อุตรดิตถ์

จำนวน 3 แห่ง

พิพิธภัณฑ์วัดใหญ่ท่าเสา

2016-01-09 19:49:54

จังหวัดทางผ่านไปสู่จังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ ทางภาคเหนืออย่างจังหวัดอุตรดิตถ์ ใครว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ หากไม่เชื่อต้องลองไปที่วัดใหญ่ท่าเสา ซึ่งเป็นวัดที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ครอบคลุมเขตพุทธาวาสที่เป็นที่ตั้งอุโบสถ หอไตรและศาลาการเปรียญทั้งหมด เมื่อเข้าสู่ภายในวัดใหญ่ท่าเสา ตัวอาคารเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์ สูง 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นกุฏิเจ้าอาวาส ส่วนชั้นบนใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นหอสวดมนตร์ของวัดใหญ่ท่าเสา ซึ่งมีวัตถุโบราณต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ อาทิ ช้าง 3 เศียรขอฝน ธรรมมาสน์ มีรูปสัตว์อยู่ด้านข้าง รวมทั้งช่อฟ้า ซึ่งทำจากเหล็กน้ำพี้ เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา โดยพระครูวินัยธรรมไทย เจ้าอาวาสวัด ซึ่งท่านตั้งใจที่จะทำเป็นแหล่งเรียนรู้ อุทยานการศึกษา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์ นอกจากนี้ใกล้เคียงกันมีวิหารเก่าแก่ ซึ่งมีบานประตูไม้แกะสลัก 2 บาน ตลอดจนลายไม้ที่วิหารด้านหน้า และมีการจัดสวนหย่อมรอบๆ ตัวอาคาร บริเวณด้านหน้าอาคารเป็นลานทางเดินเชื่อมกับพื้นที่อื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งหากจะแวะมาที่วัดใหญ่ท่าเสา อย่างไรก็ตามโทรศัพท์แจ้งเจ้าอาวาสล่วงหน้าสักนิดจะดีที่สุด หรือจะมากราบไหว้พระขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ ทางภาคเหนือ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน บ่อเหล็กน้ำพี้

2016-01-09 19:58:32

จากการพูดคุยกับคนในท้องถิ่น พวกเขามีเชื่อว่าเป็นแหล่งเหล็กน้ำพี้ เป็นแร่เหล็กที่มีคุณภาพดี อาวุธที่หล่อจากเหล็กที่บ่อเหล็กน้ำพี้สามารถป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ทั้งยังเป็นวัตถุมงคลเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรี บำบัดและป้องกันสรรพโรคาพาธ และด้วยความสำคัญของบ่อแร่เหล็กโบราณแห่งนี้ ทำให้มีผู้ลักลอบขุดหาสินแร่เหล็กและโบราณวัตถุที่คาดว่าอาจหลงเหลือในบ่อแร่เหล็ก นายอำเภอทองแสนขัน จึงมีประกาศห้ามขุดค้นหาเหล็กน้ำพี้หรือโบราณวัตถุในเขตตำบลน้ำพี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ได้พิจารณาเห็นควรให้พัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน และในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 จังหวัดอุตรดิตถ์จึงดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ขึ้น โดยทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2542 คือหลังจากการสั่งยุติการขุดค้นหา 1 ปีเท่านั้นเอง เมื่อเราได้เข้าส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นมีการจัดแสดงเนื้อหาหลักๆ นั้นอยู่ที่เรื่องราวของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเหล็กน้ำพี้ มีการจัดแสดงกรรมวิธีการขุดหาแร่เหล็กการถลุงเหล็ก การตีเหล็ก และแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเหล็กน้ำพี้ ทั้งยังมีการใช้หุ่นจำลองขนาดครึ่งเท่าและขนาดเท่าจริงเกี่ยวกับโลหะกรรมในสมัยโบราณที่เราได้ชม รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวตำนานบ่อเหล็กน้ำพี้ ในอำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ผนังอาคารด้านในตั้งตู้จัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ และบริเวณอาคารจัดแสดงยังได้ติดตั้งเครื่องเสียงบรรยายประวัติการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และรายละเอียดการจัดแสดงในอาคาร ส่วนบริเวณในพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้โบราณ จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีของชาวอุตรดิตถ์ ผ่านการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ และการใช้ภาพบรรยาย เพื่อให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น

พิพิธภัณฑ์จังหวัดอุตรดิตถ์

2016-01-09 20:10:48

ทุกครั้งที่เห็นบ้านไม้โบราณเก่าแก่ จะอดร้องว้าวออกมาดัง ๆ ไม่ได้ เพราะในสมัยนี้ เราแทบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความงดงามความวิจิตรของการสร้างบ้านไม้ที่สวยงาม สวยตั้งแต่หลังคา ผนังลายฉลุตามช่องลม และโทนสีที่ใช้ทาตัวบ้าน และเมื่อมาพบกับบ้านเก่าหลังนี้ที่ถนนแปดวา ในอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ยิ้มแก้มปริจนได้ เรื่องราวความเดิมของบ้านหลังนี้คือ จากเดิมเป็นของขุนพิเนตรจีนภักดิ์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2450 ขุนพิเนตรจีนภักดิ์ได้มีคดีความกับทางราชการเนื่องจากนำส่งภาษีอากรไม่ครบตามจำนวนและถูกศาลพิพากษาให้แพ้ความ ต้องถูกยึดทรัพย์ทั้งบ้านหลังนี้ด้วย จากนั้นในช่วง พ.ศ. 2460 – 2461 พระยาวโรดมภักดีศรีอุตรดิตถ์นคร เจ้าเมืองอุตรดิตถ์ ได้สั่งให้ย้ายบ้านหลังนี้มาไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน โดยรักษารูปแบบให้เหมือนเดิมทุกประการ เพื่อใช้เป็นที่รับรองเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ จากนั้นเมื่อมีสภาเทศบาลก็ได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นที่ประชุมสภาเทศบาล จึงถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อาคารหลังนี้จึงถูกประกาศให้เป็นสำนักงานหอวัฒนธรรมหญิง เมื่อ พ.ศ. 2494 ต่อมาได้รับการซ่อมแซมและใช้เป็นหอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 กระทั่งได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ และได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ. 2537 สายตาที่มองบ้านด้วยความชื่นชม ยังคงตรึงสายตาอยู่ที่ตัวบ้านอยู่เป็นนาน สำหรับด้านในบ้านหลังนี้ มีการจัดแสดงเกี่ยวกับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อาทิ พระพุทธรูป รูปเทวดา เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หีบธรรมและจารึก เครื่องแต่งกายและผ้าทอ เครื่องเงิน เครื่องเคลือบ เครื่องไม้ และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เงินตรา จำพวกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ภาพถ่าย ภาพวาด เป็นต้น รวมทั้งยังมีเอกสารต่าง ๆ และมีข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดอุตรดิตถ์ และบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้นักเรียนนักศึกษามาสืบค้น เพื่อศึกษาหาความรู้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญชิ้นหนึ่ง คือ “ยานมาศ” หรือ คานหามไม้แกะสลักโปร่ง 3 ชั้น กว้าง 73 เซนติเมตร ยาว 3.50 เมตร สูง 1.45 เมตร เป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ยานมาศนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุเมื่อคราวเดินทางมาตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2444 ว่าทรงพบยานมาศแบบนี้ 4 คัน คันแรกทรงพบที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โดยที่อีก 2 คันพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ครั้นมาถึงอุตรดิตถ์ก็พบอีกคันที่วัดใหญ่ท่าเสา ซึ่งก็ได้นำมาจัดแสดงไว้ให้ประชาชนชมที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้นี่เอง เมื่อเท่านี้ ก็คงจะเพียงพอต่อการเป็นอีกจังหวัดที่น่าสนใจและน่าแวะมาเยี่ยมเยียนแล้ว คราวหน้าคงไม่มีเหตุผลอื่นใด หากจะไม่แวะจังหวัดอุตรดิตถ์อีกเป็นแน่