Muse Mag Online Vol. 23 : ต้องมนต์ รสไทย


Muse Plus: "TANA BANGKOK" จากร้านยี่ปั๊วะย่านท่าเตียน สู่ร้านอาหารบอกเล่าชุมชนผ่านรสมือแม่

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-11 รูป จากทั้งหมด 11 รูป

เมื่อวิถีการกินของครอบครัวเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นย่านท่าเตียน คัดสรรวัตถุดิบแสนอร่อยและสดใหม่ในชุมชน บวกความพิถีพิถันและใส่ใจต่อสุขภาพ นำไปสู่การแบ่งปัน “รสสัมผัส” และประสบการณ์การกินแบบ “Taste of Local

โดยไม่ได้ตั้งใจ ร้านของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงความหมายของอาหาร ไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อยและอิ่มท้อง แต่คือการบอกเล่าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นในอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ บอกเล่าโดยสมาชิก 5 คนในครอบครัว

 

 จากซ้ายไปขวา
คุณเอกอนงค์ วัชโรบล (พี่สาวคนโต) คุณวิริทธิพล ธนาโรจน์ปิยทัช (น้องชายคนเล็ก)
คุณภัทร์ศรัณย์ ธนาโรจน์ปิยทัช (คุณแม่) คุณภูมิพัฒน์  ธนาโรจน์ปิยทัช (คุณพ่อ)
คุณอภิสฤษฎิ์ ธนาโรจน์ปิยทัช (ลูกชายคนกลาง)

 

จากร้านยี่ปั๊ว “ธนาภัณฑ์” สู่ร้านอาหารแสนอบอุ่น “TANA BANGKOK” จุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไร

วิริทธิพล : ครอบครัว “ธนาโรจน์ปิยทัช” ของเราเริ่มขายของมาตั้งแต่รุ่นอากง ย้อนไปจากรุ่นป๊า 30 ปี และย้อนจากรุ่นอากงไปอีก 20 กว่าปี รวมๆ น่าจะประมาณ 50-60 ปีได้ ที่ร้านขายเกือบทุกอย่าง รุ่นพวกเราอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิด แต่รุ่นป๊ามาอยู่ตอนหนุ่มๆ เพราะอากงอยู่ที่อื่นมาก่อน

 

ท่าเตียนแต่เดิมเป็นท่าเรือที่ขึ้นชื่อมากในการรับส่งและขายสินค้า สินค้าอะไรที่เป็นจุดเด่นของชุมชนจนผู้คนต่างต้องแวะเวียนมาซื้อของที่นี่

วิริทธิพล : สมัยก่อนสินค้าขึ้นชื่อก็จะเป็นพวกของแห้ง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง ถั่ว ธัญพืชทั้งหลายแหล่ พวกพืชผลทางการเกษตร อย่างมะพร้าว แบรนด์มะพร้าวชาวเกาะแรกเริ่มก็มาจากที่นี่ พวกสินค้าประมงอย่างปลาเค็มดอง เรียกว่าสินค้าแทบทุกอย่างก็จะมาขึ้นท่าที่นี่ เป็นจุดกระจายสินค้าที่สำคัญ

เอกอนงค์ : สมัยก่อนป๊ามาจากต่างจังหวัด นอนมากับเรือกับกองสินค้า มาขึ้นท่าที่นี่ จนอากงและป๊ามองว่าพื้นที่ตรงนี้กำลังเติบโต น่าจะขยายธุรกิจได้ดี อากงเลยมาซื้อที่ตรงนี้ แล้วก็ขยับขยายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน  

 

 

ความคิดที่จะปรับเปลี่ยนจากการขายของชำมาสู่เป็นร้านอาหาร เกิดจากอะไร

วิริทธิพล :  พวกเราลงความเห็นตรงกันว่า ย่านท่าเตียนตอนนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง พื้นที่ตรงนี้เป็นเหมือนหัวแหวนของกรุงเทพฯ ทำเลที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ทางท้ายซอยก็มองเห็นวัดอรุณอยู่ตรงกลาง สมัยโบราณเขาจะบอกว่าตรงนี้เป็นแกนกลางของกรุงเทพฯ ประวัติศาสตร์บอกว่าการอัญเชิญองค์พระแก้วมรกต ก็ขึ้นมาจากถนนเส้นนี้ ก่อนที่จะมีท่าเตียน เลยคิดว่าตรงนี้เป็นทำเลที่ดี  

เอกอนงค์ : เป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คิดว่าตรงนี้เป็นโอกาสหนึ่งที่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ชุมชน สามารถทำโปรดักส์ที่ตอบรับกับสิ่งที่พื้นที่กำลังจะเปลี่ยนไปได้ เหมือนเราจัดการ outside in และ inside out ไปด้วยในตัว และในแง่ของครอบครัวเรา การทำอาหารและกินอาหารดีๆ คือสิ่งที่เป็นตัวตนของครอบครัวเรา ตั้งแต่จำความได้เลย หม่าม้าชอบทำอาหารให้สมาชิกในบ้านกินอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่หม่าม้าใส่ใจทำ

 

เป็นอาหารตำรับรสมือแม่แท้ๆ

เอกอนงค์ : รสมือแม่นี่ละ ใส่ใจทำให้จริงๆ หม่าม้าจะดูแลแง่ของการทำอาหาร รสชาติ ความกลมกล่อม ส่วนป๊าก็มีความใส่ใจในครอบครัวเหมือนกัน อาจจะไม่ได้ลงมือทำอาหารเอง แต่ป๊าจะคอยสืบค้นหา สมุนไพรอะไร อันไหนดีๆ เอามาปรุงผสมในเมนูอาหาร คิดค้นเพื่อให้ครอบครัวกิน เพื่อสุขภาพที่ดี เป็นการใส่ใจที่ไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้ว หาแต่สิ่งที่ดีที่สุด เป็นอาหารที่ใส่ความพิถีพิถัน ใส่ความรัก ทุกอย่างสม่ำเสมอ พอมีโอกาสก็คิดว่าการทำร้านอาหารจะแสดงตัวตนของครอบครัวเรา พร้อมมีพื้นที่ที่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันกับผู้คนที่มา ป๊ากับม้าจะย้ำเสมอว่าเราทำกินแบบไหนก็ต้องทำแบบนั้นให้ลูกค้าด้วย วัตถุดิบที่เรากินกันเองเป็นสิ่งที่เราใส่ใจอยู่แล้ว ทุกเมนูเป็นสูตรดั้งเดิมของหม่าม้า เมนูของเราจะเป็นการผสมผสานระหว่างอาหารจีนกับอาหารไทย เพราะเราเป็นคนจีนที่เกิดในไทย หม่าม้าชอบอาหารรสจัด แต่ก็ไม่ถึงกับเผ็ดมาก เรียกว่าถึงเครื่องมากกว่า มีความจัดจ้าน อย่างเมนูข้าวหมูปลาเค็ม รสชาติก็จะค่อนข้างแรงด้วยเครื่องเทศ แต่รวมๆ แล้วกลมกล่อม จานนี้ถือเป็น signature ของร้านเลยก็ว่าได้

วิริทธิพล : จริงๆ มี signature หลายตัว อย่างเมนูเกี๊ยวในซอสเผ็ด เมนูหมูตุ๋นสมุนไพรจีนที่ใช้สมุนไพร 18 ชนิด เมนูข้าวหน้าไก่ ส่วนมากเป็นเมนูที่ม้าทำให้พวกเรากินมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กเราก็ไม่รู้นะว่ารสชาติแบบนี้คืออร่อย มันเป็นความเคยชิน พอโตเพื่อนๆ ลูกมากินข้าวที่บ้านแล้วส่วนมากติดใจ อยากจะมากินบ่อยๆ หรือเราไปกินอาหารข้างนอกแล้วรู้สึกว่ารสชาติมันไม่ใช่ ต้องม้าทำดีกว่า ตอนนี้มีประมาณ 7-8 เมนู ก็จะค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางทีก็มีเมนูที่เวียนไปมาอย่างไข่เจียวต้นกระเทียมหมูสับ เมนูพิเศษพวกนี้ก็จะมีการปรับเปลี่ยนกันไป แกงป่าก็มีนะ เพราะม้ากับป๊าชอบกิน  

 

 

สมัยก่อนท่าเตียนเต็มไปด้วยร้านค้าพาณิชย์ ต่อมาก็มีเกสต์เฮาส์และคาเฟ่ผุดขึ้นมามากมาย ปัจจุบันสังเกตว่ามีร้านอาหารเยอะมาก TANA BANGKOK แตกต่างจากร้านอื่นๆ อย่างไร

วิริทธิพล : เรามองสองแบบ inside out กับ outside in  อันดับแรกที่เรามองคือเราเห็นจากเราก่อน ตัวตนเราคืออะไร แล้วอันที่สอง สภาพแวดล้อมหรือบริบทรอบๆ มันเปลี่ยนเป็นลักษณะไหน พื้นที่ข้างนอกเปลี่ยนเป็นแหล่งการท่องเที่ยวมากขึ้น แต่พอมี Google Maps มันทำให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวเดินไปทั่วทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่แลนด์มาร์กอย่างเดียวแบบเมื่อก่อน เราเลยขาย Taste of Local Experience  ซึ่งแปลว่าการมากินอาหารที่นี่จะได้ประสบการณ์ในการสัมผัสรสชาติที่คนในชุมชนกิน ซึ่งจริงๆ มีคนเชียร์ ทำไมไม่ขายผัดไทย ขายต้มยำกุ้ง ขายแกงเขียวหวาน เพราะม้าก็ทำอร่อยมาก ชาวต่างชาติน่าจะชอบ ขายดี แต่เราไม่อยากทำแบบนั้น เราชอบอะไรที่มันเรียล พื้นฐานเรากินแบบนี้ ก็อยากให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสรสชาติแบบนี้จริงๆ

 

แล้วคุณพ่อคุณแม่เห็นด้วยตั้งแต่เริ่มคิดที่จะทำร้านอาหารเลยหรือเปล่า เพราะผู้ใหญ่ส่วนมากมักหวงแหนสิ่งที่ทำมาแต่เดิม ไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลง

วิริทธิพล : กว่าจะยอม ผมเริ่มพูดมาตั้งแต่ผมอยู่มหาวิทยาลัยปี 1  ก็ประมาณ 11 ปีที่แล้ว ผมบอกว่าป๊าทำโรงแรมสิ ทำโฮมสเตย์สิ ซึ่งตอนนั้นผมยังเด็กมาก แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นไปได้เพราะว่าตรงนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ป๊าก็บอกไร้สาระ ตรงนี้มันขายของขายดี มันเป็นย่านการค้า ใครจะมาพัก พอเวลาเปลี่ยนไปเขาก็ได้เห็น เพราะ 5 ปีให้หลังมามันก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง น่าจะถึงเวลาแล้วที่ป๊าเขาได้เห็นชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้น จริงๆ ป๊าชอบมากกับงานขายของ แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มที่จะสนุกกับงานร้านอาหาร ได้ประสบการณ์ใหม่ ป๊าม้าแฮปปี้ เพราะจริงๆ ม้าก็อยากมีร้านอาหาร เพราะเคยทำอาหารตั้งแต่อายุ 18 อยู่ร้านอาหารตั้งแต่อายุ 14 ม้าอยู่ร้าน ส.โภชนา ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านอากง เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่มีชื่อในย่านนั้น                

 

 

การตกแต่งร้านมีแนวคิดอย่างไร

วิริทธิพล : อยากให้เป็นร้านที่ดูเข้าถึงง่าย โมเดิร์น แต่อบอุ่น นำของเก่าและของใหม่มาผสมผสานกัน สิ่งของบางอย่างก็เป็นของเก่าดั้งเดิม อย่างลูกคิด กระด้งตากสมุนไพร ตู้เซฟโบราณนี่ก็ยกมากจากบ้านหลังเก่าของอากง ป๊าชอบศึกษาเรื่องสมุนไพรจีน เราก็ตกแต่งทำด้านหลังให้เป็นตู้ยาจีน กำแพงด้านหนึ่งของร้านก็เป็นกำแพงสีดั้งเดิม ยังมีรอยถลอก สีซีดแบบสีเผือก มีร่องรอยดินสอที่ขีดเขียนตัวเลขเอาไว้ เลขที่บ้านก็ยังอยู่ เราก็อยากเก็บมันเอาไว้แบบนี้ แต่เคลือบเอาไว้ให้อยู่คงทน อย่างด้านหน้าที่เป็นช่องหน้าต่าง อีกหน่อยคิดว่าจะขยายเป็นช่องที่ขายแบบ Take Away ให้คนเดินมาซื้อเครื่องดื่มนู่นนี่นั่นกลับบ้านได้

เอกอนงค์ : ธีร์ (วิริทธิพล) เรียนจบด้านอินทีเรียมา เขาก็จะรับหน้าที่ดูแลด้านการออกแบบตกแต่งเป็นส่วนใหญ่

วิริทธิพล : ส่วนเจ้เขาก็จะดูแลเรื่องบรรยากาศ เรื่องของกลิ่น เรื่องของเพลงที่เปิดในร้าน อยากให้ได้รู้สึกครบประสาทสัมผัสทั้ง 5 เมื่อเข้ามาในร้าน บางวันกลิ่นอโรมา บางวันกลิ่นส้ม เพลงก็จะเป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ในแบบที่ป๊าชอบ เรื่องแสงก็มีความสำคัญ ความสว่างที่ไม่มากเกินไป ไม่มืดเกินไป รู้สึกสบายๆ ไม่รีบร้อน เพิ่มการรับรู้ในการกินอาหารที่มีรสชาติแบบเต็มที่มากขึ้น

 

สังเกตเห็นว่าเวลาลูกค้าเข้ามาแต่ละโต๊ะ ทุกคนในร้านจะคอยเข้าไปพูดคุย แนะนำและบอกเล่าเกร็ดความรู้ต่างๆ อันนี้เป็นคอนเซ็ปต์ของร้านหรือเปล่า

วิริทธิพล : จริงๆ เราไม่ได้จะตั้งให้เป็นคอนเซ็ปต์ แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากธรรมชาติ เพราะมองมากกว่าเป็นแค่ร้านอาหาร เป็นเหมือนพื้นที่ที่เรามีโอกาสได้แบ่งปันประสบการณ์ อย่างพี่คนหนึ่งมาจากธรรมศาสตร์ น่ารักมาก เขากินอาหารแล้วเขาก็บอกว่า คุณแม่เป็นคนทำอาหารละเอียดนะ กินแล้วมันจะมีรส มีกลิ่นที่บ่งบอกว่าตั้งใจ คือเขาเข้าใจว่าอันนี้ม้าตั้งใจมาก เขาก็จะไปชักชวนเด็กธรรมศาสตร์มากิน รอบแรกก็พาคุณแม่มา แล้วก็พาเพื่อนมา เพื่อนก็พาเพื่อนของเพื่อนมา เป็นการบอกเล่าปากต่อปาก เป็นการโปรโมตร้านในรูปแบบหนึ่ง

                อย่างป๊าจะเป็นแบบแนะให้กินอะไรคู่กับอะไร กินแบบไหน เช่นหมูตุ๋นสมุนไพร เป็นผมก็จะเอาหมูมาจิ้มกับน้ำจิ้มในถ้วย แต่ป๊าจะบอกให้เอาหมูไว้ที่จานก่อนแล้วค่อยตักน้ำจิ้มราดใส่ รสจะไม่เสีย เพราะว่าถ้าคุณเอาหมูไปจิ้มเลย น้ำแกงที่ติดกับหมูมันจะผสมลงไปในน้ำจิ้ม มันจะทำให้รสเจือจาง รสชาติจะไม่ดี ป๊าเป็นคนละเอียดมาก หรืออย่างปลาเค็ม ป๊าจะกินกับไข่ดาว เพื่อที่จะตัดรสกัน ไม่ให้มันเค็มจนเกินไป อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง จริงๆ กินแบบไหนก็ได้ แต่จะกินแบบไหนที่ทำให้รสชาติออกมาดีที่สุด

บางเมนูก็แนะนำให้เอาหอมเจียว ขิง กระเทียมตักใส่ช้อน แล้วก็กินพร้อมไข่ มันจะได้ครบ texture มีความนุ่มของไข่ มีความหอมมันของหมูสับ มี texture กรุบกรอบของหอมเจียว ขิง มีความเผ็ดนิดๆ ของกระเทียม มันก็จะรสครบในปาก หรือเมนูของหวาน ม้าไม่ถนัดเรื่องทำขนม แต่ก็จะรู้แหล่งวัตถุดิบอร่อยในย่านนี้ อย่างเมนูชุดไอศกรีมไข่เค็มบัวลอยแห้ง ม้าก็ไปสรรหาไอศกรีมเจ้าเด็ดแล้วมาประยุกต์ ใครจะรู้ว่าไอศกรีมไข่เค็มโรยหน้าด้วยถั่วตัดบุบหยาบกินพร้อมบัวลอยแห้งอุ่นๆ ที่คลุกงามาจะอร่อย มีรสตัดกัน มี texture แข็งผสมนุ่มละลายตอนเคี้ยว หรือถ้าชอบความกลมกล่อมก็เลือกไอศกรีมเป็นรสงาดำ

 

 

มองว่าเทรนด์ของอาหารในเมืองไทยตอนนี้เป็นอย่างไร วัฒนธรรมการกินของคนสมัยนี้แตกต่างกับคนสมัยก่อนอย่างไร

วิริทธิพล : ผมว่าในอนาคต ผู้คนจะใส่ใจกับรายละเอียดมากขึ้น คือมันจะมีช่วงที่คนสนใจแต่หน้าตาอาหาร ถ่ายรูปแล้วสวย แต่ว่าตอนนี้เหมือน chef table เริ่มเยอะขึ้น คนจะให้ความสนใจกับรายละเอียดมากขึ้น ลักษณะกินอาหารแบบจริงจังมากขึ้น เหมือนร้านเจ๊ไฝ จริงๆ เขาทำอร่อยมาตั้งนานแล้ว อย่างไข่เจียวปู ผมว่าน้ำมันเอย น้ำมันหมูเอย  ดีเทลมาก เตาถ่านอีก สิ่งเหล่านี้มันมีเสน่ห์และความอร่อยที่ให้ประสบการณ์แตกต่าง  

 

ส่วนใหญ่ลูกค้า ณ ตอนนี้เป็นคนไทยหรือว่าต่างชาติมากกว่ากัน

วิริทธิพล : ทั้งต่างชาติแล้วก็คนไทยนิดหน่อย ถ้าเสาร์-อาทิตย์ก็จะมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ต่างชาติจะประมาณ 60 แล้วคนไทย 40 ต่างชาติที่มาส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น เกาหลี แล้วก็จีน ยุโรปจะมีอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เป็นเหมือนทางยุโรปมากกว่า เหมือนคนที่ผมสังเกตเขาก็จะเข้าใจวัฒนธรรม กล้าที่จะลองกิน เพราะในบ้านเขาเรื่องวัฒนธรรมมีความหมาย ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นเขาจะเข้าใจว่ามีคาแรกเตอร์อันนี้ด้วย เขาจะอิน มีต่างชาติบอกว่าร้านน่ารักมากเลย เขาสังเกตว่าเราพิถีพิถัน  

 

 

ต้องปรับรสชาติไหมสำหรับต่างชาติ

วิริทธิพล : ไม่ได้ปรับ เพราะเราเชื่อว่ารสชาติของคนพื้นถิ่นจริงๆ กินแบบนี้ เขาก็รับได้ ผมเชื่อว่ามันมีจุดที่สวยแบบมาตรฐานของมันอยู่แล้ว เรายังคงรสชาติเดิมไว้ เพื่อให้เขารับรู้ว่าเรากินลักษณะแบบไหน

เอกอนงค์ : ก็ถามแหละว่ารับประทานเผ็ดได้หรือเปล่า เราจะ concern เรื่องเผ็ดก่อน เพราะว่าจริงๆ เผ็ดของเราถ้าคนที่รับประทานเผ็ดจริงๆ มันไม่ได้เผ็ดหนักขนาดนั้น บางอย่างถ้าแยกได้เช่นเกี๊ยว ก็จะแยกน้ำจิ้มหรือซอสให้

 

เมนูส่วนมากทำกินในบ้านอยู่แล้ว พอมาเป็นร้านอาหาร อาจจะต้องมีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า

วิริทธิพล :  จริงๆ หน้าตาอาหารมันไม่ได้เป็นหน้าตาแบบนี้ เราจะกินแบบเละๆ (หัวเราะ) หมายถึงว่าก็วางปกติ ทีนี้เราก็มาช่วยกันคิด พี่ชายผมก็จะไปรับประทานอาหารมาหลากหลายที่ ก็จะช่วยๆ กันแนะนำ

อภิสฤษฎิ์ : อย่างเอาง่ายๆ เลย เมนูหมูปลาเค็ม เราก็ไม่รู้ว่าเราจะวางยังไงให้มันดูน่ากิน แฟนก็แนะนำว่าลองเสียบไปอย่างนี้ แล้วค่อยเอาไข่วาง มันจะได้ไม่บังหมู ต้องค่อยๆ ปรับกันไป  

 

 

 

ตอนนี้คุณแม่มีการถ่ายทอดวิทยายุทธ์ ตำรับอาหารจากรุ่นสู่รุ่นไหม

วิริทธิพล : มีคัมภีร์ ป๊าจัดทำคัมภีร์สูตรม้าไว้เลย ซอสกี่กรัม น้ำกี่กรัม คัมภีร์ซอสเผ็ดจะยากมาก เพราะหม่าม้าจะสาดอย่างเดียวตามความเคยชิน ไม่ชิม ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะได้ 1 เมนู พอได้ 1 เมนูปุ๊บ เมนูอื่นก็จะเริ่มเข้าใจว่ามันลักษณะประมาณไหน เราเลือกวัตถุดิบชั้นดีในชุมชน อย่างเมนูเกี๊ยวไข่แดงเค็มดินทะเลออร์แกนิก ก็เอาวัตถุดิบที่ขึ้นชื่อของตลาดมาทำ นั่นคือ ไข่เค็มจากร้านอี่ฮงไถ่ที่ขึ้นชื่อของตลาดท่าเตียน คนทำก็รุ่นอากงอาม่าหมักแบบโฮมเมด ที่อื่นใช้ดินประสิว แต่ที่นี่ใช้ดินทะเลออร์แกนิก ม้าบอกไข่เค็มเจ้าอื่นมันไม่ได้ ความเค็มมันไม่เท่ากัน อย่างไข่แดงที่ราดหน้าข้าวเมนูต่างๆ ม้าก็ดองเอง เครื่องเคียงอย่างขิงดองหรือแตงโมดองก็ดองเอง มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ

 
   

 

ผลตอบรับจากลูกค้าที่คุณจำได้ไม่ลืม

วิริทธิพล : เราเพิ่งเปิดร้านมาได้เกือบสองเดือน จากรีวิวก็ดีพอสมควร มีคนเกาหลีคู่หนึ่ง พอกินแล้ว ผู้ชายเขาร้องไห้เลยนะ เขาบอกว่าเนี่ย น้ำบัวลอยน้ำขิง เหมือนตอนที่อาม่าทำ เขาหยุดพูดไปแป๊บหนึ่ง น้ำตาคลอ ฝ่ายผู้หญิงก็มาสะกิดผมว่าเนี่ย อาม่าเขาเป็นคนที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก สนิทกันมาก แต่ว่าตอนนี้อาม่าเสียไปแล้ว เขาก็เลยกินเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนตอนที่อยู่ที่เกาหลี ผมก็แบบว่าโห เขาเข้าใจ เขาอินมากเลย มันมีเรื่องของความทรงจำ

วิริทธิพล : ที่สำคัญ ชื่อ “ธนา” มีความหมายว่าทรัพย์ ม้าอยากให้พวกเรามองว่าร้านนี้คือทรัพย์ทางใจ ทุกคนในครอบครัวมีความสุขจากการตั้งใจถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ให้แก่คนอื่นผ่านรสชาติอาหาร   

 

ขอบคุณ ร้าน TANA BANGKOK ครอบครัวธนาโรจน์ปิยทัช

  • คุณภูมิพัฒน์  ธนาโรจน์ปิยทัช
  • คุณภัทร์ศรัณย์ ธนาโรจน์ปิยทัช
  • คุณเอกอนงค์ วัชโรบล
  • คุณอภิสฤษฎิ์ ธนาโรจน์ปิยทัช
  • คุณวิริทธิพล ธนาโรจน์ปิยทัช

ติดตามร้านได้ทาง https://www.facebook.com/tanabangkok/