Muse Mag Online Vol. 16 : สีสันที่แซบซ่าและชีวิตที่กล้าจะแตกต่าง


Muse Plus : “นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ” ฟิล์มเมกเกอร์กล้าต่าง ผู้พา “มะลิลา” สู่เทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก

Museum Siam

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-6 รูป จากทั้งหมด 6 รูป

“นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ”
ฟิล์มเมกเกอร์กล้าต่าง ผู้พา “มะลิลา” สู่เทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก

 


         “รู้จักตัวเองและกล้าทำในสิ่งที่ไม่มีใครเหมือน จนหนังพบที่ทางของตัวเอง”

        
         นี่อาจเป็นคำจำกัดความเมื่อเราได้พูดคุยกับผู้กำกับกล้าต่างคนนี้ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับ “มะลิลา” ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่มีตัวละคร
LGBT เป็นตัวเอก

         ท่ามกลางภาพยนตร์ LGBT ในพล็อตหลากหลายที่เราคุ้นเคยหรือในภาพยนตร์กระแสหลักทั่วไป แต่หนังกล้านำเสนอความต่าง นำพุทธปรัชญามาร่วมเล่าอย่างที่ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น นอกจากจะได้รับคำชมในบ้านแล้ว “มะลิลา” ยังได้เสียงตอบรับที่ดีจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และคว้าหลายรางวัลสำคัญกลับมาฝากคนไทย เป็นอีกเสียงยืนยันว่าภาพยนตร์ของผู้กำกับเรื่องนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้วงการภาพยนตร์และผู้คนต้องหันมาเหลียวมอง

 

เส้นทางทำหนังก่อนถึงเรื่องล่าสุด

         นอกจากหนังของนุชี่จะเขย่าความคิดผู้ชม การได้พบปะตัวจริงสักครั้งจะทำให้คุณได้รับแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมกลับไปด้วย เช่นเดียวกับบ่ายวันอาทิตย์ที่เราพบเธอที่ G Village โปรดักชั่นเฮาส์ย่านลาดพร้าว ในห้องทำงานที่มีน้ำหอมนับร้อยขวดเป็นแบ็กกราวด์หลังโต๊ะทำงานของเธอ

         ในปี พ.ศ. 2547 คุณนุชี่เคยมีผลงานภาพยนตร์สั้นธีสิสก่อนจบปี 4 ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “Down the River หรือ ตามสายน้ำ”  ที่ได้รับรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยมและรางวัลวิจิตรมาตรา และนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของลายเซ็นในการทำหนังก่อนจะมาถึงมะลิลาอย่างแท้จริง  เนื้อเรื่องตามสายน้ำว่าด้วยเกย์มัธยมฯ ที่ชอบเพื่อนชายจริง โดยเพื่อนชายเองก็ไม่ได้ขึงขังจะปฏิเสธ ทั้งยังลังเลในเพศสภาพของตัวเอง สลับกับเรื่องหลักคิดในพุทธศาสนา เต็มไปด้วยสัญญะ ร้อยเรื่องแช่มช้าแบบบทกวี (เราทราบมาด้วยว่าหนังยังถูกซื้อลิขสิทธิ์ทำเป็นดีวีดีที่สหรัฐอเมริกา) และนอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์อีก 5 เรื่องที่เคยจัดฉายใน “BIOSCOPE Theatre : ก่อน ‘อนธการ’” อันได้แก่ Scarlet Desire, The White Diary, The Sun Lover และ Erotic Fragments No.1, 2, 3 ที่แสดงให้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจในการทำหนังของเธอ

         จากนั้นตามมาด้วยผลงานซีรีส์ เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน ตอนคืนสีน้ำเงิน โดยจีทีเอช ที่ต่อยอดมาเป็นภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญและภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ G Village ในชื่อ อนธการ หนังได้เล่าเรื่องของตัวละครหลักเป็นชายรักชายอย่างซับซ้อนด้วยสัญญะ เปิดโอกาสให้คนดูร่วมตีความ และนับเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเธอเองที่มีรางวัลสากลการันตี

 


ชีวิตและพุทธปรัชญา เรื่องเล่าที่มากกว่า
LGBT   

         พุทธปรัชญาร่วมสมัยในภาพยนตร์ขนาดยาวที่มีตัวละคร LGBT ดำเนินเรื่อง เป็นนิยามสั้นๆ ที่เราสามารถพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ มะลิลาได้บอกเล่าเรื่องราวของ "เชน" (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีแผลในอดีตและ "พิช" (โอ อนุชิต) ศิลปินนักทำบายศรี คนรักเก่าวัยเด็กของเชน ที่ทั้งคู่ได้กลับมาพบกันและพยายามเยียวยาบาดแผลในอดีตในโลกที่ดำเนินไปพร้อมกับกฎธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง

         เมื่อถามว่ามะลิลาเป็นเรื่องเล่าที่ต้องการจะสื่อสารกับคนกลุ่มไหน ผู้กำกับตั้งใจให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สื่อสารถึงกลุ่มคน LGBT ตลอดจนคนทุกวัย ทุกกลุ่ม โดยให้ทั้ง ”เชน” และ ”พิช” เป็นตัวแทนของปุถุชนธรรมดาที่จะต้องเผชิญกับการพลัดพราก ความไม่เที่ยง เป็นการนำกฎไตรลักษณ์และพุทธปรัชญามาบอกเล่าอย่างชัดแจ้งในบริบทไทยๆ นำบายศรีที่สะท้อนความงดงามที่ไม่ยั่งยืนมาเป็นสัญญะหลักอย่างน่าสนใจ เช่นเดียวกับสายน้ำที่ตีความได้หลากหลาย ที่เมื่อเข้าใจสายน้ำ เมื่อนั้นเราจะเข้าใจชีวิต

         “เราจะได้ยินเสียงตอบรับกลับมาว่าคนดูแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิทางเพศ โดยเฉพาะคนดูในประเทศที่เกย์หรือกลุ่มคน LGBT ยังไม่ได้รับการยอมรับ เราก็ต้องอธิบายไปว่า “ฉัน Live a Normal Life” ฉันมีชีวิตปกติ ฉันเลยคิดว่าตัวละครตัวนี้มีชีวิตปกติ เขาก็พบเจอปัญหาเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป ทั้งเรื่องการพลัดพราก เรื่องความตาย เรื่องสัจธรรมในชีวิตจริง ส่วนเหตุผลหลักที่ตัวละครที่เป็น LGBT เพราะว่าเรามีความเข้าใจในตัวละครนั้นได้ดี คือเราคิดว่าเราทำตรงนี้ได้ดีเราก็ทำ ถือเป็นความซื่อสัตย์จริงใจต่อตัวเอง” อีกหนึ่งเหตุผลที่ผู้กำกับไม่เน้นฉายภาพการต่อสู้กับความสับสนหรือการต่อสู้เรื่องเพศ “ในภาพยนตร์สั้น (ตามสายน้ำ) ของเรามี แต่ในมะลิลาไม่มีเรื่องนี้ เพราะหนังสั้นของเราทำขึ้นเมื่อ 14 ปีที่แล้วที่เวลานี้บริบทของสังคมไทยได้เปลี่ยนไป”

 

ประสบการณ์บวชเรียน เข้าใจในสิ่งที่สนใจ

         “เกี่ยวกับพุทธปรัชญาเราสนใจ ก็ไปบวชเป็นพระอยู่ แล้วก็อยู่ป่าปฏิบัติธรรมหลายปีในช่วง 7-8 ปีก่อน ซึ่งสิ่งที่เรียนรู้ได้จากการบวช คือ รู้จิตใจของพระว่าเป็นอย่างไร เวลาที่ต้องไปอยู่ป่า ต้องลำบาก ต้องทำสมาธิด้วยการเพ่งศพ หรืออสุภกรรมฐาน พระท่านมีความคิดอย่างไร ถามว่าตอนปฏิบัติ ฮาร์ดคอร์ใกล้เคียงภาพยนตร์ไหม ในภาพยนตร์ก็มีการเล่าเกินจริงหรือ Exaggerate กว่า แต่ว่าของจริงก็ไม่ได้ต่างกันมากนะ ที่ต้องพบเจออะไรแบบนี้ ถ้าเราศึกษาประวัติครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่ได้รับการยกย่อง ก็ถือว่าแต่ละองค์ก็มีประวัติที่หนักหนาอยู่กว่าจะผ่านมาได้ กว่าจะปฏิบัติได้ก็ต้องใช้เวลาใช้กำลังเยอะมาก ทำให้เรามองพระมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะทั่วไปเวลาคนมองเข้าไปที่พระ เขาจะมองพระเป็นรูปเคารพ แต่เรามองพระว่ามีอารมณ์ มีการลองผิดลองถูก นั่นคือสิ่งที่ปรากฏในมะลิลา”

 

ผู้ชมมองมะลิลาว่าแตกต่าง คุณมองความต่างนี้อย่างไรบ้าง
         “เราว่ามันแตกต่างอยู่แล้ว เพราะว่าจุดเด่นของหนังของเราพอดูแล้วมันให้รสชาติที่แตกต่างจากหนังอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็เห็นตรงนี้ เขาก็จะพูดว่ามันต่างเป็นประสบการณ์ที่หาชมได้ยาก คือเราก็เป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับ Uniqueness อยู่แล้ว เราคิดว่าเราต้องทำหนังให้คนเขาจำได้ เห็นลายเซ็น เห็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ หรือให้มีเส้นทางในการทำหนัง ไม่ใช่ทำหนังออกมาแล้วดูไม่รู้ว่าเรื่องต่อไปผู้กำกับจะทำหนังออกมาเป็นอย่างไร เราว่าถ้าไม่มีสิ่งนี้มันจะทำให้แข่งกับคนอื่นไม่ได้

         “แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราอยากจะทำอย่างนั้นแล้วจะทำได้เลย มันก็ต้องเกิดจากการพัฒนาตัวเองเหมือนกัน อย่างแรกคือเราจะต้อง มีความซื่อสัตย์กับสิ่งที่เราเป็นก่อน เวลามีคำถามที่คนจะถามผู้กำกับ เราก็จะได้ยินคำถามที่ว่า แรงบันดาลใจมาจากไหน สิ่งที่เราใส่อยู่ในภาพยนตร์เป็นสิ่งที่เราชอบ ที่เราได้พบเห็น ได้พบเจอในประสบการณ์จริงในการใช้ชีวิตมาตีความ เราว่าความซื่อสัตย์จริงใจและการพยายามที่จะเรียนรู้ตัวเองสำคัญ

         “แค่นั้นยังไม่พอ เราอาจจะต้องกลับไปศึกษางานเก่าๆ ของตัวเองด้วย นอกจากดูหนังเรื่องอื่นๆ ว่าฟิล์มเมกเกอร์เขาไปถึงไหนกันแล้ว ประเด็นไหนที่เราเล่าได้ดี ฉากไหนที่เราเล่าได้ดีแล้วเราก็เอามาพัฒนาเป็นลายเซ็นต่อ เราคิดว่าหลักที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เราเชื่อว่าหนังทุกเรื่อง คนทำทุกเรื่องมีความแตกต่าง แต่ทีนี้หนังทุกเรื่องมันต้องมีที่ยืน ต้องมีที่ทาง เราทำออกมา เราแค่ทำให้หนังมันมีที่ยืนของมันอย่างสง่างาม”

 

เมื่อมะลิลาพร้อมออกเดินทาง

         “ช่วงนี้ที่หลายคนเห็นเราเดินทางบ่อยก็เพราะหนังต้องไปฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ มันก็เป็นตัวชี้วัดได้อย่างหนึ่งว่าหนังเวลาฉายไปแล้วก็ไม่ใช่ว่ามันเดินทางต่อไม่ได้ การไปที่ต่างๆ แสดงว่าหนังได้รับความสนใจ และพูดได้ว่าในเอเชียตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ในหลายประเทศได้รางวัลมาเยอะ รวมถึงได้รับการเสนอชื่อในงานเอเชียนฟิล์มอวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญ” ที่น่าสนใจคือช่วงที่เราได้พูดคุยกันเป็นช่วงเวลาก่อนที่คุณนุชี่จะเดินทางไปยังเทศกาลภาพยนตร์ที่มาเก๊า ตามด้วยทริปลอนดอนเพื่อร่วมงาน BFI Flare เทศกาลภาพยนตร์ LGBT ในยุโรปที่โด่งดัง ตามด้วยอีกสองงานเทศกาลในอิตาลี ที่ก่อนหน้านี้ได้ฉายในสวิตเซอร์แลนด์และสวีเดน และอีกในหลายประเทศตามมา


         หากกล่าวโดยย่อ มะลิลาได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คิม จีซก อวอร์ด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม NETPAC Award จากเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำ จากไต้หวัน รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเกรละ ประเทศอินเดีย และได้รับการเสนอชิงรางวัล Asian Film Awards ซึ่งเทียบได้กับออสการ์เอเชียถึง 2 สาขา คือ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เวียร์ ศุกลวัฒน์ และผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม นุชี่ อนุชา

 


มะลิลาในอินเดีย

         “เราก็รู้สึกว่าหนังก็ฮอตที่อินเดียมากนะ เราว่าหนึ่งคือคนดูหนังที่อินเดียมีจำนวนเยอะ แล้ววัฒนธรรมการดูหนังของเขาแข็งแรงมาก คือคนต่อแถวเข้าไปชมภาพยนตร์ที่เป็นสื่อกระแสที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมืองที่เราไปฉายที่แรกคือเคราลา หรือ เกรละ ซึ่งเป็นเมืองที่เขามีเทศกาลภาพยนตร์มาแล้วหลายปี (International Film Festival of Kerala) ก็รู้สึกว่าคนในเมืองเขารับเอาหนังที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ไม่ใช่หนังเฉพาะที่เป็นบอลลีวูดหรือหนังที่บันเทิง หนังที่ให้ประเด็นต่างๆ ดูแล้วได้ประเทืองปัญญา เขารับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่เมื่อถามถึงการเปิดรับ LGBT ในอินเดีย “ไม่โอเพ่นนะ ถือว่ามันคือจุดเริ่มต้น ดูแล้วก็แปลกคือที่อินเดียสังคมเขาก็รู้ว่ามีชาว LGBT อยู่ แต่ว่าสังคมก็ไม่ได้ให้การยอมรับ ทราบว่าการเป็นเกย์เป็นกะเทยที่อินเดียก็ต้องอยู่อย่างลำบาก แต่เขาก็มีกฎหมายรองรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศตรงนี้ มันก็จะดูสวนทางกับไทยนิดนึง เพราะไทยไม่ค่อยมี ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรับรองเพศสภาพ กฎหมายการแต่งงาน ทั้งที่สังคมเขาเปิดน้อยกว่าเรา”

 

เสียงตอบรับในไทยแลนด์

        “เสียงตอบรับของภาพยนตร์เป็นกระแสบวก กระแสชื่นชมเยอะ แต่จำนวนคนที่เข้าไปดูยังน้อยอยู่ ในเมืองไทยคนก็ให้การยอมรับ LGBT นะ แต่ว่ามันก็ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นเพศ Straight จะสามารถเข้าไปดูหนัง LGBT ได้เหมือนหนังชายหญิงทั่วไป เช่นผู้ชายคนหนึ่งก็อาจจะรู้สึกไม่สบายตัวนักเมื่อเขาเข้าไปซื้อตั๋วหนังเกย์  คนจะมองว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า เราว่ามันก็มีกำแพงอยู่ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหากเขาจะไม่ดู เพราะมันเป็นเรื่องรสนิยม บางคนอาจจะไม่ชอบหนังอาร์ต เหมือนที่บางคนอาจจะไม่ชอบดูหนังตลก บางคนอาจจะไม่ชอบดูหนังรัก บางคนไม่ชอบดูหนังผี บางคนไม่ชอบดูหนังแอคชั่น มันก็เลยเหมือนเป็นอีกกำแพง มันเป็นเรื่องที่สังคมต้องมีวิวัฒนาการไป ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน และคงไม่เกิดได้ทั้งหมด”

 
        “สิ่งที่เห็นคือบ้านเราไม่ได้มีการสร้างวัฒนธรรมการดูหนังที่เป็นระบบขึ้นมา เราไม่มีฟิล์มเฟสติวัลที่จัดกันอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐไม่ได้ส่งเสริมหนังในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางศิลปะ หรือเป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างปัญญาแก่ผู้ชม เพราะฉะนั้นผู้ชมส่วนใหญ่ก็จะมองหนังเป็นแค่ความบันเทิง พอเป็นความบันเทิงแล้ว หนังที่เน้นประเด็น หนังที่ให้แง่มุมทางสังคม หนังที่แหวกขนบก็จะมีพื้นที่ แต่ว่าน้อย มันจะต่างกับประเทศอื่นๆ ที่เขาจะมีสัดส่วนพอสมควร อย่างในเยอรมนีหรือเกาหลีใต้ที่มีฟิล์มเฟสติวัล เขาจะให้เด็กตั้งแต่อายุเล็กๆ 8-9 ขวบไปดูหนังที่ไม่ใช่แค่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่ให้ดูหนังอาร์ต หนังที่มีประเด็นที่อาจเป็นสารคดีหรือหนังเรื่อง เพราะเขามองว่าภาพยนตร์เป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่คนเข้าถึงได้ง่าย แล้วก็ไม่แปลกใจที่เด็กของเขาจะคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดแปลกไปจากขนบ หรือว่าเมื่อไปทำงานด้านธุรกิจก็จะไม่เป็นแค่แรงงาน แต่สามารถคิดสิ่งใหม่ขึ้นมา”

 

หนังในความฝันบนพื้นฐานของความจริง

         “ที่ผ่านมาในบ้านเราคนไม่เชื่อว่าหนังเกย์จะทำเงินได้ แล้วเราก็เชื่อว่าเราไม่สามารถทำตัวละครแนวอื่นได้ เพราะเราก็ยังไม่เข้าใจผู้ชายหรือผู้หญิง ก็ทำให้ไม่ได้สนใจและไม่มีแรงที่จะทำต่อ เราเลยมาทำสร้างโปรดักชั่นเฮาส์ด้วยกันกับเพื่อนที่ G Village จนในที่สุดสิ่งที่ทำสามารถเติบโตขึ้นมาซัพพอร์ตการทำหนังได้ ทั้งอนธการและมะลิลา ที่มาพร้อมแง่มุมของการทำธุรกิจที่จะผลักดันให้สิ่งที่อยากทำเกิดขึ้นได้จริง เพราะการทำตามความฝันอย่างเดียวอาจดูเลื่อนลอย มันจะต้องดูแง่มุมของความเรียลิสติก ต้องทำผลงานทุกชิ้นให้มีที่ยืน เราแค่หาให้ถูกจุดแล้วมันก็จะไปได้เอง และสามารถสร้างรายได้ที่ต่อยอดงานอื่นๆ ของเรา 

         “อย่างตัวมะลิลาก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่เราได้โอกาสจากทีม ต้องทำให้สมดุลทั้งคอมเมอเชียลและศิลปะ ไม่มีการบอกว่าเปลี่ยนบทสิ เอาผู้หญิงเล่นไหม หรือไม่ต้องมีพระ หรือควรทำให้เป็นหนังเกย์มุ้งมิ้งไปเลย ทีมงานให้อิสระเราในการทำด้วยเชื่อว่า ถ้าทำออกมาแล้ว เราค่อยมองว่าที่มันอยู่ตรงไหน  เหมือนอย่างที่เราได้เวียร์มาร่วมงาน ทางทีมงานนี้เขาก็ทำหน้าที่สนับสนุน จากที่เล่นละครทีวีมา เราก็ท้าทายตัวเขามากขึ้น แล้วเขาก็ทำได้ยอดเยี่ยมและมีที่ยืนในเทศกาลภาพยนตร์และในวงการภาพยนตร์ได้อย่างสง่างาม เราต้องมีความแตกต่าง แล้วหาแง่มุมที่จะไปวาง เริ่มจากแนวคิดอย่างนี้”

 

สิ่งที่คุณเชื่อในปัจจุบันในมุมมองของคนทำงานสร้างสรรค์

“เราอาจจะเชื่อบางสิ่งอยู่ในเวลานี้ แต่ว่าอีกหน่อยมันก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะว่าแต่ละช่วงอายุ ประสบการณ์ต่างๆ ความคิดของเราไม่เคยหยุดนิ่ง เราอาจจะเคยเชื่ออย่างนี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วหรือเดือนที่แล้ว พอเวลาผ่านไปเราอาจจะเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งนี้ เรายังต้องถอยออกมามองแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่เราเชื่อ...จริงไหม หรืออาจมีมุมอื่นที่เราไม่เห็น อันนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าความเชื่อ หรือแม้กระทั่งการนำเสนอหลักศาสนาพุทธในฐานะฟิล์มเมกเกอร์ เราก็ต้องถอยตัวเองมาดูว่า มีอะไรที่น่าสงสัย อะไรที่น่าวิพากษ์วิจารณ์ อะไรที่น่าถกเถียง มันถึงจะเป็นงานที่มีคุณค่าในเชิงนั้นขึ้นมา”

 


น้ำหอม - เจ้าจันท์ผมหอม - มารายห์ แครีย์ 
...3 สิ่งที่บอกถึงตัวคุณ

         น้ำหอม : “เราว่าเป็นสิ่งประสาทที่ทรงพลังที่สุดแล้วมั้ง เพราะต่อให้เห็นภาพ ได้ยินเสียง มันก็ทำให้เห็นภาพช่วงเวลานั้นๆ กลับคืนมาไม่ได้เท่ากลิ่น ที่เราจะเห็นภาพ ได้ยินเสียง และบรรยากาศมาด้วยกันหมด อาจจะเป็นกลิ่นของสถานที่หรือกลิ่นของน้ำหอม อย่างเวลาที่ได้กลิ่นหอม L'Air Du Temps ของ Nina Ricci เราจะนึกถึงโมเมนต์ที่แม่เราไปต่างประเทศ แล้วเราก็ร้องไห้เพราะคิดถึง ก็จะจำได้ว่า อ๋อ ตอนนั้นแม่ใส่น้ำหอมกลิ่นนั้น เราก็จะนึกภาพคุณแม่จะใส่ชุด 90s นิดๆ 80s หน่อยๆ ผมหยิก แม่มีแก้ม เวลาที่แม่ยิ้ม ทาปากออกชมพูเข้มๆ นิดนึง เสื้อผ้าพลิ้ว เป็นผ้าเบาๆ ลายออกน้ำตาลแดงๆ กระโปรงก็บานๆ เรานึกออกอย่างนั้นเลย” (นอกจากใช้แรงบันดาลใจจากน้ำหอมและกลิ่นมาใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราวในภาพยนตร์แล้ว คุณจะต้องทึ่งหากได้แลกเปลี่ยนความสนใจเรื่องน้ำหอมกับเธอที่พูดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแฟนพันธุ์แท้ที่รู้จริง ตั้งแต่วิธีการปรุงไปจนถึงเรื่องราวของน้ำหอมที่เกี่ยวข้องกับทั้งประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทย)

         มารายห์ แครีย์ : “เราชอบมารายห์ แครีย์นะ เพราะเธอเป็นดีว่าตัวแม่ของกะเทยหรือเกย์ในยุค 90 ด้วย เด็กที่ผ่านในยุคนั้นจะต้องมีเทปของเธอ เราคิดว่าคนในรุ่นหลังไม่ได้มองเธอในแบบที่เรามอง คือเรามองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ตลก อยู่ๆ นางก็สติแตก เธอเป็นผู้หญิงที่บ้าๆ บอๆ ที่จะมียุคที่เธอแต่งตัวโป๊ๆ แต่งตัวแย่ๆ แต่ทั้งหมดนี้เธอก็มีความโปรเฟสชันแนลในการทำดนตรี เพลงของเธอเป็นอมตะในใจของเราได้ มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หล่อหลอมเราขึ้นมา

            หนังสือ เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน : “แต่งโดยมาลา คำจันทร์ เป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วชอบมาก ซึ่งหลายคนอ่านแล้วอาจจะหลับเพราะเป็นภาษาที่มีกลิ่นอายล้านนาที่อลังการมาก เราชอบเพราะยังเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับธีมที่เราชอบมาก พูดถึงเรื่องกฎไตรลักษณ์  เป็นเรื่องของเจ้าหญิงที่พยายามจะเลี้ยงผมหอมไว้เพื่อที่จะบูชาพระธาตุ เพราะพ่อแม่นางเคยให้คำสัตย์ปฏิญาณไว้ว่า ถ้านางหายจากการป่วยก็จะให้เลี้ยงผมหอม ซึ่งพอนางโตขึ้นก็เกิดไปรักกับเจ้าหล้าซึ่งเป็นเหมือนเครือญาติ แต่ตอนนั้นสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นเกิดเปลี่ยนแปลง ล้านนาอาจถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสยาม แล้วอำนาจของเจ้าทางเหนือก็ถูกลดลง เมื่อเธอต้องไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวนตามความเชื่อ ซึ่งเจ้าหล้าไม่สามารถพาไปได้เพราะอำนาจเงินไม่พอ ณ ตอนนั้นก็ได้ไปพึ่งพ่อเลี้ยงซึ่งก็เป็นคนพม่า ทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์ในด้านหนึ่งในยุคการเปลี่ยนผ่าน คนตัวเล็กๆ ก็พยายามที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ในยุคนั้นๆ ได้เห็นมุมมองต่อการเลิกทาสที่กระทบเจ้าทางเหนือ ในด้านหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามองเป็นเรื่องการเมืองก็ได้ เพราะว่าทำให้เจ้าทางเหนือไม่มีข้าทาสบริวาร ต้องจ่ายเงินทุกอย่าง มันก็เป็นยุทธวิธีอันนี้ที่เอาล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม แล้วท้ายที่สุดเจ้าจันท์ผมหอมเมื่อได้ไปไหว้พระธาตุแล้ว พระธาตุก็ไม่ได้สวยงามตามที่คิด เป็นแค่องค์เจดีย์เก่าคร่ำคร่ากลางป่า ใช้ภาษาที่ให้รายละเอียดธรรมชาติแบบกวี ให้ความรู้สึกได้มาก เป็นนวนิยายที่เราอ่านอยู่เรื่อยๆ”

 

 

 

เรื่อง : นัชชา
ภาพ : เนาวรัตน์ บุญวิภาส