สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

Muse Mag Online Vol.27 : บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ในวันที่โลกไม่น่ารักกับเราอีกต่อไป


Muse Latitude : 5 ศาสตร์บำบัดทางเลือกของคนทั่วโลก

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-13 รูป จากทั้งหมด 13 รูป

           

 

            ในโลกที่เราใช้พลังงานสมองมากกว่ากาย เซลล์ประสาทพัฒนาจนเรียนรู้ได้เร็ว สร้างสรรค์ และฉลาดขึ้น ขณะที่สมองถูกใช้งานจนหยุดคิดแทบไม่ได้ จิตใจวิ่งวนไปตามสิ่งเร้า โลกออนไลน์และออฟไลน์ที่ความเร็วคือชัยชนะ  
            ชะลอความเร็ว ปลดภาระและพันธนาการไปผ่อนคลายกับ 5 ศาสตร์บำบัดยอดนิยมของคนทั่วโลกที่ไม่ว่าจะป่วยกาย ป่วยใจ หรือคนทั่วไปก็เข้าถึงได้ เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูกำลังวังชายังมีพลังเยียวยาลึกไปถึงจิตวิญญาณ  


1. Keep Calm and Hug A Cow
กระตุ้นฮอร์โมนแห่งรัก “กอดวัวบำบัด” เทรนด์เยียวยาล่าสุดจากฮอลแลนด์

            นอกจากวัวเป็นสัตว์กอดอุ่น ยังมีฤทธิ์เยียวยามนุษย์อย่างเหลือเชื่อ! “กอดวัวบำบัด” (Koe Knuffelen) เทรนด์สุขภาพจิตล่าสุดจากฮอลแลนด์ ด้วยอุณหภูมิเลือดที่อุ่นกว่ามนุษย์ อัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่า ไซส์ใหญ่โตจนโอบไม่มิด สร้างประสบการณ์การกอดที่ทำให้มนุษย์ผ่อนคลายและสงบลง ซ้ำยังมีผลวิจัยว่าการกอดวัวช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งรัก ปกติจะหลั่งขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือเมื่อเราโอบกอดใครสักคน มันช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัย อบอุ่น มองโลกในแง่ดี และเชื่อมโยงกับสังคมได้ดีขึ้น

            กิจกรรม “กอดวัวบำบัด” เริ่มด้วยการพาผู้รับการบำบัดเดินชมฟาร์ม ทำความรู้จักสัตว์น้อยใหญ่ให้คุ้นเคย จากนั้นจึงปล่อยให้ใช้เวลากับวัวตัวใดตัวหนึ่ง 2-3 ชั่วโมง ผ่านการลูบไล้ แปรงขน พูดคุย โอบกอด และนอนพิง ระหว่างคลาสผู้บำบัดจะคอยดูปฏิกิริยาของวัวว่าอารมณ์คงที่และเป็นมิตรกับผู้รับการบำบัดหรือไม่ แม้วัวจะเป็นสัตว์รักสงบ ยอมให้มนุษย์เข้าใกล้ได้ง่าย แต่ก็ใช่ว่าทุกตัวจะยอมให้กอด

             วัวที่มีบุคลิกเหมาะกับการบำบัดส่วนใหญ่จะมีนิสัยอดทน เป็นวัวอายุมาก ตัวไหนขี้อิจฉาต้องอยู่ให้ไกลเพราะมักทำตามใจตัวเอง จริงๆ แล้ววัวก็เหมือนคนที่ไม่ชอบการถูกคุกคาม ผู้บำบัดจึงต้องแนะนำวิธีการเข้าถึงวัวโดยที่พวกมันไม่รู้สึกถึงการบังคับ ไม่เช่นนั้นมันอาจลุกหนีออกไปเลย สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้จักปล่อยวางและผ่อนคลาย วัวเป็นสัตว์ที่รับรู้ความรู้สึกมนุษย์ได้เร็วและตอบสนองกลับมาในทางเดียวกัน

             ทุกวันนี้ฟาร์มหลายแห่งในรอตเตอร์ดัม (Rotterdam) เมืองใหญ่อันดับ 2 ของฮอลแลนด์ รวมถึงฟาร์มในสวิสเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา เริ่มมีบริการบำบัดสุขภาพจิตจากวัวแถมยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สามารถเชื่อมโยงชีวิตเมืองให้เข้ากันกับชีวิตในชนบทได้อย่างดี

อ้างอิง

http://www.bbc.com

https://www.independent.co.uk

 

 

ภาพประกอบ : https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/cow-cuddling-america-netherlands-therapy-a9007096.html

 

 

ภาพประกอบ : https://people.com/pets/cow-hugging-therapy-wellness-tren

 

2.“อาบเสียงฆ้อง” คลื่นเสียงโบราณ พลังแห่งการเยียวยาคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ล้วนมีคลื่นความถี่เฉพาะของมัน

 

            คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ล้วนมีคลื่นความถี่เฉพาะของมันเอง เมื่อใดที่ความถี่แปรปรวน อาจนำไปสู่ความเจ็บป่วยทางร่ายกายและจิตใจ “การบำบัดด้วยคลื่นเสียง” จึงถูกใช้เพื่อปรับสมดุลกับผู้ที่เผชิญภาวะซึมเศร้า เครียดวิตกกังวล เจ็บปวดจากบาดแผล จนถึงสภาวะสมองเสื่อมและออทิสติก


            ฆ้องถูกใช้ในงานเฉลิมฉลองและเป็นเครื่องมือบำบัดในยุคโบราณ 4,000-16,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ปัจจุบันเสียงฆ้องเป็นที่สนใจในฐานะการบำบัดเยียวยาเทคนิคใหม่ ทำให้ร่างกายสดชื่น คลายตึงเครียด การอาบเสียงฆ้องเสมือนการอาบคลื่นเสียงที่เข้าไปชำระล้างภายในร่างกาย คลื่นเสียงความถี่ต่ำทำให้สมองสงบลง เมื่อทุกส่วนผ่อนคลายจนเข้าสู่ภาวะหลับลึก เมื่อนั้นร่างกายจะเริ่มเยียวยาตัวเอง


            การอาบเสียงฆ้องเริ่มจากการนอนบนเสื่อโยคะ ห่มผ้า หนุนหมอนสบายๆ และหลับตา จากนั้นนักบำบัดจะตีฆ้องบรรเลงยาวนาน 1-1.30 ชั่วโมง สังเกตได้ว่าเมื่อเราผ่อนคลาย อุณหภูมิตัวเราจะเริ่มลดลง ยิ่งผ่อนคลายเท่าไร การบำบัดยิ่งมีประสิทธิภาพ ทุกวันเราต้องเผชิญตัวแปรมากมาย เช่น ความโกรธ การบาดเจ็บ ความตึงเครียด ล้วนมีผลต่อร่างกาย อารมณ์ ทำให้คลื่นความถี่สมองนั้นผันผวนอยู่เสมอ คลื่นความถี่ที่เสถียรของฆ้องจะปรับจูนความถี่ร่างกายให้สมดุล สำหรับบางคนที่เพิ่งเริ่มทำสมาธิอาจไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เสียงฆ้องจะเข้ามาช่วยพยุงให้การทำสมาธิมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  


            ส่วนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีข้อมูลสนับสนุนว่า การบำบัดผ่านเสียงช่วยเยียวยาสุขภาพและภาวะไม่สมดุลต่างๆ ได้ เช่น โรควิตกกังวล ความเครียด ความเจ็บปวด อารมณ์ผันผวน ความหดหู่ ความผิดปกติทางจิตใจและพฤติกรรม ช่วยพัฒนาความจำและสมาธิ ช่วยให้หลับลึก เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ลดความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอล ใครสนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เพราะในประเทศไทยก็เริ่มมีคลาสอาบเสียงฆ้องบำบัดให้ได้ทดลองกัน


อ้างอิง
https://triyoga.co.uk/blog/yoga/gong-bath-for-beginners
https://www.truerelaxations.com/gong-baths-sound-healing

 

 

 

 

ภาพประกอบ : https://www.truerelaxations.com/gong-baths-sound-healing

 

 3.NLP สะกดจิตบำบัด

ปรับพฤติกรรมและความคิดจากจิตใต้สำนึก

           ค้นหาเหตุแห่งทุกข์เพื่อคลี่คลายปัจจุบัน Neuro-Linguistic Programming (NLP) หรือ สะกดจิตบำบัด ไม่ใช่เรื่องของไสยศาสตร์หรือพลังเหนือธรรมชาติ แท้จริงแล้ว NLP คือหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ควบรวมองค์ความรู้ทางจิตวิทยากับภาษาศาสตร์เข้าด้วยกัน   

              การสะกดจิตบำบัด คือ กระบวนการสื่อสาร โดยนักบำบัดสร้างเงื่อนไขทางจิตวิทยาเพื่อทำให้ระบบประสาทรับรู้ของผู้รับการบำบัดพร้อมฟังคำแนะนำในระดับจิตใต้สำนึก เป้าหมายคือให้รู้จักและเข้าใจตนเองว่าอะไรที่ทำให้คิดและทำอย่างทุกวันนี้ ก่อนเข้าสู่การปรับเปลี่ยนจิตใต้สำนึก ความคิด และพฤติกรรมที่อยากแก้ไข ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นความสำเร็จในอดีต เสาะหากระบวนการเพื่อมาปรับใช้ในอนาคต นักบำบัดเชื่อว่าผู้ป่วยล้วนมีคำตอบของตัวเองอยู่แล้ว นักบำบัดเพียงช่วยดึงเอาคำตอบเหล่านั้นออกมาเท่านั้นเอง 

NLP ใช้ได้ผลกับผู้ที่มีภาวะแบบไหน
นักบำบัด NLP ต้องศึกษาและวิเคราะห์มุมมองของผู้รับการบำบัด เพื่อทำความเข้าใจว่าความคิดและพฤติกรรมต่างๆ เกิดจากอะไร ตัวอย่างการใช้ NLP เพื่อแก้ปัญหาทั้งทางกายภาพและจิตใจ เช่น
      1. การสะกดจิตเพื่อควบคุมน้ำหนัก : ช่วยแก้ไขพฤติกรรมเคยชินในการรับประทานอาหาร และเปลี่ยนทัศนคติในการออกกำลังกาย

  1. การสะกดจิตเพื่อแก้ไขความเครียด : กระตุ้นการตระหนักถึงความสำคัญของการปล่อยวาง
  2. การสะกดจิตเพื่อแก้ปัญหาความมั่นใจ : บ่อยครั้งที่ความไม่มั่นใจในตัวเองเป็นเหตุให้ผู้คนไม่ประสบความสำเร็จ แก้ไขด้วยการให้คำแนะนำสู่จิตใต้สำนึก ให้ตระหนักในคุณค่าและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง
  3. การสะกดจิตเพื่อแก้ไขปัญหาสมาธิสั้น : ผ่านกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เข้ารับการบำบัดจดจ่ออยู่ที่เสียงของผู้บำบัดตลอดระยะเวลาการฝึก
  4. การสะกดจิตเพื่อแก้ปัญหาความรู้สึกกลัว กังวล หวาดระแวง และความเศร้า : สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกทางอารมณ์ที่ธรรมชาติผลักดันให้มนุษย์ป้องกันตนเองให้พ้นจากสิ่งที่ (คาดว่า) เป็นอันตราย

      ปัจจุบัน NLP ถูกใช้ในหลากหลายวงการ เช่น การให้คำปรึกษา การแพทย์ กฎหมาย ธุรกิจ ศิลปะ การแสดง กีฬา การทหาร และการศึกษา หากใครสนใจการสะกดจิตบำบัด หรือ NLP ก็มีการบำบัดในเมืองไทยแล้วเช่นกัน

อ้างอิง

https://thaihypnosis.com/Content/page/NLP
https://www.psychologytoday.com/us/therapy-types/neuro-linguistic-programming-therapy
https://www.goodtherapy.org/learn-about-therapy/types/neuro-linguistic-programming

 

 



ภาพประกอบ : https://web.facebook.com/ปลดล็อคชีวิตด้วยสะกดจิตบำบัด

 

 4.ART THERAPY ศิลปะคือยาวิเศษ

              หลายคนเข้าใจว่าการทำงานศิลปะกับศิลปะบำบัดคือสิ่งเดียวกัน แน่นอนว่าระหว่างทำงานศิลปะ เราจะได้รับการเยียวยาขั้นพื้นฐานโดยอัตโนมัติ คือปลดปล่อยความรู้สึกภายใน ผ่อนคลาย และเพิ่มสมาธิ ส่วนศิลปะบำบัด แนวคิดหลักคือสะท้อนปัญหาภายในจิตใจ ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะกับจิตบำบัด โครงสร้างกระบวนการจะเป็นสามเหลี่ยม นักบำบัด ผู้รับการบำบัด และงานศิลปะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้รับการบำบัดทำความเข้าใจตัวเองและพัฒนาทักษะในการเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ๆ ผู้รับการบำบัดจึงไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านศิลปะ เพราะศิลปะบำบัดเน้นการแสดงออกถึงประสบการณ์ภายใน อารมณ์ความรู้สึก จินตนาการโดยไร้ข้อจำกัด ไม่ใช่การแสดงความสามารถในด้านศิลปะที่ผ่านการฝึกฝน ผลงานที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้รับการตัดสินจากใครคนใดคนหนึ่งหรือแม้กระทั่งจากนักบำบัดเอง ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถเป็นผู้รับการบำบัดได้


            ศิลปะบำบัดแบ่งเป็น 4 แขนง ได้แก่ Art Therapy ทัศนศิลป์, Music Therapy ดนตรีบำบัด, Drama Therapy ละครบำบัด, Dance Therapy การเคลื่อนไหวบำบัด โดยแต่ละศาสตร์จะมีเทคนิค เครื่องมือ และกระบวนการบำบัดที่แต่งต่างกัน

            หลายคนคิดว่าต้องป่วยก่อนถึงเข้ารับการบำบัดได้ แต่ความจริงแล้วนอกจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยออทิสติก หรือกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิตแล้ว คนทั่วไปที่เผชิญภาวะตึงเครียด มีอารมณ์แปรปรวน ไม่ถนัดในการเข้าสังคม ไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็สามารถเข้ารับการบำบัดด้วยศิลปะได้ 

 

            และเมื่อทำศิลปะบำบัดแล้วควรรับประทานยาจากจิตแพทย์ร่วมด้วย เนื่องจากยาที่แพทย์สั่งนั้นมีความจำเป็น เพราะช่วยในเรื่องปรับสารเคมีในสมองที่กระตุ้นพฤติกรรม เพิ่มพลังงาน สร้างสมดุลในการใช้ชีวิต ส่วนการบำบัดจะทำหน้าที่ในระยะยาว เพื่อให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจตนเอง เข้าใจโลก และมีปฏิสัมพันธ์กับโลกต่างไปจากเดิม เพราะหากมีความคิดหรือมุมมองชีวิตแบบเดิม อาจมีโอกาสที่โรคจะวนกลับมาอีก การรับประทานยาสม่ำเสมอร่วมกับการทำจิตบำบัดควบคู่กันไปจึงเป็นการรักษาที่ยั่งยืน

 

อ้างอิง
https://web.tcdc.or.th/th/Articles/Detail/ศิลปะบำบัด

https://www.youtube.com/watch?v=GNVKAOm8CHs

https://www.urbinner.com/post/what-is-art-therapy

https://www.verywellmind.com/what-is-art-therapy-2795755

 


ภาพประกอบ : http://4mamaearth.org/2016/03/11/art-therapy-for-kids

 

ภาพประกอบ : https://events.marylhurst.edu/event/workshop-dance-relationship

 

 

ภาพประกอบ : https://www.oakvillemusictherapy.com

 

5.“เรกิ” ยืมพลังจักรวาลฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

ด้วยเคล็ดวิชาฝ่ามือบำบัด


            เรกิ คือ ศาสตร์บำบัดที่หยิบยืมพลังงานจักรวาลมาใช้ ผู้บำบัดทำหน้าที่เหมือนท่อส่ง-รับพลังงานจักรวาลแล้วถ่ายเทผ่านฝ่ามือทั้งสองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายผู้รับการบำบัด เพื่อปรับสมดุลร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณบนพื้นฐานแนวคิดเรื่อง “พลังงานชีวิต” หากพลังงานชีวิตต่ำจะทำให้เจ็บป่วยและตึงเครียด กลับกันเมื่อพลังงานชีวิตสูง สุขภาพจะแข็งแรงและมีความสุข

            ว่ากันว่าศาสตร์เรกิมีมาก่อนมนุษยชาติ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1922 มิคาโอะ อูซูอิ (Mikao Usui) ชาวญี่ปุ่นไปค้นพบพลังงานนี้เข้าขณะฝึกสมาธิอยู่ในถ้ำบนภูเขาคุรามะ จังหวัดเกียวโต จากนั้นเขาจึงก่อตั้งสมาคม The Usui Reiki Ryoho Gakkai กระทั่งภายหลังศาสตร์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก โดยยึดหลักการ 5 ข้อที่เราสามารถยึดถือและปฏิบัติตามในการดำเนินชีวิต

 

怒るな (โอโกรุ นะ) = เราจะไม่โกรธ

心配すな (ชิมไป สุนะ) = เราจะไม่กังวล

感謝して (คันฉะ ชิเตะ) = เราจะแสดงความขอบคุณ

業を励め (เกียว โอะ ฮาเกเมะ) = เราจะตั้งใจทำงานและหน้าที่ของตนเอง

人に親切に (ฮิโตะ นิ ชินเซ็ทสึ นิ) = เราจะทำดีต่อผู้อื่น

 

            ในห้องเงียบสงบและบรรยากาศแสนสบาย ผู้รับการบำบัดจะนั่งลงบนเก้าอี้หรือนอนบนเตียง ส่วนผู้บำบัดเอามือวางเหนือศีรษะ แขนขา และลำตัว ระหว่างนี้มือของผู้บำบัดจะอุ่นขึ้นและรู้สึกแปลบๆ เหมือนมีพลังงานไหลผ่าน ผู้บำบัดค้างมือนิ่งเพื่อถ่ายทอดพลังงานอยู่ในจุดเดิม จุดละประมาณ 5 นาที จนกว่าจะรู้สึกว่าพลังงานหยุดเคลื่อนไหว ค่อยเลื่อนสู่จุดถัดไปบนร่างกาย โดยใช้เวลาทั้งหมด 45-60 นาที 
            ปัจจุบันมีโรงพยาบาลมากกว่า 60 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่นำศาสตร์เรกิมาให้บริการ และอีกหลายโรงพยาบาลทั่วโลกบรรจุศาสตร์นี้เข้าไปในแพทย์ทางเลือก โดยสามารถบำบัดร่วมกับการรับประทานยาของแพทย์แผนปัจจุบัน ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัดและให้เคมีบำบัดโดยไม่มีผลกระทบต่อการรักษา และยังกระตุ้นการขับพิษออกจากร่างกายอีกด้วย

 

อ้างอิง
https://www.reiki.org/faqs/what-reiki
https://www.kinrehab.com/reiki

https://th.anngle.org/j-lifestyle/reiki.html

 

 

ภาพประกอบ : https://www.baltimoremagazine.com/section/health/ask-the-expert-reiki-energy-healing

 



ภาพประกอบ : https://digitaldefynd.com/best-reiki-classes

 

 



ภาพประกอบ : https://sites.google.com/view/reiki-chilling/home