ข่าวสาร

สุพรรณบุรี

จำนวน 8 แห่ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

2016-01-21 10:22:48

สิงห์สำริด เป็นศิลปะทันสมัยทวารวดี สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 (ราว 1,200 – 1,300 ปีมาแล้ว) มาจากคติความเชื่อที่ว่าสิงโตเป็นสัตว์สำคัญ ที่ปรากฏในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ สิงโตสำริดชิ้นนี้เป็นของหายาก นอกจากจะมีขนาดเล็กและหล่อด้วยโลหะสำริดแล้ว ฝีมือในการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

2016-03-10 22:03:31

เคียวด้ามทองคำ หนึ่งในอุปกรณ์ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงใช้ในการทำปุ๋ยหมัก หว่าข้าว และเกี่ยวข้าวในท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรีนอกจากบัวรดน้ำ ขัน พลั่ว รถไถ เครื่องนวดข้าว พันธุ์ข้าว พระรามทาน รวงข้าวมงคล 9 รวง แรกที่ทรงเกี่ยว (ข้าวเจ้าพันธุ์ ก.ย.23) ‘เคียวด้ามทองคำ’ ความยาว 42 เซนติเมตรเล่มนี้ ตัวด้ามหุ้มด้วยทองคำ น้ำหนักกว่า 8 บาท แกะสลักลวดลายพญานาค และเทพธิดาฟ้อนรำ สลักข้อความว่า ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ’สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานเกี่ยวข้าว ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2529 เวลา 14.00 น. ส่วนที่ใบมีดแกะสลักลายพฤกษานานาพันธุ์ เคียวด้ามทองคำ ถือเป็นเคียวประวิติศาสตร์ที่ข้าราชการในจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมสมทบทุนจัดทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เพื่อทรงใช้เกี่ยวข้าวปฐมฤกษ์ในแปลงสาธิต ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้พระราชทานเคียวด้ามทองคำนี้ มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทยตราบจนปัจจุบัน

บ้านขุนจำนงจีนารักษ์

2015-12-13 20:52:25

พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ หมายถึงตลาดสมชุก ตลาดไม้เก่าแก่อายุกว่า 100ปี พัฒนามาจากตลาดเล็กๆ ชุมชนชาวจีนเก่าที่มีการดำรงชีวิตและสภาพบ้านเรือนแบบดั้งเดิมมาเป็นชุมชนเมืองท่าที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ จุดซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าขนาดใหญ่ และเป็นจุดที่พักพ่อค้าล่องเรือขึ้นลงระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีตลาดสามชุก ประกอบด้วยห้องแถวทั้งหมด 4 ซอย โดยพื้นที่ซอย 1 และห้องแถวริมน้ำเป็นของ ‘นายหุย แซ่เฮง’ ในขณะที่ซอย 3-4 เป็นของ ‘เถ้าแก่เนี้ยม แซ่โค้ว’ ปัจจุบัน กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก จัดทำโครงการพิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ โดยให้บ้านแต่ละหลังในตลาดสามชุกบอกเล่าประวัติเรื่องราวชีวิตของผู้ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านผ่านรูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้ และของดีที่เจ้าของภูมิใจ คณะกรรมการจะนำป้ายบรรยายของแต่ละบ้านที่เข้าร่วมในโครงการนี้จำนวนมาก ไปติดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมทั้งบ้านขุนจำนงจีนารักษ์ด้วย บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ เดิมเป็นบ้านหลังหนึ่งในตลาดสามชุก เป็นของ นายหุย แซ่เฮง คนจีนเกิดในประเทศไทย ใกล้วัดโพธิ์คอย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วันศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศจีน กลับเมืองไทยเมื่ออายุ 20 กว่าปี ต่อมาไดสมรสกับ คุณกุ้นเอง แซ่เจ็ง เป็นคนอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีบุตรธิดา 3 คน ต่อมาได้เช่าที่ราชพัสดุปลูกบ้าน 3 ชั้นใน พ.ศ.2459 กิจการค้าขายของท่านเจริญรุ่งเรืองไปถึง 6 อำเภอ ท่านจึงเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนจำนงจีนารักษ์ตำแหน่งกรมการพิเศษ จังหวัดสุพรรณบุรี นายอากรสุรา – ฝิ่น ศักดินา 400 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ถือว่าเป็นนายอากรคนแรกของอำเภอสามชุก นายหุยเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ.2517 รวมอายุได้ 83 บ้านของท่านในส่วนของคุณเคียวยี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายโต้วซ้ง จีนารักษ์ อนุญาตให้กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก ปรังปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์โดยใช้ชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บของโบราณสำหรับผู้สนใจเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้มาจนถึงปัจจุบัน ‘บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ สร้างขึ้นในสมัยราการที่ 6 ราวปี พ.ศ.2459 เป็นอาคารไม้ 3 ชั้น อายุกว่า 90 ปี ปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการกึ่งถาวร โดยชั้นล่างเปิดโล่งต้อนรับผู้มาเยือน จัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดความเป็นมาของความเจริญจากเมืองหลวงมาสู่ชนบทนี้ได้อย่างไรโมเดลย่อส่วนของตลาด รวมถึงส่วนที่แนะนำร้านค้าและสถานที่ที่น่าสนในภายในตลาด อาทิ ร้านกาแฟท่าเรือส่งบุยช่วยหัตถกิจ ร้านนาฬิกาโบราณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุก ร้านถ่ายรูปศิลป์ธรรมชาติ และโรงแรมอุดมโชคตัวแทนของอดีตที่ทำให้เห็นวิถีชาวตลาด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวความสัมพันธ์ของชาวจีนโพ้นทะเลที่รอนแรมเข้าตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีสายน้ำเป็นตัวเชื่อมโยง ส่วนชั้นที่สองยังคงไว้ซึ่งเครื่องเรือนของท่านเจ้าของเดิมเหมือนเมื่อครั้งท่านขุนจำนงจีนารักษ์ยังมีชีวิต ตามฝาผนังประดับประดาด้วยรูปภาพเก่าของครอบครัวจีนารักษ์ และชั้นที่สามเป็นพื้นที่ของนิทรรศการหมุนเวียน ในขณะที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ขายหนังสือโปสต์การ์ด และรูปวาดตลาดสามชุกโดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนกิจกรรมชุมชน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

2015-12-15 13:24:47

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี และเพื่อสนองแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาอื่นๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เสร็จสมบูรณ์ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2546 และถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินงานเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย

พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร

2016-01-10 10:30:34

พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ร่วมกับพ่อค้าประชาชนที่สนใจในประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ไทย – จีน และเพื่อฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ที่มีอายุครบ 20 ปี ใน พ.ศ. 2538 จึงได้ริเริ่มรวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อออกแบบก่อสร้าง จัดแสดงนิทรรศการถาวร ลำดับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีนที่ยาวนานกว่า 5,000 ปี ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาทบทวน เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันน่ายกย่องระหว่างไทย – จีน ให้รุ่งเรืองตลอดไป ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นอาคารทรงมังกรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความยาว 135 เมตร สูง 35 เมตร กว้าง 18 เมตร โดยมีลักษณะเฉพาะตามความเชื่อของวัฒนธรรมจีนคือ ส่วนหน้าต้องเป็นอูฐ ตา เหมือนกระต่าย มีเขาของกวาง หู วัว ตัวของงู เกล็ดของปลา ขาของเสือ อุ้งเท้าของเหยี่ยว และสีของลำตัวเลียนแบบเครื่องกังไสโบราณ พอเราเข้าไปภายใน มีการจัดเป็นห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์อารยธรรมของชาวจีน ความเป็นมาของชาวจีนในประเทศไทยทั้งหมดดำเนินเรื่องผ่านการจัดแสดงนิทรรศการการใช้สื่อจัดแสดงอันทันสมัย เช่น ภาพยนตร์ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ แสง เสียง หุ่นจำลองการจำลองเหตุการณ์และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัยพร้อมป้ายและคำบรรยาย 3 ภาษา แบ่งเป็นห้อง ๆ จำนวนมาก โดยมีชื่อเรียกในแต่ละห้องแตกต่างกันไป ได้แก่ ห้องฉายภาพยนตร์ ห้องเทพนิยาย (กำเนิดโลก) ห้องเทพนิยาย (กำเนิดมนุษย์) ห้องตำนาน (เสินหนง) ห้องตำนาน (ปฐมกษัตริย์) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีส่วนอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องรับฝากของ ห้องจำหน่ายหนังสือ ของที่ระลึก และห้องเครื่องเล่นสำหรับเด็ก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน และเป็นแหล่งการเรียนรู้พร้อมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่จะให้ทั้งความรู้และความบันเทิงอีกด้วย ยังไม่หมดเพียงแค่มังกรสีทองขนาดใหญ่ ยังมีในส่วนของศาลากลางน้ำ 7 ชั้น สูง 27 เมตร กว้าง 14 เมตร เก๋งจีนป้ายร้อยแซ่ศาลาวรรณคดีไซอิ๋ว ศาลฮกลกซิ่ว ศาลาเปาบุ้นจิ้น และอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปะอาชา

2016-01-10 10:33:40

หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา จัดแสดงเรื่องราวในอดีตของบุคคลสำคัญแห่งจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ชาวสุพรรณพร้อมใจกันนำเสนอ หอเกียรติยศฯ แห่งนี้ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนลาวสุพรรณบุรี ร่วมกันบริจาคเงินในการก่อสร้างโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ดำเนินการออกแบบโดยกรมศิลปากร ภายในจัดแสดงประวัติและผลงานของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย ตั้งแต่วัยเด็กจนได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมผลงานด้านต่าง ๆ หอเกียรติยศฯ ประกาศจัดตั้งเป็นหน่วยงานหนึ่งของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี กรมศิลปากร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานศึกษาด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทยและเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตแก่เยาวชนนับแต่นั้นเป็นต้นมา ภายในหอเกียรติยศฯ มี 2 ชั้นนั้น เราจะเห็นโซนที่ได้จำลองบรรยากาศร้านย่ง หยู ฮง ในตลาดสุพรรณบุรีประมาณปี พ.ศ. 2487 จัดแสดงชีวิตวัยเด็ก และหน้าที่รับผิดชอบที่เด็กชายบรรหารในวัย 12 ปีที่มีต่อครอบครัว จำลองฉากการเดินทางด้วยเรือเมล์แดงจากท่าน้ำสุพรรณบุรีถึงกรุงเทพฯ โซนที่เป็นการจัดแสดงเรื่องราวชีวิตของนายบรรหาร ในวัยหนุ่ม ทำงานจนกระทั่งเปิดบริษัท ก่อสร้าง สหะศรีชัยก่อสร้าง ได้สำเร็จ และมีฐานะมั่นคงในเวลาต่อมา ทั้งยังมีโซนของการจัดแสดงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของนายบรรหาร ก่อนเข้าสู่การเมือง รวมทั้งจัดแสดงเหตุการณ์ช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่ทำให้นายบรรหารได้ก้าวสู่เส้นทางการเมือง รวมทั้งเส้นทางการเมืองเมื่อได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนชั้น 2 ได้จัดแสดงพระราชพิธีสำคัญ 2 พิธี โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ ฯพณฯ บรรหารได้มีโอกาสสนองเบื้องพระยุคลบาทพร้อมทั้งจัดแสดงนโยบายและผลงานในด้านต่าง ๆ และมีโซนที่จัดแสดงของที่ระลึกซึ่งได้รับจากประเทศต่าง ๆ และก็ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับการประชุมอาเซียนครั้งที่ 5 ตลอดจนโซนสุดท้ายที่ได้จัดแสดงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ ฯพณฯ บรรหาร และคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ได้รับพระราชทาน รวมทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากต่างประเทศ


หอคอยบรรหาร – แจ่มใส สวนเฉลิมภัทรราชินี

2016-01-10 10:38:51

สวนเฉลิมภัทรราชินี หรือที่เรียกติดปากกันว่า สวนแห่งความรัก ภายในสวนแบ่งออกเป็นสถานที่และอาคาร ที่มีทั้งสวนน้ำสไลเดอร์ น้ำพุดนตรี สวนปาล์ม ผาน้ำตก สนามเด็กเล่น และหอคอยบรรหาร – แจ่มใส กับความสูง 123.50 เมตร กว้าง 30 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้สีสันสดใส ซึ่งเป็นไฮล์ที่เราจะไม่ควรลด บนเนื้อที่ 17 ไร่ ณ ใจกลางเมืองสุพรรณบุรี คือสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ วโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุ ครบ 60 พรรษา บริเวณสวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในด้านความงดงามจากการจัดตกแต่งทั่วทั้งบริเวณด้วยเหล่าไม้ดอกไม้ประดับนานชนิด ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากสวนหย่อมในสวนสาธารณะทั่วๆ ไป บริเวณมุมหนึ่งของสวนเฉลิมฯ ได้ถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ให้เป็นลักษณะของสวนลายไทยที่ทั้งสวยงามจากสีสันของมวลดอกไม้และยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ถัดไปไม่ไกลกันนั้นก็ยังมีอาคารซึ่งเตรียมไว้เพื่อรวบรวมการแสดงผลงานของนายบรรหาร ศิลปอาชา บุคคลที่ได้รับการเคารพนับถือที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนของสวนน้ำพร้อมเครื่องเล่นทันสมัย สวนนกพิราบ สวนดอกไม้ สนามเด็กเล่น บ่อน้ำพุ สนามออกกำลังกาย เฉพาะที่หอคอยบรรหาร – แจ่มใสกัน เริ่มจากชั้น 1 ภายในเปิดให้สามารถชมภาพจิตรกรรมขุนช้างขุนแผน บ่งบอกที่มาว่าเกิดขึ้นในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งมีของที่ระลึกและสินค้าให้ซื้อหาไปเป็นของฝากหลากหลาย ชั้น 2 เป็นส่วนที่ถูกจัดไว้สำหรับนั่งพักผ่อนสบายๆ มีอาหารว่าง ไอศกรีม และเครื่องดื่ม พร้อมไปกับการชมทิวทัศน์ได้รอบสวน ชั้น 3 เป็นอีกส่วนที่จัดให้เป็นโซนจำหน่ายของที่ระลึก และเป็นจุดชมวิวของตัวเมืองสุพรรณบุรีในมุมที่สูงและกว้างไกลกว่า ทีเด็ดอยู่ที่ชั้นสุดท้ายคือ ชั้น 4 จุดนี้เป็นจุดสูงสุดและได้รับความนิยมจากผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากสามารถชิมทิวทัศน์ของจังหวัดสุพรรณบุรีได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยกล้องส่องทางไกล และยังสามารถเดินชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวร รวมทั้งภาพสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรีส่วนอื่นๆ อีกด้วย

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ

2016-01-10 17:57:20

ด้วยความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ บนพื้นที่ร่วม 2,000 ไร่ ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2526 บึงฉวากจึงได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่าและถูกจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญตามอนุสัญญาแรมซาร์ ที่นี่ได้ก่อสร้างขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50 โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 และสามารถเปิดให้ประชาชนเข้าชมเมื่อปี พ.ศ. 2541 ที่แห่งนี้มีอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ 3 อาคาร โดยเริ่มจากอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่แรกซึ่งเป็นอาคารจัดแสดงทั้งพันธุ์ปลาน้ำจืดและน้ำเค็ม ทั้งปลาพันธ์ไทยและต่างประเทศมากกว่า 50 ชนิด ส่วนอาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่สองนั้น จะมีตู้ปลาขนาดใหญ่ สามารถเดินดูดโดยรอบ และยังมีอุโมงค์ความยาว 8.5 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรกของประเทศไทยอยู่ที่นี่อีกด้วย สำหรับหลังที่ 3 ก็จะเป็นที่จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลมากมายหลากหลายชนิด มีตู้ปลาขนาดใหญ่และตู้ปลารูปทรงแปลกตา รวมทั้งอุโมงค์ปลาและบันไดเลื่อนขนาดความยาว 75 เมตร เพื่อให้ได้ศึกษาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งชมปลาฉลามหลากหลายสายพันธุ์ ในหลังนี้ก็จะมีตู้ปลาอีกมากมาย อาทิ ตู้ปลาทรงกระบอก ตู้ปลาทรงกระบอกที่ใหญ่และสูงที่สุดในเมืองไทย ซึ่งมีจัดแสดงปลาบลูแทงค์ เยลโลว์แทงค์ ปลาข้าวเม่าน้ำลึก ปลาโนรี ปลาบลูเดมเซล ปลาตระกรับเหลืองและปลาพยาบาล และบ่อ Touch Pool เป็นบ่อที่ให้ผู้ชมสามารถสัมผัสกับสัตว์น้ำภายใต้คำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด ต่อมาก็มาถึงในส่วนของ “เปิดโลกใต้ทะเล” สัมผัสความสวยงามของปลากระเบนนกขนาดต่างๆ ปลากะพงแดง ปลากะพงเหลืองสายฟ้า ฯลฯ ภายในตู้ปลาสูงกว่า 9 เมตร แล้วก็ยังมีตู้ยักษ์ใต้สมุทร พบกับปลาหมอทะเลขนาดใหญ่ ปลากระเบนท้องน้ำและเต่าทะเลกับอุโมงค์ยาวกว่า 12 เมตร ตู้ปะการังสีฟ้าจากโอกินาวา เราจะเห็นปลาอมไข่ ปลาม้าลาย ปลาโดมิโน ปลานกแก้วเหลือง ปลาการ์ตูนมะเขือเทศ และปลาผีเสื้อชนิดต่าง ๆ และตู้แนวปะการังที่มีปลาสวยงามฝูงใหญ่ เช่น ปลาปักเป้า ปลาผีเสื้อลายตรงตกแต่งด้วยปะการังเทียมชนิดต่าง ๆ ไฮไลท์อยู่ที่อุโมงค์ปลาฉลามเป็นอุโมงค์มีความยาวกว่า 16 เมตร กว้างถึง 6 เมตร นับเป็นอุโมงค์ที่กว้างที่สุดในเอเชีย จัดแสดงฝูงปลาฉลามหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ปลาฉลามเสือทราย ปลาฉลามเสือดาว ปลาฉลามครีบดำและปลาฉลามขี้เซา เป็นต้น รวมทั้งมีตู้สีสันสิมิลัน ตกแต่งด้วยปะการังสีชมพูและกัลปังหาที่สวยงาม ด้านหน้าตู้เป็นรูปโค้งเว้าแบบจอภาพยนตร์ มีปลาชนิดต่าง ๆ สีสันสวยงาม ด้านหน้าของตู้ยังมีเก้าอี้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้พักชม นอกจากนี้ยังมีบ่อจระเข้น้ำจืด พันธุ์ไทยขนาด 1.5 – 4 เมตร ประมาณ 60 ตัวและยังมีการแสดงจระเข้เป็นรอบๆ ให้ได้ชม