สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

Muse Mag Online Vol.25 : ขยะบทที่ 2


Muse Idol : ‘อเล็กซ์ เรนเดลล์’ ห้องเรียนธรรมชาติ แนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-6 รูป จากทั้งหมด 6 รูป

            ‘สิ่งแวดล้อมกับคุณภาพชีวิต คือเรื่องเดียวกัน’  อเล็กซ์บอกเราไว้อย่างนั้น ทำให้ย้อนทรงจำกลับไปถึงตอนที่หายใจแทบไม่ออกเมื่อหมอกควันท่วมเมือง เหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่อุบลฯ หรือกระทั่งความสดชื่นเมื่อครั้งไปเดินเล่นในป่า ธรรมชาติล้วนเชื่อมโยงชีวิตและจิตใจของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง    

            ในภาวะที่สภาพแวดล้อมโลกกำลังอ่อนแอ หลายคนทำทุกทางเพื่อให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น แต่คนอีกไม่น้อยยังคงเพิกเฉยต่อปัญหา  ประสบการณ์ที่ต่างกัน การรับรู้ต่างกัน ปัจจัยที่ต่างกันย่อมทำให้มนุษย์มองเห็นไม่ตรงกัน  แต่ไม่ว่าจะเห็นต่างอย่างไร ตัวเร่งเร้าทำให้เราต้องเหลียวมองปัญหาพร้อมกันอีกครั้ง คือหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา       

            Muse Idol ฉบับนี้เราพาไปสำรวจมุมมองของนักแสดงมากฝีมือ อเล็กซ์ เรนเดลล์ กับบทบาทผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา EEC Thailand (Environmental Education Centre) ล่าสุดได้รับแต่งตั้งจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เป็นทูตสันถวไมตรีแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อมคนแรกของไทย  อเล็กซ์จริงจังและชัดเจนในการทำงานแบบฉบับของตัวเอง ผ่านแนวคิดที่ว่า สิ่งแวดล้อมศึกษาคือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 

 

กาลครั้งหนึ่งเมื่อเด็กน้อยเดินเข้าป่า

            เรื่องมันเริ่มตอนผมอายุสัก 10 ขวบ ผมได้ไปช่วยช้างป่วยที่เขาใหญ่ พอเห็นผมชอบแม่เลยพาไปเที่ยวในป่าทุกศุกร์-อาทิตย์  โชคดีได้เจอผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ เราก็ไปเรียนรู้จากเขา เขาพาเราเดินป่า พาไปรู้จักต้นไม้สัตว์ป่า จากตอนนั้นกลายเป็นการปลูกฝังให้เรารักธรรมชาติเพราะเราไปอยู่แบบนั้นหลายปี  พอมาถ่ายละครก็เป็นอีกโลกหนึ่ง  แต่เป็นโลกที่ทำให้เรามีความยืดหยุ่นทั้งทางร่างกาย  และทางความคิด เป็นทักษะที่พัฒนามาควบคู่กัน  และพอได้มาทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ด้วยพื้นฐานเราชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทีนี้เลยทำต่อจริงจัง



ห้องเรียนธรรมชาติ’ 800 ที่นั่ง จองหมดภายใน 48 ชั่วโมง

            เพราะเราเติบโตมากับการทำกิจกรรม ทั้งเล่นกีฬา ทั้งทำงาน ทั้งเข้าป่า ทำให้เราเห็นมุมมองที่หลากหลาย  เลยตั้งใจให้ EEC เป็นที่ๆ เด็กจะได้มาเพิ่มทักษะชีวิตให้กับตัวเอง ได้ออกมาจากสิ่งที่คุ้นเคย ได้ลองอยู่กับกฎกติกาที่สังคมวางไว้ ได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติ อารมณ์ ผ่านการเรียนรู้ในค่ายสิ่งแวดล้อมที่มีมากกว่า 20 หลักสูตร ทั้งค่ายช้าง ค่ายผีเสื้อ ค่ายแมลง สัตว์เลื้อยคลาน ฉลามวาฬ และอีกสารพัด  ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะเด็ก แต่บางครั้งผู้ปกครองต้องมาร่วมเพื่อเรียนรู้ไปด้วยกัน  สังคมของเราเป็นสังคมที่ปลอดภัยและรวมคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน บางครั้งในห้องเรียนปรกติอาจมีเด็กชอบสัตว์ทะเล 2-3 คนในห้อง  แต่ที่ EEC เด็กจะเจอเพื่อนๆ และพี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่ชอบสัตว์ทะเลเหมือนกันกว่า 30-40 คน กลายเป็นว่าเขาสนุกที่ได้มาเรียน พ่อแม่ก็อยากให้ลูกเข้าค่ายกับเรา


            ค่ายลักษณะนี้ไม่ค่อยมีใครทำเหมือนเรา  ความต้องการก็เลยสูง อย่างเราปล่อยข่าวเปิดรับสมัครออกไป 48 ชั่วโมง ปรากฏว่าเต็มหมด 800 ที่นั่ง  กลายเป็นเราขึ้นชื่อเรื่องการจองยาก ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย ดีตรงที่เป็นการบอกปากต่อปากและมีคนรอต่อคิวเข้าร่วมโดยที่เราไม่ต้องทำการตลาดอะไรมากมาย แต่เวลาผู้ปกครองถามมาว่าทำไมจองยาก อยากให้ลูกไปแต่ไม่ได้ไป เราก็รับฟังและพยายามนำมาปรับปรุง นำระบบต่างๆ มาบริหารจัดการ แต่ด้วยแนวคิดกิจกรรมเราอยากให้มาสัก 3 เดือนครั้ง มาเติมความรู้ใหม่ๆ  ดีกว่ามาทุกสัปดาห์เดี๋ยวเบื่อแล้วจะไม่อยากกลับมาอีก  และเราเองก็อยากกระจายโอกาสให้กับคนในกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้น เราพยายามหาแพลตฟอร์มเพื่อเด็กในพื้นที่ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เราก็ทำกันทุกปี อย่างปีที่แล้วเรามีทั้งเด็กพิการ ตาบอด ออทิสติก วีลแชร์ ดาวน์ซินโดรม รวมๆ ประมาณเกือบ 300 คน เราอยากสร้างโอกาสใหม่ให้เขาได้ออกมาเปิดประสบการณ์และเรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเอง

 

 

ขัดเกลาอย่างเป็นธรรมชาติ

            เรามีเด็กหลายคนที่มีเรื่องราวน่าสนใจ อย่างเด็กที่เป็น  ADHD (Attention Deficit Disorder Hyperactivity) ต้องกินยาเพราะสมาธิสั้น แต่เวลามาค่ายแทบไม่ต้องกินยา เพราะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจและชอบจริงๆ ได้เปิดประสาทสัมผัสใหม่ๆ
            เด็กหลายคนอยู่บ้านมีพร้อมทุกอย่างพร้อม ผู้ปกครองตามใจจนกลายเป็นยึดติดความสมบูรณ์แบบ แต่ในค่ายเขาต้องยอมรับให้ได้ว่าโลกแห่งความจริงไม่ใช่แบบนั้น ถ้าเขายังรับไม่ได้เราก็ต้องสอนเขาให้ยอมรับในเรื่องนี้  หรือเด็กบางมาเข้าค่ายกับ EEC พอกลับไปเรียน ปรากฏว่าการเรียนดีกว่าเดิม เพราะเราสร้างกระบวนการคิดที่ถูกต้องให้เขา  มีระบบความคิดชัดเจน รู้ว่าต้องเริ่มจาก 1-2-3  รู้ว่าต้องมีการเก็บข้อมูล  อย่างเด็กๆ ที่เราเคยสอนเขาปีแรกๆ ตอนอายุ 12 ปี ตอนนี้หลายคนไปเรียนสัตวแพทย์บ้าง หลายคนต่อมหาวิทยาลัยด้านสิ่งแวดล้อม  เราถึงรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำนั้นเกิดผลจริงๆ และพวกเขากำลังจะกลับมาดูแลสิ่งที่ครั้งหนึ่งได้เรียนรู้

 

EEC ในอีก 10 ปีข้างหน้า

             ผมมองเห็นโอกาสมากขึ้น  เราอยากให้ EEC มีพื้นที่ของตัวเอง ตอนนี้เวลาไปเข้าค่ายเราต้องไปพักโรงแรมและเปลี่ยนไปมาหลายแห่ง เลยอยากมี EEC Basecamp  สถานที่ที่เอื้อกับการเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อม มีห้องทดลอง มีที่กินข้าวปลอดภัย มีอุปกรณ์ต่างๆ  มีจุดสอนดำน้ำเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไปปกป้องทะเล และเป็นศูนย์กลางในการให้โรงเรียนมาเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อม เราอยากทำคลาสสิ่งแวดล้อมให้เข้าใจง่าย ทำให้มันเท่ ไม่อยากให้ดูวิชาการจ๋า อยากให้วัยรุ่นแพลนมาเที่ยวกัน  อยากให้ที่นี่พร้อมต้อนรับคนที่สนใจเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลก พาลูกมาดำน้ำ มาเที่ยวป่า และอยากขยายให้มีศูนย์ EEC ในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์  นำหลักการและวิธีคิดของเรา ไปปรับให้เข้ากับประเทศอื่นเพื่อกระตุ้นความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับคนในประเทศนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้ คราวนี้ก็อยู่ที่ทีมเราแล้วว่าจะไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับผมต้องทำให้ถึงความฝันให้ได้

 

 

กอดป่า กอดทะเล

           เป็นโครงการของ EEC ที่เราออกสัญจรไปทั่วประเทศ ตอนนี้จัดไว้ 11 จังหวัด เราออกแบบการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านดนตรี กราฟฟิก กิจกรรม ให้เด็กสนุกกับมัน เราอยากสร้างนักอนุรักษ์ท้องถิ่นเพื่อดูแลปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง เช่น ภาคใต้ จังหวัดกระบี่ จะพูดถึงขยะทะเล ภาคเหนือพูดถึงไฟป่า จังหวัดตากพูดถึงสิทธิมนุษยชน บทเรียนจากคนที่อยู่ที่นั้นจริงๆ เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้เยอะแยะมาก ตั้งใจจะทำไปอีก 18 เดือน    

            เราสนับสนุนให้คนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเมืองไทย ประเทศเราอุดมสมบูรณ์มากทั้งทะเลทั้งภูเขา  Top 10 จุดดำน้ำไฮไลท์ในโลกต้องมีชื่อเมืองไทยติดโผแน่นอน อย่างทะเลเราชอบมากที่สุดคือกระบี่ ถ้าเราไปสิมิลันไปเกาะลันตาใต้น้ำจะสวยมาก  บางที่น้ำขุ่นแต่บนหาดสวย แต่กระบี่หาดสวยใต้น้ำก็สวย ที่พักก็สวย วิวต่างๆ คนที่นั่นก็ใจดี ผมมองว่าเป็นที่ๆ สมบูรณ์จริงๆ  ส่วนป่าผมชอบภาคใต้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส  คนยังไม่ค่อยไปเพราะมองว่าไกลและปัจจัยอื่นๆ แต่เรามองว่าถ้าได้ลองไปสัมผัสจะรู้เลยว่าเป็นป่าที่สมบูรณ์อันดับต้นๆ ของไทย มีนกเงือกหลายสายพันธุ์มาก ด้วยความที่ตอนนี้เป็น unseen สุดๆ เลยอยากให้ลองไปดูกัน

 

ไม่สำคัญว่าความรับผิดชอบของใคร จะ ตัวเล็กหรือ ตัวใหญ่ก็แก้ปัญหาได้ 

            สิ่งแวดล้อมดีขึ้นไม่ได้ถ้าเราทุกคนไม่มีส่วนร่วม ผมเชื่อว่าต่อให้เป็นคนตัวเล็กๆ ก็ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้  เราเห็นตัวอย่างจากช่วงโควิด เห็นเลยว่ากราฟมันพุ่งสูงมากและคาดการณ์ว่ามันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ปรากฏว่าทุกคนร่วมใจกันหยุดอยู่บ้าน ผลที่ได้คือกราฟไม่ได้พุ่งสูงขึ้นเหมือนที่ประเมินไว้ และสถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ต่างกันกับการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ถ้าทุกคนช่วยกันคนละเล็กละน้อย ก็สามารถช่วยสิ่งแวดล้อมของเราได้ การอยู่การกินการทิ้งขยะของเรามันมีผลทั้งหมด สุดท้ายมันเชื่อมต่อกันออกทะเลอยู่ดี ต่อให้คุณอยู่ไกลจากทะเลไกลจากป่า แต่การใช้ชีวิตของคุณมันส่งผลต่อทรัพยากรของประเทศแน่นอน 

            ด้วยเทคโนโลยีบวกกับแรงขับเคลื่อนที่เห็นใน 2-3 ปีมานี้ มีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง ทั้งปริมาณพลาสติก การจัดการขยะ การจัดการนักท่องเที่ยว เราเห็นว่าหลายหน่วยงานก็ทำกันอย่างเต็มที่ และดูจะมีแต่คนสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ได้มองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมมันจะเป็นแค่เทรนด์ ผมมองว่าคนจะให้ความสำคัญเรื่องนี้มากขึ้น คนรุ่นใหม่ควรมองไปข้างหน้าว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง  อย่างเรื่องถุงพลาสติก มันไม่ง่ายที่เราจะไปบอกว่าให้หยุดใช้เลย มันมีผลกระทบมากกว่านั้น ทั้งต่อองค์กร ต่อบุคคล  แต่ถ้าเราให้การศึกษาตั้งแต่ยังเด็กเขาอาจมีนิสัยไม่ใช้ถุงพลาสติกไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ ผมมองว่าสุดท้ายการสร้างแรงบันดาลใจให้คนมันคือการแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด

 

 

 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย อะไรคือเรื่องเร่งด่วน?

            ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม ผมว่าตอนนี้ยังไม่พอ ผมอยากให้ ‘สิ่งแวดล้อมศึกษา’ ได้ไปอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียน ให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ยังเล็ก พอโตก็มีเรื่องราวการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น  แถมปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นอยู่ไม่ได้แก้ง่ายเหมือนที่คิด มีหลายขั้นตอน หลายปัจจัย มีหลายพรรคหลายพวกที่มองเห็นแตกต่างกัน  เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าอยู่ๆ เราจะกระโดดเข้าไปแล้วแก้ไขได้เลย มันอาจเป็นปัญหาที่ถูกบิ้วท์มาตั้งแต่ 40-50 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ  คนที่จะทำตรงนี้เลยต้องมีความคิดที่กว้าง ต้องอย่าโลกสวย อยู่กับเด็กอยู่กับธรรมชาติก็จริง แต่มันไม่ได้ดูดีแบบที่คิด มันมีเรื่องราวที่ลึกกว่า มีความซับซ้อนกว่า ต้องค่อยๆ แก้กันไป

            เราเลยตั้งใจสร้างอีกเจเนอเรชั่นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เราสอนคน 1,000-2,000 คนต่อปี  พออีก 30 ปีเขาโตไปทำธุรกิจแทนคุณพ่อแม่ เป็นผู้บริหาร เป็นระดับผู้จัดการ เมื่อข้างในเขาผูกพันกับธรรมชาติ เราหวังว่าการตัดสินใจของเขาจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรามองว่าต่อให้เป็นปัญหาอะไรก็แล้วแต่ การศึกษาควรจะได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ เพราะคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ

 

‘มนุษย์’ และ ‘ธรรมชาติ’ คือสิ่งเดียวกัน

           มนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของธรรมชาติ  เราไม่อาจเบียดเบียนธรรมชาติหรือใช้ประโยชน์จากเขาโดยที่ไม่ทดแทนอะไรให้เลย เพราะสุดท้ายแล้วคุณภาพชีวิตของเราก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอยู่ดี 

            ถ้าเรารักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของเราและคนรอบข้างก็จะดีไปด้วย มันเชื่อมต่อเป็นวงจรเดียวกัน กลับกันหากเมื่อไหร่ที่เราไม่ช่วยกัน สิ่งที่อยู่ในวงจรเดียวกันจะค่อยๆ พังทลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งครอบครัวและตัวเราเอง