Muse Mag Online Vol. 17 : เพราะทุกการเรียนรู้ สนุกกว่าที่คิด


Muse Plus : โรงเรียนอนุบาลชนานันท์ โรงเรียนแห่งความสุข

Museum Siam

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-13 รูป จากทั้งหมด 13 รูป

โรงเรียนอนุบาลชนานันท์ โรงเรียนแห่งความสุข

 


             บนทำเลตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กว่า 40 ปีแล้วที่โรงเรียนอนุบาลแห่งความสุขแห่งนี้เปิดการเรียนการสอน โดยมีผู้ก่อตั้ง คือ คุณครูแจ๊ด-เอมอร ศรีวรรธนะ ที่เป็นผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการโรงเรียน ด้วยความฝันและใจรัก

 

            ครูแจ๊ดลุยเปิดโรงเรียนในสไตล์ “มวยวัด” บนที่ดินของครอบครัวเธอเอง เพราะเชื่ออย่างยิ่งว่าเด็กๆ ควรจะได้รับความสุขตามประสาเด็ก และควรได้เรียนรู้อย่างสมวัย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กๆ ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สนุกกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปรับตัวได้ดีในทุกสถานการณ์

 

            ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงอนุบาล 3 โดยมีคุณนุ้ย-นิศจยา ศิริวรรณ หลานสาว ที่เคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเข้ามาร่วมบริหารงาน เกิดเป็นการทำงานของสองเจเนอเรชั่นที่ยังคงให้สำคัญกับความสุขคุณภาพ และมองเห็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน

 

 

จากความฝันสู่การลุยทำโรงเรียนในสไตล์ “มวยวัด”   

            เมื่อพบกัน ครูแจ๊ดในวัย 75 ปีที่ยังแคล่วคล่อง มีอารมณ์ขัน มีใจรักเด็ก “Young at Heart” และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ได้เล่าว่า เธอไม่ได้เรียนจบด้านการศึกษา แต่ทำโรงเรียนขึ้นมาด้วยใจรักล้วนๆ “เราทำแบบมวยวัด ทำไปเรื่อย จนเวลานี้เรากำลังจะเข้าปีที่ 42 แล้ว ในปีการศึกษา 2561 นี้ ) โดยที่ก่อนหน้านี้ เราจบเกษตรฯ พืชสวน (ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เอกไซโตเจเนติก เกี่ยวกับโครโมโซมต้นไม้ (Plant Cytogenetics) ที่พอจบแล้วได้ทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) จากนั้นบินไปเรียนต่อโทที่สหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน กลับมาเมืองไทยมีลูก ก็เลยทำโรงเรียนชนานันท์แบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปขึ้นมา”

 

ปีแรกของการทำโรงเรียนแห่งความสุข “งานสร้างความเชื่อมั่น”

            “เทอมแรกของชนานันทน์ คือ พฤษภาคมปี 2520 มีเด็ก 37 คนในปีนั้นค่ะ” ครูแจ๊ดผู้ปลุกปั้นโรงเรียนมากับมือจำเปิดเทอมแรกของโรงเรียนได้อย่างแม่นยำ ก่อนเล่าถึงภารกิจสร้างแบรนด์ชนานันท์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้จักและพาลูกหลานมาเข้าเรียนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย “ตอนนั้นมีตลาดบางเขนหรือตลาดอมรพันธ์ ที่สมัยก่อนแม่ครัวจะหิ้วตะกร้าเอาใบโฆษณาไปแจก สาวใช้ในบ้านก็ไปโฆษณาบอกต่อตามบ้านคนด้วย เพื่อให้คนละแวกนี้รู้จักโรงเรียนของเรา แต่เนื่องจากว่าการเรียนการสอนเราเป็น ’แบบนี้’ (เน้นเล่นและความสุข) ตอนสมัยปี 2520 คนก็ยังไม่เข้าใจมากนัก และมีคนที่ไม่ชอบการเรียนการสอนรูปแบบนี้

 

            “แต่ก็บังเอิญโชคดีที่ว่าที่ดินผืนนี้ ถ้าวัดออกไปรัศมี 1 กิโลเมตร จะมีหน่วยงานหลักๆ อย่างหน่วยราชการหลายแห่งซึ่งมีคนทำงานที่มีความรู้ ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมยุทธโยธาทหารบก กรมวิทยาศาสตร์ทหารบกกรมป่าไม้ การไฟฟ้าภูมิภาค ปตท. วิทยาลัยครู พระนคร หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครในปัจจุบัน มศว บางเขน เป็นต้น พออยู่ในแหล่งคนมีความรู้ คนกลุ่มนี้เขาก็จะเข้าใจ ส่งลูกมาเรียน โดยที่เราเองก็ไม่มีบริการรถรับส่ง และใช้เวลานาน 7-8 ปี กว่าคนจะเข้าใจและรู้จักโรงเรียน ซึ่งก็ต้องขอบคุณคนรุ่นแรกที่ใจถึงและส่งลูกมาเรียนกับเรา (ยิ้ม)”

 

 

ทักษะการใช้ชีวิตบวกความสนุก” การเรียนการสอนที่โรงเรียน

            ท่ามกลางโรงเรียนทางเลือก โรงเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษและโรงเรียนนานาชาติที่มีรายละเอียดแตกต่าง โรงเรียนแห่งนี้ก็มีรูปแบบการเรียนการสอนเฉพาะในแบบฉบับชนานันท์ “ก็เป็นชนานันทน์ในแบบของเราที่เลือกผสมผสาน อย่างการเรียนการสอนมอนเตสซอรี่ (Montessori Method) นี่ก็ดีนะคะ แต่ถ้าเราทำมอนเตสซอรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ เด็กจะขาดปฏิสัมพันธ์กับคน เราเลยผสมผสาน ฝึกให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้จากประสบการณ์ ที่พอได้ลงมือทำโดยเน้นสัมผัสทั้ง 5 ก็จะแก้ปัญหาด้วยตนเองได้สมวัย แค่นี้เราก็พอใจ พร้อมกับสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเองตลอดชีวิต จริงๆ สิ่งที่เราสอนมากที่สุดคือการสอนทักษะการใช้ชีวิตให้เด็กๆ มากที่สุด เน้นความเรียบง่าย ไม่มีอะไรหรูหรา หวือหวา แต่ทุกคนต้องมีวินัย มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรมจริยธรรม รับผิดชอบตัวเอง เด็กจะถือถุงผ้าเอง ถอดรองเท้าขึ้นชั้นเอง เด็กทุกคนทำได้นะคะ สองขวบครึ่งก็ทำได้แล้ว (ยิ้ม) และจะบอกผู้ปกครองว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตลอดเวลานะ ไม่ใช่ในห้องเรียนหรือโรงเรียน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ”

 

            ที่แน่ๆ เมื่อเรียนที่นี่เด็กๆ จะได้รับการหล่อหลอมให้มี JANANAN Spirit หรือการปลูกฝังให้มีสปิริตตามแบบหนูน้อยชนานันท์ ที่ได้แก่ “J” Joyful เริงร่า “A” Able สามารถ “N” Nice คนดีมีน้ำใจ “A” Active ว่องไว “N” Natural สดใสตามธรรมชาติ “A” Adjusting ปรับตัวได้ และ “N” Native รักความเป็นไทย เพื่อให้เด็กเป็นที่รักสำหรับทุกคนตามแนวทางในการพัฒนาเด็กของโรงเรียน

 

 

หนึ่งวันเด็กๆ ทำอะไรกันบ้าง

            เป็นภาพชินตาที่ในตอนเช้าคุณครูเวรจะพร้อมกันทุกจุดที่เวลา 6.45 น. เด็กที่มาก่อนเวลาจะต้องรอและใช้เวลาในรถกับผู้ปกครองก่อนจนถึงเวลา 6.45 น.ทุกวันจึงจะสามารถเข้าโรงเรียน เมื่อมาถึงเด็กๆ จะเก็บถุงผ้าและรองเท้า เปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะ เพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนชื้น ก่อนได้รับอนุญาตให้ลงมาเล่นที่สนามเด็กเล่นทั้งหมดที่มีครูคอยดูแลรอบสนาม ลดปัญหาอุบัติเหตุในห้องเรียน พอถึงเวลา 8.45 น. จะเป็นเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ เข้าห้อง ที่ภายในห้องเรียนอนุบาล 1 อนุบาล 2 จะเปิดศูนย์การเรียน ที่ในแต่ละห้องเรียนจะมีศูนย์การเรียนต่างๆ เช่น ศูนย์น้ำ ศูนย์ทราย ศูนย์แป้งสาลี ศูนย์ตัดปะ ศูนย์กรรไกร ศูนย์สีเทียน ศูนย์บ้าน ศูนย์หนังสือ ที่เล่นกันได้อย่างอิสระเท่าที่อยากเล่น แต่มีกติกาที่คุยกันว่าหากจะย้ายไปยังอีกศูนย์ เด็กๆ จะต้องไม่เอาของจากศูนย์นี้ติดตัวไปเล่น และไม่ใช่มีแค่ข้อตกลงของแต่ละศูนย์การเรียน ที่นี่ยังมีข้อตกลงของห้องเรียนและข้อตกลงของโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้เล่นอย่างเต็มที่และมีวินัย เรียนรู้ที่จะเคารพกติกา

 

            สำหรับเด็กๆ แล้ว ยิ่งได้เรียนรู้นอกห้องเรียนยิ่งสนุก ทางโรงเรียนจึงได้เน้นให้เด็กๆ ได้เคลื่อนไหว ด้วยการเรียนรู้นอกห้อง อย่างกิจกรรมเล่านิทานและทำงานศิลปะ เราก็จะได้เห็นเด็กๆ และครูนั่งกันอยู่ใต้ต้นไม้หรือที่สนาม แต่ถึงจะเป็นการเรียนที่เน้นเล่น แต่พ่อแม่ผู้ปกครองก็วางใจได้ว่าสิ่งที่โรงเรียนจัดหาสอดคล้องกับแผนการเรียนของเด็กเล็กควรได้รับ ก่อนจะหมดเวลา 5 นาที คุณครูจะปล่อยเพลงเตือนให้เด็กเก็บของเล่น เพื่อให้เด็กเริ่มตั้งใจเก็บงานให้เสร็จ ล้างมือรับประทานผลไม้ และปล่อยให้เด็กเกือบ 400 คนกรูออกมาเพื่อวิ่งเล่นสนุกสนาน ก่อนเริ่มชั้นเรียนใหม่ และรับประทานอาหารตอน 11 โมงเช้า ตามด้วยการแปรงฟัน อาบน้ำ นอนกลางวัน ที่พอตื่นมาล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้า เด็กๆ ก็จะได้ดื่มนม รับประทานของว่าง เล่น ทำแบบฝึกหัดเสริมทักษะ เด็กๆ ยังมีห้องสมุดให้เข้าไปยืมหนังสือกลับบ้านไปอ่าน นี่คือตัวอย่างกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ ที่อนุบาลชนานันท์แห่งนี้

 

 

ห้องเรียน ที่อยู่นอกห้อง

            นอกจากพื้นที่กลางแจ้งขนาดกะทัดรัดภายในโรงเรียนที่ส่งเสริมพัฒนาการ มีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ลองเล่นแล้ว ครูแจ๊ดยังบอกกับเราด้วยว่าโรงเรียนยังเน้นให้ความสำคัญกับห้องเรียนที่อยู่นอกโรงเรียน เพื่อให้เด็กเล็กได้เรียนรู้โลกกว้างอย่างเหมาะสมกับช่วงวัยอย่างแท้จริง “อนุบาลสามคือชั้นที่ทางโรงเรียนจะพาเด็กไปทัศนศึกษา อย่างนาข้าว ที่ศูนย์เรียนรู้โครงการพระราชดำริ (โรงเรียนข้าวและชาวนา) ที่เป็นหน่วยงานภายในของกรมการข้าว อยู่ฝั่งมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ที่ไปกี่ครั้งเด็กๆ ก็ยังสนุกมาก ไปพิพิธภัณฑ์ป่า พิพิธภัณฑ์มด ของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ไปพิพิธภัณฑ์แมลง ของกรมวิชาการเกษตร และยังพาไปอะควอเรียม พาไปท้องฟ้าจำลองที่มีธีมต่างๆ เช่น สายลมมหัศจรรย์ ปลาสายรุ้ง เป็นต้น อย่างสัปดาห์ไหนเรียนเรื่องน้ำ เราก็พาเด็กๆ ไปโรงกรองน้ำบางเขน ไปดูกระบวนการผลิตน้ำ ตั้งแต่ที่มาของน้ำ การตกตะกอน เพื่อเป็นความรู้กับเด็ก พร้อมกับสอนเด็กๆ ให้ช่วยกันประหยัดน้ำที่เป็นทรัพยากรสำคัญ” แม้การพาเด็กเล็กไปเรียนรู้นอกห้องเรียนจะเป็นเรื่องที่มีรายละเอียด และฟังดูเป็นเรื่องยากตั้งแต่เตรียมบุคลากร อาหารการกิน เตรียมรถที่มีเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และอื่นๆ ที่ต้องคิดรอบด้านทุกครั้ง เหนือสิ่งอื่นใดทางโรงเรียนเห็นความสำคัญของประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ และความสุขที่ทุกคนจะได้รับจากกิจกรรมนอกห้องเรียน ที่น่าสนใจคือ เมื่อทางโรงเรียนพร้อม เด็กๆ ต่างตื่นเต้นและพร้อมยิ่งกว่า “เราได้ใบอนุญาตตอบรับจากผู้ปกครองกลับมาเร็วมาก ส่งเย็นนี้ พรุ่งนี้ได้หมดเลย แตกต่างจากจดหมายอื่นๆ เลยค่ะ เด็กๆ เขาจะไปบอกพ่อแม่ มีทั้งขอ มีทั้งบังคับ (เล่าอย่างมีอารมณ์ขัน) ได้มาครบหมดค่ะ (หัวเราะ)”

 

แนวทางเรียนเล่นที่ทำให้นึกถึงโมเดลการเรียนในฟินแลนด์

            “ฟินแลนด์เขาได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับหนึ่งของโลกในการจัดการศึกษาประถมวัยมานานมากแล้ว แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาอันดับเขาตกลง แต่ก็นับว่าเป็นรูปแบบที่ต้องพูดถึง ส่วนโรงเรียนที่อันดับดีขึ้นในช่วงหลังคือ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง จากการทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ (Science) การอ่าน (Reading) และคณิตศาสตร์ (Math) รวม 3 หัวข้อ ซึ่งถ้าคุณไปสามประเทศนี้ เด็กเขาจะไปเรียนพิเศษกันต่อ แต่ฟินแลนด์เขาไม่ต้องการอย่างนั้น แต่ให้ความสำคัญกับ 3 อย่างต่อไปนี้คือ ความสุขของเด็ก (Happiness) การมีส่วนร่วม (Participation) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ที่ทั้งสามสิ่งนี้ต้องมาก่อน บางครั้งเรายังมาพูดเล่นกันเลยว่า เอ๊ะ เราเอาอย่างฟินแลนด์ หรือฟินแลนด์เอาอย่างเรา (เล่าอย่างมีอารมณ์ขัน) ที่ความจริงแล้วน่าจะมาจากที่เราเชื่อในสิ่งเดียวกัน คือ ความสุขของเด็กและพัฒนาการของเด็กก็ต้องเป็นไปตามวัย


            “สิ่งที่เราเห็นจากโรงเรียนคือเด็กที่นี่อยากมาโรงเรียน (เพราะรู้ว่าจะได้มาเล่น) ไม่ใช่เราเก่งกว่าฟินแลนด์หรือที่ไหน เพียงแค่สังเกตเห็นหลายโรงเรียนไปจัดให้เข้มมากไปเพื่อเอาใจพ่อแม่ผู้ปกครอง”

 

 

คุณครูที่เข้าใจความสุขของเด็ก

            “ตอนที่เปิดสอนปี 2520 การศึกษาปฐมวัย หรือการศึกษาก่อนระดับประถมศึกษา (Early Childhood Education) ยังไม่มีแบบเวลานี้ เวลาเราจะสอบสัมภาษณ์ครู นอกจากดูใบสมัครที่กรอกแล้ว เรายังดูด้วยว่า เขียนสะกดการันต์ถูกไหม เรามองว่านี่คือสิ่งที่ติดตัวไปแล้วแก้ไม่ได้ ครูควรใช้ภาษาไทยได้ถูกต้อง ลายมือค่อนข้างอ่านง่ายชัดเจน ไม่ต้องแต่งตัวสวยมาก อยากได้คนที่สะอาด และบ้านใกล้ยิ่งดี มีลูกแล้วเราไม่กลัว เราขอเชิญมาเรียนที่นี่ เพราะลูกคนงานเราก็เรียนที่นี่ เรียนฟรีกันหมด ซึ่งครูทุกคนก็น่ารักมาก ทำงานกันเต็มที่ทุกคน ใครขาดก็ไปเสริมได้เลย เพื่อให้เด็กไม่เสียโอกาสในระหว่างเรียน นอกจากนี้เราอยากได้ครูที่ร้องเพลงไม่เพี้ยน ซึ่งไม่ใช่ได้ทุกคนที่ร้องได้นะคะ ที่จำเป็นเพราะเราใช้ดนตรีในการเตรียมความพร้อมของเด็ก โดยเราอยากได้คนที่วาดรูปได้ บางคนก็ยังเย็บผ้าเก่ง มีอยู่คนหนึ่งชอบเย็บผ้าบุตะกร้าได้ด้วย นี่คือตัวอย่างคุณสมบัติของครูที่เรามองหาในเวลานั้น” ครูแจ๊ดเล่าถึงการคัดเลือกคุณครูในยุคเริ่มต้น

 

           “ตอนหลังจบครูมาก็ดี ไม่จบก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนที่มีใจรักและมีความรับผิดชอบสูง ที่สำคัญต้องมีปฏิภาณไหวพริบ (common sense) ที่ดีมากด้วย เพราะครูต้องตามเด็กให้ทันในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเรียนรู้ เราบอกครูทุกคนว่าแนวทางการสอนที่วางไว้ เปลี่ยนได้ แต่อย่านอกกฎเยอะ อย่างมะม่วงเขียวเสวยต้นนี้ เด็กๆ เห็นแล้วร้อง อู้หู ลูกเต็มเลย เด็กก็อยากกิน เราก็โอเคให้ห้องละ 15 ลูกเลย ครูก็จะไปถามว่าระดับนี้อยากทำน้ำจิ้มอะไรที่ไม่เกินความสามารถของเด็กเอง เช่น อนุบาลสามอยากทำน้ำปลาหวาน คุยกันจบก็ตกลงให้ติดเตาทำตรงนี้ อนุบาลสองทำพริกเกลือเอง แล้วก็มาช่วยกันสอย ใต้ต้นมะม่วงมีกะละมังวางไว้ ล้างเสร็จปอกก็กินใต้ต้นมะม่วงนั่นละ เราอยากให้เห็นว่า อะไรที่มันเข้ามา เราต้องโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้” ครูแจ๊ดเล่าถึงตัวอย่างไหวพริบของครูที่ต้องตามเด็กๆ ให้ทันในทุกสถานการณ์

 

 

กว่า 40 ปีที่ผ่านมาของโรงเรียนแห่งความสุข และความท้าทายข้างหน้า

            “หลักใหญ่เรามีอยู่แล้ว ที่เรามุ่งมั่นสอนทักษะการใช้ชีวิต แล้วปรับเล็กปรับน้อยอยู่ตลอดเวลาในรายละเอียดของ 9 หน่วยการเรียนการสอน อย่างปีการศึกษา 2562 เราจะเพิ่มเติมเรื่องบางเรื่อง เช่น การชั่งตวงวัด หรือเพิ่มเรื่องสัญลักษณ์ที่เดี๋ยวนี้เด็กมีโอกาสเดินทางไปทั่วโลกมากกว่าแต่ก่อน เรามองว่าเด็กๆ ต้องอ่านป้ายสัญลักษณ์ให้ได้ด้วย ในการสอนเด็กๆ เราก็มีเรื่องที่ต้องคุยต้องปรับปรุงกันทุกวัน คอยสังเกตแนวโน้มของสังคมควบคู่กันไปด้วย เพื่อปรับในสิ่งที่คิดว่าครอบคลุมสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของเด็ก โดยที่ยังคงความเป็นเรา

 

            “ในเวลาเดียวกันโรงเรียนเราไม่มี ‘Ambition’ เรื่องตัวเลขที่จะต้องมีเด็กร้อยคน พันคน สองพันคน ถึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ เพราะความสุขความสำเร็จของเราไม่ได้อยู่ตรงจุดนั้น แต่อยู่ที่เรามีความสุขกับงานไหม เด็กได้ประโยชน์ไหม มีความสุขหรือเปล่า แล้วครูมีความสุขหรือเปล่าในเวลาที่เขาทำงานกับเรา อันนั้นต่างหากที่เป็นจุดสำคัญ” ครูแจ๊ดอธิบาย ก่อนที่คุณนุ้ยจะเล่าเสริมจากมุมมองของเธอเอง “โรงเรียนคงจะอยู่อย่างนี้ต่อไป แต่เนื่องจากว่าจำนวนเด็กที่เกิดลดลง เราก็พยายามรักษาคุณภาพทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้แบบนี้ โดยไม่ปิดกั้นสิ่งใหม่ๆ และยังมีอีกหลายต่อหลายอย่างที่เราอยากทำให้กับเด็กๆ” เธอศึกษาจบด้านเศรษฐศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามลำดับ เริ่มเข้ามาร่วมบริหารตั้งแต่ปี 2554 “ต้องยอมรับว่าตอนแรกเรามองว่าสิ่งที่เรากำลังมาทำเป็นธุรกิจของครอบครัวที่เราจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด แต่เมื่อเรามาอยู่ ทำงานตรงนี้แล้ว ก็ได้เห็นอะไรลึกๆ ทำให้อยากทำงานให้กับเด็กๆ จริงๆ อยากทำให้เด็กๆ และผู้ปกครองมีความสุข”

 

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับธรรมชาติของเด็ก และโรงเรียนอนุบาลชนานันท์

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเด็กๆ

“กับเด็กๆ เวลาเราพูดคุย เราต้องให้เกียรติความคิดเขา คำพูดเขา ครูทุกคนที่อยู่มา 40 ปีได้เรียนรู้สิ่งนี้อย่างแท้จริงจากเด็กๆ บางครั้งเจอเด็กที่เฮี้ยวมากๆ เลยนะ รู้หรือเปล่าว่าเด็กให้ธรรมะ เขาสอนให้คุณอดทน อดกลั้น สอนให้คุณหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะดูแลเขา”

 

ผู้ปกครองมีส่วนร่วม

“พ่อแม่ ผู้ปกครองจะทราบว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาลูกเป็นยังไงบ้าง สำหรับเด็กเล็กเราก็จะเน้นเรื่องการกินการอยู่ บอกหัวข้อการเรียนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เวลาอยู่ที่บ้านหรือรถติดเขาก็จะได้คุยกันมา มีบันทึกจากผู้ปกครองถึงครูเพื่อสื่อสารและทำงานร่วมกัน”

 

ลงลึกถึงงานออกแบบสื่อการสอน

“เรายังมีความฝัน คืออยากทำให้สิ่งที่เราทำอยู่ดีขึ้น ง่ายขึ้น และทำให้เด็กสนุกกับการทำแบบฝึกหัดมากขึ้น เรานำการออกแบบมาใช้ ปรับดีไซน์แบบฝึกหัดให้น่าใช้ขึ้น ปรับคำสั่งแบบฝึกหัดให้สนุกขึ้นและมีความหลากหลายที่มีเฉพาะที่นี่ที่เดียว (บนพื้นฐานของงานวิจัยทางวิชาการด้านการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) คุยกับทั้งครูเจ้าของวิชาคุยกับเจ้าของโรงพิมพ์ว่าเทคนิคการพิมพ์ควรเป็นแบบไหน เคี่ยวกรำ ตรวจแล้วตรวจอีกไม่ให้พลาด ให้ออกมาเป็นแบบฝึกหัดที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็กจริงๆ”

 

ที่มาของชื่อโรงเรียน

“จริงๆ แล้วครูแจ๊ดมีลูกสองคน ช่วงนั้นคนโต ชื่อ ชนิศา แปลว่าผู้เป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวง ส่วนคนเล็กชื่อชนานันท์ แปลว่าผู้เป็นที่รักของคนทั้งปวง พอเป็นชื่อของโรงเรียนอนุบาล เราก็อยากให้แปลว่าที่รักน่าจะดี (หัวเราะ) สำหรับลูกหลานของเราที่มาเรียนโรงเรียนนี้ด้วยก็ไม่ได้สิทธิพิเศษ” ในฐานะศิษย์เก่า คุณนุ้ยยืนยันได้เป็นอย่างดี “ซึ่งที่นี่เราปฏิบัติกับเด็กๆ เท่ากันทุกคน”

 

 

เรื่อง : นัชชา