Muse Mag Online Vol. 20 : บันเทิงไทย ใส่ใจในความเชื่อ


Muse Forward : เมื่อความเชื่อถูกผนึกรวมอยู่ในความบันเทิง

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-8 รูป จากทั้งหมด 8 รูป

เมื่อความเชื่อถูกผนึกรวมอยู่ในความบันเทิง

            หลายๆ ครั้งที่เราพบเห็น “ความเชื่อ” ถูกนำมาตีแผ่เป็นความบันเทิง บ้างให้แง่มุมแนวคิดและสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมที่เป็นเบ้าหลอมให้ดำเนินตามต่อๆ กันมา

            ไม่เพียงแค่ความเชื่อทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นในตนเองอันแรงกล้าก็นำพาไปสู่เรื่องราวอีกมากมาย และนี่คือความบันเทิงที่มีหลากหลายความเชื่อเป็นฉากหลัง

 

 

 

1. Animation

Coco / โคโค่ วันอลวน วิญญาณอลเวง        

กำกับ Lee Unkrich / โดย Walt Disney Studios / Pixar Animation Studios / Motion Pictures

               ส่วนใหญ่ของหนังแอนิเมชันจากดิสนีย์และพิกซาร์ มักจะเล่าเรื่องราวได้อุ่นละมุนเคล้าเสียงหัวเราะให้ชมกันพร้อมหน้าทั้งครอบครัว แต่ความดีงามของ Coco ยังรวมไปถึงเส้นเรื่องที่หยิบจับเอาเรื่องราว “ความเชื่อหลังความตาย” ตามวัฒนธรรมของเม็กซิโกมาถ่ายทอดได้ซาบซึ้งสวยงาม หลายคนถึงกับน้ำตาซึมที่ได้ติดตาม “มิเกล” เด็กหนุ่มตัวเอกของเรื่องผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นอย่างเออร์เนสโต เดอ ลาครูซ นักดนตรีไอดอลผู้ล่วงลับ แม้จะค้านกับคำสอนของครอบครัวที่ห้ามเล่นดนตรีก็ตาม แล้วในวันแห่งคนตายตามประเพณีเม็กซิกันที่ยึดถือเป็นวันรวมญาติและยังเชื่อกันว่าจะเป็นวันที่วิญญาณผู้วายชนม์จะกลับมาเยี่ยมญาติๆ มิเกลเกิดเข้าไปพัวพันกับเรื่องไม่คาดฝันจนหลุดเข้าไปในโลกของวิญญาณ และทางที่จะทำให้เขากลับมาได้ก็มีเพียงแค่การทำให้ผีบรรพบุรุษยอมรับในตัวเขาเท่านั้น กลายเป็นปริศนาให้ผู้ชมต้องติดตามการผจญภัยนี้ที่มีโลกของคนตายและวัฒนธรรมความเชื่อหลังความตายเป็นประเด็นเด่นชูโรง

 

 

2.Book

Osho คุรุวิพากษ์คุรุ / ผู้เขียน Osho สำนักพิมพ์ GM BOOKS

              “โอโช” เป็นคุรุชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก ปรัชญาคำสอนของท่านครอบคลุมทุกสิ่งนับตั้งแต่การค้นหาความหมายของปัจเจกไปจนถึงประเด็นการเมือง เคยมีผู้เปรียบเปรยเอาไว้ว่าหากแนวคิดและหลักคำสอนของท่านกฤษณะมูรติเป็นเช่นคำถามปลายเปิดที่ทิ้งช่องว่างให้ผู้อ่านเก็บไปทบทวนและรู้แจ้งได้เอง ในทางกลับกันคำสอนของท่านโอโชคือการย่อยปรัชญาทางศาสนามาเรียงร้อยด้วยการปรุงถ้อยคำที่เข้าใจง่ายกับโลกปัจจุบันแต่สวยงามราวกับอ่านบทกวี หนังสือเล่มนี้คือหนึ่งในผลงานเขียนของโอโช “ชายที่อันตรายที่สุดถัดจากพระเยซู”ผู้นำเสนอแนวคิดขัดแย้งอย่างสุดขั้วกับความเชื่อของลัทธิศานาทั่วไป ผนวกเข้ากับความหาญกล้าวิพากษ์คุรุท่านอื่นๆ ทั้งที่เป็นศาสดาและนักปราชญ์จากโลกตะวันตกและตะวันออกบนเหตุและผลที่นำมาจัดวางอย่างน่าสนใจ

 

 

3. Exhibition

The lives of the dead / นิทรรศการ  “คนเป็นหลังความตาย” พิพิธภัณฑ์ Moesgarrd เมืองออร์ฮุส เดนมาร์ก

              ช่วงฤดูร้อนนอกจากเป็นไฮซีซันของการท่องเที่ยวแล้วยังเป็นฤดูแห่งเชงเม้ง เทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ชาวไทยเชื้อสายจีนยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบทอดกันมา ในอีกซีกโลกหนึ่งช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ชาวเม็กซิกันก็มีวันสำคัญอันเป็นขนบในวงศาคณาญาติ เรียกกันว่า Day of the dead ที่ญาติมิตรจะมารวมตัวกัน ณ บ้านของครอบครัวหลักเพื่อร่วมจัดสำรับมื้ออาหารเป็นการรำลึกถึงสมาชิกคนสำคัญในครอบครัวผู้ล่วงลับ พร้อมกับภาวนาให้ดวงวิญญาณนั้นสู่สุคติ

 

             คงเป็นเพราะการเกิด-แก่-เจ็บ-ตายเป็นวัฏจักรของมนุษย์ไม่ว่าชาติไหน ภาษาใด จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทุกชาติต่างก็มีคติ ความเชื่อสอดคล้องกันเกี่ยวกับเรื่องความตายและคนตายเป็นสำคัญ ดังนั้นเมื่อปีที่แล้วพิพิธภัณฑ์ Moesgaardแห่งเมืองออร์ฮุส ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ในเชิงมานุษยวิทยาวัฒนธรรม จึงได้นำแก่นความคิดอันสะท้อนความเชื่อของ “คนเป็น” หลังผ่านการสูญเสียญาติสนิทมิตรสหายมาถ่ายทอดไว้ในนิทรรศการ The lives of the dead ในนิทรรศการชี้ให้เห็นความเชื่อเรื่องความตายจากทั่วโลก เช่น เม็กซิโกกับวันสำคัญ Day of the dead ที่มองเรื่องความตายค่อนไปในทางมิติสวยงาม ถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ทั้งร่วมมื้ออาหารกับครอบครัวและตกแต่งบ้านอย่างสวยงามไปด้วยสีสันสดใส

              ตรงกันข้ามกับประเทศอูกานดาและออสเตรเลียที่บริบทความเชื่อหลังความตายผสมผสานกันระหว่างความเกรงกลัวและการบูชา ชาวอูกานดาจะมีพิธีกรรมบูชาดวงวิญญาณด้วยเสียงดนตรี แสงไฟ ฯลฯ ที่ค่อนข้างแตกแต่งจากคนชาติอื่นๆ ในโลก ในนิทรรศการยังมีส่วนแสดงคลังสะสมส่วนตัวของชาวเดนมาร์กบางคนที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ของญาติคนสนิทผู้ล่วงลับไว้เป็นที่ระลึก เพื่อย้ำเตือนว่าครั้งหนึ่งเคยมีความผูกพันร่วมกันมากมาย แม้ว่าในบางมุมโลกจะมีความเชื่อที่ย้อนแย้งกันว่าการเก็บสะสมของใช้ของผู้ตายถือเป็นสิ่งต้องห้าม

https://www.visitaarhus.com/ln-int/lives-dead-gdk946618

 

 

4. Movie Review 

Kusuma : Infinity (The Life and Art of Yayoi Kusama)

ยาโยอิ คุซามะ คุณป้าลายจุดและผู้ทลายความเชื่อและสร้างความเชื่อมั่นในแบบของตน

              ตามติดชีวประวัติและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานของคุณป้าลายจุดยาโยอิ คุซามะ (ศิลปินหญิงชาวญี่ปุ่นชื่อดังก้องโลก) ทั้งเอ่อล้นไปด้วยความทึ่งในพรสวรรค์ของอาร์ทิสต์สาวจากแดนอาทิตย์อุทัยผู้โบยบินไปตามฝัน ณ มหานครนิวยอร์ก

 

              ยาโยอิเกิดในครอบครัวมั่งคั่งเจ้าของกิจการค้าเมล็ดพันธุ์พืช เธอโตมาในสมัยสงครามโลกที่แม้แต่เด็กผู้หญิงก็ต้องถูกเกณฑ์ไปช่วยผลิตอาวุธสงคราม และยังได้รับการเลี้ยงดูตามขนบความเชื่อของกุลสตรีที่ต้องฝึกมารยาทเตรียมพร้อมออกเรือนกับคู่ครอง ทว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างเธอให้เดินไปตามเส้นทางนั้นแม้แต่น้อย หากมอบพรสวรรค์ในการวาดรูปมาให้เต็มเปี่ยม แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและวงการศิลปะในบ้านเกิด

 

              จุดพลิกผันใหญ่ของชีวิตมาถึงเมื่อเธอได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนBlack Iris ของจอร์เจีย โอคีฟ ศิลปินหญิงอเมริกันที่โด่งดังยุคนั้น เธอส่งตัวอย่างภาพเขียนแนบไปกับจดหมายขอคำแนะนำจากจอร์เจีย โอคีฟ เมื่อได้รับจดหมายตอบกลับ ยาโยอิก็ยิ่งแน่วแน่ในเส้นทางที่เธอเลือก เธอเผาภาพเขียนนับพันทิ้งไป แล้วโบยบินสู่ดินแดนเสรีภาพ ด้วยความเชื่อและปณิธานแรงกล้าว่าศิลปินสาวเอเชียอย่างเธอนี่ละจะพลิกวงการป๊อปอาร์ตในอเมริกาให้สำเร็จ

 

              หนังพาเราไปรู้จักเส้นทางศิลปะของเธอ การเป็นอาร์ทิสต์หญิงยืนหนึ่งจากเอเชียที่ดิ้นรนพิสูจน์ฝีมือในยุคสมัยที่อเมริกาอยู่ใต้เงารัฐบาลพรรคอนุรักษนิยม ฉายให้เห็นทุกความพยายามจัดแสดงผลงานบุกไปแสดงงานที่เวนิสเบียนนาเลแม้ไม่ได้รับเชิญ แต่สิ่งที่ทำกลับสร้างชื่อเธอในเชิงลบมากกว่า

 

              เมื่อไม่อาจคว้าความสำเร็จ แถมต้องเผชิญโรคซึมเศร้าผ่านการพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งหลายครา ยาโยอิผู้บอบช้ำโบยบินกลับบ้านเกิดในวัยกลางคน เธอหายไปจากพื้นที่ข่าวศิลปะถึงสองทศวรรษ ใช้ชีวิตในสถานบำบัด โดยมีงานศิลปะที่เธอรักเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจ แล้วในที่สุดการไม่ละทิ้งฝัน ความเชื่อ และความซื่อตรงกับความรู้สึกที่ถ่ายทอดผ่านผลงานทุกชิ้นก็ทำให้เธอกลับมายืนในวงการอย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อวงการศิลปะญี่ปุ่นเล็งเห็นศักยภาพ ทางรัฐบาลจึงส่งเธอเป็นตัวแทนคนเดียวจากญี่ปุ่นไปจัดแสดงงานที่เวนิสเบียนนาเล นับเป็นปรากฏการณ์ที่พลิกโฉมวงการศิลปะยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

 

              ทุกวันนี้เธอยังขับเคลื่อนชีวิตด้วยลมหายใจแห่งศิลปะ ใช้ชีวิตประจำวันแบบเรียบง่าย สร้างสรรค์ผลงานภายในสตูดิโอในช่วงเวลากลางวัน แล้วก็กลับไปพักฟื้นที่สถานบำบัด เป็นเช่นนี้ตลอด 365 วันของปี ยาโยอิขึ้นแท่นเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก ทุกวันจะมีคนเข้าคิวยาวเหยียดเพียงเพื่อหวังจะได้เข้าไปอยู่ภายในห้องกระจกของเธอแล้วแชร์ผ่านโซเชียล เธอทำให้ลายจุดเป็นเรื่องป๊อปอย่างไม่เคยตกยุค