Muse Idol : Season Five (Part 1) จุดเริ่มต้น เพื่อนกันมันส์ยกแกงค์

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-9 รูป จากทั้งหมด 9 รูป

Season Five ฤดูนี้ที่รอคอย

 

 

คุยกับ Season Five กับเรื่องราวหลายฤดูของพวกเขา ทั้งการค้นพบตนเองในเส้นทางดนตรี ไปจนถึงวิธีดีลกับครอบครัว ถ้าอยากไปตามใจฝัน !

 


สมาชิก เปา บวร อัจฉรารัตนโสภณ (Bass) / จั๊ก สิโรดม หล่อกัณภัย (Baritone) / เอก สุดเขต จึงเจริญ (Tenor) / เจ เอกพล สถิรากร (Tenor)


ทราบมาว่าจุดเริ่มต้นของ season five มีความเป็นเพื่อนเป็นตัวตั้ง

เจ : ใช่ครับ ความเป็นเพื่อน 100% เลยครับ คือเราอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ช่วงประถมถึงมัธยมจะมีกิจกรรม ที่สามารถให้นักเรียนทำได้ มันจะเป็นเหมือนชมรมบ้าง ใครชอบนี่ก็ไปทำอันนี้ มันก็จะมีชมรมหนึ่ง ชื่อชมรมนักร้องประสานเสียง ซึ่งพวกเราเจอกันครั้งแรกที่นั่น เพราะว่าพวกเราจริงๆ แล้วเป็นเด็กคนละห้อง เหมือนไม่ใช่เด็กนักเรียนห้องเดียวกันด้วย

 

           

ที่โรงเรียนมีชมรมอะไรบ้าง

เปา : มีเยอะครับ มีฟุตบอล ถ่ายภาพ ดุริยางค์ กรุงเทพคริสเตียนเป็นโรงเรียนที่เตะฟุตบอล ดุริยางค์ศิลป์ก็โอเค เล่นดนตรี อะไรพวกนี้ เช่น วงดุริยางค์ วงโยธวาทิต แล้วก็มีนักร้องประสานเสียงด้วย แต่พวกเราเลือกชมรมประสานเสียง เพราะอย่างแรกก็มันเป็นความชอบ ความชอบร้องเพลง ก็เพื่อนบางคนก็เหมือนเป็นคริสเตียนอยู่แล้ว แล้วเขาก็อาจจะร้องเพลงในโบสถ์มาบ้าง ผมก็ชอบร้องเพลง ก็เป็นกิจกรรมที่เราทำอยู่แล้ว ร้องเพลงการมีวงดนตรี แต่ว่าการร้องประสานเสียงมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะแปลกดี ในความรู้สึกเราตอนนั้น เข้าไปยืนร้องด้วยกัน ร้องในโทนเสียงที่ต่างกัน

 

จั๊ก : คือเจเขาเหมือนเป็นหัวหน้า เป็นหัวโจก ซึ่งอย่างผม คนอื่นๆ ก็จะชอบร้องเพลงธรรมดา ใน level ที่เหมือนรู้สึกว่าเราร้องเพลงได้ ก็อยากร้องเพลง แต่นี่เขาจะเป็นคนนำเอาเพลงที่เป็นของศิลปินในยุคนั้น ยุคสมัยเรา 90’ เป็นแบบพวกคนดำ ผิวดำ R&B มาให้เรารู้จัก แล้วเขาก็จะบอก ฟังนี่ดิๆ อะไรอย่างนี้ เราก็ฟังตามเขา แล้วมันก็เกิดเป็น passion ว่า เจ๋งว่ะ หรืออะไรอย่างนี้ มันก็จะตามๆ กันไป ว่าร้องแบบนี้เจ๋งจังเลย หรือว่าลักษณะแนวเพลงแบบนี้มันเท่จังเลย เพื่อนก็นำเอาสิ่ง ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยรู้เลย เราก็ไม่รู้ว่าเราชอบ แต่เรารู้แค่เราชอบร้องเพลงเฉยๆ แต่เราไม่มี idol ไม่มีอะไรที่ให้เราไปฟังได้ว่าเราอยากร้องเพลงแบบนี้ๆ แต่เขาจะเป็นคนเหมือนแบบ

 

 

            ตอนนั้นอยากตั้ง group ขึ้นมา ในยุคนั้น ในวง band ผิวดำ ผิวขาว อะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นผิวขาวก็เป็นพวกแบบ back street boy ผิวดำก็จะมี Boy II Men เราก็อยาก มันเจ๋งดี เราอยากทำกับเพื่อนเราก็เลยไปชวนๆ เพื่อนมา ตอนแรกก็มีหลายคน มีเยอะกว่านี้ สุดท้ายแล้งเราเรียนจบเราก็ลองใหม่

 

            เปากับจั๊กก็จะเป็นเด็กโบสถ์ แต่ว่าคนละโบสถ์กัน ก็จะมีพื้นฐานเล่นดนตรีร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก เพราะว่าตั้งแต่ 3 ขวบ ก็จะได้รับการร้องเพลงเล่นดนตรีแล้ว ที่โบสถ์ พวกนี้เขาพื้นฐานดนตรีดีมาก พอ 4 ขวบ ก็เลิกเล่น แล้ว 5 ขวบก็เล่นใหม่ แล้ว 6 ขวบก็เลิกเล่น ก็ชอบดนตรีอยู่แล้ว แล้วก็มาเจอกัน มาสนิทกันในชมรมร้องเพลง

 

เอก : จริงๆ ผม คือผม ณ ตอนนั้น คือเป็นเด็กที่เหมือนได้รับอิทธิพลจากเพื่อนค่อนข้างเยอะ เราก็ไม่มีพื้นฐานดนตรี เราก็ไม่รู้จะชอบอะไร แต่พอเหมือนเพื่อนมาเปิดโลกให้ ว่ามีอะไรอย่างนี้ด้วย เจ๋ง ชอบจังเลย ก็กลายเป็นว่าอินไปด้วยกันกับเพื่อน อย่างเจ จะเป็นคนมีอิทธิพลมากในเรื่องของการนิยมชมชอบในแนวทางดนตรี เราก็เลยชอบ จริงๆดนตรีมันก็มีหลายแนวตอนนั้น ผมก็เฉยๆ แต่เวลาเขาเอาแนวนี้มาให้ฟัง ผมรู้สึกผมว่าผมอินกว่าแบบอื่น ก็กลายเป็นว่าเหมือนเจอเพื่อนที่ถูกข้างกัน เป็นคนที่โลกทัศน์ทางดนตรีค่อนข้างแคบมาก เพราะว่าผมแทบจะไม่ได้ฟังเพลงเลยด้วยซ้ำ คือด้วยความเป็นเด็กผมอยู่ในวงลักษณะนี้ตั้งแต่เด็ก ผมก็เข้าใจว่านี่ เป็นดนตรีปกติ คืออยู่ในวงดนตรีประสานเสียง แล้วก็ร้องเป็นแต่ในลักษณะของ classic จนได้รู้ว่าเขาร้องเพลง pop กันหรือวะ หรือพอโตมาเพิ่งจะรู้ อ้าวจริงๆ เราเรียนรู้ดนตรีอย่างอื่นเพราะเพื่อนๆ มากกว่า แต่ถามว่าแรกเริ่มของคนที่อยู่ในวง ก็คืออย่างที่เอกบอก เจ เป็นหัวโจก แต่ผมเป็นคนที่ ตลอดมาจะเป็นคนที่เวลาเพื่อนฝันอยากทำอะไร ผมจะเป็นคนปฏิบัติ เป็นหน่วยปฏิบัติ

 

 

เจ : มีจุดหนึ่งที่อยากเสริมคือ จริงๆ แล้วแต่ละคนก็ไม่ได้เก่งดนตรีขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้ถึงกับมาถึงก็อ่านโน้ตได้เลย หรืออะไรได้เลย แต่ว่าความน่าแปลกใจคือ ทุกคนในวงจะแบบว่า เขามี sense ทางดนตรี มีหูที่ดีที่ฟังแยกแยะออก เพราะว่าการร้องเพลงประสานเสียง หรือว่าไม่ใช่การร้องเพลงประสานเสียงก็ตาม คนเล่นดนตรีก็ต้องฟังแยกให้ออกว่าในเพลงนั้นมีอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะในการร้องเพลงประสานเสียง บางคนอาจจะฟังว่ามันก็ร้องเหมือนกันหมด แต่ว่าเพื่อนแต่ละคนเขาก็หูดีมาก ก็สามารถฟังออกว่าตัวเองต้องร้องตรงไหน สามารถแกะเพลงได้โดยใช้หู

 

เมื่อค้นพบชีวิตทางดนตรีแล้ว ไปตามเส้นทางในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง     

จั๊ก :จริงๆ ถ้ากลับมาคิด ผมจะไม่เรียนตรงนั้นนะ ตอนที่โตขึ้นมาแล้ว เพราะว่าผม มันเหมือนกับว่าจริงๆ แล้วเราทำอย่างอื่นได้อีก แต่ว่าชีวิตมันดำเนินเร็วมาก เพราะว่า 1 ก็สอบเทียบ ยุคนั้นยังมีสอบเทียบอยู่ แล้วผมเอาจริงๆ ในเชิงวิชาการผมไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เลย แต่มันสอบเทียบได้แล้ว ก็เลยสมัคร entrance ดู แล้วในวันที่จะสมัคร ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะสมัครอะไรดี แต่จริงๆ แล้ว ถามว่าชอบอะไร จริงๆ ก็เป็นไปได้ตอนนั้นอาจจะเรียนนิเทศอะไรอาจจะเหมาะกับตัวเองมากกว่า ผมไม่รู้ ก็เอานิเทศไว้อันหนึ่ง สูงสุดแล้ว ที่เหลือก็เลือกพวกดนตรีแล้วกัน นึกไม่ออก ปรากฏว่าชีวิตช่วงนั้นย่ำแย่มาก เพราะว่า

 

เจ : จริงๆ แล้วไม่อยากไปนิเทศ แต่เป็นคนไม่ค่อยเก่งคำนวณ อะไรก็ตามที่มันไม่ต้องใช้เลข ผมก็พุ่งไปก่อน แต่ว่าตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจว่านิเทศคืออะไร คิดว่าน่าจะไปทางสิ่งที่เกี่ยวกับบันเทิง คิดแค่นั้น เราก็ชอบ เราชอบดูหนังฟังเพลง นิเทศก็ได้ แต่พอเข้าไปเรียนจริงๆ ประมาณปี 2 ขึ้นปี 2 ปี 3 รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวของเรา ใครก็มองมา เพื่อนหรือว่าญาติ มองมาว่าน่าจะไปทางนี้แหละ แต่อยากเรียนรัฐศาสตร์ ผมกลับมองว่าสิ่งที่ผมชอบกลับเป็นแนวแบบนั้น รัฐศาสตร์ พวกการปกครอง การเมือง อะไรอย่างนี้ ผมชอบ เรื่องที่มันหนักๆ ใช้สมองไปในทางเกี่ยวกับคนหมู่มาก อะไรอย่างนี้ มันแปลกดี ก็เลย แต่ก็เรียนมาแล้ว ไปเรียนอีกทีมันก็จะเสียเวลา กะว่าเดี๋ยววันหนึ่งถ้ามีโอกาสปริญญาโทหรืออะไรอย่างนี้ ก็คิดว่าอยากเรียนรัฐศาสตร์ ตอนนั้นนะ แล้วก็พอเราได้ลงลึกไปในนิเทศศาสตร์ มันเป็นเรื่องของการหาจุดตรงกลางระหว่างการค้ากับบันเทิง ไม่ให้มันล้ำไปกว่ากัน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่าการค้ามันจะล้ำมามากกว่า ศิลปะมันถูก commercial ข่ม ผมก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เวลาออกมาแล้วก็ได้มาอยู่ในสายพวกนี้ รู้สึกว่าจริงแหละ เราคิดถูกที่เราอยากจะไปรัฐศาสตร์ นี่ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง เด็กส่วนมากที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร เพราะจริงๆ มันไม่รู้หรอก ไปเรียนแล้วมันจะรู้ ตอนนั้นที่ผมรู้ว่าผมชอบรัฐศาสตร์เพราะว่ามันมีวิชารัฐศาสตร์อยู่ด้วย ในช่วงปี 1 แล้วผมเรียนแล้วผมชอบ ถ้ามันเปลี่ยนได้ก็ดี ก็ยังไม่รู้ตัวเอง แต่เรื่องของการร้องเพลง ช่วงอยู่มหาลัยก็ทำเพลงเพื่อนร้องเพลง มันมีงานก็งานเล็กๆ ของค่ายใหญ่ๆ ต่างๆ

 

 

 

เอก : เลือกเองครับ จริงๆ ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าเราก็มี passion กับดนตรี ประมาณหนึ่ง ก็ชอบ แต่ว่าในมุมมองที่คุณพ่อคุณแม่เขาจะชอบบอกให้เรา ก็ยืนยันคำพูดได้ว่าเขามองเรื่องของดนตรีเป็นงานอดิเรก คือเขาไม่ได้คิดว่าความชอบของเราที่ชอบอันนี้มันคงไม่ถึงขนาดที่เป็นความชอบที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือไปใช้เป็นอาชีพได้ เพราะฉะนั้นก็เลยบอกว่า ถ้าเราชอบในเรื่องดนตรี ก็ขอให้สิ่งนี้เป็นเหมือนงานอดิเรก อยากเรียนได้ แต่ก็เป็นนอกเวลา แต่เวลาเต็มๆ ขอให้เป็นอะไรที่เป็นแบบวิชาการ ซึ่งถ้าเราจะเลือกเรียนอะไรขอให้เป็นวิชาการที่จะเอาไปเป็นอาชีพได้จริงๆ ตอนนั้นก็คือก็รู้แล้วถ้าเขาพูดอย่างนี้ก็คือ ก็พยายามหาตัวเองตอนนั้น ก็หาไม่เจอ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่คิดว่าคณะหนึ่งที่เรารู้สึกว่าอยากเรียนเหมือนกัน ตอนนั้นในมุมเด็กมันก็จะคิดอะไรได้ไม่เยอะหรอก

 

            รู้ตั้งแต่ปีแรกแล้วครับว่าเราเลือกตามเพื่อน รู้เลย เพราะว่าเราเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อะไรไม่รู้เรื่องเลย เรียนไม่รู้เรื่องเลย คือแบบ เฮ้ย อะไรวะ ทำไมต้องมานั่งท่องตารางธาตุ หรืออะไรพวกนี้ มันทำไว้เพื่ออะไรวะ ไม่ get อะไรใดๆ ทั้งสิ้นเลย โดยเฉพาะอย่างวิชาเคมี เป็นอะไรที่แบบเรียนไปทำไมวะ อันนั้นมันเกิดความคิดในหัว รู้สึกไม่ชอบ แต่เวลาวิชาที่เป็นแบบ สังคมเศรษฐกิจ หรือรากฐานสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ ก็เริ่มอินนิดหนึ่ง ที่เป็นวิชาสังคมก็รู้สึกว่าถนัดทางด้านนี้นะ เราก็ชอบ ตอนนั้นก็เลยอาศัยความชอบเป็นหลัก ว่าถ้ามาทางสายสังคมวิชาสังคมมันจะมีอะไรบ้าง เช่น พวกบัญชี บริหาร เศรษฐศาสตร์ ก็เลยรู้สึกว่าเราอยากจะเข้า เราน่าจะเข้าพวกนี้ดีกว่า ก็เลยเลือกเศรษฐศาสตร์ เลือกบริหาร เลือกอะไรอย่างนี้ แล้วก็แปะไว้สุดท้าย ก็คือนิติศาสตร์ คือจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจเลือก เลือกเพราะว่าให้มันเต็ม ตอนนั้นมันเลือกได้ 4 อันดับ เอาให้เต็ม 4 เลือกนิติ นิติธรรมศาสตร์ สอบเทียบเหมือนกัน เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราผิดแล้วไง ตั้งแต่ ม.4 ม.4 เรารู้สึกว่าเราเลือกสายผิด เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่าเราต้องรีบสอบเทียบแล้วรีบไปมหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด ผ่านช่วงที่เราทำผิดให้เร็วที่สุด เพราะเราไม่อยากจะไปเรียนเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ อะไรพวกนี้แล้ว พูดตรงๆ คือตอนนั้นเรียนไม่รู้เรื่องขนาดที่เวลาสอบต้องให้เพื่อนส่งคำตอบให้ เพราะว่าทำข้อสอบไม่ได้ พวกฟิสิกส์ เคมี ต้องให้พวกเก่งๆ โยนให้ คือลอก คือไม่อย่างนั้นไม่สามารถจบมาได้ แล้วก็ในชั่วโมงเรารู้ตัวแล้วว่าเราต้องสอบเทียบไปเรียนคณะที่เราอยากจะเรียนแล้ว เชื่อหรือเปล่าว่าพวกวิชาเรียน ชั่วโมงเรียนที่เป็น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เอาหนังสือพวกวิชาภาษาไทยหรือสังคมมานั่งอ่าน เพื่อสอบ entrance ไม่เรียน ไม่สนในห้องแล้ว สนหนังสือ tutor แล้ว

 

 

            ก็คือตอนนั้นก็ยังไม่รู้ยังไม่รู้ว่าเราชอบกฎหมายหรือเปล่า แต่ว่าเราทำได้ดี จบคะแนนดี จบเกียรตินิยมกับธรรมศาสตร์ เราก็เลยรู้สึกว่าเราเลือกไม่ผิดนะ แต่พอจบอันนี้แล้วก็ไปทำงานเราก็ไปเรียนต่อ เรียนโทด้วย ทุกอย่างคือจะมุ่งหน้าไปทางที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายเต็มตัวแล้ว แต่ช่วงเวลาที่อยู่ในสำนักงานกฎหมาย มันรู้สึกว่าเราก็ทำได้ดี แต่ว่ารู้สึกว่าตื่นมาทุกวันมันจะมีคำถามในหัวอยู่ตลอดเวลาว่า นี่มันใช่สิ่งที่เราจะเป็นแล้วหรือวะ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว แต่ว่ามันช้าไปหน่อย แทนที่เราจะรู้สึกว่าเราชอบอะไรตั้งแต่มหาลัย มันควรจะเร็วกว่านี้ แต่นี่คิดว่าหรือว่านี่มันไม่ใช่ทางของเรา เริ่มมีคำถามในหัวทุกวันเลยว่าเราจะต้องมานั่งแบบนี้หรอ office แล้วก็นั่งคิดนั่งดูกฎหมาย นั่งอะไรอย่างนี้หรอ เริ่มรู้สึกว่าทำไมเราไม่ค่อย enjoy กับตอนเหมือนอยู่มหาวิทยาลัย ที่เราได้เขียนได้อะไรอย่างนี้ ตอนนี้รู้สึกว่า 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบอะไร routine อยู่แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่า คิดว่ามันไม่ใช่แล้วล่ะ

 

            ตอนนี้เริ่มหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่า ตัวเองเป็นคนชอบภาษา แล้วเป็นคนชอบถ่ายทอดเรื่องราว ออกมาจากภาษา ศิลปะของการเขียน คือเป็นคนชอบแต่งกลอนตั้งแต่เด็ก พอเข้ามาเรียนกฎหมาย ไม่ได้ชอบเรียนกฎหมายหรอก แต่ชอบเขียน ชอบเขียนวิธีการแบบพูดอย่างนู้นอย่างนี้ มันก็ link กันหมดเลย มาถึงทุกวันนี้ ก็เป็นนักแต่งเพลง นักเขียนเพลง ซึ่ง skill ตอนนี้เราเพิ่งขมวดได้ว่าสิ่งที่เราชอบตั้งแต่เด็กๆ เรามารู้แล้วว่าเรามาชอบอะไรตอนนี้ คือมันค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราว ว่าเราไม่ได้ชอบกฎหมายนี่นา แต่เราชอบเขียน

           

เปา : ผมต่างกับเพื่อนลิบลับเลย จริงๆ เป็นคนที่เรียกได้ว่าเป็นเด็กเนิร์ด ก็คือหัวสมองมีที่ว่างเยอะ หมายความว่าชอบทำอะไรค่อนข้างหลายอย่างแล้วมันก็หลากหลายมาก คือจริงๆ ผมก็เป็นเด็กสายวิทย์ แต่ว่าในความที่เป็นเด็กสายวิทย์ ทุกคนอาจจะมองว่าเป็นเด็กเรียน แต่จริงๆ แล้วชีวิตผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก จนถึงปัจจุบันนี้ก็หนีไม่พ้น ไม่ใช่แค่หนีไม่พ้นแต่แค่รู้สึกว่ามันกลายเป็นเราไปแล้ว คือตั้งแต่สมัยเด็กๆ เริ่มเรียนดนตรีครั้งแรกก็ ป.4 ก็เริ่มเล่นไวโอลินเลย ก็จริงๆ ก็ เราจะพูดถึงเรื่องเรียนจะเกี่ยวอย่างไร

  

ช่วยเล่าให้ฟังถึงงานแรกที่คุณเรียนจบหน่อยสิ

เจ : ผมเป็น AE นิตยสารเล่มหนึ่ง

จั๊ก : ด้วยยุคสมัยแล้วก็คือ พ่อแม่ก็บอกว่าจะทำงานอะไร เราก็แค่อยากพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็นว่าทำงานประจำได้ ก็เลยไปสมัครบริษัทเดียวกับเขา ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ว่ามันก็ทิ้งความชอบตัวเองไม่ได้ ทำงานอันนี้กลางวัน เสาร์อาทิตย์ ไปเป็นครู ตอนกลางคืนเล่นดนตรีกลางคืน ก็รู้ตัวว่าทำงานประจำไม่ได้หรอก เครียด แต่ต้องทำ เพราะว่าให้ที่บ้านเขาเห็นว่าทำได้ ก็เลยเอาสิ่งที่ตัวเองชอบไปหลังจากทำงาน ทำงานเสร็จเล่นดนตรีกลางคืน เสาร์อาทิตย์สอน อะไรอย่างนี้

 

เปา : Media Producer ตัดต่อครับ ตัดต่อทั้งภาพและเสียง จะมีเพื่อนที่เรียนมาทำงานด้วยกันเยอะมาก ก็สนุกดี ก็เลยมีช่วงหนึ่ง 3-4 ปีที่แล้ว ได้ทำงานด้วยกัน เปาก็จะสอนวิธีการเล่นเกมส์ออนไลน์ที่หัวหน้าจับไม่ได้

 

เอก :      ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย

 

อ่านต่อ (Part2)

https://www.museumsiam.org/da-detail.php?MID=3&CID=12&CONID=3336

 

Relate

Muse Mag เล่ม 12

"Muse Mag" นิตยสารสนุกคิดจากมิวเซียมสยาม

7 มิถุนายน 2560

Muse Idol : แฟนคลับ รักนะ ขอแสดงออก

muse ฉบับนี้เราชวนแก้มมาคุยสบายๆ เรื่องแฟนคลับ ติ่งเกาหลีที่เธอก็เป็น (นะ) เทคนิคตอบทวิตเตอร์แฟนคลับ และกำลังใจที่อยากให้เธอจับไมค์และยืนอยู่บนเวทีต่อ

8 กุมภาพันธ์ 2561

หนังสือ นิทรรศการในกระบวนการ "พม่าระยะประชิด" (2560)

หนังสือถอดความคิดเบื้องหลังนิทรรศการหมุนเวียน "พม่าระยะประชิด" (2560)

30 สิงหาคม 2561

นิทรรศการศิลปะ VR แห่งแรก ในสถาบันศิลปะกรุงลอนดอน

โครงการที่เรียกชื่อว่า "360" เป็นภาพยนตร์วิดีโอและวีอาร์ในปีหน้าซึ่งจะเปิดโอกาสให้ศิลปินได้ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับสื่อการพัฒนา

19 มกราคม 2561

28-10

ก.พ.-มี.ค.

Muse Playground ชวนฟังดนตรี วงอภิวาท ยุ้ย เชลโล่ & ริค วชิรปิลันธ์

เปิดสนามกระตุกต่อมคิด ให้ชีวิตสนุกทุกการเรียนรู้

4 มีนาคม 2560