สงคราม

นครปฐม

จำนวน 8 แห่ง

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

2016-01-21 10:20:45

หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้เลือกอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุงศรีของพี่น้องตระกูล ‘วสุวัต’ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญของประเทศ เป็นต้นแบบในการสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากเป็นอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นอาคารที่มีความงดงามสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งเข้ารับราชการอยู่ในกรมศิลปกร ก่อสร้างสำเร็จและเปิดใช้เมื่อพ.ศ.2478 อยู่กลางทุ่งบางกะปิ ริมถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ ซึ่งต่อมาคือบริเวณปากซอยอโศก ถนนสุขุมวิท พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของประเทศไทย เช่น พระเจ้าบรมวงศ์หรือรัตน์ เปสตันยี ประวัติและวิวัฒนาการ หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย การละเล่น หนังตะลุง หนังใหญ่ ถ้ำมอง การกำเนิด ภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงมุมมองของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน ผลงานศิลปะ จัดแสดงภาพ โปสเตอร์ ใบปิดหนังและแผ่นเสียงภาพยนตร์ในยุคเก่า เทคโนโลยีและจักรกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ วิวัฒนาการของเครื่องมือต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์ไทยในรอบร้อยปี โดยจัดแสดงด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพเขียน หุ่นจำลอง เสียง วัตถุสิ่งของ วีดีทัศน์ โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับมหรสพของไทยที่มีมาก่อน- ภาพยนตร์ ควบคู่ ไปกับการละเล่นของชาวตะวันตก เช่น ตะเกียงวิเศษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นถ้ำมอง เรื่อยมาจนถึงเรื่องคนไทยที่ได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรกคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกรุงเบริ์น เมื่อ พ.ศ.2440, การฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในสยามเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440, คนไทยถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถม ถวัลย์วงศ์ พ.ศ.2433, การจัดตั้งโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกคือโรงหนังญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2448 เป็นต้น หอเกียรติยศ จัดตกแต่งเป็นฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่สำคัญ เช่น เรื่องโรงแรมนรก,แม่นาคพระโขนง,กล่อง,ตลก 69,หุ่นมิตร ชัยบัญชา ในฉากสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น รวมถึงส่วนของนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวขั้นตอนต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

2015-12-08 11:40:40

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเกิดจากแรงดลใจของผู้สร้างสรรค์กลุ่มหนึ่ง นำโดยอาจารย์ดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ซึ่งต้องการส่งเสริม เผยแพร่ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีไทย อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของเยาวชนในการสร้างสรรค์หุ่นขี้ผึ้งไทยตามแบบของมาดามทูโซ แต่การดำเนินงานสร้างหุ่นขี้ผึ้งต้องประสบปัญหามากมาย เช่น สภาวะอากาศของประเทศไทยไม่เหมาะสมกับการสร้างหุ่นขี้ผึ้ง เนื่องจากมีอุณหภูมิร้อน ความชื้นสูง รวมทั้งมีฝุ่นละอองมาก จึงได้รับการพยายามคิดค้นหาวัสดุอื่นที่จะนำมาใช้แทนขี้ผึ้ง กระทั้งค้นพบว่า ‘ไฟเบอร์กลาส’ มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะมีความคงทนถาวรมาก รวมทั้งให้ความรู้สึกนุ่มนวลสวยงามมากกว่าขี้ผึ้ง หุ่นขึ้ผึ้งไฟเบอร์กลาสรูปแรก คือหุ่นขึ้ผึ้งรูปพระราชสังวราภิมณฑ์(หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ และมีหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญต่างๆ อีกมากมาย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์

2015-12-16 10:01:58

‘พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี’ ประติมากรรมรูปแบบพิเศษที่พบเฉพาะในศิลปะทวารวดี สลักเป็นภาพพระพุทธเจ้านูนสูงประทับเหนือสัตว์พาหนะลูกผสมที่เรียกกันต่อๆมาว่า ‘พนัสบดี’ เชื่อกันว่าเป็นภาครวมของสัตว์พาหนะของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูคือมีปีกอย่างหงส์ ซึ่งเป็นพาหนะของพระพรหม มีหูและเขาอย่างโคซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ และมีปากอย่างครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ โดยเหตุผลของการสร้างประติมากรรมทางธรรมชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของพุทธศาสนาต่อศาสนาฮินดู นักวิชาการบางท่านให้ข้อสังเกตว่า ลักษณะของพนัสบดีนี้คล้ายคลึงกับที่ปรากฏในศิลปะแถบอรัฐประเทศของอินเดีย และอาจเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่าพระพุทธองค์ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่มวลสรรพสัตว์ก็เป็นได้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประปฐมเจดีย์ บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ด้านทิศใต้ มีอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น เก็บรักษาโบราณวัตถุที่เดิมที่เก็บรักษาไว้ที่ระเบียงคตรอบองค์พระปฐมเจดีย์ กระทั้งในพ.ศ.2454 จึงได้เคลื่อนย้ายไปไว้ในวิหารตรงกันข้ามพระอุโบสถ และถูกเรียกว่า ‘พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน’ กระทั่งในพ.ศ.2477 ได้ยกฐานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในความดูแลของกรมศิลปากร


พระราชวังสนามจันทร์

2016-05-25 16:43:42

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แปรพระราชฐานไปประทับที่นครปฐมบ่อยครั้ง ทำให้ทรงคุ้นเคยกับภูมิประเทศของเมืองนครปฐม และบริเวณใกล้เคียง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ ดำเนินการก่อสร้างพระราชวังสนามจันทร์ ขึ้นเมื่อปี 2450 ไว้เป็นที่มั่น เพื่อเตรียมพร้อมรับวิกฤตการณ์ของประเทศ อันอาจเกิดขึ้นเนื่องจากพระองค์ทรงระลึกถึงเหตุการณ์ ร.ศ.112 เมื่อ 13 กรกฎาคม 2436 ที่ฝรั่งเศสนำเรือรบ 2 ลำ รุกล้ำอธิปไตยของไทย บริเวณพื้นที่ดินดอนของนครปฐมนี้จึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม สามารถใช้เป็นค่ายหลวงสำหรับประชุม ซ้อมรบเสือป่า และเพื่อแปรพระราชฐานไปประทับพักผ่อนพระอิริยาบถได้ พระราชวังสนามจันทร์ ประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ โดยหมู่พระที่นั่งนั้นประกอบด้วย พระที่นั่ง 4 องค์ ที่ออกแบบให้มีทางเดินเชื่อมต่อถึงกัน อันได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี พระที่นั่งวัชรีรมยา และพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ มาที่นี่ต้องดู! ห้องพระเจ้า หอพระประจำพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นผู้ออกแบบ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระเศวตฉัตรกั้นเหนือพระพุทธรูปและมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นภาพเทพพนมแต่งตัว ตามแบบเทวดาและมนุษย์ที่ปรากฏในชิ้นศิลาต่างๆ ที่ขุดได้ในบริเวณใกล้พระปฐมเจดีย์ ที่เขียนขึ้นที่นี่ก่อนจะนำไปเขียนที่ผนังพระวิหารหลวง และภาพดังกล่าวได้ปรากฏอยู่ ณ สถานที่ทั้งสองตราบจนปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์ เดอ ลา มอตต์

2016-01-02 21:11:26

พิพิธภัณฑ์นี้ได้รวบรวมศาสนวัตถุ และข้าวของเครื่องใช้ของมิชชันนารีในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการริเริ่มของคุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย รวมไปถึงเรื่องราวต่างๆ ของศาสนจักรทั่วโลก โดยแบ่งการจัดแสดงนิทรรศการออกเป็นเรื่องต่างๆ ทั้งชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนจักรคาทอลิกของไทย ประวัติศาสตร์ ของพระศาสนจักรในประเทศไทย รวมไปถึงของใช้ของมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในสยามเมื่อครั้งอดีตและมีการจัดพระแท่นจำลองสำหรับถวายบูชามิสซา ทั้งแบบก่อนและหลังสังคายานาวาติกันครั้งที่สอง เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความหมายของเทวศาสตร์และการสืบต่อของวัฒนธรรมรวมถึงแสดงเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องใช้ทางพิธีกรรมอื่นๆ ให้ผู้ชมได้รู้ถึงแก่นแห่งคริสต์ศาสนาอย่างแท้จริง มาที่นี่ต้องดู! เชิงเทียนพระราชทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงอนุโมทนาความกตัญญูกตเวทีของมหาชนเป็นพระราชกุศลพิเศษส่วนหนึ่งในงานพระบรมศพสมเด็จ พระบรมชนกนารถ และทรงมีพระราชดำริว่า วัดอาซัมซาน (อัสสัมชัญ) เป็นที่ประชุมในศาสนกิจของประชาชน ซึ่งเลื่อมใสคริสต์ศาสนาฝ่ายโรมัน นิกายแห่งหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเชิงเทียนคู่ 1 เป็นเครื่องตั้งไว้ในโบสถ์วัดอาซัมซาน (อัสสัมชัญ) ให้เป็นที่ดำรงความระลึกถึง สมเด็จพระบรมชนกนารถ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประชาชนผู้นับถือคริสต์ศาสนาสืบไป

พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง

2016-01-02 21:19:38

วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 จ่าง แซ่ตั้ง แปรสภาพบ้านพักอาศัยของตนเองในสวนลึกฝั่งธนบุรี (กรุงเทพฯ) เป็นหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง เปิดให้ผู้สนใจศิลปะ บทกวี วรรณกรรม เข้าชมเรียนรู้ พบปะ พูดคุย จนกระทั่งได้เสียชีวิตลง เมื่อปี 2533 บุตรชาย (ทิพย์ แซ่ตั้ง) ได้ดำเนินงานต่อ และในปี 2540 โดยย้ายหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง มาที่พุทธมลฑลสาย 5 จังหวัดนครปฐม เปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง ดำเนินการจัดนิทรรศการศิลปะสัญจร เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งพิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง เป็นอาคารสองชั้น ใช้เก็บรักษาผลงานของจ่าง แซ่ตั้ง ทั้งหมด และติดตั้งผลงานจิตรกรรมบางส่วนที่โดดเด่น ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงผลงานชุดสุด้ายก่อนเสียชีวิต และให้บริการด้านข้อมูล ประวัติภาพถ่ายผลงานจิตรกรรมที่สะสม บทกวี งานวรรณกรรมอื่นๆ ที่จ่าง แซ่ตั้ง เขียนและแปลรวมทั้งภาพข่าวและบทความเกี่ยวกับจ่าง แซ่ตั้ง จากหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา มาที่นี่ต้องดู! จิตรกรรมนามธรรม และบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป ซึ่งจ่าง แซ่ตั้ง เป็นทั้งจิตรกร กวี และนักปรัชญา ที่ริเริ่มทำงานจิตรกรรมนามธรรม (Abstract Expressionism) คนแรกของเมืองไทย และพร้อมทั้งริเริ่มเขียนบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป (Concrete Poetry) เป็นคนแรกของเมืองไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ จ่าง แซ่ตั้ง ยังได้รับการกล่าวขานว่า เป็นจิตรที่สร้างสรรค์ผลงานสะท้อนการเมืองไทยได้อย่างมีพลัง ผลงานจิตรกรรมการเมืองภาพสำคัญภาพหนึ่งที่ถูกอ้างอิงถึงเสมอ คือ ภาพที่ชื่อว่า ‘ตัดมือกวี ควักตาจิตรกร’ ขนาด 210  250 ซ.ม. สร้างขึ้นจากความรู้สึกของจ่าง แซ่ตั้ง ต่อเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาพเหมือนของตัวเขาที่เปลือยเปล่า ควักดวงตาตัวเองออก และตัดมือตัวเองทิ้ง สื่อถึงการหยุดทำงานสร้างสรรค์ ทุกอย่าง


เจษฎาเทคนิคมิวเซียม

2016-01-02 21:27:47

ที่นี่คือเทคนิคมิวเซียมแห่งเดียวของไทย ที่รวบรวมและจัดแสดงยานยนต์ เครื่องกล ยานพาหนะทุกประเภทจากเกือบทุกมุมโลก ก่อตั้งโดยคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ นักธุรกิจ ผู้มากความชำนาญด้านเทคโนโลยียานยนต์และเครื่องจักรกล ที่จัดหาและสะสมยานพาหนะต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกมานานถึง 10 ปี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะแก่นักศึกษา เยาวชน และผู้สนใจ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่รถเล็ก หรือ Micro Car หลากหลายรูปแบบ เช่น ประตูเปิดแบบเครื่องบิน และประตูเปิดหน้าหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงรถและยานพาหนะประเภทอื่นๆ ด้วย ทั้งรถสกู๊ตเตอร์ รถสามล้อ รถแปลก รถคลาสิครุ่นต่างๆ เริ่มโบราณ เฮลิคอปเตอร์ และเรือดำน้ำ รวมไปถึงเครื่องบินหลากหลายแบบ เช่น เครื่องบิน Dakota และ Piper Tomahawk

พฤกษาดุริยางค์

2016-01-10 08:59:37

พฤกษาดุริยางค์ อยู่ติดกับอาคารห้องซ้อมดนตรีใหม่ของวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล บนพื้นที่รวม 10 ไร่ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง วัตถุประสงค์ที่ทำโครงการนี้ขึ้นว่า เพราะเสียงดนตรีนั้นเกิดจากไม้ ทั้งเครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีพื้นบ้าน และเครื่องดนตรีสากล รวมไปถึงเครื่องดนตรีในภูมิภาคอุษาคเนย์ ดังนั้น การสร้างสวนแห่งนี้ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้นักเรียน นักศึกษา และสังคมได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องของไม้ที่นำมาทำเครื่องดนตรี โดยพื้นที่ของส่วนนี้ทั้งหมดแบ่งเป็นพื้นที่ในการปลูกสวนป่า และพื้นที่ในการสร้างอาคารเรียนดนตรี ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ท่ามกลางสวนป่าที่นำมาทำเครื่องดนตรีและยังคำนึงถึงคนพิการ ด้วยการทำพื้นที่ในพฤกษาดุริยางค์ ให้มีทางเดินที่กว้างขนาด 2 เมตร แล้วปูพื้นคอนกรีตเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ ที่จะเข้าชมสวนและการแสดงดนตรีได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย บริเวณด้านใน ซึ่งเป็นสถานที่จะรวบรวมพันธุ์ไม้ที่นำมาใช้ทำเครื่องดนตรีประมาณ 1,500 ต้น นอกจากปลูกเป็นป่าตามที่ว่าแล้วยังจะเป็นแหล่งศึกษาสังคมและวัฒนธรรมที่พึ่งพิงไม้จากธรรมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนของไม้ที่นำมาทำเครื่องดนตรี ตั้งแต่ยังเป็นต้น ตลอดจนการเก็บรักษาดูแลต้นไม้ และสืบทอดวัฒนธรรมดนตรี รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนและประวัติศาสตร์ชนชาติ สำหรับไม้ที่นำมาปลูกนั้นเป็นต้นไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ เช่น ต้นกระดังงาไทย ใช้ทำคันชัก ซอ ต้นจำปา ใช้ทำกลองชนิดต่าง ๆ ต้นไม้มะขาม ใช้ทำกลอง พิณ ขลุ่ย ไม้จามจุรี ทำรางระนาด กลองยาว กลองทัด กลองแขก และเปิงมาง และยังมีไม้ของต่างประเทศด้วย เช่น ไม้สน ใช้ทำไวโอลิน ทำกีตาร์ ไม้โอ๊ค ไม้เมเปิ้ล และไม้สปรู๊ค ใช้ทำไวโอลิน และใช้ทำชิ้นส่วนของเปียโน นอกจากนี้ยังมีปะติมากรรมหินอ่อนที่มีอยู่ 2 ชิ้นคือ การอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ และแซกโซโฟน “บาริโทน” แซกโซโฟนประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐ์เป็นประติมากรรมหินอ่อน ตั้งอยู่ลานกว้างกลางป่า โดยมีตัวโน้ตที่พริ้วไหวออกมาจากลิ้นชัก ให้ความรู้สึกเหมือนมีเสียงเพลงขับกล่อมอยู่กลางแมกไม้ พรั่งพรูออกมาไม่รู้จบ ส่วนชิ้นที่ 2 เป็นหินอ่อนแกะสลักรูปพระเจนดุริยางค์นั่งสีเซลโลนั้น เป็นประติมากรรมสมัยใหม่ พระเจนดุริยางค์เป็นบรมครูดนตรีคนสำคัญของไทย และเป็นพระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2426 – 2511 เป็นผู้เขียนตำราดนตรีสากลเล่มแรกของไทย และตำราการขับร้อง การมาที่พฤกษาดุริยางค์ นอกจากจะได้เสพรสชาติแห่งเสียงดนตรีท่ามกลางสวนสวยแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องราวพิเศษกับกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นในทุก ๆ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำคือ ทางวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จะนิมนต์พระสงฆ์ 400 รูป ไปสวดมนต์ในป่าไม้ดนตรีให้คนมีโอกาสสัมผัสกับเสียงพระสวด ใช้พลังของเสียงและความเงียบของป่า เป็นฉากสร้างสีสรรค์ของชีวิตให้งดงาม นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงดนตรีในสวน และมีในส่วนของร้านอาหาร เปิดบริการให้กับคนที่มาฟังดนตรีอีกด้วย