Muse Mag Online Vol. 16 : สีสันที่แซบซ่าและชีวิตที่กล้าจะแตกต่าง


Muse Idol : สีสันที่แซบซ่าและชีวิตที่กล้าจะแตกต่างของ นท พนายางกูร

Museum Siam

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-7 รูป จากทั้งหมด 7 รูป

สีสันที่แซบซ่าและชีวิตที่กล้าจะแตกต่าง
ของนท พนายางกูร

 

 


 “เรามองตัวเองอย่างไร สำคัญกว่าคนอื่นมองอย่างไร”


  

            ภาพอันชวนจดจำของสาวน้อยคนนี้ในอินสตาแกรม มักเป็นภาพสาวร่างเล็กที่มักลุกขึ้นมาสนุกกับการเปลี่ยนสีผม บางลุคผมสั้นม้าเต่อ สวมใส่แว่นดำทรงประหลาดโลก ภายใต้เสื้อผ้าสีสันจัดจ้าน บางวันเธอโพสต์รูปโปรเจ็กต์งานศิลปะที่เธอดื่มด่ำ บางวันเราจะได้เห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้าเครื่องดนตรีอิเล็กโทรนิกส์ที่เธอหลงใหล รวมไปถึงบางทริปการเดินทางที่เติมพลังงานให้กับเธอ

            นท พนายางกูร ศิลปินร่างเล็กที่กล้าบอกออกมาว่า จริงๆ แล้วเธอคือ “ตัวประหลาด” คนหนึ่งในครอบครัว โชคดีที่ครอบครัวของเธออบอุ่น จึงรักและเข้าใจ แต่เมื่อเดินไกลออกมาในจุดที่ยืนอยู่ทุกวันนี้ การเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือเรามองว่าตัวของเราเป็นอย่างไรต่างหาก นี่คือสิ่งที่เธอย้ำกับเราตลอดบทสัมภาษณ์

 

นทที่เป็นนทในวันนี้ แล้วตอนเด็กๆ นทเป็นอย่างไร

            ก็เป็นอย่างนี้เลย เป็นคนที่กล้าคิดกล้าทำ คุณแม่จะสนับสนุนให้ทำทุกอย่างที่เราอยากลอง เป็นเด็กไม่เน้นวิชาการ แต่จะเน้นกิจกรรม เล่นกีฬา วาดรูป เล่นดนตรี นทโตมากับน้องชาย ก็ยิ่งทำให้เราโตมาแบบเด็กผู้ชาย เวลาอยู่กับน้องก็อยากให้น้องยอมรับว่า “พี่สาวเราเจ๋ง” เราก็ยิ่งต้องทำในสิ่งที่เขาทำได้ เช่น จับแมลง ปีนต้นไม้ เล่นต่อสู้ เตะบอล หรือทำอะไรที่เด็กผู้ชายทำ เป็นคนไม่ค่อยกลัวอะไร โตขึ้นมาตอนนี้ก็ไม่ค่อยกลัวอะไร (ยิ้ม) กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด กล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

            เพราะเรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่เชียงใหม่ตั้งแต่เด็ก วัฒนธรรมในโรงเรียนก็ยิ่งสนับสนุนให้เด็กกล้าแสดงออก กล้ามีความคิดเป็นของตัวเอง นทเตะฟุตบอลและอยู่ทีมฟุตบอลหญิงของโรงเรียน ไปแข่งตามทัวร์นาเมนต์จริงจัง เรื่องความห้าวนี่ไม่ต้องพูดถึง มีวีรกรรมคือจับงู มีรูปถ่ายตอนเด็กๆ เป็นรูปนทที่หน้านิ่งมากแล้วก็จับงู ซึ่งงูก็ทำเหมือนจะฉกเรา แต่เราก็จับมันด้วยใบหน้านิ่งๆ (ทำท่าประกอบ) นี่ละชีวิตวัยเด็กของนท

 


พอเริ่มช่วงเป็นวัยทีนล่ะ

            วัยทีน นทก็เริ่มอินกับศิลปะและดนตรีมากขึ้น แต่ก็ยังเล่นกีฬาอยู่ ไปแข่งว่ายน้ำได้เหรียญรางวัล เป็นตัวท็อปสายแข่งวิ่งตลอด แข่งวอลเลย์บอล บาสเกตบอล ทำทุกอย่าง พอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มชอบศิลปะมากขึ้น เริ่มเข้าห้อง art room ที่โรงเรียนจะมีห้องศิลปะเปิดโอกาสให้เราเข้าไปเพนต์ได้ตลอดเวลา มีทรัพยากรให้เราได้เล่น ก็ยิ่งทำให้เราสนุกมาก เราค้นพบว่าตัวเองชอบไปขลุกตัวอยู่ในห้องศิลปะ พักเที่ยงก็จะเอาอูคูเลเล่ เอากีตาร์ไปนั่งเล่นร้องเพลงกับเพื่อน รวมตัวกันตั้งแต่ 10 ขวบ ตั้งวงแจ๊สเป็นของตัวเอง ชื่อวง  “ป้า jazz” นทเป็นนักร้องนำ มีเพื่อนเป็นมือคีย์บอร์ด แซกโซโฟน  มือกลอง มือเบส ไปเล่นตาม jazz ผับ เล่นจนถึงอายุ 12-13 ปี โดยมีคุณแม่มานั่งเฝ้าหน้าผับ (หัวเราะ) ไปร้อง 2-3 เพลง ได้เงินแบ่งกันประมาณ 200 บาทก็ดีใจแล้ว ที่เป็นตัวเราทุกวันนี้ต้องขอบคุณที่บ้าน เราชอบอะไรเขาก็สนับสนุนเลย อย่างน้องชายนท คุณพ่อคุณแม่ก็จะผลักดันให้ไปในทางตีกอล์ฟ จนน้องได้ทุนด้านกอล์ฟไปอยู่ที่ฮาวาย

ฟังดูทุกช่วงเวลาก้าวเดินไปด้วยความมั่นใจ

            ช่วงเป็นเด็กไม่มั่นใจก็เคยผ่านนะคะ คนทุกคนต้องมีช่วงเวลานั้นบ้างเป็นระยะ ช่วงเวลาที่ไม่มั่นใจ มันคือเรื่องปกติของมนุษย์ หลายๆ ครั้งตอนที่นทเรียนร้องเพลง ทุกปีจะมีคอนเสิร์ตที่ให้นักเรียนต้องมาแสดง ก็มีหลายๆ ครั้งที่เราไม่กล้า เราแกล้งทำเป็นเหมือนไมค์ไม่ดัง แล้วเราก็ร้องเบาๆ หรือเคยไปแข่งว่ายน้ำแล้วก็ตื่นเต้นมาก ไม่กล้าลงสระ ก็เลยแกล้งบอกคนอื่นว่าเราอ้วก แล้วก็หลบตัวอยู่ในห้องน้ำ แต่สุดท้ายเราก็ก้าวผ่านมันได้

            นทว่าการรู้จักตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ที่บ้านนทจะมีห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ขนาดไม่เกิน 2x3 ตารางเมตร เป็นห้องสตูดิโอที่ไม่ใหญ่มาก ห้องนั้นติดกับแม่น้ำปิง ที่เชียงใหม่ ด้านหลังเป็นสวน และนี่ก็เป็นโลกส่วนตัวของเรา บางวันเราก็จะไปขลุกตัวเพนต์นู่นเพนต์นี่ ไม่มีใครเข้ามา อนุญาตให้หมาเข้ามาได้บ้าง เราก็จะนั่งเพนต์ มีสีของเรา มีงานศิลปะเราแปะเต็มไปหมด ตอนแรกนทก็นึกว่าตัวเองจะโตมาเป็นจิตรกรเพราะชอบเพนต์ มองตัวเองว่าโตมาอยากเป็นจิตรกรมาตลอด จนกระทั่งไปประกวด The star นี่แหละ ถึงเพิ่งรู้ว่าก็อยากเป็นนักร้อง

 

การรู้จักตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ นทรู้จักตัวเองจริงจังตอนไหน

            จุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้จักตัวเอง น่าจะตอนไปสมัครโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่อิตาลี นทเป็นคนที่ค่อนข้างมอง next step ตลอดเวลา สมมติว่าทำอันนี้ได้แล้ว แล้วอย่างไรต่อ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าอยากลองไปเปิดโลก ก็เลยขอแม่ไป AFS ซึ่งทั้งโรงเรียนไม่มีใครเคยไปเพราะเป็นโรงเรียนอินเตอร์ เขาไม่รู้จัก AFS ว่ามันคืออะไร แต่เรารู้จักเพราะเห็นลูกพี่ลูกน้องไป นทไปอยู่ที่ริมินี (Rimini) อิตาลี เป็นเมืองริมทะเลแบบหัวหิน เราก็รีเควสไปว่าอยากเรียนโรงเรียน art เพราะว่าที่อิตาลีมันจะเป็นโรงเรียนเฉพาะทาง จะเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ แบ่งแยกจริงจัง เราก็บอกไปเลยว่าเราขอแบบโรงเรียนสายศิลป์เลย เราก็เลยได้ไปโรงเรียนที่เกี่ยวกับ painting ทั้งวันก็เพนต์ดีมาก

             ต้องย้อนความไปนิดว่า แม้จะอยู่ที่เชียงใหม่ ในครอบครัว นทก็เปรียบเสมือน “ตัวประหลาด” ของบ้าน แต่เป็นโมเมน์ต์ที่ทุกคนเข้าใจในตัวเรา เราแต่งตัวประหลาด เราเป็นตัวที่สร้างสีสันและไฮไลต์ของบ้านในแต่ละวัน เช่น ดูสิวันนี้เราแต่งตัวประหลาด วันนี้นททำผมทรงนี้ แล้วทุกคนก็เอนจอยและสนุกที่ได้เห็นเราเป็นเรา เขารู้สึกว่ามันคือความแปลกใหม่

           พอเราไปอยู่อิตาลี ทีนี้ก็สนุกสิ ครอบครัวที่เราไปอยู่ที่อิตาลีด้วยมีลูกสาวที่ฮิปปี้มาก เขาจับเราทำผมทรงเดรดล็อก จากนั้นก็พาเราไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทยที่โรงเรียนอนุบาล เราเคยใส่ชุดแม้วไป ตอนนั้นเด็กๆ ก็เอาหมวกแม้วใส่แล้วก็ส่งต่อไปเรื่อยๆ จากนั้นก็วนกลับมาใส่ให้เรา กลับบ้านไป…ก็รู้ตัวว่า อ้าว เป็นเหา พยายามรักษาทุกวิถีทาง ย้อมผมก็แล้ว เอาหัวแช่ทะเลก็แล้ว ก็ยังไม่หาย จนแม่และทุกคนมารับวันกลับบ้านที่สนามบินไม่มีใครเข้ามากอดเราเลย (หัวเราะ) ลงสนามบิน อย่างแรกคือพาไปกินข้าว เสร็จแล้วก็พาไปกำจัดเหา พอผ่าเดรดล็อกออกมา ภาพที่เห็นยังติดตา มันน่าเกลียดมาก แต่ต้องยอมรับว่าชีวิตที่อิตาลีทำให้นทได้ช่วยเหลือตนเอง ได้เข้าใจโลกมากขึ้นว่า สุดท้ายเราต้องหมุนไปตามโลก ไม่ใช่ให้โลกหมุนไปตามเรา เคยเป็นเด็กที่แม่ตามใจ เอาแต่ใจ กลับมานิสัยดีขึ้นเลยค่ะ และช่วงชีวิตจากนั้นนทก็ไปประกวดเวทีเดอะสตาร์ 7 และก็เข้าสู่เส้นทางดนตรีเรื่อยมา

 

ภาพจำที่คนทั่วไปรู้จักนท คือภาพเด็กสาวถืออูคูเลเล่ อะไรทำให้เราไม่ได้เห็นภาพแบบนั้นแล้ว จนมาเป็นนทในวันนี้

            เหมือนเราโตขึ้นด้วย แล้วพอเราทำงานอยู่ภายใต้สังกัดที่มันใหญ่มากๆ บางทีเราก็ไม่ได้เป็นตัวเอง 100% ซึ่งมันปกติมากอยู่แล้ว เพราะว่าเราไม่ได้ทำงานให้ตัวเราคนเดียว เราทำงานกับคนอื่นด้วยอีกเยอะมาก มันก็เลยทำให้เรารู้ว่าเราชอบอะไร แล้วก็ไม่ชอบอะไร แล้วพอเราหมดสัญญา เราก็เลยรู้ว่าเราอยากทำอะไร เราอยากทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันท้าทายตัวเอง อีกก้าวสำคัญที่นทมอง Next Step ของตัวเอง คือตอนที่มหาวิทยาลัยให้นิสิตออกไปฝึกงาน (นทเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพื่อนคนอื่นก็จะฝึกงานในกรุงเทพฯ แต่เรารู้สึกว่าเราอยากผจญภัยอีกแล้ว ก็เลยลองยื่นไปที่นิวยอร์ก แล้วปรากฏว่าดันติด ทำให้ได้ไปเจอรุ่นพี่คนไทยคนหนึ่งที่สอนเกี่ยวกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ให้เรา เราก็ได้เล่นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่นิวยอร์ก 3 ครั้ง โดยที่ครั้งสุดท้ายจัดเองด้วย

 

เล่าช่วงชีวิตฝึกงานให้ฟังหน่อย

            ไปฝึกงานตำแหน่ง graphic design ในสตูดิโอเล็กๆ แห่งหนึ่งที่นิวยอร์กนาน 2 เดือน ทำแบรนด์ดิ้ง ออกแบบโลโก้ ซึ่งโชคดีมากที่เจ้านายน่ารักและก็ให้โอกาสเราทำงานจริงๆ ออกแบบงานจริง ขายงานจริง แล้วลูกค้าก็เลือกงานเราจริงๆ ประสบการณ์นอกจากฝึกงาน เราก็ได้ไปดู music festival เจ๋งๆ ได้ไปดูวงต่างๆ ที่เราชอบ และที่สำคัญที่สุดก็คือได้เล่นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จริงๆ จังๆ ครั้งแรก โดยที่ครั้งสุดท้ายเราเป็นคน organize event ด้วยตัวเอง เป็นอีเวนต์ที่ไม่ได้มีแค่เสียงดนตรี แต่ยังทำงานร่วมกับรุ่นพี่คนไทยทำ Visual ในอีเวนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหม่มาก และเราไม่เคยได้ลองทำมาก่อนตอนอยู่เมืองไทย ตั้งใจว่าเดือนพฤษภาคมนี้จะกลับไปนิวยอร์กอีกครั้ง อยากกลับไปอยู่ตรงนั้น รับ energy นั้นอีกรอบหนึ่ง นิวยอร์กเป็นที่ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

            พอกลับมาเราก็ได้พบอีกเส้นทางดนตรีของตัวเองคือดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ เราเป็น One Man Band คอยควบคุมทั้งซาวด์ เราเล่นเองทั้งเสียงกลอง กีตาร์ คีย์บอร์ด แล้วเราก็ร้องเองไปด้วย จากนิวยอร์กเราก็เริ่มเดินทาง คราวนี้ไปเบอร์ลิน เบอร์ลินเป็นบ้านของดนตรี ไปเจอพี่ดีเจคนไทยหนึ่ง ชื่อ Mendy Indigo ซึ่งเขาไปทัวร์ที่เยอรมนีพอดี แล้วเราก็ไปตามเขา ไปดูโชว์ต่างๆ ที่เขาโชว์ รู้สึกว่าเจ๋งมาก ผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ ที่สามารถสร้างอิมแพ็กให้คนได้เฮ มันสุดยอดมาก เราก็เลยรู้สึกว่าเราเริ่มอินกับดนตรีแนวนี้มากขึ้น นั่นคือแนวเฮาส์กับแนวอิเล็กทรอนิกส์

 

หลายๆ คนเริ่มมีภาพจำถึงความแสบ ความซ่าในตัวนทมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสไตล์ ดนตรี ไปจนถึงเคยมีข่าวเชิงความรักเพื่อนสนิทในวงการที่เป็นผู้หญิง นทมีวิธีจัดการกับมุมมองที่แตกต่างเหล่านี้อย่างไร

            ความซ่ามันออกมาแค่วิธีที่เราแต่งตัว แต่ตัวตนจริงๆ เราซ่าไหม เราซ่าแบบฉลาด ไม่ได้ทำอะไรที่จะทำให้ที่บ้านเป็นห่วง เราก็ยังทำงาน มีวินัย มีระเบียบ ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย นทเป็นคนไม่ค่อยเที่ยวกลางคืน เอาจริงๆ ก็เป็นเด็กเรียบร้อยแต่แค่ไลฟ์สไตล์หรือแต่งตัว มันเลยทำให้ดูซ่า ที่บ้านก็ไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะเขารู้ว่าเราไม่ทำตัวงี่เง่าแน่นอน  เราระมัดระวังตัว ส่วนเรื่องข่าวคราวในวงการ เรามองข้ามเรื่องของ Gender ไปก่อนนะ เราแค่รู้สึกว่า ถ้าเรารู้สึกดีกับอะไร เราก็แสดงออกไป เพราะมันดีที่สุดแล้ว แนวคิดนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง สมมติว่าเราทำงานกับคนนี้แล้วเรารู้สึกดีจังเลย ทำงานแล้วมันเวิร์ก เราก็บอกเขาไป เราไม่ต้องกลัวที่จะเก็บความรู้สึกดีๆ นั้นไว้ เราโชว์ไปเลย ไม่ใช่แค่ความรักแบบหนุ่มสาวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว สัตว์เลี้ยง เราเชื่อในเรื่องของ “พลังงาน” ถ้าเรารู้สึกถึงพลังบวก เราไม่ต้องเก็บมันไว้คนเดียว เราจะปล่อยมันออกไป ทำให้คนรับถึงพลังนั้นได้ แล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้น

 

นทได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น ยังมีโมเมนต์รู้สึกตัวเองเป็น “ตัวประหลาด” อยู่บ้างไหม

            เคยอยู่บางช่วง เวลาที่โลกโซเชียลเอารูปเราไปลง เป็นรูปที่เรามั่นใจมากว่ารูปนี้เราสวย เราเท่ แต่เสียงตอบรับที่ได้รับกลับมาก็คือเราเป็นตัวประหลาด อี๋อะไรนี่  บางครั้งมันก็สั่นคลอนนะ เอ๊ะ เราแปลกจริงหรือ มันทำให้ความมั่นใจเราลดลง ซึ่งเราก็จะแต่งตัวเบาลงช่วงนั้น เปลี่ยนสีผมกลับเป็นปกติ (ยิ้ม) มีช่วงหนึ่งที่เรามีปัญหาผ่านเข้ามา แล้วก็มีงานหนึ่งให้เราได้ย้อมสีผมพอดี เราก็เลยย้อมสีผมเป็นสีขาว ย้อมคิ้วขาว ซึ่งโมเมน์ต์ที่เราได้ย้อมผม เรามีความสุขมากเลยนะ แต่ก็ทำให้บางคนไม่เข้าใจ บางข่าว บางคนถึงกับบอกว่า “เพราะเราแต่งตัวแปลกอย่างนี้สินะ ถึงต้องเป็นแบบนี้” เราอ่านแล้วเราก็รู้สึกว่า อะไรนี่!!! เทคโนโลยีมันทำให้คนสามารถที่จะพูดอะไรก็ได้ โดยที่ไม่สนว่าคนอีกฝั่งที่อ่านจะรู้สึกอย่างไร มันเป็นปัญหาของปี 2018 แล้วบางทีนทเองอยู่กับโซเชียลตลอด บางทีนทแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอันไหนจริงอันไหนไม่จริง มันเข้าไปในจิตใต้สำนึกเราโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

 

            เราก็ต้องพยายามตั้งสติแล้วก็ดึงตัวเองกลับมา ในโลกโซเชียล ใครจะพิมพ์ก็ได้ เขาอาจจะทะเลาะกับเพื่อน ทะเลาะกับแฟนมาแล้วก็อยากจะมีที่ระบาย หรือเขาอาจจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรทำจริงๆ ก็เลยพิมพ์อย่างนั้น ถ้าเราไปฟังคนอื่นมากๆ มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น นทว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเรามองตัวเราอย่างไรมากกว่าจะปล่อยให้คนอื่นจะมองเราอย่างไร และถ้าเรารักตัวเองมากพอก็ไม่มีอะไรทำอะไร “ข้างใน” เราได้

 


วิถีรักตัวเองแบบนทในทุกวันนี้ล่ะ

            ช่วงนี้ออกกำลังกาย เพิ่งกลับมาเพนต์ แล้วก็ชอบจุดเทียนหอม รู้สึกว่ามันทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย แล้วก็เพนต์อยู่ในห้อง เล่นกับหมา อยู่กับครอบครัว รู้สึกว่าช่วงนี้ถ้ามีเวลาว่างอยากใช้กับเพื่อนกับครอบครัว เหมือน quality time เมื่อก่อนเราเคยคิดมาตลอดว่าพอว่างเราต้องทำงานพัฒนาตัวเอง ต้องทำอะไรเพื่อตัวเอง พอกลับมานั่งคิดดูมันคือตัวเองๆ ตลอด ทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราต้องคิดใหม่ ตั้งแต่เริ่มคิดใหม่ เริ่มใช้เวลาว่างกับครอบครัวกับเพื่อนๆ มันมีความสุขขึ้นเยอะมาก ตอนนี้กำลังพยายามทำ EP อยู่ ก็คือ mini album พยายามทำ documentary อันหนึ่งขึ้นมาที่จะเล่าให้ทุกคนฟังถึงเส้นทางการเดินทางของดนตรีเรา แต่ว่าก็ยังอยู่ในช่วงการ planning ว่าจะเล่าอะไร จะพูดอย่างไร แล้วก็อาจจะมี art project ไปทำที่นิวยอร์ก อันนี้ก็วางแผนอยู่

            อีกหนึ่งสิ่งที่อยากทำคือการทำในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกถูกต้องโดยที่ไม่ไปเบียดเบียนใคร มหาตมะ คานที กล่าวว่า “You must be the change you wish to see in the world.” อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกใบนี้ คุณต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตัวคุณ ซัมเมอร์นี้นทอาสาไปเป็น Volunteer หมู่บ้านมอร์แกน จังหวัดระนอง เหมือนเราอยากเอาประสบการณ์ที่เราได้พบเจอมาไปเล่าให้เขาฟัง งานศิลปะ งานความคิดสร้างสรรค์ ที่นั่นไม่มีไฟฟ้า แล้วก็มีบ่อน้ำจืดเป็นบ่อน้ำบ่อเดียวกลางหมู่บ้าน นทสมัครไปในอินเทอร์เน็ต คนที่รับสมัครตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่านทเป็นใคร (ยิ้ม) ซึ่งมันดีมากเลยละ และก็คิดว่าไม่น่าจะได้อาบน้ำนะคะ

...


และหลังจากที่เราคุยกันสิ้นสุด คืนนั้นเอง นท พนายางกูร ก็ลงภาพนี้ใน Instagram ของเธอ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เธอเดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอิตาลี
แต่สำคัญมากกว่าคือการรู้จักตัวตนข้างในของตัวเอง


 

 

 

เรื่อง : ชมพูฟิวเซีย
ภาพ : เนาวรัตน์ บุญวิภาส / https://www.instagram.com/notep/