กิจกรรมของมิวเซียมสยาม

พระนครศรีอยุธยา

จำนวน 6 แห่ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

2015-12-08 11:09:49

ในปีพ.ศ.2499 – 2500 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้พบโบราณวัตถุศิลปวัตถุจำนวนมาก เช่น เครื่องทองคำ พระพุทรูป พระพิมพ์ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุอันล้ำค่าดังกล่าว โดยใช้เงินที่ประชาชนบริจาคและของรับพระพิมพ์ที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการสมนาคุณจึงให้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ว่า “ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติและพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงสถาปนาวัดราชบูรณะเมื่อพ.ศ. 1967 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2513

พระราชวังบางปะอิน

2016-01-02 19:19:39

พระราชวังพงศาวดารครั้งกรุงศรีอยุธยา บอกไว้ว่า พระเจ้าปราสาททองหรือพระศรีสรรเพชญ์ที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นบนเกาะบ้านเลน ในลำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเดิมทีนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นตรงบริเวณเคหะสถานเดิมของพระมารดา และพระราชทานชื่อว่า ‘วัดชุมพลนิกายาราม’ จากนั้นจึงให้ขุดสระน้ำโดยรอบ และสร้างพระราชนิเวศน์สถานขึ้นกลางเกาะ พร้อมกับสร้างพระที่นั่งริมสระ พระราชวังนี้จึงเป็นที่ประพาทสำราญพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงศรีอยุธยามาตลอด และรกรางทรุดโทรมเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา จนได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อถึงรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดที่จะเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินอยู่เสมอ จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่ นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้น ดังปรากฏเห็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงประวัติและวิวัฒนาการ ตลอดจนเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ พระราชวังบางปะอิน รวมถึงผลงานศิลปกรรม ศิลปวัตถุ และสถาปัตยกรรมตามพระราชนิยมด้วย

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์

2016-01-10 09:40:32

อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ดึงดูดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ด้วยอาคารไม้ทรงโบราณ สีฟ้าขาว สวยเกินหน้าเกินตาบรรยากาศที่อยู่รอบด้าน ทำให้เราอยากรู้ถึงที่มาของพิพิธภัณฑ์ของเล่น อันแสนประทับใจแห่งนี้ เรื่องราวเริ่มจากอาจารย์เกริก ยุ้นพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นักวาดภาพประกอบและคนทำหนังสือสำหรับเด็ก เจ้าของผลงานหนังสือภาพจำนวนมาก ท่านคือผู้ริเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ของเล่นแห่งนี้ขึ้น ด้วยความชอบส่วนตัว และความสนใจในของเล่นสำหรับเด็ก ซึ่งครั้งหนึ่งท่านได้เคยมีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้ารับรางวัลนอมา (NOMA) ประจำปี พ.ศ. 2525 แล้วจึงได้แวะเวียนไปชมพิพิธภัณฑ์ของเล่นคีตาฮารา (Kitahara Tin Toy Museum) ซึ่งมีของเล่นจัดแสดงไว้เป็นจำนวนมาก จากนั้นจึงเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความคิดที่อยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ของเล่นขึ้นในเมืองไทยบ้าง จึงเริ่มเก็บสะสมของเล่นทุกประเภทจากทั่วสารทิศมาตลอดระยะเวลา 20 ปี จนเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ตัดสินใจซื้อที่ดินในจังหวัดอยุธยาไว้ แล้วจึงค่อยๆ สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ จนก่อเกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์” เช่นทุกวันนี้ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นแห่งนี้ บรรจุภายในเต็มไปด้วยของสะสมและรวบรวมของเล่นระดับโลกไว้มากมาย บางชิ้นเป็นของเล่นที่มีอายุนับร้อยๆ ปี หรือจะเป็นของเล่นยุคปัจจุบัน ของเล่นไทย ของเล่นจากต่างประเทศ ของเล่นสังกะสีก็ได้ถูกจัดแบ่งไว้คอยต้อนรับผู้ที่สนใจอย่างละลานตา เริ่มต้นชั้น 1 จะถูกจัดให้เป็นของเล่นไทยยุคเก่าในสมัยสุโขทัย อยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ มีทั้งตุ๊กตาดินเผา กระปุกออมสินดินเผา เครื่องแก้ว เครื่องดนตรีโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ และอื่นๆ อีกมากมายที่หาชมได้ยาก ส่วนชั้น 2 จะมีของเล่นเก่าจากทั่วโลก ทั้งตุ๊กตาเซลลูลอยด์อายุหลายร้อยปี ของเล่นสังกะสีรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีกลไก เรื่อยมาจนถึงที่มีลาน มีแบตเตอรี่ แม้กระทั่งของเล่นไม้รูปแบบต่าง ๆ และของเล่นพลาสติก รวมถึงของเล่นที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกยุคสมัยก็มี เรียกว่าที่นี่ได้รวบรวมเอาของเล่นของเด็กทุกเพศทุกวัยจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่น่าพลาดและควรหาโอกาสไปเยี่ยมชมด้วยตัวเองสักครั้ง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารให้นั่งกินหลังจากการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย


สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดวังปลา

2016-01-10 09:45:10

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ริเริ่มขึ้นจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ตำบลช้างใหญ่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อมุ่งฝึกอาชีพเกี่ยวกับงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ ให้แก่กลุ่มแม่บ้านและเกษตรกร ซึ่งส่วนหนึ่งของศูนย์ศิลปาชีพได้ถูกจัดให้เป็นสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดวังปลา อันเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจทั่วไป โดยกรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสร้างถวายเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามิ่งมงคลในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 60 พรรษา เมื่อเดินเข้าด้านในวังปลา ก็จะเจอกับมีตู้กระจกขนาดใหญ่มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว มีขนาดความจุประมาณ 1,400 ตัน ผนังโดยรอบบุด้วยกระจกใส ทำทางลาดเอียงจากผิวน้ำสู่ก้นถัง ซึ่งจะทำให้เราสามารถเห็นทัศนียภาพจากผิวน้ำถึงก้นถังได้เต็มตา ส่วนอีกตู้หนึ่ง จะมีขนาดเล็กกว่า เป็นรูปทรงกลมขนาดความจุประมาณ 600 ตัน ผนังโดยรอบเป็นกระจก ภายในตู้จะแสดงให้เห็นถึงการอยู่อาศัยร่วมกันของปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ ที่เป็นปลาพื้นเมืองของไทย และบริเวณผนังอาคาร ก็ยังประดับด้วยตู้ปลาขนาดเล็กอีกมากมาย ให้เราได้เดินชมเพลิน ๆ ซึ่งเป็นอีกจุด ที่สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับโลกใต้น้ำดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น รวมทั้งมีการจัดแสดงเรื่องราวของเครื่องมือประมงพื้นเมืองนานาชนิด และภาพเขียนปลาไทยพร้อมคำบรรยายให้เราได้ชมเพิ่มเติม และยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะอีกส่วนหนึ่งของอาคารจัดแสดง ยังได้มีการจัดให้เป็นจุดแสดงนิทรรศการทางวิชาการ เพื่อให้ข้อมูลทั้งในรูปของภาพและเนื้อหาการบรรยาย สำหรับผู้เข้าชมและบุคคลทั่วไปด้วย แถมท้ายด้วยบริเวณจัดแสดงสวนนก ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ส่วนนี้จะเป็นส่วนของสวนนกที่ได้รวบรวมพันธุ์นกหลากหลายชนิดเอาไว้ด้วยกัน ภายในกรงขนาดใหญ่ 2 กรง ซึ่งมีนักอาศัยอยู่มากกว่า 30 ชนิด ทั้งนกที่พบได้ในท้องถิ่นและนกที่จัดเป็นชนิดหาชมยาก พร้อมทั้งมีการจัดสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติใกล้ๆ กัน ก็ยังมีกรงของสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ให้ชมไปด้วยกันอย่างเพลิดเพลิน

หมู่บ้านญี่ปุ่น

2016-01-10 09:49:02

ย้อนกลับไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ ณ ขณะนั้นได้มีการค้าขายกับชาวต่างชาติหลายชาติมาก รวมทั้งค้าขายกับชาวญี่ปุ่น โดยสินค้าที่พ่อค้าสำเภาญี่ปุ่นซื้อจากไทยได้แก่ ไม้ฝาง สินค้าของป่า เช่น ไม้กฤษณา หนังกวาง หนังปลาฉลาม หนังวัว เป็นต้น ส่วนสินค้าที่กรุงศรีอยุธยาซื้อจากญี่ปุ่นได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากทองแดง ขวด ยาหม้อ ตะเกียง กระดาษ รวมทั้งอาหารแห้งสำหรับชนชั้นสูง หูปลาฉลาม ปลาแห้ง สาหร่าย เกาลัด เหล้า และใบชา จนกระทั่งได้มีกลุ่มชาวญี่ปุ่นมาตั้งหลักแหล่งในกรุงศรีอยุธยาบริเวณรอบนอกเกาะเมืองเป็นชุมชนราว 1,000 – 1,500 คน ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าแผ่นดินไทยแล้ว ทำให้มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนต้องมีหัวหน้าปกครองในกลุ่มเป็นผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งที่ชื่อว่านากามาซะ ยามาดะ และแล้วเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ออกญาเสนาภิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น รับราชการในเวลาต่อมา จนกระทั่งเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2173 เขาถึงแก่กรรมและหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยาก็ถูกเผาทำลาย และแล้วสมาคมไทย – ญี่ปุ่น ก็ได้จัดสร้างหมู่บ้านญี่ปุ่นแห่งนี้ขึ้นเพื่ออนุรักษ์และปรับปรุงให้เป็นอนุสรณ์แห่งหมู่บ้านญี่ปุ่นเดิมนั่นเอง จึงทำให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเห็นและรู้ความมีตัวตนของหมู่บ้านนี้อย่างแท้จริง ภายในอาคาร มีการแบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็นหลายส่วน อาทิ ห้องวีดีทัศน์ นำเสนอภาพรวมของพระนครศรีอยุธยา โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ทั้งไทยและญี่ปุ่น แผนที่เดินเรือมายังกรุงศรีอยุธยา แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศความรุ่งเรืองของพระนครศรีอยุธยา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ห้องจัดแสดงที่จำลองใต้ท้องเรือขนสินค้านำเข้าและส่งออกในสมัยอยุธยา เช่น ไม้กฤษณา หนังกวาง หนังปลาฉลาม หนังวัว หนังกระเบน และดินปืน เป็นต้น เรื่องราวของชุมชนชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยา ให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตการเข้ามาในอยุธยา ศาสนา และเกร็ดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยชนชาตินั้นๆ เรื่องราวของชุมชนชาวญี่ปุ่นในพระนครศรีอยุธยา นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการเข้ามาของคนญี่ปุ่นในอยุธยา วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาชีพ ศาสนา รวมทั้งการลดจำนวนของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสืบเนื่องจากการปิดประเทศญี่ปุ่นในรูปแบบของแอนิเมชั่นลำดับเหตุการณ์ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น แสดงด้วยตารางลำดับเหตุการณ์เปรียบเทียบเหตุการณ์โลก ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 คราวตั้งอาณาจักรอยุธยาถึงปัจจุบันห้อง e-book และเรือโบราณจำลอง จัดแสดงแบบจำลองเรือโบราณที่มีหลักฐานว่าเข้ามาติดต่อกับพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีสวนและศาลาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสวนที่จัดแบ่งรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อระลึกถึงวิถีชีวิตและชาวญี่ปุ่นที่ได้เคยมีโอกาสเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสยามประเทศ

ศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยา

2016-01-10 09:55:21

ศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยา ได้มีการดัดแปลงศาลากลางจังหวัดหลังเก่าสูง 3 ชั้น เป็นรูปคล้ายตัว (T) ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2484 ให้กลายมาเป็นหอนิทรรศการประวัติศาสตร์อยุธยา โดยภายนอกยังคงรูปแบบเดิมไว้ และบริเวณด้านหน้าของอาคาร ก็มีรูปปั้นกษัตริย์และวีรกษัตริย์สำคัญสมัยอยุธยา 6 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระสุริโยทัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณด้านใน จะพบกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เปิดให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว สำหรับชั้นที่ 2 เป็นหอนิทรรศการประวัติศาสตร์อยุธยา จัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ การจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ โซนอยุธยา มรดกโลก จัดแสดงภูมิศาสตร์ที่ตั้งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนที่ผังเมืองอยุธยาทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและปัจจุบัน โซนท่องเที่ยวเมืองอยุธยา โซนศิลปกรรมล้ำค่าแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นห้องที่จัดแสดงภาพจำลองของวัดวาอารามและพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเป็นราชธานี และแสดงภาพกรุเครื่องทองที่พบภายในวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ ปัจจุบันเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา หรือเข้าชมวีดีทัศน์แนะนำเส้นทางไหว้พระ 9 วัดได้อีกด้วย และยังมีเรื่องราวแสดงถึง วิถีชาวกรุงเก่าอารยธรรมชาวน้ำ มีการแสดงรูปเรือในแบบต่าง ๆ และยังมีโซนที่จัดแสดงบรรยากาศตลาดบกและตลาดน้ำ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงร้านขายกาแฟและร้านขายของชำให้ได้สัมผัสถึงบรรยากาศของความเป็นอยุธยาอย่างแท้จริง