Muse Mag Online Vol. 22 : แฟชั่นจ๋า


Muse Story : กาญจนาพร ปลอดภัย แฟชั่น ตำนาน วันวาน และวันนี้

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-10 รูป จากทั้งหมด 10 รูป

แฟชั่น ตำนาน วันวาน และวันนี้


ย้อนไทม์แมชชีนไปสู่วงการแฟชั่นยุค
80s กับนางแบบแห่งยุค
พี่เจี๊ยบ-กาญจนาพร ปลอดภัย

            ในยุคที่เราเสพข่าวสารแฟชั่นได้ทางหน้าฟีดโซเชียล เราอัพเดตเทรนด์ต่างๆ และสำรวจเรฟเฟอเรนซ์ความสวยงามจาก pinterest เรามีอินฟลูเอนเซอร์เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัว เราสามารถติดตามดีไซเนอร์คนโปรดได้จากอินสตาแกรมของเขาแต่           

            ย้อนไปเกือบ 40 ปีที่แล้ว วงการแฟชั่นไทยเพิ่งเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า นางแบบ ดีไซเนอร์ รันเวย์แฟชั่น และการถ่ายแบบแฟชั่นทางหน้านิตยสาร

            40 ปีที่แล้วคือจุดเริ่มต้นแห่งความเบ่งบานทางแฟชั่น เปรียบเสมือนภาพจิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่ถูกบรรจงวางลงไปโดยกลุ่มคนที่รักในแฟชั่น วันนี้เราจะมาย้อนไทม์แมชชีนผ่านสายตาของนางแบบในยุคนั้น พี่เจี๊ยบ-กาญจนาพร ปลอดภัย เธอจะมาเล่าถึงความสนุกและบรรยากาศของแฟชั่นไทยยุคนั้นให้เราอ่านกัน

 

 

 

 

เส้นทางนางแบบยุค 80s

            เราเข้าวงการนางแบบตอนอายุ 18-19 ปี เป็นเด็กจังหวัดราชบุรีที่ไม่รู้จักคำว่า “นางแบบ” มาก่อน เข้ามาเรียน มัธยมปลายที่กรุงเทพฯ โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เราเป็นเด็กแก่นเซี้ยว ไปเรียนพิเศษที่สยามสแควร์ เห็นประกาศรับสมัครนางแบบจากโรงเรียนสอนตัดเสื้อสรญา ที่เริ่มพัฒนาแนวคิดอิงจากต่างประเทศ โดยดูองค์ประกอบว่าไม่ใช่แค่หุ่นนางงามที่มีอกเอวสะโพก แต่เป็นนางแบบที่ใส่เสื้อผ้าของโรงเรียนและนำเสนอ เป็นตัวแทนของโรงเรียนได้ดี

 

            พอเห็นว่ามีประกาศก็เดินเข้าไปเลยค่ะ ทำเป็นแบบมั่นใจ มาสมัครแต่จริงๆ บ้านนอกเชียว (หัวเราะ) ใส่กางเกงยีนเสื้อลายสกอตแดงขาว เดินเข้าไปถามว่า รับสมัครนางแบบใช่ไหมคะ ขอลงทะเบียนค่ะ วันประกวดคนอื่นเขาแต่งหน้าเขียนคิ้วทาปาก เปรี้ยวเชียว เราก็ไปแบบธรรมชาติ หน้าไม่แต่ง เป็นเด็กกะโปโลคนหนึ่ง แต่สุดท้ายผลประกาศก็ออกมาว่า เราได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนั้น ตำแหน่ง “ยอดนางแบบโรงเรียนสอนตัดเสื้อสรญา” ช่วงประมาณปี 2521

 

 

วงการแฟชั่นในยุคนั้นเป็นอย่างไร

            ยุคนั้นมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อหลายแห่ง เช่น โรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี เริ่มมีดีไซเนอร์ไทยที่จบจากฝรั่งเศส และเขาก็จะเริ่มมองหานางแบบที่จะมาโชว์ผลงานของตนเอง เมื่อเราได้รับคัดเลือกเป็นยอดนางแบบก็จะได้รับทาบทามจากพี่ๆ หลายท่าน อาทิ พี่ตั้ว-กีรติ ชลสิทธิ์ จากห้องเสื้อดวงใจบิส พี่กบ-เมนาท นันทขว้าง จากห้องเสื้อ Soda พี่ไข่-สมชาย แก้วทอง จากห้องเสื้อ Kai Boutique และเราก็เริ่มมีงานเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งต้องขอบคุณพี่ไข่มากๆ ที่เหมือนมาอุปการะ เลี้ยงดู แล้วก็สอนเราด้วย ทุกเย็นจะต้องไปบ้านพี่ไข่ พี่ๆ ทีมงานของพี่ไข่จะสอนเราใส่รองเท้าส้นสูง หรือแม้แต่รองเท้าส้นเตี้ยก็ต้องฝึก เพราะถ้าเดินส้นเตี้ย เท้ามันจะสบายและมักจะแปออก ดังนั้นต้องฝึกฝนให้เดินเป็นเส้นตามไลน์เวที พี่ๆ จะสอนเราเดินแบบ สอนหมุน สอนมารยาทบนโต๊ะอาหาร สอนการใช้มีด นี่แก้วไวน์นะ นี่แก้วน้ำนะ เพราะอาชีพนางแบบจะต้องเข้าไปอยู่ในสังคมชั้นสูงตามโรงแรม ดังนั้นการรู้มารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นเรื่องสำคัญ พี่ๆ สอนเราอย่างเป็นธรรมชาติ เราก็ซึมซับสิ่งเหล่านี้มาเรื่อยๆ โดยให้เป็นบุคลิกภาพของเราไป

 

            ยุคนั้นนักเรียนนอกหลายๆ คนกลับมาเมืองไทยก็เริ่มมาเป็นนายแบบนางแบบกัน อาทิ พี่ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี พี่แต้ม-รุ่งนภา กิตติวัฒน์ พี่ตุ๋ย-นวลปรางค์ ตรีชิต ฝ่ายชายเริ่มมีพี่ตู่-นพพล โกมารชุน คุณต๊อบ-สหัสชัย ชุมรุม นักเรียนนอกเริ่มกลับมา ห้องเสื้อต่างๆ ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก ทุกคนนำความแปลกใหม่และบุคลิกภาพที่หล่อหลอมมา กลายเป็นการสร้างสีสันในวงการแฟชั่นยุค 80s

 

 

นางแบบในยุคนั้นเดินแบบและแสดงผลงานกันที่ไหนบ้าง

            ถ้าโรงเรียนสอนตัดเสื้อจะเป็นตามงานกาชาด งานประจำปีของจังหวัดนั้นๆ ทางโรงเรียนก็จะไปนำเสนอว่าโรงเรียนสอนตัดเสื้อมีผลงานแบบนี้นะ โดยมีเป้าหมายคือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา (แบรนดิ้ง) และสร้างอาชีพให้กลุ่มสตรีของจังหวัดนั้นๆ

            ถัดมาคือยุคไฮแฟชั่น นางแบบก็จะนำเสนอผลงานตามโรงแรมและนิตยสารซึ่งมีอยู่ไม่กี่ฉบับในช่วงนั้น เรามีงานเดินแบบไม่มากนักแต่สำคัญนัก (เน้นเสียง) เพราะห้องเสื้อแต่ละห้องก็อยากจะนำเสนอผลงานในแต่ละคอลเล็กชั่นประจำปี แล้วมันก็ตื่นเต้น สังคมชั้นสูงก็จะมาพบกันในช่วง Tea Time มีรับประทานอาหารกลางวัน มีดินเนอร์ และนั่งดูแฟชั่นโชว์

 

เอกลักษณ์ของพี่เจี๊ยบ-กาญจนาพรเป็นอย่างไรในสายตาคนในวงการ

            เอกลักษณ์ของกาญจนาพร เขาก็จะบอกว่าเป็นผู้หญิงเท่ มีบุคลิกภาพเป็นของตัวเอง มาดมั่น แล้วก็มีกรามที่แตกต่างจากหญิงอื่นมาก โครงสร้างแปลก เป็นคนตัวแบน มีไหล่ แต่มีเอว สะโพก ที่สำคัญ…ยิ้มเก่ง

 

            และเมื่อเข้ามาอยู่ในวงการแฟชั่น แน่นอนว่าเราต้องถูกจับให้สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองเพิ่มเข้าไปอีก โดนจับตัดม้าเต่อเลยค่ะ ตัดม้าเต่อจากหน้าผากไปถึงหู เหลือแต่ผมข้างหลัง ผมทรงนี้ไม่มีใครทำได้ กลับกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ พอเปลี่ยนเป็นม้าเต่อ คราวนี้ก็กล้าไปหมด จากนั้นก็เป็นบ๊อบสั้นเหมือนนักร้องนำวง Swing Out Sister (ศิลปินจากอังกฤษในยุค 80s) เราก็ถูกเรียกว่า “เจี๊ยบ Swing Out” เพราะเราปากแดง ผมม้าเต่อเป็นเอกลักษณ์

 

 

 

บรรยากาศการถ่ายทำแฟชั่นสมัยนั้นเป็นอย่างไร

            เวลาออกกองถ่ายแฟชั่น ล้วนเผชิญมาหมดนะคะ ตั้งแต่อายุ 18-19 ไปถ่ายแฟชั่นที่สวนสามพราน โรสการ์เด้น ต้องลงไปนอนแผ่ลงบนสวนไม้ดอกไม้ประดับ แดดก็จ้า สาดส่องมา ร้อนมาก แต่ช่างภาพตะโกนว่าสวย เราก็กัดฟัน สวย…เขาชมแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด แต่เป็นลมค่ะ ถ่ายแบบกลางแจ้งครั้งแรกก็เป็นลม (หัวเราะ)

 

            อีกงานที่จำได้แม่นคือ ไปถ่ายแบบให้มอเตอร์ไซค์แบรนด์หนึ่ง เขาเห็นว่าเราขี่มอเตอร์ไซค์ได้ ภาพของงานอยากได้ผู้หญิงที่ขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ได้เลย ไปถ่ายเขาใหญ่ น่ากลัวมากเพราะมอเตอร์ไซค์มันหนักมาก ขี่ลงจากเนินเขาแล้วเราจอดไม่ได้จะทำยังไงดี ผู้ชายอีก 10 คนรออยู่ข้างหน้า แล้วคอยเบาลงๆ เพื่อจับเราหมดเลย จากนั้นก็ค่อยๆ เลี้ยวรถ ไปตั้งลำบนเนินเพื่อลงมาใหม่ ทุกคนระวังกันมาก แต่งานนั้นก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

 

            บรรยากาศออกกองถ่ายแฟชั่นในยุคนั้นเจ้าของห้องเสื้อ ดีไซเนอร์ จะทำหน้าที่เดียวกับสไตลิสต์ในยุคนี้ เพราะภาพทุกอย่างที่เขาต้องการจะอยู่ในหัวอยู่แล้ว ช่างภาพทำหน้าที่จัดไฟเองไปด้วย ช่างแต่งหน้า ทำผม เราช่วยกันเหมือนพี่เหมือนน้อง บางทีนางแบบยังช่วยแบกขากล้อง ช่วยแบกโฟมด้วยเลย หรือดีไซเนอร์ก็ลงมือแต่งหน้าทำผมให้ด้วยตัวเอง มันเป็นลำดับของการพัฒนาสายแฟชั่น เรียนรู้ไป ทำกันไป แล้วก็เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

 

            ช่วงยุค 80s เราหยุดเดินแบบไปสักพักเพราะไปมีครอบครัว ลูกเริ่มโต พอชีวิตเริ่มเข้าที่ก็กลับมารับงานในวงการต่อ พอกลับเข้ามาวงการแล้วก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนเดิม โดยเฉพาะพี่ไข่-สมชาย แก้วทอง ท่านรักเรามาก แม้เราจะมีลูกแล้ว ถึงสะโพกเปลี่ยนไปแต่ก็ปรับได้ ขาดตรงนี้ก็เพิ่มตรงนี้ หน้าอกไม่มี สะโพกผายเพราะมีลูก ไหล่ใหญ่เพราะว่าอายุมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้คือความสามารถของดีไซเนอร์ที่จะเบนสายตาให้กับคนดูแฟชั่นได้ การกลับเข้ามาสู่วงการครั้งที่สองยิ่งทำให้เรามั่นใจมากยิ่งขึ้น แล้วเราก็เรียนรู้ไปด้วยว่าสิ่งที่เราปรุงแต่งจะปรับเปลี่ยนมันคืออะไร มันก็เหมือนโครงสร้างเรขาคณิต ถ้าสามเหลี่ยมแล้วเราต้องเอาอะไรมาตัด มันเหมือนการเรียนแฟชั่น โดยเราซึมซับเอาจากธรรมชาติของวงการแฟชั่น

 

 

 

เป็นนางแบบในยุคที่แฟชั่นไทยกำลังเติบโต ช่วยเล่าถึงระดับความงานชุกให้เราทราบสักนิด

            เป็นนางแบบที่งานแน่น ชนิดเดินแบบวันละ 3 สถานที่ แต่ละที่ต้องเดินทางโดยใช้มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์นะคะ ขี่มอเตอร์ไซค์ เคยขี่มอเตอร์ไซค์จากโรงแรมดุสิตมาที่เซ็นทรัลลาดพร้าวมาแล้ว แต่ก็เลิกใช้ไปเพราะกลัวอันตราย บรรยากาศการทำงานในยุคนั้นสนุกมาก งานไหนที่ไม่มีเราจะรู้สึกเสียใจ เวลาดีไซเนอร์เมืองนอกมาออดิชั่นนางแบบ เราจะตื่นเต้นมาก ใจเต้นตุบๆ ไปออดิชั่น ได้เรียนรู้ว่าชุดของเขาสวยจัง มีการเรียนรู้จังหวะท่าเดินเฉพาะ ความอินในเรื่องของแฟชั่นมันเริ่มกระแทกเข้าไปข้างในมากขึ้น

 

ศาสตร์การทำงานของนางแบบในยุคนั้นเป็นอย่างไร  

            หลักๆ คือการเดินแฟชั่นและถ่ายแบบ เราชอบเดินแฟชั่น เดินแบบ มากกว่าถ่ายภาพนิ่ง เพราะการเดินแฟชั่น เราได้เป็นตัวของเราเอง ได้ใส่ชุดที่ดีไซเนอร์เห็นแล้วว่าเหมาะสมกับเรา ก่อนทำงานเราจะได้ลองเสื้อจริงก่อน และกลับมาจินตนาการว่าชุดนั้นเราจะสะบัดพลิ้วยังไง จะนำเสนอ ยืนโพสออกมาอย่างไร การเดินแบบมันมี movement ทำให้เราไม่แข็งอยู่กับที่ ได้เบนสายตาคนดูได้ในลักษณะท่าทางที่เราเคลื่อนไหวออกไป แต่ในขณะเดียวกันการถ่ายแบบก็เป็นการเรียนรู้จังหวะในอีกด้าน นางแบบบางคนมีจุดเด่นคือกระโดดสวยมาก สำหรับเราก็จะมีสไตล์ที่ชัดเจนคือ ความนิ่ง ความแข็งแรงที่ชัดเจน ซึ่งช่างภาพ สไตลิสต์ก็จะมีส่วนสำคัญในการสร้างพลังให้กับนางแบบเมื่อถ่ายภาพนิ่งได้ โดยทำให้เราเข้าใจคาแรกเตอร์ของงานนั้นๆ ซึ่งก็คล้ายกับการเล่นละครเช่นเดียวกัน เราสนุกกับการเป็นนางแบบ จนค่อยๆ หยุดไปเนื่องจากมีงานอื่นแทรกเข้ามา งานพิธีกร งานแสดง งานผู้จัดละคร

 

 

 

ในบ้านเราไม่บ่อยนักที่นางแบบในวัย 50+ จะกลับมาถ่ายแบบอีกครั้ง สำหรับการกลับมารับบทบาทนางแบบในวัย 50 และ 60 ปี คุณพบว่าแตกต่างจากการทำงานในช่วงอายุ 20 ต้นๆ อย่างไร

            ตอนอายุ 50 ปี ทางนิตยสาร The Magazine เครือบางกอกโพสต์ก็ติดต่อให้กลับมาถ่ายแฟชั่นถึงสองครั้ง บรรณาธิการบอกว่า “ต้องเป็นพี่” ครั้งที่สองได้ไปถ่ายที่ศรีลังกา จำลองบรรยากาศเจ้าของคฤหาสน์ ทุกๆ ครั้งที่เลือกงานก็จะดูคอนเซ็ปต์การถ่ายทำที่น่าสนใจ ครั้งนั้นเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก ล่าสุดเมื่อกลางปีที่ผ่านมาแบรนด์ HEIDI's Secret ต้องการถ่ายทำคอลเล็กชั่นใหม่ สะท้อนว่าผู้หญิงในวัยนี้ก็สามารถใส่เสื้อผ้าเสื้อสไตล์นี้ได้นะ พอกลับมาถ่ายแฟชั่นในวัยนี้ เราก็ต้องเชื่อมั่นแล้วก็ปล่อยให้เขาจัดการเรา ดีไซเนอร์เขาเลือกเพราะว่าตรงกับที่เขาคิดเอาไว้ เพราะฉะนั้นเราจงทำตัวให้ตรงกับสิ่งที่เขาคิดไว้เท่านั้นเอง ไปทำงานแล้วก็ปล่อยตัวสบายๆ ไม่มีตัวตน เขาจะทำผมยังไง แต่งหน้ายังไง อดีตเรายังมีนะคะ ผม(ทรง ?)นี้มันทำให้หัวโต แต่วันถ่ายทำตอนนั้นไม่มีเลย ปล่อยไปเลย เพราะหนึ่งเราสูงวัยจนเราไม่ได้คำนึงถึงความสวยงามมากนักแล้ว เราไม่ห่วงตัวเราแล้ว มันเข้าสู่ทางธรรมนะ ถ้าวันใดที่เราไม่ยึดความสวยความงามของเรา สรีระร่างกายผิวพรรณของเราแล้ว มันจะก้าวเข้าไปทำงานใหม่ๆ จึงทำให้งานนั้นสบายๆ แล้วก็เป็นไงเป็นกัน พอลูกเอาภาพลงอินสตาแกรมปุ๊บ เพื่อนๆ ลูกเข้ามาบอกใหญ่ แม่เจ๋งมาก เรายังคิดถึงความสวยความงามบ้าง แต่เด็กนึกถึงความเป็นธรรมชาติ แล้วก็ยอมรับความเป็นธรรมชาติ

 

 

 

สิ่งที่ดีที่สุดที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้

            ขอเก็บไว้อยู่ในความทรงจำที่ดี มานั่งย้อนคิดในวันนี้ มันก็แปลกดีนะสำหรับมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งที่โตมาจากความไม่รู้เรื่องอะไรเลย เรียนรู้มาเรื่อยๆ ให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ จึงนำคำนี้มาสอนลูกๆ มักจะบอกลูกเสมอว่า ทำไปเถอะ มันจะเข้ามาในชีวิตเองอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วงนี้เราทำได้แค่นี้ อีก 10 ปีข้างหน้าลองดูสิ เราจะทำได้อีกอย่างหนึ่ง อีก 10 ปีข้างหน้าเราจะพัฒนาไปอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นอย่าพยายามจนน่าเกลียด อย่ากระเสือกกระสน ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แล้ววันหนึ่งเราจะนั่งยิ้มว่าอายุ 18 เราทำได้อย่างนี้ อายุ 30 เราทำได้อย่างนี้ อายุ 40 เราทำได้เช่นนี้ ชีวิตจะสอนให้เราเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ได้เอง