รู้จักที่มา 5 ประเพณีไทยท้องถิ่น กิจกรรมเรียนรู้สุดสนุก “วันเด็กแห่งชาติ” ณ มิวเซียมสยาม

แกลเลอรี

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับ #วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 วันสำคัญที่จัดขึ้นให้น้องๆ หนูๆ ได้รู้ถึงความสำคัญของวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ค้นหาความเป็นไทย ผ่านกิจกรรมสุดสนุกที่สอดแทรกความรู้ และปลูกฝังแนวประพฤติปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น ตั้งใจเล่าเรียน ขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อส่งเสริมให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม
.
ซึ่งตามที่ นายกบแดง เคยได้โพสต์บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ปีนี้เราได้จัดกิจกรรม "กาลครั้งหนึ่ง ณ มิวเซียมสยาม" ตอน “ไทยละเล่น ไทยประเพณี” ขึ้น โดยจำลองประเพณีไทยท้องถิ่น มาให้ทำความรู้จักถึง 5 ประเพณี คือ “#ประเพณีแข่งเรือยาว” - “#ประเพณีสารทเดือนสิบและพิธีชิงเปรต” - “#ประเพณีวิ่งควาย” - “#ประเพณีสงกรานต์” - “#ประเพณีตำข้าวเม่า” 
.
ก่อนที่จะได้เวลามาสนุกสนานกัน... โพสต์นี้จะพาเพื่อนๆ ทุกคนไปรู้ถึงที่มา ประเพณีไทยท้องถิ่นทั้ง 5 กันเสียก่อน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ให้แก่ น้องๆ หนูๆ ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ในวันเสาร์ที่ 13 ม.ค. นี้ ซึ่งจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ 09.00 - 17.00 น.
.
แต่ละประเพณีนี้มีจุดเริ่มต้นและมีความสำคัญอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย~
.

 

 


ประเพณีแข่งเรือยาว
.
ประเพณีแข่งเรือมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตามกฏมณเฑียรบาลเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน กล่าวไว้ว่า ในเดือน 11 จะมีพิธี “อาสยุชพิธี” ซึ่งเป็นพิธีกรรมการเสี่ยงทายน้ำ ด้วยการแข่งเรือของพระมหากษัตริย์ กับเรือของพระมเหสี ถ้าเรือของพระมเหสีชนะจะทำนายบ้านเมืองจะมีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก แต่ถ้าเรือพระมหากษัตริย์ชนะบ้านเมืองก็จะมีทุกข์ 
.
ส่วนการแข่งเรือของชาวบ้านนั้น มักจัดแข่งขันในช่วงเดือน 10 – 12 ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เมื่อทำบุญกันเสร็จแล้ว จะมีการแข่งเรือกันอย่างสนุกสนาน ปัจจุบันการแข่งเรือก็ยังมีสืบทอดกันมา เป็นประเพณีสำคัญตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย 
.
สำหรับเรือที่ใช้ในการแข่ง เรียกว่า “เรือยาว” คือ เรือขุดทำด้วยไม้ตะเคียน ในสมัยโบราณใช้เป็นเรือรบ ปัจจุบันใช้เป็นเรือแข่ง สามารถบรรจุฝีพาย 55 – 60 คน
.
ขอบคุณภาพจาก: http://www.thaihealth.or.th/Content/33047-จ.น่าน%20จัดแข่งขันเรือยาวปลอดเหล้า-%20เบียร์%20.html

 

 

 

ประเพณีสารทเดือนสิบและพิธีชิงเปรต
.
ประเพณีของภาคใต้ที่จัดขึ้นใน วันสารทเดือนสิบ เพื่อทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง ในทุกวันแรม 1 ค่ำเดือนสิบ ญาติจะเตรียมของอุทิศไว้ให้ โดยจัด “หฺมฺรับ” อ่านว่า หมับ คือ สำรับกับข้าว ไปวางไว้เพื่อให้เปรตได้กิน เมื่อวางแล้วก็มีผู้คนทั้งหลายไปแย่งสิ่งของเหล่านั้น จึงเรียกว่า “ชิงเปรต”
.
การจัดหฺมฺรับ เป็นการเตรียมอาหารบรรจุในภาชนะ เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในเทศกาลสารทเดือนสิบ เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน หรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว 
.
สัญลักษณ์ของขนมที่ใช้ในการจัดหฺมฺรับ ได้แก่

- ขนมพอง แทนเรือ แพ ที่บรรพบุรุษใช้ข้ามห้วงมหรรณพได้ 
- ขนมลา แทนแพรพรรณ เครื่องนุ่งห่ม 
- ขนมบ้า แทนลูกสะบ้า สำหรับใช้เล่นต้อนรับสงกรานต์
- ขนมดีซำ แทนเงิน เบี้ย สำหรับใชัสอย 
- ขนมกง(ไข่ปลา) แทนเครื่องประดับ 
.
การตั้งเปรต คือ การนำขนมหรืออาหารไปตั้งที่ศาลา ซึ่งเป็นศาลาสำหรับเปรตทั่วไป และริมกำแพงวัดหรือใต้ต้นไม้ สำหรับเปรตที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่ได้ทำบุญอุทิศให้ 
.
การชิงเปรต เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากการอุทิศส่วนกุศลแก่เปรต ลูกหลานก็จะเข้าไปแย่งเอามากิน ซึ่งของที่แย่งมาได้ถือเป็นของเดนชาน การได้กินเดนชานจากวิญญาณบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าเป็นการแสดงความรัก เป็นสิริมงคล และเป็นกุศลสำหรับลูกหลาน
.
ขอบคุณภาพจาก: 
https://nuttamol1307.wordpress.com/ประเพณี/ประเพณีสารทเดือนสิบ/
https://sites.google.com/site/kanomtean1/prapheni-wan-sarth-deuxn-sib

 

 

 

ประเพณีวิ่งควาย
.
ประเพณีเกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรรม จุดมุ่งหมายเพื่อให้ชาวบ้านได้เตรียมของไปถวายวัด ได้พักผ่อนและได้สังสรรค์กันระหว่างชาวบ้าน ซึ่งเหนื่อยจากงานและให้ควายได้พัก เนื่องจากต้องตรากตรำในการทำนา หรือถ้าควายของใครเจ็บป่วย เจ้าของควายก็จะนำควายของตนไปบนกับเทพารักษ์ และเมื่อหายเป็นปกติจะต้องนำควายมาวิ่งแก้บน ในปีต่อๆ มาชาวบ้านจึงนำควายมาวิ่ง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยเสียแต่เนิ่นๆ จนกลายเป็นประเพณีวิ่งควายในปัจจุบัน
.
เรื่องควาย...ควาย “ควาย” หรือ “กระบือ” บางคนเรียก “เจ้าทุย” หรือ “ไอ้ทุย” ในประเทศแถบประเทศอาเซียนจะมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ประเทศกัมพูชา เรียกว่า กระบาย ประเทศมาเลเซีย จะเรียกว่า กระบาว และประเทศฟิลิปปินส์ เรียกว่า คาราบาว
.
ควาย มี 2 ชนิด คือ ควายป่าและควายบ้าน โดยควายบ้านนั้นแบ่งออกไปได้อีก 2 ประเภท คือ 

- “ควายปลัก” มีความแข็งแรง มีกีบเท้าใหญ่ ไม่ค่อยทนความร้อน ชอบแช่ในโคลนตมเพื่อป้องกันแสงแดดและแมลงรบกวน ควายปลักของไทยมีลักษณะ 2 สี คือ สีเทาเข้มเกือบดำ และสีเผือก(ผิวหนังสีชมพู) 

- “ควายน้ำ” หรือ “ควายแม่น้ำ” ส่วนใหญ่เป็นควายนม ชอบน้ำสะอาด ไม่ชอบลงโคลน ควายแม่น้ำเข้ามาสู่ประเทศไทย ประมาณสมัยรัชการที่ 5 และส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงอยู่ในส่วนราชการ จึงไม่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทยมากนัก
.
ขอบคุณภาพจาก: https://www.youtube.com/watch?v=c0l-H8tu4eE

  

 

 

ประเพณีสงกรานต์
.
คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษา “สันสกฤต” แปลว่า “การเคลื่อนย้าย” ซึ่งกำหนดตาม สุริยะคติ หรือการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในรอบปี ตามความเชื่อในศาสนาฮินดูของอินเดีย เรียกประเพณีนี้ว่า “โฮลิ” หรือ “โฮลิปูรณิมา” และจะใช้ผงสีที่ทำจากพืชสมุนไพรมาสาดใส่กัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของพระกฤษณะในการปราบอสูรโฮลิกา 
.
ต่อมาได้แพร่ความเชื่อนี้มาที่ประเทศไทย รวมทั้งบางประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นับถือพุทธศาสนา อาทิ ลาว กัมพูชา มอญ เมียนมาร์ ลังกา และสิบสองปันนาในประเทศจีน แต่ใช้การสาดน้ำหรือใช้น้ำรดกันเพื่อเป็นตัวแทน ให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นสิริมงคล 
.
การรดน้ำถือเป็นการขอขมาและขอพร ความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปสรงน้ำพระพุทธรูป สรงน้ำพระสงฆ์ และจึงสรงพระอัฐิพระบรมวงศานุวงศ์ ราษฎรสามัญก็ปฏิบัติเช่นกัน แต่รวมการอาบน้ำผู้ใหญ่เพื่อขอขมาขอพรด้วย หลังจากหมดพิธีเหล่านี้ หนุ่มสาวจึงหันมารดน้ำกันเอง
.
ปีใหม่ไทย ในสมัยโบราณไทยเราถือเอา แรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย หรือเดือน 5 ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่พุทธศักราช 2432 ให้ถือว่าวันที่ 1 เมษายน เป็นวันปีใหม่ จนกระทั่งปีพุทธศักราช 2484 จึงมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ตามสากลนิยม
.
ชื่อเรียกประเพณีสงกรานต์แต่ละภาคของไทย

- ภาคเหนือ เรียก “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง”
- ภาคอีสาน เรียก “บุญเดือนห้า” หรือ “ตรุษสงกรานต์”
- ภาคใต้ เรียก “สงกรานต์” 
- ภาคกลาง เรียก “สงกรานต์”
.
วันมหาสงกรานต์ คือ วันที่ 13 เมษายน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีเมษตั้งต้นปีใหม่
.
คำว่า “ วันเนา” คือ วันที่ 14 เมษายน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทางในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อย 
.
วันเถลิงศก หรือ วันขึ้นศก คือ วันที่ 15 เมษายน เป็นการเปลี่ยนวันขึ้นศกใหม่
.
ขอบคุณภาพจาก: http://event.sanook.com/day/songkran/

 

 

 

ประเพณีตำข้าวเม่า

เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในงานจะมีทั้งการร้องรำ แข่งขันการตำข้าวเม่าอย่างสนุกสนานรื่นเริง เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน เมื่อทำนาเสร็จแล้ว เข้าช่วงออกพรรษา การตำข้าวเม่ามักจะเป็นกิจกรรมของผู้หญิง เวลาที่ลูกสาวบ้านไหนตำข้าวเม่าก็มักจะมีหนุ่มในละแวกหมู่บ้าน ที่เป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนมาช่วยตำ คั่ว-ตำ-ฝัดกันไป ขบเคี้ยวกินเล่นพลางพูดจาหยอกล้อกัน ตามประสาหนุ่มสาว
.
ข้าวเม่า เป็นข้าวที่ได้มาจากรวงข้าวสีเขียวตกน้ำตาล เป็นข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวก็ได้ นำมาคั่ว ตำ แล้วนำไปรับประทานได้เลย การตำข้าวเม่าพบในทุกประเทศที่ปลูกข้าว เช่น ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า อินเดีย ทิเบต และในภูฏาน ใช้เป็นอาหารว่างกินกับน้ำชา หรือบางคนก็จะนำไปคลุกเคล้าด้วยน้ำตาลทราย มะพร้าว และเกลือ รับประทานแทนขนมหวาน ซึ่งในประเทศไทยของเรา ส่วนใหญ่จะนำข้าวเม่ามาทำเป็นขนม นิยมกินมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
.
ขอบคุณภาพจาก: http://www.tnews.co.th/contents/344108
 
Relate

25

ก.ย.

เปิดรอบพิเศษ! ให้ยลโฉมนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย" ก่อนใคร!

เปิดรอบพิเศษให้ผู้โชคดีทั้ง 300 คนเข้าชมนิทรรศการ ถอดรหัสไทย รอบพิเศษ กิจกรรมพิเศษในโอกาสวันพิพิธภัณฑ์ไทย ปี 2560

26 กันยายน 2560

06-02

มี.ค.-ก.ค.

นิทรรศการ “ต้มยำกุ้งวิทยา : วิชานี้อย่าเลียน!”

ถอดบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจล่มครั้งประวัติศาสตร์ไทย หวังสร้างภูมิคุ้มกัน ให้คนรุ่นใหม่ใช้สติดำเนินชีวิต

9 มีนาคม 2560

Muse Latitude : 5 ปาร์ตี้ทำใจสั่นของคนชอบสังสรรค์ 5 สาย

ไอเดียเจ๋งๆ ย่อมเกิดขึ้นทุกวัน แม้แต่ในเรื่องเล่นๆ อย่างงานปาร์ตี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

30 สิงหาคม 2561

ย้อนวันวาน วัย “กระโปรงบานขาสั้น” กับ แบบเรียน - เพลงฮิต 4 ยุคสมัย ห้อง “ไทยวิทยา”

มาสำรวจอายุกันดีกว่า ว่าใครทันแบบเรียนและเพลงในยุคสมัยใดบ้าง~

13 กุมภาพันธ์ 2561

Muse Latitude : จาก"แม่ยก" ถึง "โอตะ" … เราต่างเคยเป็นแฟนคลับของบางคนและบางสิ่ง

บางครั้งสิ่งที่หลงใหลให้ความสุข บางครั้งให้ความรู้ และแรงบันดาลใจ และบางครั้ง… ความหลงใหลสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่เกินคาดเดามาแล้วนักต่อนัก

8 กุมภาพันธ์ 2561