Muse Plus : แพรว–กวิตา วัฒนะชยังกูร ศิลปิน VDO Arts ที่ใช้งานศิลปะค้นหาตัวเอง

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-9 รูป จากทั้งหมด 9 รูป

แพรว – กวิตา วัฒนะชยังกูร
ศิลปินวีดีโออาร์ตที่ใช้งานศิลปะค้นหาตัวเอง  

          โลกยุคปัจจุบันผู้คนต่างให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวตนที่แท้จริง หลายคนค้นพบ ในขณะที่หลายคนค้นหาอย่างไรก็ไม่เจอ เธอคนนี้ค้นหาและเรียนรู้การเป็นตัวของตัวเองผ่านงานศิลปะที่เธอชื่นชอบ สู่วิถีชีวิตศิลปินที่มีความสุขในผลงานที่ทำ พร้อมเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนกลุ่มหนึ่งสู่สังคม

          เมื่อเอ่ยถึงศิลปินร่วมสมัยที่น่าจับตามองในเมืองไทยขณะนี้ ชื่อของ “แพรว – กวิตา วัฒนะชยังกูร” น่าจะติดโผในลำดับต้นๆ ในฐานะศิลปินอายุน้อยผู้สร้างผลงานน่าสนใจอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติที่จัดแสดงทั้งใน ลอนดอน เมลเบิร์น ซิดนีย์ ไทเป ฟลอเรนซ์ เบอร์ลินและกรุงเทพฯ ด้วยรูปแบบของการสื่อสารโดยใช้ร่างกายเป็นสื่อกลางเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนดู อาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกายแทนวัตถุต่างๆ ในโลกระบบทุนนิยม บอกเล่าเรื่องราวและชวนให้สังคมขบคิดผ่านผลงานทัศนศิลป์รูปแบบวีดีโอและการแสดงสดที่ท้าทายขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์  

 

 

          ผลงานที่หลายคนกล่าวถึง ผลงานชุด Tools ที่พูดถึงคุณค่าของผู้หญิงกับงาน โดยเฉพาะงานในชีวิตประจำวันที่ไม่มีวันจบสิ้น เธอเลือกสื่อสารผ่านร่างกายที่ใช้แทนอุปกรณ์ต่างๆ ในการทำงานบ้าน เช่น การห้อยศีรษะลงมาเพื่อใช้เส้นผมของตัวเองในการกวาดบ้าน พร้อมแกว่งตัวไปมาแทนลักษณะของการใช้ไม้กวาดซ้ำๆ หรือการโหนตัวบนสลิงเปรียบตัวเองเป็นดั่งผ้าที่ตากเอาไว้บนราวตากผ้า โดยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้สื่อให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้หญิงผ่านงานบ้านที่ทำในทุกวัน อาศัยแรงกาย แรงใจและความอดทนทำในเรื่องเดิม ซ้ำๆ

 

          ในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale ที่กำลังจะมาถึง ผลงานของเธอได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงและติดตั้งในหลายๆ จุดในกรุงเทพฯ นอกจากเราอยากอัพเดตผลงานของเธอแล้ว เรายังอยากรู้ด้วยว่าทำไมเธอจึงค้นหาตัวตนเจอแบบชัดเจนได้ตั้งแต่ยังเด็ก อะไรคือแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนความคิดให้ผลิตผลงานเหล่านี้

 

 

ช่วงนี้เห็นว่ากำลังเตรียมงานแสดงสำหรับหลายโชว์

          “ค่ะ มีซีรีส์ต่อเนื่องจากโชว์เมื่อต้นปี จากการเป็นศิลปิน Residency ที่นิวซีแลนด์ โดยซีรีส์นี้ชื่อ Performing Textile เป็นซีรีส์ที่เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตผ้าทั้งหมด แสดงไปครึ่งหนึ่งแล้วที่นิวซีแลนด์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พอกลับมาปุ๊บก็เป็นซีรีส์ที่ทำต่อ และกำลังจะสรุปซีรีส์วีดีโอที่มีทั้งหมด 6 ชิ้น ร่วมกับการ Performance โดยทำประติมากรรมขึ้นมาชิ้นหนึ่งเพื่อแสดงกับมัน ในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale ที่จะมีในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ จัดแสดงที่ตึกของ ThaiBev ส่วนบางชิ้นก็จะขึ้นจอใหญ่ที่เป็นบิลบอร์ดตรงเซ็นทรัลเวิลด์ และที่สยามวัน สยามพารากอน โรงแรมเพนนินซูลา แล้วก็จะเปิดตัวหนังสือเล่มแรกของแพรวในวันที่ 25 ตุลา รวบรวมผลงานทั้งหมดตั้งแต่ปี 2011 – 2017 ที่อนันตรา นอกจากนี้ก็มีงานโชว์โซโลในเมลเบิร์นด้วย เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมทั้งหมด”

 

 

ทั้งหมดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

          “เริ่มจากรีเสิร์ชที่นิวซีแลนด์เป็นเวลาสองเดือน ขับรถไปเรื่อยๆ ไปคุยกับคนที่ทำฟาร์มแกะ ขอลองโกนขนแกะ แยกประเภทและคุณภาพของขนแกะ แล้วก็กลับมาที่ไทย ไปเยี่ยมชุมชนทอผ้า ทอขนแกะด้วย ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ที่กรุงเทพฯ ก็รีเสิร์ชเกี่ยวกับสาวโรงงาน แรงงานในโรงงานทอผ้า ไม่ได้เน้นผู้หญิง แต่ 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานมักเป็นผู้หญิง จนออกมาเป็นซีรีส์ชุดนี้

 

          ใน Bangkok Art Biennale ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะแสดงสด อย่างการทำ Spining Wheel แพรจะหมุนไปเรื่อยๆ แทนตัวเองเป็นเครื่องปั่นไหม ซึ่งก็เวียนหัวมากนะ (หัวเราะ) อีกอัน Dip Dry เปรียบตัวแพรเป็นเหมือนเครื่องจักรอะไรสักอย่างแล้วก็จุ่มหัวลงไปในกะละมัง 10 นาที ให้การย้อมกลายเป็นสีให้หมด จำลองกี่ทอผ้า แพรก็แทนตัวเองเป็นกระสวย กระโดดซ้ายและกระโดดขวาไปมาจนได้ภาพ หรือเมื่อนึกถึงด้ายพันกันก็หมุนตัวเองไปเรื่อยๆ พยายามให้มันไม่พันกัน

 

          และมีงานใหม่สองชิ้น คือ Print หรือการทำซิลค์สกรีน และ Knit หรือการถักทอ Print แพรจะผลักตัวเองจากฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึง ผลักกลับมา ลักษณะการเคลื่อนไหวของการ Print เป็นจังหวะแบบไหน หมุนแบบไหน ก็พยายามทำให้เหมือนอุปกรณ์ที่ทำจริงๆ เรากำลังเปรียบเทียบการทำงานของแรงงานเหล่านี้ที่ต้องทำซ้ำๆ เดิมๆ ตลอดเวลา เหมือนเป็นเครื่องจักร ในขณะเดียวกันเครื่องจักรก็กำลังจะมาแทนที่มนุษย์”

 

 

เรียกได้ว่าทำงานศิลปะแบบเต็มเวลา…เป็นศิลปินเต็มตัว     

          “นี่คือสิ่งเดียวที่แพรทำ เพราะมันคืออาชีพของแพรว สิ่งที่ต้องจัดการก็คือ เราทำงานขึ้นมาเพื่อโชว์ เดือนนี้ที่ผ่านมาก็มีโชว์ที่มิวเซียมในเยอรมัน เราก็เตรียมงาน เดือนนี้ที่ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ ส่วนกลางเดือนก็ที่ซิดนีย์อาร์ตแฟร์ เดือนตุลาที่ Bangkok Art Biennale และมีงานโชว์ที่เมลเบิร์น ดังนั้นต้องแพลนระยะยาว ต้องทำงานให้ตรงกับตารางเวลาที่หวังไว้ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นงานซีรีส์เดียวกับที่เคยแสดงมาแล้ว แต่มันก็เป็นการทำงานในสเปซใหม่ รวมถึงเรื่องของเอกสารต่างๆ ทั้งหมดนี้ก็แทบหมดเวลาแล้ว (หัวเราะ)”

 

มุมมองคำว่า “ศิลปะ” ในฐานะศิลปินยุคใหม่

          “สำหรับแพรว มันเป็นเรื่องของการฝึกความคิด เอาจริงๆ ศิลปะมันไม่ใช่เรื่องของสกิลอะไรเท่าไร มันเป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อโลก ว่าเราอยากจะพูดอะไรกับโลกใบนี้ เราต้องการนำเสนอเรื่องอะไรที่คนอื่นไม่ค่อยได้พูดถึงขนาดนั้น แล้วถ่ายทอดมันออกมา”

 

หากย้อนกลับไป ค้นพบความเป็นศิลปินในตัวเองตั้งแต่เด็กหรือเปล่า

          “ตอนเด็กๆ แพรวชอบศิลปะ ชอบวาดรูป แต่วาดรูปไม่เก่งนะ ไม่เคยมีคนทักว่าเราจะโตไปเป็นศิลปินเลย เราก็ไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวก็เป็นช่วงที่คุณพ่อส่งไปเรียนที่เมลเบิร์นตอน ม.4 พอไปถึงเรารู้สึกว่าเมลเบิร์นเป็นเมืองที่อาร์ตมาก มันดีตรงที่เราวาดรูปไม่เป็นและไม่มีสกิลของงานศิลปะอะไรมากมาย มันเลยทำให้เราสามารถคิดออกนอกกรอบได้ดีกว่า ถ้าเรารู้ว่าพระอาทิตย์ต้องวาดแบบนั้นแบบนี้ เราอาจจะยึดติดกับอะไรเดิมๆ อาจจะแตกต่างจากคนอื่นได้ยาก แต่ที่เมลเบิร์น ในการเรียนการสอนเขาจะบอกว่าเรามีความรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร อยากบอกอะไร ก็ทำไป มันก็เลยง่ายกว่าสำหรับการคิดงานอะไรขึ้นมาสักชิ้น ตอนนั้นไม่ได้เรียนเลขเลย มีแต่วิชาอาร์ตดีไซน์ทั้งหมด ซึ่งคุณพ่อช่วยเลือกให้”

 

 

แปลว่าคุณพ่อและทางครอบครัวคอยสนับสนุนมาตั้งแต่แรก

          “คุณพ่อ (ดร.อภิวัฒน์ วัฒนชยังกูร) ทำงานด้านครีเอทีฟมาก่อนอยู่แล้ว งานของคุณพ่อคือการคิดแคมเปญโฆษณา อีเว้นต์นั่นนี่ แต่จะในเชิงแมสหน่อย และทำฟิลม์เฟสติวัลด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้มีโอกาสไปดูหนังกับคุณพ่อบ่อยๆ อยู่บ้านก็ดูหนังกัน ซึ่งส่วนมากจะเป็นหนังเชิงทดลอง (Experimental Film) พอดูจบก็จะช่วยกันตีความ เพราะหนังเหล่านี้มักเป็นเชิงสัญลักษณ์เยอะ เราก็จะคุยกัน แบบนี้ตั้งแต่เด็ก ซึมซับมาจากทางคุณพ่อด้วย คุณพ่อสนับสนุนให้เป็นศิลปินอยู่แล้ว คุณพ่อเคยแนะนำว่า สิ่งที่เราควรจะไม่เป็นเลย คือ การที่เราเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ทำอะไรให้กับโลกใบนี้ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แล้วเราเป็นใคร ยังไง เพราะตอนอยู่มัธยมเคยบอกคุณพ่อว่าวิชานี้ก็ชอบ วิชานี้ก็ชอบ ดีหมด ตามประสาเด็กวัยรุ่นธรรมดา คุณพ่อบอกว่าผิดหวังมากเลย ตอนนั้นคำพูดคุณพ่อก็เป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นตั้งใจในทางนี้ เราก็เอาไปคิดจริงๆ ว่าอยากทำอะไร ทำอะไรต้องไปให้สุดทาง ไม่งั้นจะลังเล ท้อแท้ รู้สึกไม่ได้มีเป้าหมายแน่นอน เราจะต้องว่ายไปให้ถึงฝั่ง หลังจากนั้นสามปีคุณพ่อก็เสีย แต่เมื่ออายุเท่านี้ในปัจจุบัน มองย้อนกลับไป แพรวก็ไม่แน่ใจนะว่ามันดีหรือไม่ดี คำแนะนำนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคนก็ได้ แต่มันก็ช่วยผลักดันเรามาถึงจุดนี้

 

          หลังจากคุณพ่อเสียชีวิต คุณแม่ก็พยายามทำทุกอย่างที่จะซัพพอร์ตเรา ซึ่งแต่เดิมเขาก็คอยช่วยอยู่แล้วทุกอย่าง จริงๆ ในผลงานของแพรวคุณแม่เป็นคนที่ถ่าย เป็นคนกำกับทุกอย่าง มีพี่แม่บ้าน พี่คนขับรถด้วย มีเพื่อนที่มาช่วยดูบ้างถ้าต้องถ่ายเทคนิคยากๆ ก็จะเป็น ผ้าป่าน ที่เป็นเพื่อนสนิทแพรว ทีมงานคือครอบครัวและเพื่อนสนิทหนึ่งคน แต่ส่วนมากจะเป็นคุณแม่ คุณแม่ก็ค่อนข้างจะเข้าใจคอนเซ็ปต์เพราะช่วยถ่ายมาตั้งแต่ปี 2010 แปดปีมาแล้ว คุณแม่จะไปด้วยในทุกงานและทุกทอล์ค ฟังวนๆ เรื่องงานของแพรว จนคุณแม่น่าจะตอบแทนได้ ไปทอล์คแทนได้ (หัวเราะ)”

 

เริ่มค้นหาตัวตนเจอเมื่อไร ว่าจะมุ่งไปทางงานวีดีโออาร์ต

          “ช่วงอยู่เมลเบิร์น ตอนเข้าปีหนึ่งศิลปะมีทุกอย่างให้เลือกเรียน คุณพ่อบอกให้เลือกโฟโต้ คุณพ่อบอกว่าแพรวมีสายตาของการใช้กล้อง แต่แพรวเลือกเพนท์ติ้ง ซึ่งแพรวก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แพรวไม่ได้ชอบวาดรูปมากเท่าไร แต่ชอบเรื่องสีมากๆ ช่วงเรียนปรับพื้นฐาน ครูให้ผสมสีให้ได้ รู้สึกว่าฟินมาก ทุกวันนี้เห็นอะไรก็จะชอบเรื่องสีก่อน ชอบสีที่มันคู่กันหรือผสมกันแล้วสวย เรียนไปเทอมนึงก็รู้สึกว่าหรือจะไม่เวิร์ก ลองคุยกับครู ครูเลยบอกว่าศิลปะไม่ได้มีลิมิต มันเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่แคนวาสกับสีแล้วถึงบอกว่านี่คืองานเพนท์ติ้ง เราไม่จำเป็นต้องวาดแล้วบอกว่านี่คือดรออิ้ง ดรออิ้งอาจจะเป็นเส้นของอะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ที่ไม่ได้มาจากการวาดรูป

 

          ครูถามว่าจริงๆ ชอบทำอะไร ก็บอกว่าชอบดูหนัง วันๆ ดูหนังวันละสามเรื่อง ชีวิตประจำวันเลย อยู่ในห้องนอนแล้วดูหนัง ทุกวันนี้ชีวิตก็ยังเป็นแบบนี้ ชอบดูทุกแนว ถ้าชอบจริงๆ ก็ชอบไซโคและทริลเลอร์ แต่ถ้าดูเพื่อหาแรงบันดาลใจก็จะดูหนังที่มีสัญลักษณ์เยอะๆ จะได้นำมาใช้ในเรื่องของงาน เพราะสนใจเรื่องของคน หนังทุกเรื่องจะบอกแบลคกราวนด์ของคนคนนี้ ทำไมคนนี้ทำแบบนี้ นี่คือผลของการกระทำของเขา มันทำให้เราเข้าใจคนคนหนึ่งมากขึ้น เป็นการเรียนรู้จิตวิทยาแบบหนึ่ง คำว่าศิลปะ คือศาสตร์ของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์และจิตวิทยาที่มาหลอมรวมกัน ดูหนังแล้วได้หลายอย่างนำมาเป็นแรงบันดาลใจ”

 

 

หลังค้นพบแนวทางที่ถนัด เธอจึงเริ่มผลิตงานวีดีโออาร์ตแบบต่อเนื่อง  

          “พอคิดจากคำที่ครูบอก แพรวเลยเลือกการถ่ายวีดีโอ แต่เราอยู่คณะเพนท์ติ้ง เวลาตรวจงานมันก็จะยากหน่อย ดังนั้นต้องทำให้ในเรื่องขององค์ประกอบ เรื่องของสี การตวัดสโตรกฝีแปรง เนื้อหาของงาน รวมทั้งการรีเสิร์ซที่ชัดเจน แพรวเลยทำงานวีดีโอที่มี Element พวกนี้

 

          ถ้าทุกคนดูงานแพรว ดูแบบไกลๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นจอทีวี จะคิดว่านั่นเป็นงานเพนท์ติ้ง เพราะหลายๆ อย่างเป็นสีที่ดูแบน แต่มีมูฟเมนท์และสโตรกสม่ำเสมอ เช่น การเคลื่อนไหวแบบการสาดน้ำ แพรวมักใช้อะไรที่มีส่วนประกอบของน้ำในงาน เช่น แตงโม ส้ม ให้มีความรู้สึกแบบเพนต์ติ้ง จะเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจว่ามีคนทำแบบนี้ไหม แค่คิดว่าทำแบบนี้น่าจะตอบโจทย์ของตัวเอง ช่วงแรกๆ ไม่กล้าใช้สี ทำงานขาวดำ หลังๆ เอาสีเข้ามาใส่เรื่อยๆ ซึ่งมันก็มาจากเนื้อหาที่เราต้องการพูดถึง

 

          งานของแพรวจะเหมือนโปสเตอร์โฆษณา มีสีสันเยอะ มีความเป็นกราฟิกผสม อย่างเรื่องปลากระป๋อง สื่อถึงทุนนิยม บริโภคนิยม ที่มีการโฆษณาหนักๆ ทุกคนดูแล้ว อันนี้น่ากินน่าซื้อเพราะสวยเวลาดูผ่านโซเชียลมีเดีย แต่พอจับมาเป็นงานวีดีโออาร์ต คอนเทนต์ที่ดูผ่านจอ กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องซีเรียส พูดถึงแรงงานที่ถูกกดขี่ คนดูถูกดึงดูดด้วยสีน่ากิน น่ารัก อย่างชิ้นที่แพรวเอาตัวเองเข้าไปแทนตาชั่ง เหมือนการใช้ร่างกายหนักๆ ต่อเนื่องตลอดเวลา เหมือนเครื่องจักร มันเหมือนกับว่าเบื้องหน้าคือความต้องการของผู้บริโภค โลกที่เป็นทุนนิยม แต่เบื้องหลังเป็นอีกเรื่องนึง”

 

ยังจำความรู้สึกของการแสดงงานครั้งแรกของตัวเองได้อยู่ไหม

          “ตอนนั้นอยู่ปีสาม แสดงที่มหาวิทยาลัยตัวเอง (RMIT University) เป็นอันเดอร์กราวด์แกลอรี่ของมหาวิทยาลัย ที่นี่คือจุดเริ่มต้นการแสดงงานของหลายๆ คน เป็นงานเดี่ยว ตอนแรกที่ไปสมัครไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย งานเด็กมหาวิทยาลัยน่ะ ก็ไม่ได้คิดว่าดี กล้องที่ใช้ยังเป็นแฮนดี้แคมอยู่เลย เพื่อนชื่อโดมที่เรียนด้วยกันที่นั่น สมัครให้ เป็นคนเขียนเอกสารต่างๆ ให้ เกือบส่งไม่ทัน เดินออกมาก็เกือบเปลี่ยนใจ แต่ยื่นไปแล้ว ก็โอเคต้องลองลุยดู

 

          โชว์เดี่ยวครั้งแรก เป็นวีดีโอชิ้นแรกๆ เลยที่ทำ ตอนนั้นฝังตัวเองอยู่ในกล่องตรงชายหาดทะเล ใส่ทรายเข้าไปในกล่อง เราก็ค่อยๆ เอามีดแทงกล่อง แล้วค่อยๆ ออกมาจากกล่อง เหมือนลูกไก่ที่กำลังออกมาจากไข่ ส่วนอีกชิ้นนึงไปที่ทะเลแล้วให้คนขุดหลุมฝังเราที่ทราย แล้วเราก็ค่อยๆ ขึ้นมาจากทราย ตอนนั้นมันน่าจะเป็นนิทรรศการที่พูดถึง ตัวเราที่เป็นคนนอกแล้วเข้ามาอยู่ที่ออสเตรเลีย อารมณ์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเจอโลกอีกโลกนึง งานในครั้งนั้นเหมือนเป็นการเปิดตัวให้หลายๆ คนจดจำงานเราได้”

 

 

มีใครเป็นศิลปินที่ชื่นชอบหรือส่งแรงผลักให้เกิดแรงบันดาลใจ

          “ชอบ Marina Abramovic เป็นศิลปินสาย Performance ด้านจิตวิทยา เธอโด่งดังจากการนำอุปกรณ์ที่ดีและร้ายมาใช้ โดยอนุญาตให้ผู้คนนำสิ่งเหล่านั้นมาทำอะไรกับร่างกายเธอก็ได้ บางคนมาหยิกาดึงผมมาตี เป็นการตั้งคำถามว่าทุกวันนี้เราใส่หน้ากากกันอยู่ไหม เนื้อแท้เราดีขนาดนั้นไหม ถ้าไม่มีกฎหมาย คนเราจะทำอะไรได้บ้าง”

 

เทคนิคการเรียนรู้ระหว่างทางตามวิถีการเป็นศิลปินของ แพรว – กวิตา เป็นแบบไหน

          “คิดว่าการรีเสิร์ซสำคัญ ไปดูงานทั้งในพิพิธภัณฑ์ทั่วไปและในรูปแบบศิลปินแลกเปลี่ยนที่พิพิธภัณฑ์หรือแกลอรี่เชิญมา หรือบางครั้งก็ไปเองในที่ที่เราสนใจ ไปเรียนรู้วิถีชีวิตคนที่อยู่ตรงนั้น ไปผสมกลมกลืนกับเขา เปิดโลกกว้าง เข้าใจความคิดของคนอื่นๆ บ้าง ดูหนัง ทุกอย่างไม่มีหลักสูตรตายตัว เจออะไรที่ไหน คุยกับใคร ก็เอามาเล่า”

 

อุปสรรคอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับอาชีพศิลปิน

          “เราเรียนจบอาร์ตมา เราต้องไม่มีทางปล่อยให้สิ่งที่เรียนมากลายเป็นแค่งานอดิเรก คือ ถ้าคิดว่าจะไปทำอย่างอื่น แปลว่ายูไม่ได้อินและโฟกัสกับตรงนั้นเพียงพอ เพราะมันคืออาชีพที่ควรโฟกัส มีการแข่งขันกันสูง ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทย แต่มันแข่งขันกันทั่วโลก อาจจะเป็นวงการที่แตกต่างจากอาชีพอื่นที่อาจแข่งขันกันแค่ในระดับประเทศ สอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

 

          เราจะทำยังไงที่จะยึดเป็นอาชีพให้ได้ งานศิลปะกับอาชีพศิลปินมันคือสิ่งที่คนมักคิดว่าแล้วเราจะได้เงินทองจากสิ่งเหล่านี้อย่างไร เราก็ต้องแพลนก่อน คล้ายๆ กับเราเป็นเหมือนบริษัทบริษัทหนึ่ง ลองตั้งคำถาม รายได้ของเราจะมาจากทางไหนบ้าง เช่น เปิดขายงานศิลปะ แล้วมันจะขายได้บ่อยๆ เหรอ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะซื้องานนี้สองแสนบาททุกอาทิตย์ นักสะสมในไทยก็ยังไม่เยอะมาก ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลว่าเราก็จะไม่ได้หยุดแค่ที่ลูกค้าในไทย เน้นหลากหลายทั่วโลก ถ้าจะมีลูกค้าในระดับสากล เราก็ต้องมีโชว์ในระดับสากลด้วย การเป็นศิลปินก็เหมือนการทำธุรกิจรูปแบบหนึ่ง ถ้าจะผลิตงานต่อก็ต้องมีการวางแผนให้ครบวงจรว่าจะอยู่กับอาชีพนี้ได้อย่างไร

 

เคยรู้สึกท้อแท้บ้างไหม

          “ไม่เคยเลย สนุกไปกับมัน อาชีพศิลปินก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ มีช่วงพีคช่วงแผ่ว ช่วงนี้คนนิยมคนนี้ คนนี้กำลังมา มีคนโลนงานเยอะมากต่อเดือนจนรู้สึกว่ารวยจัง แต่เราต้องรู้จักเก็บเงินเอาไว้ในวันที่มันแผ่ว จัดระบบ ช่วงนี้ได้เงินก้อน เก็บไว้เผื่อช่วงแผ่ว มันไม่ใช่งานประจำที่เราจะได้เงินทุกเดือนเท่าๆ กัน ต้องวางแผนชีวิตดีๆ ถ้าให้ทางพิพิธภัณฑ์ช่วยโลนงานให้ มันก็จะดี ผลงานมีมูลค่า มีรายได้เข้ามาเพื่อบริหารจัดการนำไปผลิตงานได้ต่อเนื่อง”

 

แล้วคิดอย่างไรกับศิลปะและรูปแบบการนำเสนอของศิลปินในยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงจากยุคก่อนแค่ไหน

          “ศิลปะ คือ การพูดทั้งเรื่องของปัจจุบันและอนาคต ศิลปะในยุคก่อนหน้านี้มันก็อาจจะพูดถึงเรื่องที่มันผ่านมาแล้วซึ่งคืออดีต ศิลปินอาจจะตั้งคำถามกับปัจจุบันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็ทำให้มีศิลปินร่วมสมัยเพราะเขายังคงตั้งคำถามกับยุคปัจจุบัน และมีศิลปินที่ทำงานกับยุคปัจจุบันและตั้งคำถามกับอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น

          แพรวมองว่าการเปลี่ยนของยุคสมัยเป็นเรื่องธรรมดา มันไม่มีทางเหมือนกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายุคนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียก็เยอะ มันก็เลยเป็นยุคของงานศิลปะที่ใช้สื่อและมีเดียต่างๆ อาจจะมีปฎิสัมพันธ์กับคนได้มากกว่าเร็วกว่า เพราะเราเติบโตกับคนในยุคที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการดูอะไรก็ตาม เราเติบโตมาพร้อมกับภาพเคลื่อนไหว ดังนั้นคนสมัยก่อนที่เขาอาจไม่ได้โตมากับภาพเคลื่อนไหว พอดูก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรมากเท่านี้ แต่พอทำงานศิลปะเป็นภาพเคลื่อนไหวให้คนที่เติบโตมากับภาพเคลื่อนไหวก็จะอินกับงานมากกว่างานรูปแบบอื่นที่เค้าไม่ได้เติบโตมาพร้อมกัน ให้เขาไปดูงานปั้น ภาพวาด เขาก็อาจจะไม่อิน ศิลปินแต่ละคนก็มีแนวทางที่แตกต่างกัน”

 

 

มีคำแนะนำอะไรไหม สำหรับเยาวชนหรือคนที่อยากเป็นศิลปินและต้องการค้นหาตัวตนให้เจอ

          “ตอนที่คุณพ่อแนะนำ มันทำให้แพรวกลับมาถามตัวเองต่อ การที่เราเป็นคนที่โดดเด่นแล้วมันยังไง มาถึงจุดนึงเราจะรู้สึกว่า การทำงานศิลปะ คือ การที่เราได้ช่วยเหลือกลุ่มคนบางกลุ่มในการเป็นกระบอกเสียง ได้ร่วม Corabarate กับองค์กรต่างๆ อย่างตอนทำเรื่องประมง ก็ไปคุยกับแรงงานประมงหรือคนที่ไปช่วยคนเหล่านี้ มันคือการที่เราเอาเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ที่คนไม่สนใจแล้วนำมาเผย มาบอกให้สังคมเกิดการตระหนักถึง การเป็นกระบอกเสียง นี่คือ สิ่งสำคัญในการเป็นศิลปิน

          เราจะเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากเป็น แต่มันมีข้อแตกต่าง ระหว่างการที่เราอยากเป็นกับการที่เราเป็นจริงๆ วันหนึ่งมันจะผ่านจุดที่ว่า การเป็นคนที่ทำงานเจ๋งๆ คนชอบเยอะๆ ที่สุดแล้ว มันอาจจะคิดว่า แล้วยังไงต่อล่ะ ความสุขจริงๆ ของศิลปินมันน่าจะอยู่ที่สิ่งที่เราทำไปมันให้ประโยชน์อะไรบางอย่างกับใคร บางกลุ่มบางคน แล้วจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของการที่เราอยากเป็นศิลปิน ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าอยากเป็นเพราะอะไร จะทำอะไรจากสิ่งที่เราเป็นให้เกิดประโยชน์ เราจะรู้สึกดีเมื่อได้ทำ ไม่งั้นมันก็แค่อยากเป็น ไม่ได้มีความสุข เพราะไขว่คว้าหาอะไรที่มันไม่ยืนยาวอย่างเช่นชื่อเสียง เงินทอง เดี๋ยวมันก็ไป มีคนรุ่นใหม่ขึ้นมา คนที่ทำอะไรที่มันมากกว่า แต่ถ้าเราอยู่ตรงนี้ทำอะไรเพื่อใครเราก็จะทำต่อไป เพราะไม่ได้มีเป้าหมายเป็นชื่อเสียงที่ต้องแข่งกับใคร”

 

คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ผลงานของ แพรว – กวิตา น่าจะเป็นแบบไหน

          “ไม่รู้เลย ตลอดมาเราทำความเข้าใจตัวเองผ่านงานศิลปะ เรียกว่ามีความเป็นแพรวทุกวันนี้เพราะทำไปด้วย คิดไปด้วย เรากำลังทำอะไร ใครจะได้รับอะไร พูดถึงเรื่องปัจจุบัน สิบปีข้างหน้านั้นอาจมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมาย ตอนนี้อยากทำเรื่องราวเกี่ยวกับคน ไม่รู้ว่าตอนนั้นจะยังสนใจไหม หรือทำเรื่องอะไร แต่ก็คงเกี่ยวกับสังคมแต่ละยุค เพื่อให้คุณค่ากับใคร แต่คงไม่ใช่สายการเมือง”

 

 

สำหรับคนที่สนใจศิลปะแนววีดีโออาร์ต

ปัจจุบัน กวิตาเป็นศิลปินในสังกัดของ Stills Gallery (ซิดนีย์)

สามารถติดตามผลงานของเธอได้ที่ : www.kawita-v.com

Relate

06-02

มี.ค.-ก.ค.

นิทรรศการ “ต้มยำกุ้งวิทยา : วิชานี้อย่าเลียน!”

ถอดบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจล่มครั้งประวัติศาสตร์ไทย หวังสร้างภูมิคุ้มกัน ให้คนรุ่นใหม่ใช้สติดำเนินชีวิต

9 มีนาคม 2560

11-21

พ.ค.-พ.ค.

"ต้มยำกุ้งวิทยา The Game"

มาเรียนรู้กันแบบเนียนๆ ผ่าน Board Game จากนิทรรศการ “ต้มยำกุ้งวิทยา : วิชานี้อย่าเลียน”

11 พฤษภาคม 2560

03-30

เม.ย.-มิ.ย.

มิวเซียมติดล้อ (Muse Mobile) ชุด “อัจฉริยะ ตัวตนคนอีสาน” จังหวัดชัยภูมิ

ได้เวลาพี่น้องชาวชัยภูมิไปสนุกกับ มิวเซียมติดล้อ Muse Mobile ชุด “อัจฉริยะ ตัวตนคนอีสาน” กันแล้ว

31 มีนาคม 2560

พาทัวร์ศิลปะยุคโมเดิร์นคอลเล็กชั่นใหญ่ถูกซ่อนอยู่ในอิหร่าน

เมื่อเอ่ยถึงการไปเยี่ยมชมคอลเล็กชั่นงานศิลปะยุคโมเดิร์น(modern art)แทบไม่มีใครนึกถึงจุดหมายปลายทางอย่างประเทศอิหร่านเลย นั่นเพราะงานศิลปะจากโลกตะวันตกกว่า1,500 ชิ้นที่ถูกเก็บไว้ที่นี่

9 กุมภาพันธ์ 2561

[#รู้ว่าใช่ว่า] อาคารนี้มีมาแต่เมื่อใด?

อาคารหลังงามที่อยู่ในมิวเซียมสยามนั้น ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?

19 พฤศจิกายน 2561

Muse You : ติ่ง Story เรื่องดีๆ จากการเป็นติ่งของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

เพราะถ้าผมไม่ได้เล่น ‘เกม’ ที่ว่านี้แล้วล่ะก็ คงจะไม่มี ‘ติ่ง’ ด้านอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์อย่างผมคนนี้เป็นแน่

8 กุมภาพันธ์ 2561