สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

Muse Mag Online Vol. 16 : สีสันที่แซบซ่าและชีวิตที่กล้าจะแตกต่าง


Muse You : ความสุขจากงานที่ทำ เมื่อวันที่ “ได้ทำ” ในสิ่งที่ “อยากทำ”

Museum Siam

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-4 รูป จากทั้งหมด 4 รูป

ความสุขจากงานที่ทำ เมื่อวันที่ “ได้ทำ” ในสิ่งที่ “อยากทำ”

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินหรือได้อ่านข้อคิดต่างๆ หรือ Quote of The Day ที่ทำให้เรามีความสุขจากการทำงาน, ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ, ค้นหาฝันของตัวเอง, เลิกเป็นลูกจ้างและหันมาเป็นเจ้านายตัวเอง และอื่นๆ อีกมากมายที่จะสามารถสร้างฝันและแรงบันดาลใจให้มนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ อย่างฉันได้กล้าที่จะลุกออกจากที่เดิมๆ ทลายกรอบของชีวิตตัวเองบางอย่างให้หลุดออกมาทำอะไรที่เราไม่เคยทำบ้าง



            เกริ่นขึ้นต้นมาอย่างนี้ เชื่อว่าผู้อ่านเกือบครึ่งน่าจะคิดว่าตอนนี้ฉันได้ยืนอยู่บนภูเขาเอเวอร์เรสแล้ว ....ซึ่งเปล่าค่ะ ฉันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทำงานอยู่ที่เดิม และทำอะไรเหมือนๆ เดิมอยู่นี่แหละ ถามว่าทำไมยังคงอยู่ที่นี้ ก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน รู้แต่เพียงว่ามันมีข้ออ้างหลายต่อหลายอย่างที่ฉันสรรหามาอธิบายมากมายชนิดที่ว่า ใครจะโต้มาอย่างไรก็สามารถใช้ข้ออ้าง(สักอันนึง)ตอบกลับไปได้เสมอ

            ฉันตีกรอบให้ชีวิตตัวเองเยอะมาก ทั้งเรื่องเวลา, งาน, และเงิน ที่ทำให้ฉันไม่กล้าที่จะก้าวออกไปเสี่ยงตามความฝันลมๆ แล้งๆ อะไร แต่เรื่องที่ฉันอยากเล่าต่อจากนี้ มันเป็นเรื่องของเพื่อนฉันคนหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกดีกับชีวิต ชนิดที่ทำให้การนั่งทำงานของฉันทุกวันนั้นเปลี่ยนไปตลอดกาล

            ในบ่ายวันหนึ่งที่ฉันรู้สึกเซ็งมากๆ กับเหตุการณ์ในห้องประชุมตอนเช้า และการหาข้าวเที่ยงอร่อยๆ ยังไม่สามารถเยียวยาให้แผลทางความรู้สึกหายดีได้ ฉันจึงตัดสินใจที่จะเดินไปหาที่นั่งสงบสติอารมณ์และหย่อนใจกับร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ฉันเลือกร้านกาแฟที่อยู่ไกลออกไปจากออฟฟิซของฉันสักหน่อย พอที่จะได้มีเวลาปลีกวิเวกอยู่กับตัวเองคนเดียวบ้าง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ฉันก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเรียกชื่อฉัน จนได้พบกับเพื่อนสนิทของฉันที่เรียนด้วยกันสมัยมัธยมกำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์เครื่องชงกาแฟ

 


            ฉันเดินเข้าไปทักทายอย่างคุ้นเคย ตามสไตล์เพื่อนสนิทที่รู้จักกันดี แม้จะมีคำถามคาใจแต่ก็ยังเลือกจะเก็บความสงสัยนั้นไว้อยู่ เราพูดคุยกันมากมายหลายเรื่องราวตามเวลาที่เราห่างหายกันไป แต่สุดท้ายฉันคงต้องแพ้ให้ต่อมความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากจนเริ่มจะสะกดไว้ไม่ไหว จึงได้ถามเขาออกไปว่า “ทำไมถึงมาเป็นบาริสต้าได้?”

            ย้อนกลับไป เขาเป็นเพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่ ม.1 เนื่องจากเลขที่ติดกัน ทำให้เรามักจะได้นั่งใกล้ๆ กันเสมอ ซึ่งเพื่อนของฉันคนนี้เรียนเก่งมาก ชนิดที่ว่าเขาเป็นตัวท้อปของระดับชั้นเลยทีเดียว ครบสูตรตามสไตล์ Perfect Man ทั้งเรียนเก่ง หน้าตาดี ฐานะที่บ้านก็พอใช้ เป็นนักกีฬาโรงเรียน มีเพื่อนๆ รักใคร่มากมาย และแน่นอน เมื่อเรียนจบ ม.6 เขาสอบเอดมิชชั่นติดที่คณะวิศวะของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษามาตรฐานเรียนดีและป๊อบปูล่าอยู่เหมือนเดิม จนกระทั่งช่วงที่เขาเรียนจบ เขาบอกกับเพื่อนๆว่า เขาได้งานที่ต่างประเทศ นั้นจึงทำให้เขาเริ่มห่างหายกันไปจากเพื่อนๆ

            จนกระทั่งวันนี้ ในอีก 5 ปีต่อมาที่ฉันได้เจอเขาในวันนี้และได้ถามคำถามนั้นออกไป เขายิ้มให้กับฉันก่อนจะเล่าเรื่องราวของเขาให้ฉันฟังว่า หลังจากที่เขาเรียนจบ เขาได้รับงานที่ต่างประเทศในตำแหน่งวิศวกร ซึ่งงานของเขานั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างลงตัวดี งานที่เขาทำก็ออกมาโอเคหมดทุกอย่าง ได้ผลตอบรับที่ดี มีหน้าที่การงานและการเงินที่มั่นคง ซึ่งตัวเลขเงินเดือนที่เขาได้รับทำเอาฉันแทบตกจากเก้าอี้เลยทีเดียว นั้นยิ่งทำให้ฉันยิ่งแปลใจเข้าไปอีกว่า “แล้วทำไมเธอถึงได้ลาออกมา”

            เขาเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วความฝันของเขาคือการเปิดร้านกาแฟ เขาชอบกินกาแฟ ชอบกลิ่นของมัน ชอบรรยากาศสบายๆ ชอบผู้คนที่เข้ามานั่งในร้าน และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในนั้น มันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากภาระที่เขาต้องแบกไว้ นั้นทำให้ฉันสงสัยว่า “ภาระ” ที่เขาหมายถึงนั้นมันคืออะไร ในสิ่งต่างๆ ที่เขาเล่ามานั้นแทบจะ Perfect หมดแล้วทุกอย่าง

 


            เขาบอกว่าสิ่งที่เป็นภาระของเขา คือ “ความคาดหวังของตัวเอง” สิ่งต่างๆ เหล่านั้น เขาแบกไว้ เพื่อเป็นแรงกดดันที่ตัวเขาเองหวังว่าจะทำให้งานออกมาดี ทำผลงานให้ดี ทำสิ่งต่างๆ ให้ออกมาดี ซึ่งมันไม่ได้มาจากใครเลย มันมาจากตัวของเขาเองทั้งนั้น เขากลัวคนรอบข้างจะผิดหัวง กลัวตัวเองจะผิดหวัง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำได้ดีตลอด นั่นยิ่งทำให้ตัวเขาเองต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ จนตัวเขาเองไม่รู้เลยว่ามันจะต้องจบหรือพอที่ตรงไหน ถึงจะไม่เคยผิดพลาดอะไรแต่ในทุกก่อนนอน เขาก็ไม่เคยหลับอย่างสบายใจสักครั้ง


            จนวันหนึ่งที่เขาได้วันหยุดพักร้อน กลับมาพักที่เมืองไทย เขามีโอกาสได้ Workshop เรียนทำกาแฟ เขาเล่าให้ฟังว่า นั่นคือครั้งแรกที่ชีวิตเขาได้ค้นพบสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอด หลังจากนั้นเขาก็ขอลาออกจากการเป็นวิศวกร และสมัครเป็นบาริสต้ามือใหม่ที่เงินเดือนสตาร์ทที่ 15,000 บาท ได้อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงตกใจกัน ใช่แล้ว! นั้นความรู้สึกของฉันเช่นกัน... ฉันตกใจกับเงินเดือนที่เขาบอกมาก คำถามมากมายเอ่ยปากถามจนเพื่อนของฉันตอบไม่ทัน


            เขาบอกกับฉันว่าเงินที่เขามีนั้นยังพอเหลือใช้อยู่มากพอสมควร เงินเดือนใหม่ที่ได้ก็เป็นเหมือนค่าข้าว ค่ากินประจำวันมากกว่า แต่สิ่งที่เป็นโบนัสสำหรับชีวิตของเขา คือ เขามีความสุขมากๆ ที่จะได้ตื่นเช้าออกมาทำงาน, นั่งคิดเมนูใหม่ๆอย่างสนุกสนานระหว่างรอบนรถเมล์, หรือนึกเสียดายทุกครั้งที่หมดเวลาทำงานแล้ว เขาสนุกทุกครั้งที่จะได้ทักทายกับลูกค้า ชวนกันคุยเรื่องต่างๆ ทั้งกาแฟหรือเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนั้น ทั้งหมดเป็นความรู้สึกใหม่ที่เขาไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน

 
           หลังจากที่คุยกับเพื่อนจบลง ฉันรู้สึกได้ทันทีหัวใจของฉันมันเต็มและพองโตมากขึ้น ฉันได้เห็นเพื่อนของฉัน ที่แทบจะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขานั้นสุดแสนจะเพอร์เฟ็กต์ แต่ยังกล้าเสี่ยงโดดออกมาจากตำแหน่งการงานเดิม เพื่อที่จะตามความฝันของเขา ฉันเชื่อว่าคนทุกคน ต่างก็มีความฝันและความตั้งใจที่อยากจะทำอะไรให้สำเร็จ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทำให้พวกเราจะเป็นต้องล้มเลิกหรือวางความฝันเหล่านั้นไว้ระหว่างทาง

 
           แน่นอนว่ามันไม่มีอะไรการันตีได้ว่า ความฝันเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อ? ทั้งหมดทั้งมวลคำตอบจะรอเราอยู่ที่ปลายทางเมื่อตอนที่เราได้ทดลองทำมันแล้ว ทุกการเริ่มต้นมันยากเสมอ และที่ยากที่สุด คือ การที่เราตัดสินใจว่าจะกระโดดออกจากเซฟโซนแห่งนี้หรือไม่? เพื่อนของฉันได้ทำมันสำเร็จแล้ว เขากระโดดออกจากสูตรสำเร็จ เพื่อออกค้นหาเส้นทางของตัวเอง

           ในวันนี้ที่ฉันได้ความคิดต่างๆ มากมายที่จะออกจากกรอบเดิมของชีวิต จากเดิมที่ยังคงมองหาเหตุผล(ที่น่าจะเรียกว่าข้ออ้างมากกว่า)ในการตัดสินใจไม่ทำอะไรใหม่ๆ เปลี่ยนมามองหาแรงบันดาลใจที่จะทำให้ฉันได้ขับเคลื่อนชีวิต ไปสู่จุดที่จะทำให้ฉันมีความสุขกับการทำงานได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่ามันจะเสี่ยงก็คงต้องลองดู เพราะอย่างที่เพื่อนฉันพูดทิ้งท้ายไว้...

 

            “...อย่างน้อยก็ได้ลองทำแล้วล่ะ ดีกว่ายังไมได้ทำอะไรเลย”

 

ขอบคุณรูปภาพ จาก mrsiraphol / chavanon (www.freepix.com)

 

Relate

11-18

มี.ค.-มี.ค.

Muse Playground ชวนชมหุ่นสาย เสมา เรื่อง "เจ้าเงาะ"

เปิดสนามกระตุกคิด ให้ชีวิตสนุกทุกการเรียนรู้

14 มีนาคม 2560

Muse Mag เล่ม 11

Muse Mag Vol. 11 : คำพ่อสอน..ความดีที่พ่อทำ

28 กุมภาพันธ์ 2560

01-17

มิ.ย.-มิ.ย.

Muse Playground ร่วมชมการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นางลอย จากกรมศิลปากร

เปิดสนามกระตุกต่อมคิด ให้ชีวิตสนุกทุกการเรียนรู้

4 มิถุนายน 2560

17

ส.ค.

ภาพบรรยากาศงานเสวนาเรื่อง “สักแห่งศักดิ์ศรี”

กิจกรรมเสวนาประกอบนิทรรศการหมุนเวียนชุด "สักสี สักสี: ก่อนรอยแห่งเกียรติจะลบเลือน"

17 สิงหาคม 2562