Muse Plus : KHAO & Co. Studio เมื่องานเคเทอริ่งยุคใหม่ไม่ใช่แค่เพียงการจัดเสิร์ฟอาหาร

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-10 รูป จากทั้งหมด 10 รูป

KHAO & Co. Studio


เมื่องานเคเทอริ่งยุคใหม่ไม่ใช่แค่เพียงการจัดเสิร์ฟอาหารเฉยๆ อีกต่อไป

 

 

          แน่นอนว่าหนึ่งในความบันเทิงและงานรื่นเริงทุกสมัยต้องมี “อาหาร” เข้ามาเกี่ยวข้อง จากเสิร์ฟโต๊ะจีนมาถึงบุฟเฟ่ต์ ไปจนถึงบริการแบบคานาเป้พอดีคำ เพราะเราเชื่อว่าหนึ่งในจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญที่เติมเต็มให้ความบันเทิงและงานรื่นเริงออกมาสมบูรณ์แบบ เทรนด์ของการบริการอาหารและงานจัดเลี้ยงก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไป และ Khao & Co. Studio คือหนึ่งในบริการเคเทอริ่งยุคใหม่ที่ใส่ไอเดียไปทีละคำๆ

 

          จากภาพคุ้นชินที่เห็นการทำกับข้าวในครัวสมัยเด็กของแม่และอาม่า ค่อยๆ ซึมซับสู่ความสนใจในเรื่องอาหารของ “เต็ม - เต็มสิริ โพธิพัฒนานนท์” ทีละเล็กละน้อย บวกกับความรู้ด้านการออกแบบจากคณะสถาปัตยกกรมศาสตร์ ความรู้ด้านการตลาดและการสร้างแบรนดิ้งที่ร่ำเรียนมาจากประเทศอังกฤษ ส่งผลต่อยอดให้แบรนด์ Khao & Co. (ข้าว แอนด์ โคฯ) เป็นหนึ่งในธุรกิจของคนรุ่นใหม่ในแวดวงด้านอาหารที่น่าจับตาและถูกพูดถึงในหมู่ลูกค้าที่มองหาทีมเคเทอริ่งมีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์พร้อมรสชาติความอร่อยที่จัดเสิร์ฟในรูปแบบชวนประทับใจ

 

          และเมื่อหญิงสาวผมสั้นอารมณ์ดีคนนี้ปรากฏตัว นั่งลงตรงหน้า เล่าเส้นทางที่มาที่ไปเกี่ยวกับงานเคเทอริ่งของเธอให้เราฟังหมดเปลือกแบบสบายๆ เราก็พบว่าการดีไซน์ “งานเคเทอริ่ง” ด้วยหัวใจ ส่งผลให้อาหารในงานเลี้ยงที่เธอจัดมอบให้มากกว่าแค่คำว่า “สวยและอร่อย” อย่างแน่นอน

 

 

ความทรงจำในวัยเยาว์คือจุดเริ่มต้น…ผูกพันกับการทำอาหารแบบไม่รู้ตัว

          “ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่ชอบเรื่องการกินกันอยู่แล้ว ย้อนกลับไปถึงรุ่นอากงอาม่าก็ทำกิจการร้านอาหาร จำได้ว่าสมัยเด็กหากใครไปอุบลฯ ก็จะรู้จักร้านขาหมูทวีผล แม่แต่งงานออกมาเลี้ยงดูเราที่กรุงเทพฯ จนเราเริ่มโตแม่ก็เปิดร้านอาหารที่บ้านในย่านพระรามสามชื่อว่าครัวอุไร เป็นร้านอาหารตามสั่งไทยจีนทั่วไป สไตล์เดียวกับร้านเจ๊ไฝร้านแสงชัยแบบนั้น ตอนแรกแม่ตั้งใจจะทำเล่นๆ แต่พอทำแล้วหยุดไม่ได้ มีลูกน้องต้องดูแล มีลูกค้าประจำ ในย่านนั้นมีคนจีนอยู่เยอะทำโรงงานการ์เมนท์ โรงงานผ้า ก็เหมือนคนย่านนั้นเติบโตไปพร้อมกันกับเรา”

 

          แม้จะเห็นภาพการทำอาหารจนชินตา แต่ในวัยเด็กเรื่องความใส่ใจอาจไม่ได้มีมากนัก ทว่าเป็นการซึมซับที่ค่อยๆ แทรกซึมกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของเธอมากกว่า

 

          “ตัวเราเองไม่ได้สนใจเรื่องอาหารมาตั้งแต่เด็กนะ เวลาแม่เรียกเข้าไปช่วยในครัวก็เบื่อตามประสาเด็ก เวลากินข้าวนึกถึงแค่ชื่อเมนูที่ร้านก็เบื่อ เมนูนี้อีกแล้วเหรอ (หัวเราะ) บางครั้งอาม่าก็เรียกให้มาช่วยในครัวเหมือนกัน เอ้า ช่วยผัดนี่หน่อย หั่นนี่หน่อย พออาม่าเสีย ช่วงนั้นเราอยู่ ม.1 พ่อกับแม่ต้องทำงาน บางทีเราต้องทำอาหารกินเองบ้างช่วยเหลือตัวเอง เราก็ได้เคล็ดลับต่างๆ ที่อาม่าคอยบอกเวลาไปช่วยในครัว เทคนิคเลือกปลาต่างๆ เนื้อแบบไหนต้องต้มก่อน ผักหั่นแบบไหน เราก็จะเปิดตู้เย็นหยิบนั่นผสมนี่ มันก็กินได้นะ รสชาติโอเค แม้จะไม่เหมือนสูตรดั้งเดิม คงเรียกว่าเป็นอาหารฟิวชั่น (ยิ้ม)”    

 

 

มองหาประสบการณ์เพิ่มรากฐานเพื่อต่อยอดธุรกิจในใจ

          “พอเรียนจบ ในใจก็คิดว่าเราน่าจะทำอะไรเกี่ยวกับธุรกิจอาหาร เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่กล้ามากพอ เราจบสถาปัตย์จุฬาฯ ในภาคการออกแบบอุตสาหกรรม ทำให้เราทำได้หมด งานกราฟิก งานอินทีเรียร์ดีไซน์ ในการทำงานเป็นครีเอทีฟ งานลูกค้าหลายๆ งานเป็นงานอีเวนต์ งานมีเดียเอเจนซี่ ทำให้เราได้เรียนรู้ระบบอีเวนต์ การเซตงาน ทำงานไปเรื่อยๆ ก็มีช่วงที่รู้สึกอยากพัก เห็นเพื่อนไปเรียนต่อก็ตามเพื่อนบ้าง เผื่อจะเอามาต่อยอดธุรกิจของตัวเอง ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ไปเรียนต่อที่อังกฤษ เลือกเรียนด้านการตลาดและโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์ ช่วงนั้นเป็นที่นิยม ที่ที่เราไปเรียนก็มีชื่อเสียงด้านนี้โดยเฉพาะ ระหว่างนั้นก็มีโอกาสไปทำงานที่ร้านอาหารไทย เรียนรู้ระบบร้านอาหารในแบบมืออาชีพที่ไม่เคยรู้มาก่อน”

 

          ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่างานร้านอาหารเรื่องการบริการมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเสิร์ฟอาหารรสชาติที่ดี “ต่างชาติค่อนข้างให้ความสำคัญกับการบริการ ดูแลแขกแบบจริงจัง จะเสิร์ฟอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ จัดจานแบบไหน เราได้เรียนรู้เรื่องไวน์ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ไวน์ชนิดไหนเป็นอย่างไร เทอย่างไร เสิร์ฟแบบไหน ไวน์ชาดอนเนย์เป็นอย่างไร ความแตกต่างของไวน์ต่างๆ สักพักก็ขยับไปทำงานตรงแผนกบาร์เครื่องดื่มเพราะได้เงินมากกว่าในขณะที่ทำงานหนักน้อยกว่า (หัวเราะ) อยู่ตรงนั้นก็พยายามศึกษาเรื่องเครื่องดื่มต่างๆ วิธีการชง ตัวเราเป็นคนชอบถามชอบหาความรู้ใหม่ ก็จะได้เคล็ดลับอะไรมาเยอะอยู่ สไตล์พี่คะอันนี้ทำยังไง แบบนี้มันดีอย่างไร ก็จะได้รับความเอ็นดูกลับมา”

 

 

 

สะสมความรู้แบบรอบด้าน…พร้อมเติบโตจึงออกโบยบิน

          “กลับมาจากอังกฤษ ที่บ้านก็อยากให้ทำงานใช้ความรู้ที่ไปเรียนมาก่อน ก็ไปทำงานมีเดียเอเจนซี จากสายโปรดักชั่นก็มาเป็นครีเอทีฟเต็มรูปแบบ เสนอไอเดีย ช่วยแพลนเนอร์ วางกลยุทธ์ต่างๆ ให้ลูกค้า ทำมาระยะหนึ่งแม่บอกกลับมาช่วยงานแม่หน่อยได้ไหม ก็สองจิตสองใจ สุดท้ายก็ตอบตัวเองว่าเราอยากต่อยอดธุรกิจที่ร้านของแม่อยู่แล้ว นี่คงถึงเวลาที่จะลงมือทำอะไรใหม่ๆ เสียที”  

 

          ในช่วงนั้นงานเคเทอริ่งในเมืองไทยยังไม่ได้มีมากนัก รายใหญ่ๆ มีเพียงไม่กี่เจ้า ส่วนรายเล็กๆ ก็ดูเหมือนไม่ได้ทำแบบจริงจัง “เราก็มาคิดดูว่าจะต่อยอดด้านไหนดี ในส่วนของร้านครัวอุไรของแม่ ลูกค้าประจำของร้านก็ยังคงอยู่ เขาน่าจะติดใจในรสชาติและความรู้ใจ พี่ที่เป็นเมเนเจอร์ในร้านที่อยู่มายาวนาน เขาจะรู้เลยลูกค้าคนนี้ชอบกินอะไรแบบไหน แค่ขยิบตาก็รู้แล้ว ลูกค้าคนนี้กินกะเพราไม่ใส่พริก ใส่ใบกะเพราสองใบ มันทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนพิเศษ สิ่งที่เราจะทำเพิ่มให้คือการโปรโมตเพิ่มโดยใช้สื่อโซเชียลเข้ามาช่วยเรื่องของเพจและมีบริการส่งแบบเดลิเวอรี่”

 

          ในส่วนธุรกิจของตัวเอง เธอนึกถึงงานเคเทอริ่งที่จัดตามอีเวนต์ที่เคยดูแลให้ลูกค้า ย้อนกลับมาดูแวดวงเคเทอริ่งไทยขณะนั้น รูปแบบมักไม่แตกต่างกัน หากลูกค้าเป็นแบรนด์ลักซูรี่ เมื่อบรีฟงานเคเทอริ่งไป ส่วนมากก็จะเป็นลักษณะให้ลูกค้าเลือกเมนูอาหารที่มีแล้วแปะโลโก้ของลูกค้าลงไป ไม่ได้มีการสร้างสรรค์เมนูหรือรูปแบบอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา จุดนี้เองที่เธอคิดว่าสามารถทำอะไรให้ลูกค้าได้มากกว่าเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ “เราเรียนดีไซน์มา เราทำอาหารได้ เรารู้ระบบเรื่องการสร้างแบรนด์ เราเข้าใจการโอเปอเรชั่นทั้งหมดของงานอีเวนต์ มันน่าจะเป็นจุดแข็งที่นำเสนอลูกค้า แถมโลกโซเชียลก็ทำให้เราเห็นไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งจากพินเทอเรสและอินสตาแกรม”

 

 

เรียกตัวเองว่าเป็น Food Designer มากกว่า Catering

          “ เริ่มธุรกิจนี้ในปี 2015 ซึ่งตอนนั้นเมืองไทยกำลังเริ่มมีคนจับตลาดด้านนี้มากขึ้น และหลังจากที่ได้อ่านหนังสือของ คุณเบญญา นันทว้าง เจ้าของเคเทอริ่งเจ้าใหญ่อย่าง White Café ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เราลงมือทำอย่างจริงจัง แต่เราเรียกตัวเองว่าเป็นฟู้ดดีไซเนอร์มากกว่า เพราะเราดีไซน์อาหารให้ลูกค้าได้ เราถนัดในสเกลงานที่ไม่ใหญ่มากนัก ประมาณ 150 คน อย่างงานเปิดตัวสินค้า งานสื่อสารองค์กร งานแบรนดิ้งภาพลักษณ์ต่างๆ ต้องการทำอะไรที่เป็นการ Customize และ Experience Design ให้ลูกค้า ในขณะที่เคเทอริ่งเจ้าอื่นอาจจะให้เลือก คานาเป้ พาย ขนมอบที่มีอยู่แล้วในแพ็กเกจ แต่เราสามารถครีเอทเมนูเฉพาะขึ้นมาใหม่ให้ลูกค้าได้เลย เน้นหน้าตาดี รสชาติต้องดีด้วย เพราะนี่เป็นชื่อเสียงของเรา บางครั้งลูกค้าติดต่อมาแต่เป็นงานที่เราไม่ถนัด เช่น โต๊ะจีน หรืองานสเกลใหญ่มาก คนมากกว่า 300 คนขึ้นไป เราก็อาจจะไม่รับ แต่จะรีเฟอร์เจ้าที่เราพอรู้จักให้แทน ให้เขาไปลองคุยกันเอง เพราะถ้ารับมาแล้วเราทำได้ไม่ดีก็จะส่งผลเสียในระยะยาวกับชื่อเสียง”

 

การแก้ปัญหาถือเป็นส่วนหนึ่งของงานครีเอทีฟที่ต้องรับมือให้ได้

          “เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วงแรกปัญหาและอุปสรรคคือเรื่องทีมเซอร์วิส เพราะเด็กพนักงานยังไม่ได้รับการเทรนมาเฉพาะในเรื่องของการเสิร์ฟแบบงานเลี้ยง แต่พอมีประสบการณ์เยอะขึ้น เราก็เริ่มมีทีมพนักงานที่เรียกว่าแคชชวล พนักงานเหล่านี้จะเคยทำงานด้านร้านอาหารและโรงแรมมาก่อน ตอนนี้เรามีหัวหน้าทีมในมือที่พร้อมstand by เมื่อมีงานจัดเลี้ยง ส่วนเรื่องดีไซน์และอาหารไม่มีปัญหาเลย เรามีร้านอาหารของแม่ซัพพอร์ตและมีทีม Operation สำหรับวันงาน มีเพื่อนรักที่เป็น Pastry Chef และยังช่วยรันงานให้เราได้ตลอด”

 

          แต่ใช่ว่าประสบการณ์มากขึ้นแล้วจะไม่มีปัญหาเลย เพราะรูปแบบงานเคเทอริ่งอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นได้อยู่เสมอ เธอในฐานะหัวเรือใหญ่ผู้เป็นครีเอทีฟให้ลูกค้าต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกปัญหาให้ได้เช่นกัน “ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลังเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาหน้างานมากกว่า ถึงวันงานพนักงานลา ตู้แช่ช็อกโกแลตที่เอาไปเกิดไม่เย็น น้ำแข็งไม่มาส่ง สิ่งเหล่านี้บางทีเราจะจินตนาการไว้ในหัวล่วงหน้าเหมือนกันนะ ถ้าพนักงานเข็นรถเสิร์ฟอาหารมาแล้วเกิดสะดุดล้มทำอย่างไร นั่นนี่ คิดจริงๆ (หัวเราะ) เวลาไปหน้างานเราก็จะเตรียมอุปกรณ์ครัวเล็กๆไปด้วย เผื่อปริมาณอาหารให้ลูกค้าด้วย ถามว่าเคยท้อไหม ก็เคย พอเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็จะบอกว่าเด็กๆ แบบนี้แม่เคยเจอ เอาจริงๆ เคเทอริ่งเป็นงานที่เหนื่อยแต่สนุก ได้เจอผู้คนหลากหลาย”  

 

 

มุมมองของลีดเดอร์แห่ง Khao & Co. เกี่ยวกับเทรนด์ด้านเคเทอริ่งในอนาคต

          “เทรนด์เคเทอริ่งยุคใหม่มีบทบาทมากขึ้น เติบโตเยอะมาก ช่วงแรกมีเจ้าใหญ่ไม่กี่เจ้า พอความนิยมชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นที่นิยมขึ้นมา คนรุ่นใหม่พอเรียนจบก็หันมาทำงานเคเทอริ่งมากขึ้น แต่บางเจ้าอาจอยู่ไม่นานเพราะหลายปัจจัย ราคาสูงไป ศึกษาตลาดมาไม่มากเพียงพอ ราคาเป็นสิ่งที่ลูกค้ามักถามก่อนเสมอ แต่เรามักจะคุยเรื่องราคาทีหลัง จะถามถึงสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ก่อน เน้นอะไร เป็นงานอะไร คนที่มางานเป็นใคร เพราะคนที่มางานก็มีความชอบและความต้องการแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน เซเลบริตี้ แขกของลูกค้าบางคนไม่กล้ากินอาหารที่รูปร่างแปลกตา เราก็จะมีพนักงานที่คอยแนะนำว่านี่คืออาหารอะไร รสชาติแบบไหน หรือแขกผู้ใหญ่ของงานต้องเป็นคนนำอาหารไปให้เซเลบด้วยตัวเอง เขาถึงจะทาน อาหารของเราคนต้องเข้าถึงได้ไม่ยากมาก หากแขกในงานเป็นคนสูงวัย เราเป็นเด็กเป็นลูกหลานต้องทำให้ท่านเอ็นดู ก็จะแนะว่าลองอันนี้สิคะ มันทำจากสิ่งนี้นะคะ เพราะลูกค้าบางรายเปิดโอกาสให้พูดได้หน้างาน ส่วนเรื่องราคานั้นจะดูจากสิ่งที่ลูกค้าต้องการก่อน คุยถึงความเหมาะสมและสิ่งที่เราทำได้”

 

          เคเทอริ่งหลายเจ้าอาจไม่ได้ลงรายละเอียดเท่าในทุกแง่มุมแบบที่เธอทำ จัดงานออกมาหน้าตาอาหารสวย แขกในงานกินอิ่มกลับไปก็จบ เคเทอริ่งได้พอร์ตงาน แต่มองกลับกันลูกค้าไม่ได้อะไรมากนัก นี่คือสิ่งที่เธอนำมาคิดต่อ นำเสนอให้ลูกค้าด้วยใจ

 

          “เรามองว่าลูกค้าจ่ายค่าเคเทอริ่งมาสี่ห้าหมื่น เขาควรได้อะไรมากกว่าแค่แขกกินอิ่ม ถ่ายรูปสวยแล้วจบ แต่ลูกค้าควรได้สื่อสารได้บอกเล่าเรื่องราวที่ต้องการสู่แขกที่มาร่วมงานแบบตรงประเด็น ล่าสุดงานเปิดตัวลำโพง Bang & Olufsenth เราก็ครีเอทลุคของอาหารในงานให้ลิงก์กับสีและรูปทรงของโปรดักส์ลูกค้า ทำช็อกโกแลตเป็นซูวีเนียร์ที่ระลึกของงานตามธีม Visual ของลูกค้า สิ่งเหล่านี้บางทีลูกค้าไม่ได้บรีฟมา แต่เราจะทำการบ้านและนำเสนอให้เลือก พนักงานตามจุดสเตชั่นของเราเองก็ต้องมีความรู้เพียงพอที่จะแนะนำได้ว่านี่คืออาหารอะไรเมื่อมีคนถาม แต่จะไม่คุยเยอะมากกว่าเรื่องของแบรนด์ลูกค้า เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นดึงความสนใจมากเกินไป เราต้องจัดคนให้เหมาะสมในจุดงานต่างๆ คนนี้เสิร์ฟไวน์ได้ คนนี้ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ในจุดที่รับแขกจำนวนมาก” นอกจากนี้เธอยังบอกอีกว่าเทรนด์เกี่ยวกับอาหารนั้นเปลี่ยนแปลงไวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด คนทำงานสายนี้ต้องอัพเดตความรู้ให้มีความสดใหม่ หากมีเวลาว่างเธอก็จะไปเข้าคอร์สทำอาหารทำขนมต่างๆ ไปอัพเดทเทรนใหม่ๆ วัตถุดิบ และการผลิต ตามต่างประเทศด้วย เพื่อนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ในงาน นำมาแนะนำคนในทีม เพื่อการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 

หัวใจสำคัญในการบริหารงานจากประสบการณ์ที่สั่งสม

          “ตอนแรกไม่สนใจเรื่องเกี่ยวกับคนมากนัก เพราะเราเป็นดีไซเนอร์มาก่อน แรกๆ ก็มีอีโก้ส่วนตัว คิดว่าเราเด่นด้านดีไซน์จะไปง้อเขาทำไม หรือบางทีเผลอดุลูกค้าเพราะเราเคยเป็นอาจารย์มาก่อน (หัวเราะ) แต่พอมาทำจริงเมื่อดีไซน์จบ ส่วนของลูกค้าวันงานเราก็ต้องเซอร์วิส ใครยิ้มแย้มแจ่มใสดูดี ส่งไป นอบน้อมคนไทยชอบ เซอร์วิสที่ดีต้องเข้ากับแขกที่มาในงานนั้นๆ ไม่ใช่ว่าลูกค้าคือพระเจ้า แต่เราต้องช่วยและรับฟังเขา ทรีตแขกของลูกค้าแบบครอบคลุม ทีมเวิร์กสำคัญ แอตติจูดสำคัญ จะร่วมงานกับใครต้องเชื่อใจกัน อย่ามัวตั้งคำถาม งานมันจะไม่ราบรื่น อย่างบางทีในการเป็นคอนซัลท์ ดีไซเนอร์ของลูกค้าไม่เชื่อใจเราทั้งหมด งานที่ออกมาก็อาจไม่เป็นไปตามคาด เราเคยผ่านจุดนั้นมาก่อนถึงรู้ว่าต้องลดอีโก้ลงบ้าง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีทั้งเทรนใหม่ๆ เช่น Experience Designer และ Service Designer ทุกคนควรเรียนรู้กระบวนการผลิตทั้งหมดด้วย เพราะบางทีไปขายฝันให้ลูกค้ามาสวยงาม แต่ตอนทำจริงทำยาก งบบานปลาย ไทม์ไลน์ไม่ได้ มันก็จะกระทบถึงลูกค้าไปด้วย ทุกคนควรแชริ่งประสบการณ์กันเพื่อปรับไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด”  

 

 

ทำงานที่รักควบคู่ไปกับการคิดถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกของเรา

          “นอกจากงานฟู้ดดีไซน์ งานครีเอทีฟ งานเคเทอริ่งและงานคอนซัลท์ด้าน F&B ให้กับแบรนด์ต่างๆ และเป็นวิทยากรเวิร์กช็อป ก็ยังมีโปรเจ็กต์ที่กำลังจะทำร่วมกับคณะสถาปัตย์ที่จุฬาฯ เพราะเทรนด์เรื่องฟู้ดดีไซน์กำลังมาแรง ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรมก็ค่อนข้างให้ความสนใจ อีกโปรเจ็กต์ที่คิดเอาไว้ก็คือ The Paper Cup Project ออกแนวรักษ์โลกหน่อย เพราะเรามองว่าของที่ใช้ในเคเทอริ่งมักเป็นของใช้แล้วทิ้งสิ้นเปลือง ทำลายสิ่งแวดล้อม จานพลาสติก หลอด เราก็พยายามคอนเซิร์นให้มากที่สุด เมืองไทยพวกภาชนะที่รักสิ่งแวดล้อมมีน้อยและไม่ค่อยเหมาะสมในเรื่องการใช้งานและความงามเท่าไร เดี๋ยวนี้เวลาเราไปเที่ยวแทนที่จะวิ่งเข้าร้านเครื่องสำอางแบบเมื่อก่อน ก็จะดูตลาดเครื่องใช้ญี่ปุ่น จานกระดาษแบบย่อยสลายได้ของญี่ปุ่นสวย ฟังก์ชนดี ในขณะที่เมืองไทยมีให้เลือกไม่มากนัก เร็วๆ นี้อาจเปิดเป็นฟู้ดส์เฟสติวัล ซึ่งเกริ่นกับทีมผู้จัดงานของหอศิลป์ (BACC)เอาไว้บ้างแล้ว เพราะเราเคยไปออกบูธในตลาดนักรักษ์โลก เราใช้แก้วใช้จานกระดาษที่ย่อยสลายได้หมด ก็มองว่าแม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ถ้าช่วยโลกได้เราก็อยากทำ อยากพัฒนาโปรดักส์ให้สวย ดีกับสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องอันเดอร์ชื่อแบรนด์เราก็ได้ เคเทอริ่งเจ้าอื่นนำไปใช้ได้ ถ้ามันช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เราก็แฮปปี้ที่มันดีต่อโลกดีต่อสังคม”

 

          ในอนาคต KHAO & Co. จะขยับขยายทีมดีไซเนอร์ให้มากขึ้น และกำลังทำสตูดิโอด้านบนของร้านอาหารครัวอุไรเพื่อใช้เป็นครัวเล็กๆ ที่เอาไว้สร้างเดโมและเทสต์อาหาร รวมถึงสำหรับถ่ายรูปอาหารแบบครบจบในที่เดียว นี่ก็เป็นแพลนในระยะสั้นไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างที่เธอบอก “เทรนด์อาหารเปลี่ยนบ่อย เราต้องคอยปรับตัวอยู่ตลอด” นั่นเอง

 

 

เรื่อง : ชญานี อนุรักติพันธุ์
ภาพ : ดลนภา รามอินทรา

 

Relate