sub cate two, sub cate, หมวดหมู่สินค้า 1

สระบุรี

จำนวน 4 แห่ง

พิพิธภัณฑ์กำเนิดตำนานบ้านไร่กาแฟ

2016-01-02 18:51:25

บ้านไร่กาแฟเกิดจากแรงบันดาลใจของกาแฟรูปแบบชาวบ้าน ที่มีการตั้งซุ้ม โต๊ะ ในปั๊มน้ำมันตามเส้นทางทั่วประเทศ ในลักษณะคั่วแล้วชง ซึ่งมีจุดเด่นในรสชาติ และวิธีการในการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์มีการชงแก้วต่อแก้ว ตักกาแฟคั่วใหม่จากโหลที่ปิดฝาสนิท บดสดๆ และชงสดๆ (อันเป็นที่มาของคำว่า กาแฟสด) และนั่นคือ แรงบันดาลใจในการเกิดบ้านไร่กาแฟ ที่มีอาคารกาแฟอันเป็นสัญลักษณ์ และการบริการที่สะอาดสะดวกสบาย สร้างการขายที่เป็นระบบ และเพิ่มแนวทางคิดทางสถาปัตยกรรมพร้อมจัดภูมิทัศน์โดยรอบ เพื่อให้เป็นกาแฟไทยระดับมืออาชีพและได้เริ่มธุรกิจกาแฟ สาขาแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2540 มีการใช้ป้ายร้านค้าและอุปกรณ์เสริมต่างๆ เป็นเอกลักษณ์ เช่น แก้วน้ำ เครื่องแต่งกายพนักงาน รวมถึงของที่ระลึกจากกิจกรรมการสัมมนา และทั้งหมดทำให้เกิดการริเริ่มจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการในแต่ละย่างก้าวของธุรกิจบ้านไร่กาแฟตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีการจัดแสดงชีวประวัติของผู้ก่อตั้ง และบุคคลสำคัญที่มีคุณูปการณ์ต่อการก่อเกิดตำนานบ้านไร่กาแฟรวมทั้งของที่ระลึกต่างๆ ที่แสดงถึงความเป็นบ้านไร่กาแฟอย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑสถาน พระพุทธบาท

2016-01-02 18:59:23

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมเป็นวิหารหลวง หรือวิหาร 16 ห้อง ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในการออกกว่าราชการ และเป็นที่พักของเจ้านายเมื่อตามเสด็จ เมื่อพระกษัตริย์และเจ้านายนำวัตถุมาถวาย ทางวัดจะเก็บไว้ตามศาลาต่างๆ และต่อมาจึงได้รวบรวมวัตถุมาจัดเป็นพิพิธภัณฑสถนานพระพุทธบาท ซึ่งล้วนเป็นศิลปวัตถุที่มีค่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทรงสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เครื่องลายสังคโลกเครื่องทองสำริดโบราณ ศาสตราวุธโบราณ รอบพระพุทธบาทจำลอง รวมถึงยอดมณฑปพระพุทธบาทเก่า พัดยศของพระสมัยต่างๆ และท่อประปาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเรื่องราวประวัติและวิวัฒนาการของศิลปวัตถุสมัยอยุธยาตอนปลาย จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อทางพุทธศาสนาและพระเขี้ยวแก้ว รวมถึงผลงานศิลปะส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมไทย ลายปูนปั้นและไม้แกะสลักอื่นๆ ด้วย

หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน

2016-01-02 19:06:31

ที่มาของหอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี เกิดจากแรงบันดาลใจของอาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ที่ต้องการจะอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน จึงได้เริ่มรวบรวมทั้งสถานที่และสิ่งของมาตั้งแต่ปี 2512 อาทิ เรือนของเจ้าเมืองสระบุรี เรือนของพันตรีหลวงจบกระบวนยุทธ(บิดาของท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร) เรือนของเสือคง โจรเลื่องชื่อในอดีตในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงผ้าทอโบราณ และเรือพื้นบ้าน ที่ใช้ลุ่มน้ำป่าสักและภาคกลางกว่า 20 ลำ โดยใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์เรือลุ่มน้ำป่าสัก” โดยอาจารย์ตั้งใจว่าจะให้เป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนใน สระบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวล้านนาที่ถูกกวาดต้อนอพยพมาจากเมืองเชียงแสน เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว และจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม บ้านพักโฮมเสตย์ โดยนักท่องเที่ยวจะได้กินอาหารพื้นถิ่น ชมการแสดงทางวัฒนธรรมแบบล้านนา นอกจากนี้อาจารย์ยังรวบรวมภูมิปัญญาการแสดงและการละเล่นจากผู้ใหญ่ในชุมชนเพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ ได้สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามนี้ต่อไป ในปี 2536 อาจารย์ได้จัดตั้งชมรมไทยวนสระบุรี ขึ้นเพื่อร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดในเอกลักษณ์ของชาวไทยวนอาทิภาษาหรือวัฒนธรรม ตั้งแต่การแต่งกาย การกินขันโตก ต่อมาในปี 2539 ได้มีโครงการ Thing Earth ของบริษัทสยามกลการ เข้ามาสนับสนุนในการจัดตั้งเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน ต่อเนื่องจนถึงปี 2551 ที่มีโครงการเตรียมจะจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบบูรณาการเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนในอนาคต


พิพิธภัณฑ์เมืองแก่งคอย

2016-01-10 18:02:19

จังหวัดสระบุรี ไม่ได้มีเพียงฟาร์มโคนม หรือเขาใหญ่เท่านั้น แต่ที่อำเภอแก่งคอยแห่งนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์เมืองคอยแก่งให้ได้เข้าชมอยู่ ซึ่งขอบอกว่าด้านในไม่ธรรมดา ไม่ใช่ว่าใช้ระบบดิจิตอลล้ำสมัย แต่ภายในเป็นการออกแบบที่กลมกลืนระหว่างเรื่องราวในอดีตกับความเป็นจริงในยุคปัจจุบันได้ต่างหาก พิพิธภัณฑ์เมืองแก่งคอย ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกับสำนักงานเทศบาลตำบลแก่งคอย ถัดจากที่ว่าการอำเภอแค่เพียงรั้วกั้น อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นตึกสองชั้นขนาดปานกลาง หัวข้างให้สำนักงานเทศบาลท่หันหน้ารับถนน แต่เดิมเคยใช้เป็นตึกงานผลประโยชน์เทศบาลตำบลแก่งคอยตั้งใจสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์เมืองแก่งคอย อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550 โดยมี รศ.นายแพทย์อภิณพ จันทร์วิทัน นายกเทศมนตรีแก่งคอย ในขณะนั้น และนางศุภากร เผ่าพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง ผู้เป็นหลักคิดและดำเนินการพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอาศัยความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรในบังคับบัญชา และได้รับการตรวจสอบแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและสำนักงานพระราชวังนั่นเอง สำหรับภายในพิพิธภัณฑ์นั้นได้มีนิทรรศการแก่งคอยเมืองเก่า เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เมืองแก่งคอยตั้งแต่สมัยทวารวดี ให้เห็นถึงภาพรวมและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุคต่าง ๆ บนแผนที่ตำแหน่งของโบราณสถานที่สำคัญ รวมทั้งประวัติการตั้งเมืองและการโยกย้ายเมืองจนมาถึงเมืองแก่งคอยในปัจจุบัน โดยจัดแสดงเป็นภาพจำลองและวัตถุโบราณจากแหล่งโบราณคดีสำคัญ ต่อมาเป็นการจำลองภาพแกะสลักบนผนังถ้ำ ซึ่งเป็นรูปพระโพธิสัตว์ประทับนั่งห้อยพระบาท มีรูปพระอิศวร อยู่ในถ้ำพระโพธิสัตว์ นอกจากนี้ยังปรากฏรอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” ในรัชกาลที่ 5 บนแผ่นดินของธารน้ำตกใกล้กับถ้ำพระโพธิสัตว์ และที่สำคัญ ถ้ำพระโพธิสัตว์แห่งนี้นั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรและทรงศึกษา เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2531 รวมทั้งมีโซนพระบวรราชวังสีทาและเขาคอกซึ่งเป็นการจัดแสดงแบบจำลองโบราณสถานวังสีทา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐาน บริเวณใกล้เคียงยังมี “เขาคอก” ซึ่งพระองค์ ทรงใช้เป็นชัยภูมิชุมนุมพลราบ พลช้าง พลม้า ใช้เป็นที่ซ้อมรบเพื่อป้องกันข้าศึก และเรื่องราวของผาเสด็จ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ – นครราชสีมา แต่มีอุปสรรคคือ ไม่สามารถระเบิดได้ เมื่อความทราบถึงรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้เสด็จฯ สำรวจด้วยพระองค์เอง และทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” และ “สผ.” หลังจากนั้นการสร้างทางรถไฟก็ประสบความสำเร็จทำให้แก่งคอยเป็นชุมทางรถไฟซึ่งเป็นประตูสู่อีสาน และในบริเวณใกล้เคียงกันยังได้จัดแสดงประวัติความเป็นมาของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดแสดงราชวงศ์จักรีกับเมืองแก่งคอยประวัติศาสตร์เมืองแก่งคอยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเมืองแก่งคอยเป็นเมืองยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นเมืองชุมทางรถไฟเหมาะแก่การขนย้ายผู้คนและสัมภาระอีกด้วย