ชุดเสือป่า

นครราชสีมา

จำนวน 7 แห่ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

2015-12-11 11:34:13

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศส ผ่านองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) บูรณะปราสาทพิมายจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงเก็บรวมรวมโบราณวัตถุจากการขุดแต่งบูรณะปราสาทพิมาย การขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน และการขุดค้นทางโบราณคดี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษมาจัดแสดง พร้อมทั้งจัดทำป้ายคำบรรยายโบราณวัตถุ ณ หน่วยศิลปากรที่ ๖ ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาขาประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กรมศิลปากรได้แบ่งส่วนราชการภายในใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา กรมสิลปากร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมศิลปากรได้พัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการพิพิธภัณฑสถานวิทยา โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว ก่อสร้างอาคาร ๓ หลังเชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุและปรับปรุงภูมิทัศน์ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย แห่งนี้นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงถูกต้องตามหลักวิชาการและได้มาตรฐานสากลแห่งหนึ่งในประเทศไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

2015-12-13 18:09:46

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถือกำเนิดจากการรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อดีตพระเถระสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธิจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยพระองค์ได้สะสมโบราณศิลปวัตถุจากจังหวัดต่างๆ ต่อมา ท่านได้มอบสิ่งของให้กับกรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนผู้สนใจชม ในพ.ศ.2497 กรมศิลปากรได้สร้างอาคารชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ขึ้น หลัง ภายในพื้นที่ของวัดสุทธจินดา จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นซึ่งนอกจากจะจัดแสดงของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์รวบรวมไว้แต่เดิมแล้ว ยังจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดี โบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งสิ่งของที่ประชาชนบริจาคให้เพิ่มเติมในภายหลังด้วย และตั้งชื่อพิพิธภัณฑสถานฯ ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ริเริ่มก่อตั้งว่า ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์’

สวนสัตว์นครราชสีมา

2015-12-14 23:07:12

ซาฟารีเมืองไทย ศูนย์รวมสัตว์จากแอฟริกาที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 545 ไร่ ห่างจากตัวเมืองโคราชเพียง 13 กิโลเมตร เป็นที่ราบดินลูกรัง มีการปรับพื้นที่เป็นลูกคลื่นทำให้มองดูคล้ายทุ่งหญ้าสะวันนา สวนสัตว์นครราชสีมา ถือเป็นสวนสัตว์ที่มีความทันสมัย และการจัดการที่ได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียภายในจัดแสดงสัตว์ป่าที่หาชมยาก อาทิ นกฟลามิงโก, ช้างแอฟริกา, เสือดา, อูฐ,นกตะกรุม, แมวน้ำ,ความป่าแอฟริกา,ม้าแคระ,แรด,เม่น, และเหี้ยดำหนึ่งใน 8 ตัวในเมืองไทย สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ฯลฯ นอกจากบรรยากาศที่เหมาะสมกับการพักผ่อนหย่อนใจ ในลักษณะของการจัดปิกนิก รับประทานอาหาร เดินเล่น หรือพักผ่อนใต้ร่มไม้ บนสนามหญ้าโล่งกว้าง รายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ แล้ว ยังมีอุทยานสัตว์โลกล้านปี ที่ออกแบบตกแต่งคล้ายกับดินแดนย้อนยุคภายในพื้นที่จัดสร้างหุ่นจำลองไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆขนาดใกล้เคียงของจริงกว่า 20 ชนิด มีทั้งประเภทพืชที่เราคุ้นเคยอย่างเจ้าสูงใหญ่ คอยาวรูปร่างใหญ่ยักษ์ ‘บราคิโอซอรัส’ และประเภทกินเนื้อที่ดุร้ายอย่าง ‘ไนรันโนซอรัส’ รวมถึงอาคารสัตว์เลื้อยคลานที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนจัดแสดงชนิดงูต่างๆ ทั้งมีพิษและไม่มีพิษขนาดเล็กกว่าดินสอไปจนพี่ใหญ่อย่างงูหลามและงูเหลือม โดยเฉพาะงูหลามทอง สัตว์แปลกหายาก และเชื่องสามารถนำมาพาดคอถ่ายรูปได้หรือจูจงอาง (King Cobra) ซึ่งยาวเกือบ 5 เมตร กินงูสดๆทั้งตัวเป็นอาหาร นอกจากนี้ ยังมีสวนหย่อมลักษณะโอเอซีส (Oasis) ที่จัดตกแต่งด้วยต้นไม้ใบหญ้า แหล่งน้ำสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อยคลานอีกประเภทหนึ่ง คือ กลุ่มของอีกัวนา ตะกวด เหี้ย ตุ๊ดตู่ เป็นต้น หนึ่งใน 8 ‘เหี้ยดำ’ ที่ยังหลงเหลือในเมืองไทย ‘เหี้ยดำ’ เป็นสัตว์เลื้อยคลานตระกูลเหี้ย จำพวกเดียวกับตัวเงินตัวทอง หรือเหี้ยธรรมดา ตะกวดเห่าช้าง และตุ๊ดตู่ ‘เหี้ยดำ’ มีลักษณะลำตัวสีดำด้านไม่มีจุด ท้องสีเทาเข้ม ลิ้นสีเทาม่วง ตัวเมียจะมีขนาดตัวโตกว่าตัวผู้มาก แต่ก็ถือว่าขนาดยังเล็กกว่าเหี้ยธรรมดาหรือตัวเงินตัวทอง รวมถึงตรงที่ลำตัวจะมีสีดำล้วน ในขณะที่เหี้ยธรรมดาจะมีสีดำและมีลายสีเหลืองพาดลำตัว ‘เหี้ยดำ’ หาดูได้ยากในประเทศไทย โดยจะพบได้เฉพาะบริเวณชายทะเล ตั้งแต่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย


อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ

2015-12-15 13:27:24

ซากช้างโบราณ จากการค้นพบ ‘ซากฟอสซิลของช้าง’ ทำให้รู้ว่า บรรพบุรุษของช้างมีขนาดเท่ากับหมู รูปร่างหน้าตาคล้ายกับฮิปโปโปแตมัส สูงแค่ 70 เซนติเมตร หนักประมาณ 180 กิโลกรัม เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน เคยมีชีวิตอยู่ในแถบประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 50-35 ล้านปีมาแล้ว ก่อนจะมีวิวัฒนาการต่อมาอีหลายสิบล้านปี เป็นช้างสายพันธุ์ต่างๆ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แบ่งฟอสซิลช้างที่ค้นพบทั่วโลกได้ถึง 38 สกุล จำนวน 162 ชนิด ประเทศไทยมีการค้นพบซากช้างโบราณแล้วหลายครั้ง ราว 50 ปีก่อนมีการขุดรากสะพานเดชาชาติวงศ์ ข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ทำให้พบฟอสซิลช้างโบรณด้วยความบังเอิญ จำนวน 6 ชิ้น และส่งชิ้นส่วนของฟอสซิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่ประเทศอังกฤษ พบว่าเป็นกระดูกช้างพันธุ์ Stegodon insignis อายุประมาณ 2,000,000 – 10,000 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของไทยอย่างมาก หลังจากนั้น มีการค้นพบฟอสซิลช้างอีกหลายแห่ง เช่น ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์ ในจังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา พบงาช้างโบราณอายุประมาณ 14-17 ล้านปี หรือการค้นพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์ในบ่อทรายที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ค้นพบฟอสซิล ซากหลากหลายชนิด และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย และในโลก เป็นที่มาของ ‘อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ’ สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2545 เพื่อทำการรวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์ช้างโบราณ ภายในจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ ประวัติการพบซากช้างโบราณในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ,ช้างโบราณของโลกบางสกุล,วิวัฒนาการของช้าง,ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายของช้างโบราณ,เอปโคราช หรือซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราช,แหล่งที่พบเอปโคราช และการพัฒนาการของช้างบรรพบุรุษของช้าง รวมถึงตู้แสดงซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รู้หรือไม่ ฟอสซิลเอปโคราช หรือชื่อทั่วไป ‘เอปโคราช’ (KKhorat Ape) มีอายุทางธรณีวิทยา ไมโอซีนตอนปลาย หรือ 9-7 ล้านปี ถือเป็นเอปสายพันธุ์ใหม่ของโลก มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเอปขนาดใหญ่สายพันธุ์รังอุตังชนิดใหม่ของโลก มีกรามหนามา ลักษณะ รูปร่างขนาดของฟันและความย่นของเคลือบฟันคล้ายลิงอุรังอุตังในปัจจุบันและมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่เหมือนกันคือไม่พบรอยกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดปิดปากใต้กรามส่วนหน้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวได้พัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้องสื่อสานกันในกลุ่มลิงอุรังอุตัง ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า แต่ฟันกรามซี่ในสุดมีขนาดใหญ่กว่าลิงอุรังอุตังปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบันและมนุษย์ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในเอปชนิดอื่น จากการศึกษาขนาดฟันของฟอสซิลดังกล่าวทำให้ทราบว่า เอปโคราชมีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน น้ำหนักตัวประมาณ 70-80 กิโลกรัม

พิพิธภัณฑ์ ไม้กลายเป็นหิน และทรัพยากรธรณี

2015-12-16 16:07:46

ไม้กลายเป็นหินอัญมณี (Opallized Wood) สิ่งมหัศจรรย์ของเมืองโคราช อายุกว่า 800,000 ปีความยาวประมาณ 2 เมตร เนื้อไม้ที่กลายเป็นผลึกคล้ายอัญมณีตลอดทั่วทั้งลำต้น ถูกจัดอยู่ในสวน ‘พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน’ ไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งรวบรวมเอาไม้กลายเป็นหินนับร้อยชิ้น อายุกว่า 8 แสนปี -320 ล้านปีมาจัดแสดงไว้ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีนอกจากไม้กายเป็นหินอัญมณียังมี ‘พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์’ ซึ่งจัดแสดงฟอสซิลช้างที่พบในโคราชถึง 9 สกุล จาก 42 สกุล ทั่วโลกอายุเก่ากว่าแก่กว่าช้างแมมมอธของไซบีเรียและอเมริกาเหนือ และที่พลาดไม่ได้ คือ ช้างสี่งา และช้างงาจอบ ช้างงาเสียมที่มีอายุกว่า 5-16 ล้านปี สุดท้ายคือ ‘พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์’ ที่จัดแสดงไดโนเสาร์โคราช 6 สายพันธุ์ อายุกว่า 100 ล้านปี เช่น อิกัวโนดอน สยามโมไทรันนัส ฯลฯ แลสนุกไปกับภาพเคลื่อนไหวของไดโดนเสาร์กินเนื้อจอมโหดปะทะกับอิกัวโนดอนใจเด็ดที่จะกระโดดข้ามหัวผู้ชมไปมาในห้องฉายวีดีทัศน์ที่สร้างด้วยเทคนิควีดีโอแอนิเมชั่น ฉายรอบทิศทางบนผนังโค้ง 360 องศา

พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ

2016-01-10 01:33:34

ด้วยแรงศรัทธาในหลวงพ่อคูณ ทำให้เราเลือกเดินทางมายังวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา นอกจากตั้งใจที่จะมาทำบุญ เข้าวัดเข้าวาอย่างที่ทำเป็นประจำแล้ว ในครั้งนี้เราได้พาครอบครัวมากราบไหว้ขอพร และเดินชมพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ซึ่งได้จารึกตำนานของหลวงพ่อคูณ เพื่อเป็นแบบอย่างให้สาธุชนได้เจริญรอบตามปณิธานแห่งทาน บารมีของหลวงพ่อคูณให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน ความยิ่งใหญ่ของอุทยานธรรม วัดบ้านไร่ หาคำบรรยายได้ยาก ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพียงเพราะแรงศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อคูณ ตั้งแต่ก้าวลงรถกระทั่งเรากลับขึ้นรถ ทุกอย่างสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจในทุก ๆ ส่วนของพื้นที่ โดยเฉพาะวิหารเทพวิทยาคม วิหารกลางน้ำที่ยิ่งใหญ่อลังการ เราเลือกที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก่อน เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่จอดรถและสวนป่า ลานปฏิบัติธรรม พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ส่วนอื่น มีระฆังใบใหญ่ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นเดิมคือศาลาการเปรียญหลังเก่า ที่ถ้าใครเคยมาเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ก็เป็นสถานที่ที่หลวงพ่อคูณใช้เป็นสถานที่ทั้งตอกตระกรุด ทำน้ำมนต์นั่นเอง และทันทีที่เราเปิดประตูเข้าไปด้านใน เราจะพบเห็นข้อความ “ยิ่งเอามันยิ่งอด ยิ่งให้หมดมันยิ่งได้” บนบอร์ดกราฟิกใสตั้งอยู่ตรงหน้าอย่างเป็นสง่าและชวนให้ขบคิด และในแต่ละโซนก็จะมีนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์นำชมพิพิธภัณฑ์ให้กับเรา พิพิธภัณฑ์นี้มี 2 ชั้น แต่ละชั้นก็มีโซนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เริ่มจากชั้นที่ 1 โซนแรกจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อคูณท่านั่งยอง ๆ ขนาดเท่าจริงที่มีผู้สร้างนำมาถวาย ริมฝาผนังมีภาพจิตรกรรมแสดงภาพประชาชนจากภาคต่าง ๆ มากราบนมัสการหลวงพ่อ มีบอร์ดกราฟิกเรื่อง เอกลักษณ์หลวงพ่อคูณ อาทิ การนั่งยอง รับปัจจัยใบเดียว เหยียบโฉนด เคาะหัว วัตถุมงคล เป็นต้น และโซนสุดท้าย ซึ่งเป็นตู้จัดแสดงสิ่งของที่มีผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายหลวงพ่อภายใต้หัวข้อ “กูทำดี เขาจึงให้ของดีแก่กู” สิ่งของทั้งหมดที่อยู่ในตู้ประกอบด้วย เครื่องเบญจรงค์ เครื่องมุก ตู้พระธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ของส่วนใหญ่หลวงพ่อคูณยกให้คนอื่นไปหมดแล้ว ชั้นที่ 2 ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะโซนที่เป็นเรื่องราวของหลวงพ่อคูณหลังจากกลับธุดงค์ท่านได้พัฒนาวัดบ้านไร่ จัดแสดงหุ่นจำลองย่อส่วน 4 เหตุการณ์ ได้แก่ หลวงพ่อคูณสร้างโบสถ์ไม้เพื่อใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจของพระลูกวัด หลวงพ่อคูณนำชาวบ้านขุดสระน้ำเพื่อเป็นที่เก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง มหาทานบารมีทวีคูณ รวมทั้งโซนที่แสดงงานกราฟิกบนประติมากรรมต้นไม้แห่งทานบารมี ด้วยเงินจำนวสนมากมายที่หลวงพ่อคูณได้บริจาคไปให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เป็นประโยชน์ และสร้างความเจริญแก่สังคม ทั้งยังมีวีดีทัศน์ประมวลภาพ 3 เรื่อง เรื่องแรก เป็นเสียงหลวงพ่อคูณที่ได้พูดถึงหลักการบริจาคทานที่ท่านยึดถือ คือ เวลามีผู้นำปัจจัยมาถวาย หลวงพ่อคูณจะถือว่า เขามาฝากให้ท่านทำบุญต่อ ไม่ได้ให้ท่านเก็บไว้ ท่านจึงต้องบริจาคให้หมด ยังมีอีกหลายโซนที่ยังไม่ได้กล่าว เพราะเยอะมาก แต่ละโซนก็มีความน่าสนใจและมีรายละเอียดค่อนข้างมาก โดยก่อนกลับไม่ลืมที่จะไปแลกเหรียญไว้หยอดตู้หยอดเหรียญที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกเป็นสิริมงคลรายได้ทั้งหมดใช้ในการบำรุงกิจการของพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณอีกด้วย


พิพิธภัณฑ์เกวียน

2016-01-10 01:40:54

จำได้ว่าเคยแวะไปที่ด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อแวะไปชมการทำภาชนะดินเผาและยังซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านแต่ไม่รู้เลยว่าใกล้ ๆ กับร้านดินดำมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอยู่ เพราะว่ามันตั้งอยู่ในบ้านพักอาศัยของอาจารย์วิโรฒและอาจารย์เปรมจิต ศรีสุโร นั่นเอง แต่ในครั้งนี้เมื่อเรามีข้อมูล เราจึงโทรศัพท์เข้าไปแจ้งอาจารย์ว่า เราตั้งใจจะเข้าไปชม “เกวียน” ที่อยู่ด้านใน เพราะทราบมาว่ามีให้เราชมเยอะมาก และแต่ชิ้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก พิพิธภัณฑ์เกวียนก่อตั้งขึ้นโดยทุนส่วนตัวของอาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม อาจารย์วิโรฒมีถิ่นกำเนิดที่ภาคใต้ แต่มีความสนใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสาน อาจารย์ได้เก็บสะสมเกวียนตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในครั้งนั้นท่านได้ทำงานพิเศษ เมื่อได้เงินมาจึงแบ่งส่วนหนึ่งมาซื้อเกวียนลำแรก จากนั้นมาจึงมีการสะสมเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านและเกวียนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีเกวียนจำนวนกว่า 60 เล่ม โดยเป็นเกวียนที่มาจากหลายพื้นที่ หลายภูมิภาค ซึ่งมีคุณลักษณะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม การใช้งาน และสภาพภูมิประเทศ เมื่อเราเข้าไปด้านในบริเวณบ้าน ที่นี่ทำพิพิธภัณฑ์แบบกลางแจ้ง แต่ก็มีอาคารเพิงไม้หลายหลัง เพื่อเก็บเกวียน และได้แบ่งเพิงที่เก็บเกวียนเป็นตามแต่ละภูมิภาคสำหรับการจัดแสดง โดยมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามการใช้งาน อาทิ เพิงเกวียนภาคกลางแบ่งออกได้ 8 รูปแบบ เกวียนรอยต่อพระนครศรีอยุธยาต่อกับสระบุรี มีลักษณะหัวโค้งงอนสูงใหญ่ สง่างามกว่าชนิดอื่น เกวียนควายใหญ่สุพรรณบุรี หรือเพิงเกวียนอีสานตอนล่าง ที่มีการแกะสลักลวดลาย มีประทุนที่สานอย่างประณีต สามารถกันแดดกันฝนได้ดี และยังได้เห็นเกวียนโคราชที่มี 2 รูปแบบ คือ เกวียนขนอนและเกวียนสาลี่ เกวียนสาลี่มีตัวเกวียนเตี้ย เหมาะกับการบรรทุกไม้หรือของหนัก เป็นต้น เราเดินชมให้ครบทุกเพิงทุกภาค ก็ทำให้เรารู้สึกว่า เราเห็นคนเมืองไม่เคยเห็นไม่เคยรู้เลยว่าเกวียนที่ใช้ในสมัยก่อน มันมีความแตกต่างกันด้วย คิดว่าเป็นเกวียนที่ใช้บรรทุกเหมือนกันหมดทุกที่จริง ๆ แล้วหากเป็นไปได้เยาวชนรุ่นหลังควรที่จะมาชมเกวียนที่พิพิธภัณฑ์จะไม่มีให้ได้เห็นกันอีก หากเวลาล่วงเลยผ่านไปจนหลายคนหลงลืม