกดี แล้วส่วนตัวเราก็ชอบของเล่นเด็ก ซึ่งของเล่นเด็กส่วนมากมักจะผิดสัดส่วน มีเหตุผลที่น้อยกว่า  แต่ดูแล้วสนุก เลยผสมกับการนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ และที่เกิดการตัดเย็บเป็นชุดเพราะคุณอาเป็นช่างทำชุดราตรี ชุดออกงาน เขาสอนหน่องมาทั้งๆ ที่ไม่ใช่ญาติ เลยอยากจะทำของขวัญที่เป็นผ้า มีการเย็บ แสดงถึงสิ่งที่เขาสอนเราเข้าไปด้วย ส่วนคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ หน่องมองเหมือนกับของเล่นเลย ไม่ใช่ของใช้ แต่เหมือนของสะสมล้ำค่ามากกว่า เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบสะสมของเล่น”

 

 

 

มองแนวคิด แบบ Local ความเป็นท้องถิ่น ความเชื่อในชีวิตประจำวัน มาผนวกเป็นงานแฟชั่นได้อย่างไร

               “หน่องคิดว่าความเชื่อแบบท้องถิ่นมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจมากๆ ทั้งสีสัน รูปทรง และมักจะเกิดจากความไม่ตั้งใจที่คนคิดมานานตั้งแต่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เลยทำให้ทุกอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันและยังจดจำได้ เอกลักษณ์ตรงนี้ก็น่านำมาทำเป็นงานแฟชั่น เราไม่ต้องคิดเอกลักษณ์ใหม่เยอะ ทั้งยังมีความแปลกตาสำหรับชาวต่างชาติ เรียกความสนใจ แต่ก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของคนในท้องถิ่น ทำให้ขายได้ทั้งคู่ แต่ควรจะนำมาปรับลดทอนให้มีความเป็นกลางมากขึ้น บางอย่างถ้าเฉพาะตัวมากๆ จนคนประเทศอื่นหรือวัฒนธรรมอื่นไม่รู้จัก ก็น่าจะพิจารณาถึงด้านความสวยงาม หรือคอนเซ็ปต์ฟังก์ชันการใช้งานที่น่าสนใจว่าคนต่างชาติบางกลุ่มเข้าถึงไหม หรือคิดแค่ความสวยจะน่าสนใจไหม และมีการสวมใส่ที่ง่ายและสบายมากขึ้น สุดท้ายแล้วเราก็ต้องใส่เสื้อผ้าออกไปข้างนอกทุกวันอยู่ดี แล้วคนก็ไม่ได้ผอมไปทุกคน (หัวเราะ) ทรงยากเกินไปก็ใส่ยาก เอาจริงๆ หน่องว่าถ้าคิดได้ ถึงจะยังไม่ดีมาก ก็ทำออกมาลองใส่ดู ลองขายดู น่าจะดีที่สุดค่ะ ทำให้ได้เรียนรู้ อย่างตอนแรกปฏิทินของหน่อง หน่องก็กังวลว่าฝรั่งคงไม่รู้จักเลย คนเอเชียก็ไม่แน่ใจ เพราะของจีน เกาหลีไม่ใช่แบบนี้ แต่ไปๆ มาๆ ก็ขายคนเอเชีย ลูกค้าฮ่องกงและจีน แบบต่อไปเราก็พัฒนาตามกลุ่มลูกค้าที่เราอยากจะให้ไปในทิศทางนั้นค่ะ”

 

ก่อนจะมาเริ่มต้นงานด้านแฟชั่น ทำอะไรมาก่อน

               “ หลังเรียนจบจากพระจอมเกล้าลาดกระบัง KMITL ด้านกราฟิกและแบรนดิ้งมา ก็มาทำงานกับคุณแม่ แม่โทรมาให้มาช่วยตั้งแต่วันเรียนจบเลย ที่บ้านเป็นร้านขายยา ขายส่ง ขายปลีก ก็ช่วยมาตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่ช่วยปิดเทอมก็ไม่มีเงินไปซื้อของเล่น แต๊ะเอียก็ใช้จนหมดแล้ว ๆๆ (หัวเราะสนุก) ทำให้ขายของพอเป็น หลังจากนั้นหน่องคิดทำระบบร้านยาให้คุณแม่ ทำ POS เพราะคิดว่ายังไงหน่องก็ไม่อยากอยู่เฝ้าร้าน ไม่ต้องรอจนแม่แก่หรอก แต่อยากมีรายได้เพื่อเอาไปลองทำของที่อยากทำ และสามารถไปทำงานที่อื่นได้และมีเงินใช้มากขึ้น หน่องคิดว่าถ้าคนอื่นทำได้ มันก็น่าจะพอมีหนทาง พอทำไปสักพักก็เกิดเป็นระบบมากขึ้น แต่ก็ยังต้องเป็นไปตามที่แม่ต้องการบางส่วนอยู่ด้วย ก็โอเค งั้นคนละครึ่งทาง หลังจากนั้นก็เริ่มทำรองเท้าระหว่างที่ช่วยที่บ้าน เพราะตอนเรียนฝึกงานกับแบรนด์รองเท้ามาแล้วรู้สึกรองเท้าเป็นสิ่งที่สัดส่วนสวยงามมาก

 

 

 

               “จากที่ไม่เคยทำงานด้านนี้เลย ก็เริ่มจากนั่งมอเตอร์ไซค์ เดินถามทุกร้านในเจริญรัตน์ ถามวินมอเตอร์ไซค์ทุกคนว่ามีใครรู้จักร้านทำรองเท้าไหม ตอนนั้นไม่อยากใช้โรงงาน จำนวนเยอะ ทุกปัญหาเจอมาหมดตั้งแต่ตามง้อช่างบ้านๆ เป็นสิบราย ตื๊อแล้วตื๊ออีก หมดเวลาไปเป็นปีๆ ไปนั่งขอร้อง เริ่มมองหาโรงงาน จนไปโรงงานที่ดีที่สุด หุ่นรองเท้าก็ทำเอง ตอนหลังก็ไปโรงหุ่น ไปโรงส้น โรงส้นก็ต้องเป็นไม้ ซึ่งในไทยหายากมากๆ ทั้งคนที่ทำส่วนมากยังมีความรู้ด้านสรีรศาสตร์น้อยจนหน่องคิดจะทำเอง ก็ลองให้ร้านแกะสลักไม้ทำดู เหนื่อยมากๆ ร้านก็ดีช่วยทำจนถึงเที่ยงคืน แต่สรุปออกมาใช้ไม่ได้ จนมาถึงพบโรงงานที่ดีที่สุดก็บินไปจีนกับโครงการ DITP (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) และจากความช่วยเหลือของโรงงานมณีศิลป์ ซึ่งคุณโมลีเจ้าของเขาสนับสนุนเด็กไทยมาก หน่องพบว่าการทำรองเท้าในไทยควรจะใช้อะไหล่มาตรฐานแล้วนำมาดัดแปลงมากกว่า และซัพพลายเออร์แต่ละอย่างมีน้อยมาก การทำรองเท้ามีหลายขั้นตอนมาก ไปโรงหุ่น ไปพื้น ไปส้น หาหนัง ทดลองเทคนิควัสดุ พิมพ์ลาย จนมาประกอบที่โรงงาน ต้องผ่านทีละขั้นถึงไปขั้นต่อไปได้  พอไม่ผ่านก็ต้องมาเริ่มใหม่ตั้งแต่แรก รอคิวนานมาก ทั้งโดนโรงงานโกง จ่ายเงินไปของไม่เสร็จ ตามจิกทุกวันๆ ขับรถไปมาขอร้องประจำ จากจุดนี้ทำให้หน่องคิดได้ว่า ถ้าเราจะทำอะไรน่าจะเริ่มจากการมีซัพพลายเออร์ที่ดีมากกว่า เพราะเราต้องการความร่วมมือในการคิดค้นจากเขา และน่าจะเริ่มจากรูปทรงมาตรฐานที่เขามี มีคนผลิต แล้วค่อยเอามาดัดแปลง จะได้จูนกันติด แต่ถือว่าทำรองเท้าจนท้อใจ ถอดใจไปเลย

 

               “จนกระทั่งมาเจอคุณอา (คนปัจจุบันที่ทำเสื้อผ้าให้) ซึ่งญาติเป็นคนแนะนำ หน่องไปขอเรียนทำแพตเทิร์นการตัดเย็บกับเขา มาปีแรกเขาก็ไม่ยอมสอน ทำท่าดุเลย อีกปีหน่องก็กลับมาใหม่ คราวนี้เขายอมสอน ก็เรียนแพตเทิร์น ไปซื้อผ้ามาทำเอง ของสถาบันต่างๆ หน่องก็ไปเรียนนะ  แต่หน่องคิดว่าเรียนกับช่างด้วยน่าจะดีกว่า เขาทำงานจริง ประสบการณ์เยอะ เขาก็สอน ถึงหน่องจะทำไม่ค่อยได้ แต่ทำให้ได้รู้ว่าพื้นฐานมันประมาณนี้นะ จะผลิตต้องแบบนี้ๆ พอมาทำจริงยากกว่าเดิม ผ้าแต่ละแบบก็เย็บบางอย่างได้ไม่เหมือนกัน ก็เปลี่ยนๆ มา มีนั่งทำโครงสร้าง คอนเซ็ปต์แบรนด์ ปรับตามการผลิตด้วย

 

               “พอมาเจอปฏิทินก็ลองทำดู จริงๆ แล้วมีของแบบอื่นด้วย แต่ชิ้นนี้ที่โพสต์เฟซบุ๊กไปเล่นๆ แล้วมันขายได้ เลยลองถ่ายทดลองขายดูก่อน คนหาว่าบ้าก็เยอะ ทำไมขายของชิ้นเดียว แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่ เพราะตอนแรกคิดว่าจะให้เพื่อนถ่าย แบบก็เอาเพื่อน ถ่ายไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก หลังจากนั้นหน่องได้รู้จักกับพี่เป็ด ชาคริต ซึ่งเป็นช่างภาพ แล้วพี่เขาเก่งมาก รวมกับได้รู้จักน้องนางแบบคือน้องฮาร์ดี้ ก็เลยยอมลงทุนเพิ่มอีกนิดดีกว่า คิดว่าทีซื้อของไร้สาระยังได้ เอามาลองทำงานจะได้ได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น ก็เอาเงินทั้งหมดที่ขายผ้าพันคอปฏิทินได้มาถ่ายงาน ซึ่งต้องขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ มากที่ให้คำปรึกษาและช่วยอุดหนุน รวมถึงพี่ฮ่องเต้ที่ให้โอกาสเราไปขายที่งาน Jam factory ทำให้เรามีเงินมาเริ่มชิ้นงานต่อๆ ไป ที่สำคัญต้องขอบคุณคุณอามากๆ ที่ช่วยสอน หน่องกังวลอยู่นานว่ามันจะขายไม่ได้ จนปัญหาเรื่องกังวลเป็นปัญหาหนักพอกันกับตัวงานเลย เลยไม่กล้าขายมานานมากๆ แต่คิดว่าคุณอาคงผิดหวังมากกว่าอีกถ้าไม่ทำอะไรเลย ทุกครั้งที่กลัวก็นึกถึงคุณอาแล้วมีกำลังใจ ขอบคุณที่รอให้เราพร้อม เวลาเราทำงานเพราะเรารักใคร มันเป็นแรงผลักดันที่ดีมากเลย”

 

 

 

หลายๆ คนมองว่า การทำงานแฟชั่นอาจไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่มีไอเดียก็เริ่มต้นได้ อยากจะบอกกับคนเหล่านั้นอย่างไรบ้าง ในด้านธุรกิจ

               “พอเป็นธุรกิจก็ต้องมีปัจจัยมากมายมากๆ ให้ต้องคำนึง ส่วนมากเป็นการผลิต วัสดุ พอเราอยากทำอะไรก็ลองเลย บางทีมันอาจจะดูเป็นไปได้ยาก แต่ระหว่างทางเราจะได้เจออะไรใหม่ๆ แน่นอน ทำให้เราจับปรับเปลี่ยนมาจนดีขึ้นเรื่อยๆได้ แล้วถ้าเราแสดงความพยายาม ถึงโรงงานหรือช่างคนนี้จะไม่ช่วยเรา แต่เราไม่หยุดแสดงความพยายามให้โลกได้รับรู้ ต้องมีคนช่วยเราแน่ ระหว่างทางก็อย่าลืมสังเกต ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม ส่วนเรื่องต้นทุนก็สำคัญเพราะถ้าเราอยากนำไปขายช่องทางอื่น มันก็จะมีเปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นอุปสรรค ก็คงต้องพยายามต่อไปค่ะ ไม่มีวันไหนชีวิตไม่ต้องแก้ไข มันไม่น่าจะมีอะไรลงตัวตั้งแต่ครั้งแรกแน่นอน”

 

อยากให้ช่วยเล่าถึงประสบการณ์การทำแฟชั่นออนไลน์สักนิด ยุคนี้แฟชั่นออนไลน์ต้องปรับตัวอย่างไร เช่น การมี influencer แนะนำ การถ่ายภาพแฟชั่นเพื่อนำเสนอมีความสำคัญแค่ไหน 

               “ยุคนี้ยากนะ อะไรๆ ก็ต้องเป็นภาพ อะไรฮิตแป๊บเดียวก็มีเรื่องใหม่ เพราะมันรวดเร็วมาก แต่ข้อดีก็คือเราก็พุ่งไปหาใครได้เร็วเหมือนกัน ส่วนตัวหน่องคิดว่าหน่องยังทำได้ไม่ครบและยังไม่ดีพอมากๆ จริงๆ เบื้องต้นควรจะโพสต์ทุกวัน ควรจะมีเว็บไซต์ เพราะของของหน่องดีเทลเยอะ น่าจะอธิบายได้ดีกว่า รูปดีเทลชุด วิดีโอการแนะนำการใช้งานต่างๆ การpairing product เรากับของไฮเอนด์ motion ต่างๆนานา  ตอนนี้ก็ทำเองเสียส่วนใหญ่ อย่างวิดีโอ พี่เป็ดช่างภาพเขาใจดีทำให้ อันนี้ก็ต้องขอบคุณค่ะ รูปทุกรูป หน่องก็มาทำเพิ่มเองด้วย การปรับแสง รีทัชเล็กน้อย ตอนแรกทำไม่เป็นเลยนะ ก็หัดเอา หาคนสอน เดี๋ยวนี้คนตัดสินจากภาพ ต้องทำภาพให้สวยๆ ไว้ก่อน ทำเป็นเองมันก็ดี จะได้ลองปรับแต่งเผื่อเจออะไรใหม่ๆ ด้วย แล้วก็เรื่อง influencer ก็โชคดีมากที่คุณหวานเจี๊ยบ (ผู้จัดการดาราชื่อดังหลายท่าน) ติดต่อมา ต้องขอบคุณพี่หวานมากๆ ที่ให้โอกาสเรา แนะนำเราให้ดาราคนอื่นอีก พี่หวานเป็นคนมีชื่อเสียงคนแรกเลยที่ติดต่อมา

 

               “แรกๆ เหนื่อยมาก ยิงโฆษณาตลอด ในไอจี เพราะเคยขายของออนไลน์แล้วรู้สึกว่าในเฟซบุ๊กลูกค้าไม่ค่อยตรงกับสินค้าเรา หน่องก็ปรับ interest ไปเรื่อยๆ มีทดลอง interest กว้าง แคบ niche mass แล้วก็ตลอดเวลา มีเข้าไปกด like คนต่างๆ คนละ 10 รูป เช่นคนนี้กด like รูปแบรนด์นี้นะ เขาน่าจะชอบแบรนด์เรา หน่องก็เข้าไปกด like เขาเลย 10 รูป ทำอย่างนี้รวมกับยิงโฆษณาด้วย ทำอยู่หลายวันมากทั้งวันไม่หยุด หน่องว่าสำคัญสุดคือเราน่าจะสังเกตว่าคนอื่นนำเสนอยังไงอะไร ลองคิดดู ให้เวลากับมันทุกวัน แล้วจะเจอสิ่งที่เหมาะกับสินค้าเรา”

 

 

ที่มาของชื่อแบรนด์ SnakeFishFish  

               “ตอนแรกไปซื้อผ้ายังไม่รู้เลย มีหน้ากว้างหน้าแคบด้วย คนขายถามยังงง จนตอนนี้มีแทบทุกชนิด ลองทดสอบคุณสมบัติไปครึ่งกิโลเมตรแล้วมั้งคะ ส่วนชื่อนี้มีน้องคนหนึ่งชื่อน้องแอร์พูดขึ้นมา ตอนนั้นมีการรวมกลุ่มของเพื่อนๆ ที่พยายามทำอะไรใหม่ๆ เหมือนกันแต่ทำไม่เป็น น้องเขาก็บอกว่า งูๆปลาๆ snakefishfish มาก หน่องก็ชอบเลย ดูง่ายๆ ดี เป็นสัตว์ด้วย หน่องชอบสัตว์ ก็ถามน้องต่อ ทำไมมี snake เดียว แอร์บอกว่า มันยาวไปพูดยาก อีกอย่างมันก็น่ารักดี เป็นมิตร จริงใจ ดูไม่เก๊กมาก แล้วหน่องเชื่อว่า ทุกอย่างก็เริ่มจากไม่รู้ก่อนเสมอ ก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนมาเป็น 100-200 ชื่อเลย กว่าจะชอบ”

  

ก้าวต่อไปและโอกาสที่อยากจะทำ เรื่องการนำ Local Story มาบอกเล่าเป็นแฟชั่น

               “ก็อยากนำ local ที่เป็น local ของโลกมาทำด้วยค่ะ แต่อาจจะมีผสมความไทยเข้าไปด้วย local ของโลกหมายความว่า เป็นความท้องถิ่น ถ้าแปลอีกอย่างสำหรับหน่องคือ สิ่งทั่วๆไปที่คนรู้จัก สิ่ง common ที่เป็นมาตรฐานก็ได้ค่ะ นำมาดัดแปลง แล้วก็อยากเอาเรื่องการเมืองมาทำด้วย แต่คิดว่าก็ต้องเลือกอันที่คนต่างชาติจูนได้ด้วย พอทำมาเป็นเสื้อ รูปแบบก็น่าสนใจสำหรับคนชาติอื่นด้วย แล้วก็ถ้ามีเงินมากพอก็อยากไปเที่ยวประเทศไทยให้มากกว่านี้ ไปดูอะไรแปลกๆ ไปหาไอเดีย ไม่ใช่แค่เอกลักษณ์ไทยที่น่าสนใจ แต่เป็นทักษะชาวบ้านที่มีอยู่ แต่ยังมีมุมที่คนอาจยังไม่รู้อีกมาก”

 

 

 

ฝากอะไรถึงคนที่ชื่นชอบผลงานชุดปฏิทินจีน

               “ขอขอบคุณคุณลูกค้านะคะที่อดทนรอ แต่ละชิ้นยากมากๆ ทุกชิ้นหน่องตั้งใจ เพราะรู้ว่าการได้ของขวัญหรือซื้อให้ตัวเอง รู้สึกยังไง หากทำผิดพลาดไปก็ขออภัยจริงๆ ค่ะ ทุกอย่างที่ทำมา สุดท้ายถ้าไม่มีคุณลูกค้าคงไม่มีความหมายเลย ฝากติดตามผลงานของหน่องได้ที่อินสตราแกม snakefishfish_official ค่ะ”  

 

Text : Chayanee A.
Photo : พุทธิพรต เพ็ชรสุกใส