Muse Mag Online Vol. 22 : แฟชั่นจ๋า


Muse Idol : ไอด้า - ไอรดา ศิริวุฒิ แฟชั่นที่ฉันเป็น

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-11 รูป จากทั้งหมด 11 รูป

ไอด้า - ไอรดา ศิริวุฒิ แฟชั่นที่ฉันเป็น

 

                  “วินเทจ สตรีทสไตล์ มัน ซ่า เปรี้ยว สนุก” นี่คือคำจำกัดความเมื่อเราเห็นสไตล์ของไอด้า - ไอรด้า ศิริวุฒิ แฟชั่นนิสต้าร่างเล็กผ่านอินสตาแกรมและผ่านหลายบทบาทของเธอ


                 
ถ้าไม่ได้คุยกับเธอวันนี้ เราจะไม่รู้เลยว่าความเปรี้ยวซ่าในสายแฟชั่นของเธอมีที่มาที่ไป       

เราคุยกับเธอตั้งแต่ชีวิตครอบครัวที่เปิดร้านตัดเสื้อ คอสตูมชุดโปรดสมัยอนุบาลและปัจจุบัน ความหลงใหลอยากรู้ในโลกแฟชั่นพาเธอไปสมัครเรียนคอร์สแฟชั่นดีไซน์ และปีนี้เข้าปีที่สองของการเรียนแล้ว

มารู้จักตู้เสื้อผ้าและโลกแฟชั่นของไอด้ากัน

 

 

 

คุณอินกับแฟชั่นตั้งแต่เมื่อไหร่

                  ตั้งแต่จำความได้ (ยิ้ม) ย้อนไปตอนเด็กๆ คุณแม่เป็นดีไซเนอร์ ทำห้องเสื้อ มีธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหม ชื่อ “ไอรดาผ้าไหม” ที่โคราช แม่จะชอบตัดเย็บชุดให้เราใส่เวลามีงานโรงเรียน เราก็จะบอกว่า ขอกระโปรง 3 ชั้นนะ เอาสีๆ มีระบายๆ เป็นคนชอบแต่งตัวเยอะตั้งแต่เด็กเลยค่ะ และเวลาไปโรงเรียน ถ้ากระโปรงยาวเกินเข่า เราจะไม่ยอมไป จะร้องกรี๊ดๆๆ เลย เป็นความรู้สึกว่าต้องกระโปรงสั้นเหนือเข่าฉันถึงจะสวย ฉันเป็นผู้หญิง

 

 

 

นอกจากเห็นคุณแม่ทำงานในห้องเสื้อแล้ว ภาพจำของครอบครัวเป็นต้นแบบด้านแฟชั่นให้เราอย่างไร

                  ภาพจำคือ คุณแม่เปรี้ยวมากในยุคนั้น ใส่กางเกงลายเสือ ปากแดง ต่างหูใหญ่ๆ วินเทจจ๋า แม่เป็นสาวแซ่บ ในขณะที่พ่อจะเป็นคนเซอร์ๆ หน่อย เราซึมซับมาจากพ่อและแม่ เหมือนเป็นลูกผสม เอาส่วนหนึ่งของแม่มาคือความเปรี้ยว แล้วก็เอาส่วนเซอร์ๆ ของพ่อมาเสริม บ้านเราชอบแต่งตัวกันทั้งบ้าน เวลาไปช็อปปิ้งจะไปกับพ่อ ยิ่งไปจตุจักรไปรื้อไปคุ้ยกันสองคนกับพ่อจะสนุกมาก ไปโซนของมือสอง ไปคุ้ยเสื้อที่ร้านเสื้อยืดวินเทจเกือบทุกอาทิตย์ เราจะช่วยกันเลือกเสื้อผ้า ถ้าเลือกมาพ่อใส่เสร็จหนูก็ใส่ต่อ เดินได้ไม่มีเบื่อ ถ้าเสื้อผ้าของแม่กางเกงเอวสูงที่ทรงเปรี้ยวๆ ผ้าสวยๆ เราก็จะเอามาใส่

 

 

สไตล์ในแบบไอด้า

                  เราไม่เคยมองว่าใครเป็นไอดอลด้านแฟชั่นเลย มันเหมือนสไตล์ใครสไตล์มัน ช่วงเด็กจะค่อนข้างเป็นตัวเองเยอะ อยากใส่อะไรก็ใส่ ทำอะไรก็ทำ ใครไม่เข้าใจก็ไม่สน เหมือนเอาความชอบ ความมั่นใจในตัวเองเป็นหลัก คนจะชอบคิดว่าเราเป็นคนเปรี้ยวจ๋า มั่นใจสุดๆ แต่เราไม่ได้มั่นใจถึงขนาดที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น เราแค่มั่นใจในตัวเองเฉยๆ ว่าสิ่งที่ฉันเป็นอย่างนี้คือฉัน ซึ่งมันก็แฮปปี้แล้ว ฉันมีความสุขแล้วฉันก็คิดว่ามันน่าจะดีที่สุดแล้ว

 

                  เราเป็นคนชอบแต่งตัวเยอะ เลเยอร์หลายๆ ชั้น เล่นสีเยอะๆ วันไหนแต่งแบบนี้จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะถ้าได้แต่งตัวแบบบอยๆ เราเป็นคนอินกับคาวบอย อินเดียนแดง สะสมหมวกคาวบอย เสื้อหนัง เสื้อกั๊ก รองเท้าบู๊ต ยิ่งถ้าวันไหนได้แต่งตัวเป็นคาวบอยแบบเต็มตัวจะรู้สึกพอใจมาก รู้สึกว่าเราต้องเกิดยุคนั้น เคยแต่งไปมหาวิทยาลัย จนเพื่อนถามว่า วันนี้ไม่ขี่ม้ามาด้วยล่ะ (ยิ้ม)  


แฟชั่นชิ้นโปรดที่เคยได้มาในราคาถูกที่สุดและแพงที่สุดคือ

                  เคยได้แว่นตา Ray-Ban มือสองในราคา 20 บาท เสื้อยืดที่ผ้าดีมาก 5 บาท (ไม่รู้ขโมยใครมาหรือเปล่า) เมื่อก่อนตอนเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว จ.นครปฐม เรามีเพื่อนเป็นเด็กถิ่นพาไปเดินตลาดมือสอง มักได้ของถูกและเก๋เยอะมาก ส่วนแพงที่สุดก็เคยไปถึงหลักแสน พวกงานวินเทจ แต่มีชิ้นหนึ่งที่ทุกคนบอกว่าไม่เมคเซนส์ แต่สำหรับเราคือมีคุณค่าทางใจมาก มันเป็นเสื้อแจ็กเก็ตของช่างที่ผ่านสงครามโลก เสื้อขาดเหมือนโดนระเบิดมาจริงๆ มีคราบเขม่าดินปืน คือคนขายก็ไม่ได้ตั้งใจจะขายด้วย เหมือนเขาแค่โชว์ แต่เราเหมือนตาหาเรื่อง หันไปเห็นแล้วก็แบบ เฮ้ย นี่มันคือเนื้อคู่ ก็ขอเขาซื้อมาในหลักหมื่น แม้ราคาจะโหดอยู่ แต่รู้สึกว่าตัวนี้มันปล่อยไม่ได้จริงๆ

 

 

 

อยากฟังไทม์แมชชีนด้านแฟชั่นของไอด้าบ้าง

                  เราน่าจะถือได้ว่าเป็นเด็กยุค 90’s เลย เดินสยามสแควร์ ไปเซ็นเตอร์พอยท์ เรียนพิเศษที่นั่น กินชานมไข่มุก ยุคนั้นคนยังไม่ค่อยแต่งตัวสนุกเท่ายุคนี้ ยุคนี้ถือว่าสนุกมาก เวลาเราไปไหนแล้วเจอคนที่แต่งตัวเยอะๆ แต่งตัวจัดๆ เรารู้สึกดีนะ รู้สึกว่ามันเพลินหูเพลินตา เพราะว่าเป็นคนชอบแฟชั่น แล้วบางทีเราคิดว่าเด็กรุ่นใหม่แต่งตัวเก่ง แต่งตัวเก๋จังเลย อาจเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 

                  เมื่อก่อนอยากอัพเทรนด์ใหม่ๆ ต้องเปิดแมกกาซีน เช่น Cheeze, I-like, Knock-Knock, Cawaii เราเสพแฟชั่นทางนี้หมด และเข้าวงการบันเทิงได้ก็เพราะแมกกาซีนนี่ละ ตอนนั้นเรียนปี 1 ไปเดินจตุจักรกับพ่อ เราแต่งตัวคาวบอยจ๋ามาก มีพี่ช่างภาพมาขอถ่ายรูปและขอข้อมูลติดต่อเราไว้ ผ่านไปจนเรียนปี 4 ทาง Cheeze Magazine ก็ติดต่อกลับมาเพราะได้คอนแท็กจากพี่ช่างภาพคนนั้น

 

ที่คุณบอกว่า ยุคนี้ผู้คนแต่งตัวสนุกกันมากขึ้น เพราะอะไร

                  เรารู้สึกว่าแฟชั่นยุคนี้เป็นลูกผสมมากขึ้น เมื่อก่อนเราจะเห็นคนยุคอีโม ไปจตุจักรเราจะเจอเด็กพังก์ ไปสยามก็จะเป็นเด็กสตรีท แต่ละสไตล์ก็จะชัดเจนเลยว่า คุณอยู่ใน Sub-Culture แบบใด แต่ว่ายุคนี้แทบแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นอะไรกันแน่ เพราะว่าเหมือนคนเปิดกว้างเรื่องแฟชั่นมากขึ้น แล้วก็รับวัฒนธรรมแบบเต็มๆ ในหนึ่งคนอาจจะแต่งตัวทั้งสตรีท ทั้งสปอร์ต ทั้งลุคคุณหนู หรือแม้แต่สาวหวาน แม้แต่ตัวเราเองเรายังเปลี่ยนไปแต่ละวันเลย คิดว่ายุคนี้คนสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น แล้วก็มีไอเดียเยอะแยะ อาจเพราะมีช่องทางมากขึ้นในการรับรู้ทางโซเชียลมีเดีย คลิกไปที่ไหนก็เจอสไตล์และแฟชั่นทั่วทุกมุมโลก จึงเกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมมากขึ้น มีการแต่งกายที่เก๋ๆ มากขึ้น แปลกตามากขึ้น

 

 

 

จากเด็กที่เติบโตมาในร้านไอรดาผ้าไหม เรียนวิศวกรที่มหาวิทยาลัยศิลปากร อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไอด้าเลือกเรียนแฟชั่นดีไซน์  

                  คนรอบตัวก็บอกตั้งแต่ช่วงมัธยมแล้วว่าถ้าเราจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทำไมเราไม่เรียนแฟชั่น ในเมื่อเราชอบแต่งตัว แต่ ณ ตอนนั้นเราติสต์มาก ของอย่างนี้มันต้องเรียนด้วยเหรอ มันเป็นเซนส์หรือเปล่า รสนิยมแต่ละคนมันสอนกันได้ด้วยเหรอ เราคิดอย่างนั้น แล้วเราก็ไม่อยากเรียนเพราะเรารู้สึกว่าเรากลัวโดนกลืนความเป็นตัวเราออกไป กลัวว่าแบบการเรียนจะตีกรอบเรา เราไม่อยากเป็นตามที่ทุกคนขีดเส้น บวกกับเราเป็นเด็กวิชาการตั้งแต่เด็ก คุณเป็นคุณหมอ เป็นผู้จัดการธนาคาร อาเลี้ยงดูเราในช่วงที่พ่อกับแม่ทำงาน เขาก็จะสอนเรื่องวิชาการ ให้เราเข้าค่ายวิชาการตั้งแต่เด็ก จำความได้ ตี 5 ตื่นมานั่งท่องสูตรคูณเลขแล้ว แล้วเราก็เรียนได้ดี วิชาวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา ถึงเวลาสอบเอนทรานซ์ก็เลยเลือกวิศวะฯ เพราะเราหัวไปได้ ไม่มีโอกาสได้มาแตะทางแฟชั่นเลย แม้จะรู้สึกกับตัวเองอยู่ตลอดว่าเราอยากตัดเย็บเป็น เราอยากทำเสื้อผ้าใส่เองเป็น ที่ผ่านมาซื้อเสื้อผ้าไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยถูกใจ ตอนเด็กๆ คุณแม่ตัดเสื้อผ้าให้เราบ่อยมาก แล้วเราก็จะชอบบอกตรงนู้นตรงนี้ เขาก็จะทำให้ ตามใจเราหมด พอตอนนี้โตมามีลูกแล้ว ลูกเริ่มเป็นสาว (น้องลัลลาเบล ศิริวุฒิ) พอรู้ว่าแม่มาเรียนแฟชั่น เขาก็คาดหวังว่าเราจะตัดเย็บชุดให้เขาใส่ได้ สมมติว่าเขาบอกขอเอาครีบตรงนี้ เอาระบายตรงนั้น เรารู้สึกว่าถ้าเราทำได้คงเจ๋ง เหมือนที่ครั้งหนึ่งแม่เคยทำสิ่งนี้ให้กับเรา เมื่อมีโอกาสตอนนี้ พร้อม ก็เลยเลือกเรียนแฟชั่นเสียเลย

 

คาดหวังอะไรบ้างกับการลงเรียนคอร์สแฟชั่นดีไซน์ครั้งนี้

                  ตอนแรกแค่อยากจะหาอะไรเรียน เพราะรู้สึกว่าเรามีแพลนจะต่อปริญญาโทอยู่แล้ว แต่เราก็ยังไม่มีโอกาสสักที ทำงานเสร็จแล้วมีลูกอีก คือชีวิตมันขาดช่วงไปเลย จริงๆ เราเป็นคนชอบเรียน ชอบอ่านหนังสือนะ เห็นหน้าอย่างนี้ (หัวเราะ) รู้สึกว่าหาอะไรเรียนดีกว่า จนมาเจอที่นี่ CIDI สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ ตอนมา Open House ก็รู้สึกชอบ ได้เรียนหลักสูตรอิตาลีด้วย เรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย เหมือนได้ฝึกภาษาไปในตัว ตอนที่เราได้ดูผลงานของรุ่นพี่ ทุกคนแตกต่างกันเลย ใครเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีการตีกรอบ จึงตัดสินใจมาเรียน จากตอนแรกที่ไม่ได้คาดหวัง ก็เริ่มคาดหวังว่าเราจะตัดเย็บชุดใส่เองได้ จนมาเจอเพื่อนหลายๆ คน เห็นว่าทุกคนมี passion มีความคิดที่ก้าวไกลมาก ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราจะมาเรียนขนาดนี้แล้ว ตั้งใจขนาดนี้แล้ว ทำไมเราไม่อยากจะมีแบรนด์ หรือทำอะไรเป็นของตัวเองเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ ที่สะท้อนความเป็นตัวเราจริงๆ

 

 

 

เล่าชีวิตนักเรียนแฟชั่นดีไซน์ให้ฟังหน่อย

                  เหนื่อยมากด้วยเพราะว่าสกิลเราศูนย์ ดรอว์อิ้งไม่เป็น สเกตช์ไม่เป็น เราเรียนสายวิทย์มาตลอด เราไม่เคยวาดรูปมาก่อน แถมโลว์เทคมาก เพราะเรียนแฟชั่นมันไม่ใช่แค่การออกแบบ จะมีทั้งโปรแกรม Photoshop, Illustrator เราทำไม่เป็นเลยจริงๆ ทุกอย่างคือการเริ่มต้นใหม่ มันก็ยาก แต่ถ้ามีความตั้งใจจริง ทุกคนก็ทำได้ การจะเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ที่ดีไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องวาดรูปสวย แค่สื่อสารกันได้พอ เพราะว่าบางทีเราต้องคุยกับช่าง เราต้องร่วมงานกับคนหลายๆ คนหลายๆ ฝ่าย แค่สเกตช์หรือวาดแบบง่ายๆ ก็ได้ แค่ให้เข้าใจตรงกัน หลักๆ คือเรื่องของการสื่อสารมากกว่า

 

                  ก่อนหน้านี้เราคิดมาตลอดว่าตายแน่ๆ ก่อนเปิดเทอม คนอื่นเขาวาดรูปกันได้ เราไม่ได้ เรากลัวจะเป็นตัวถ่วงหรือเปล่า จะช้ากว่าเพื่อนไหม แต่พอมาเรียนคือไม่มีใครมาสนใจหรอกว่าคุณจะทำได้หรือไม่ได้ คืออาจารย์สั่งงานแล้วก็ต้องทำ พอลงมือทำก็ทำได้

 

หนึ่งในผลงานที่ภาคภูมิใจ

                  แต่แอบตกใจกับตัวเองเหมือนกัน เป็นผลงานหนึ่งตอนเรียนเทอมแรก วิชาแฟชั่นดีไซน์ ครูให้ทำกระโปรง ซึ่งต้องทำตั้งแต่ออกแบบลายเอง ลงสีเอง เทคนิคเหมือนบาติก เราใช้ผ้าลินิน ซึ่งไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต แล้วก็ต้องมาเย็บเองอีก แต่ทำปุ๊บสนุกมาก พอทำออกมา งานเรามันชัดมากเลย มันดูเป็นเรามาก เหมือนเราได้แสดงความเป็นตัวเอง และทำได้จริงๆ เป็นวิชาเรียนที่สนุกมาก

 

                  เราเป็นคนเชื่อมาตลอดว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน การกลับมาเรียนแฟชั่นเหมือนได้ทำตามความฝันตัวเองอีกครั้ง เราเป็นคนชอบเรียน ถ้าไม่รู้อะไร เราจะหาคำตอบจนรู้ เรื่องแฟชั่นก็เช่นกัน ถ้าสนใจอะไรแล้วก็ต้องรู้ในเรื่องนั้นให้ได้ ต้องเป็นทุกอย่าง อยากรู้ อยากเข้าใจในศาสตร์และสิ่งที่ตัวเองชอบ ถึงไม่มีทักษะมาก่อน แต่ไอด้าเชื่อว่าการเรียนรู้อยู่ที่การฝึกฝน แล้วพอมาเรียนก็อเมซิ่งกับตัวเองจริงๆ เชื่อว่ามนุษย์เราไม่มีขีดจำกัด

 

 

 

 นอกเหนือจากการเรียนในคลาส ไอด้าเรียนรู้แฟชั่นจากอะไรบ้าง

                  การเดินทางค่ะ เราชอบญี่ปุ่นมาก หลังจากที่บ้านทำผ้าไหม พ่อแม่ก็ไปทำธุรกิจที่ญี่ปุ่นด้วย เราก็เลยได้มีโอกาสไปอยู่ญี่ปุ่นบ่อยมาก เราชอบดีเทล ชอบความคราฟต์ สังเกตจากการแต่งกาย เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับบ้านเขา เราเห็นถึงเอกลักษณ์และมีรายละเอียดที่ประณีต ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสไปดูโรงงานเครื่องหนังที่จังหวัดโทจิงิ ได้เห็นกระบวนการผลิตตั้งแต่เอาหนังวัว หนังจระเข้สดๆ มาผ่านกรรมวิธีฟอก และกรรมวิธีต่างๆ จนสำเร็จเป็นเครื่องหนังอย่างรองเท้า กระเป๋า เพื่อส่งขายต่อให้แบรนด์ระดับโลกได้ เป็นการเดินทางที่ประทับใจมาก เพราะน้อยคนที่จะมีโอกาสได้เข้าไปชม

 

แฟชั่นสำหรับคุณคืออะไร

                  เหมือนเป็น way of life เลย นอกจากมันจะบ่งบอกบุคลิกของเราแล้ว มันเหมือนช่วยให้เรา inspire เราด้วย

 

ขอขอบคุณ : สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ CIDI เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายทำ