ภาพโบราณวัตถุ

ขอนแก่น

จำนวน 4 แห่ง

โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น

2016-03-10 21:59:48

โฮงมูนมังเมือง หุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์บนอาสน์ใต้พญานาคไม้ตัวเขื่องที่ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในพิธีฮดทรงต้นแบบรางสรงน้ำใช้ในประเพณีสงกรานต์ของชาวขอนแก่น โมเดลจำลองพิธีทำขวัญข้าวหรือ แรกนาขวัญเป็นแนวคิดแปลงทดลองปลูกพืชของคนยุคนี้ หรือพิธีผูกเสี่ยว อุบายในการสานรักสามัคคีของชาวอีสาน เป็นหนึ่งในหลากประเพณีและพิธีกรรมที่ล้วนสะท้อนรากเหง้าความคิดที่เป็นกศโลบายที่ควรค่าแก่การสืบสานตำนานในอดีตที่เล่า ผ่านข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตประเพณี และวัฒนธรรมอันสะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนเมืองขอนแก่นใน ‘โฮงมูนมัง’ คำว่า ‘โฮงมูนมัง’ เป็นภาษาอีสานแยกออกเป็น 2 คำ คือ ‘โฮง’ หมายถึง ห้องโถงหรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่และ ‘มูนมัง’ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ จึงมีความหมายว่า ห้องที่เก็บรวยรวมทรัพย์สมบัติ ในที่นี้หมายถึงหอเก็บสมบัติ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่มาของเมืองขอนแก่น สิ่งส่องสะท้อนให้ผู้คนได้สัมผัสถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอนแก่นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองมาตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรากฏหลักฐาน เช่น ชุมชนโบราณที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือเมืองโบราณดง เมืองแอม, การขุดพบซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อายุนับล้านปี นอกจากนี้ ขอนแก่นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสานที่เป็นศูนย์กกลางของความเจริญในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ส่วนราชการ การพาณิชย์ การขนส่งและบริการ รวมถึงมีความพร้อมทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย โดยที่สำคัญชาวขอนแก่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน รู้หรือไม่ เมืองขอนแก่น เป็นเมืองที่ประวัติความเป็นมายาวนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สมัย พ.ศ. 2340 มีกลุ่มคนประมาณ 330 คนนำโดยท้าวเพียเมืองแพน อพยพมาจากบ้านชีโล้นแขวงเมืองสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) มาเลือกชัยภูมิบ้านบึงบอน (บ้านเมืองเก่า อำเภอเมืองของแก่น) เป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ โดยขออนุญาตและขอยกเป็นเมืองขอนแก่นจากพระยานครราชสีมา ซึ่งมีใบบอกไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นเมื่อ พ.ศ. 2340 ตั้งท้าวศักดิ์ ซึ่งเป็นท้าวเพีย เมืองแพนเป็นเจ้าเมืองคนแรก ห้ามว่า ‘พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี’ ชื่อ ขอนแก่นอาจจะมาจากคำว่า ‘ขามแก่น’ ซึ่งมีพระธาตุขามแก่นอยู่ในอำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ห่างจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียง ประมาณ 26 กิโลเมตร ท้าวเพียเมืองแพน จึงได้นำชื่อ ‘ขามแก่น’ นั้นมาเป็นมงคลนามตั้งชื่อเมืองว่า ‘ขอนแก่น’

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

2015-12-14 22:12:02

กรมศิลปากร มีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในส่วนภูมิภาคขึ้น เพื่อให้เป็นที่รวบรวม สงวนรักษาและจัดแสดง ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ อย่างน้อยภาคละ ๑ แห่ง ในจังหวัดใดที่มีโบราณสถานและได้พบศิลปวัตถุจำนวนมาก สมควรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน ก็ได้จัดตั้งขึ้นในจังหวัดนั้น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน หน่วยศิลปากรที่ ๗ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่มีส่วนราชการต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ กรมศิลปากรจึงได้สร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อรวบรวม สงวนรักษาศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เฉพาะอาคารส่วนหน้า ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับงบประมาณค่าครุภัณฑ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้งบประมาณก่อสร้างอาคารส่วนหลังอีก แต่เนื่องจากอาคารพิพิธภัณฑสถานตั้งอยู่บนเนินที่โล่ง เมื่อเกิดพายุฝนทำให้อาคารได้รับความเสียหาย รวมทั้งครุภัณฑ์ด้วย การจัดแสดงภายในจึงชะงักอยู่ รอการซ่อมแซมแก้ไขอาคารและครุภัณฑ์ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงได้ดำเนินการจัดแสดงแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๓๓ กรมศิลปากร มีแนวทางที่จะพัฒนาและปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ จึงได้รับงบประมาณสนับสนุน เป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดำเนินการสร้างอาคารสำนักงาน ห้องประชุม และในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับงบประมาณ จำนวน ๙๘๕,๓๐๐ บาท สำหรับค่าวัสดุครุภัณฑ์และการจัดแสดง จึงได้ดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงให้เป็นไปตามรูปแบบของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานประจำเมือง โดยการปรับปรุงการจัดแสดงถาวรที่มีอยู่เดิม และเพิ่มเติมเนื้อหาการจัดแสดงให้ครบถ้วน ตามมาตรฐานการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานประจำเมือง เพื่อสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้พิพิธภัณฑสถานเป็นศูนย์กลางการศึกษานอกระบบที่ให้ความรู้ ความเพลิดเพลิน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านศิลปวัฒนธรรม หรืออำนวยประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาคลังพิพิธภัณฑ์ให้เป็นระบบเปิดสู่สาธารณชน หมายถึงให้คนทั่วไปเข้าชม และศึกษาหาความรู้ วิธีการจัดเก็บในคลังโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ได้ นอกจากนี้ ยังได้รับงบประมาณจากแผนงานเงินกู้เพื่อการท่องเที่ยวและส่งเสริมการสร้างงานภายใต้โครงการ SIP อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ ห้องประชุม และศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว และได้รับงบประมาณอีก ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้จัดพิมพ์หนังสือนำชมและแผ่นพับเพื่อบริการสำหรับนักท่องเที่ยว

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

2015-12-18 12:28:35

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดขอนแก่น และกรมทรัพยากรธรณี มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพยากรธรณีสู่สารธารณชน เพื่อการอนุรักษ์ เพื่อประโยชน์ของสังคม ส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาแบบยั่งยืน พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงเป็นงานต่อเนื่องจากการสำรวจ ศึกษาวิจัยซากไดโนเสาร์ที่อุทยานภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ของกรมทรัพยากรธรณี การสำรวจซากไดโนเสาร์เริ่มจากปีพ.ศ. ๒๕๑๙ นักธรณีวิทยา นายสุธรรม แย้มนิยม ได้พบซากกระดูกท่อนหัวเข่าของไดโนเสาร์กินพืชที่ใกล้หลุมขุดค้นที่ ๓ หลังจากนั้นมีโครงการร่วมสำรวจโบรารชีววิทยาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ของฝ่ายโบราณชีววิทยา กองธรณีวิทยา ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจขุดค้นและมีการวิจัยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การพบซากไดโนเสาร์ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จุดประกายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนใจที่จะทำให้ภูเวียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวิชาการแบบใหม่ของประเทศ ซึ่งได้จัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จ.ขอนแก่นขึ้น และเมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้งบประมาณผูกพัน (ปีพ.ศ. ๒๕๔๑ – ๒๕๔๓) จำนวน ๖๘ ล้านบาท จึงได้มอบให้กรมทรัพยากรธรณี ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการศึกษาซากไดโนเสาร์ เป็นผู้ดำเนินการการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จ.ขอนแก่น ประกอบด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์ 1 หลัง อาคารหลุมขุดค้น ๓ หลัง และปรับปรุงอาคารเดิมเพิ่ม ๑ หลัง การก่อสร้างอาคารหลุมขุดค้นแล้วเสร็จใช้งานได้ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๒ อาคารพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จในปีพ.ศ. ๒๕๔๓ การจัดตกแต่งนิทรรศการแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ในพิธีวางศิลาฤกษ์พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ได้มีนาย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ขณะนั้น) เป็นประธาน เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลา ๑๐.๐๙ น. โดยมีรองผู้ว่าราชการจ.ขอนแก่น นาย ธวัช เสถียรนาม กล่าวต้อนรับ และนาย นภดล มัณฑะจิตร อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ ด้านการจัดนิทรรศการในอาคารพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง หลังจากพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารพิพิธภัณฑ์เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นตามลำดับ การวางแผนตกแต่งในอาคารเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๑ โดยได้ทำการจ้างปั้นหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริงจำนวน ๖ ชนิด และติดตั้งประติมากรรมหุ่นเหล็กจำนวน ๒ ชนิด เพื่อให้มองเห็นภาพโครงกระดูกทั้งตัว เพราะกระดูกที่พบมีเพียงบางส่วน หุ่นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่ได้สร้างไว้ก่อนการก่อสร้างอาคาร ได้นำเข้ามาในอาคารทางด้านหลังคา บางตัว เช่น ไดโนเสาร์กินพืชภูเวียงเข้าทางฝาผนัง และบางตัว เช่น ไดโนเสาร์กินปลาปากจระเข้นำมาเป็นชิ้น แล้วประกอบกันเป็นรูปร่างภายหลัง หุ่นทุกตัวสร้างโดยฝีมือประติมากรชาวไทย สร้างตามข้อมูลวิชาการของกรมทรัพยากรธรณี และสร้างด้วยเงินงบประมาณของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกรมทรัพยากรธรณี


พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม

2016-01-10 01:28:14

อากาศที่ร้อนยามบ่ายของวันที่เริ่มต้นเดินทางในจังหวัดขอนแก่น ทำให้รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา แต่ความร้อนของอากาศ ก็ไม่ได้ทำให้ความต้องการที่จะไปยังเมืองโบราณดงเมืองแอมและพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม หายไปจากตารางการเดินทางของเรา และเมื่อเราขับรถขับสู่วัดศรีเมืองแอม ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม เราก็จะผ่านประตูเมืองจำลองสีแดง ทำให้เราแน่ใจว่า เรามาถึงแล้ว เมื่อเข้าไปด้านในก็พบอาคารขนาดเล็ก ที่รวบรวมโบราณวัตถุต่าง ๆ ไว้ให้เราได้ชม เมื่อเราชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อย เราค่อยเที่ยวยังบริเวณเมืองโบราณดงเมืองแอมกันอีกที เพื่อย้ำความเป็นโบราณสถานของจังหวัดขอนแก่น ตามหลักฐานที่ถูกพบนั้นทำให้เรารู้ว่า เมืองโบราณดงเมืองแอมซึ่งถือว่าเป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี ซึ่งปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เช่น คูเมือง โบราณวัตถุ อยู่ในพื้นที่บ้านดงเมืองแอม บ้านโนนน้ำผึ้ง และบ้านดงเรือง เมืองโบราณแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และยังมีอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดดงเมืองแอมในเขตหมู่บ้าน ได้พบซากโบราณสถานและศิลาจารึกหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีสภาพลบเลือน ศิลาจารึกด้วยอักษรปัลลวะ (อินเดียใต้) ภาษาสันสกฤต จำนวน 3 บรรทัด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 นอกจากนั้นยังพบเศษภาชนะดินเผาแบบเรียบและแบบลายเชือกทาบ เมืองโบราณดงเมืองแอมจัดว่าเป็นเมืองที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีถึงลพบุรีต่อเนื่องกัน สำหรับพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม ได้มีการบริหารงานโดยองค์การบริหารส่วนตำบลดงเมืองแอม ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอมตั้งอยู่ภายในวัดศรีเมืองแอม โดยตัวอาคารก่อสร้างตาม “โครงการอาคารศาลาประวัติศาสตร์เมืองโบราณดงเมืองแอม” เมื่อปี พ.ศ. 2545 และภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและวิวัฒนาการของเมืองโบราณดงเมืองแอม โดยจัดแสดงสิ่งของภายในตู้จัดแสดง ลักษณะของตู้เป็นการก่อแท่นคอนกรีตถาวรบุด้วยกระเบื้องและล้อมกรอบด้านบนด้วยกระจก ไม่มีการแบ่งประเภทของสิ่งของที่จัดแสดงอย่างชัดเจน วัตถุสิ่งของบางประเภทมีแผ่นป้ายข้อมูล แสดงชื่อสิ่งของ ชื่อผู้บริจาค และวันที่บริจาคสิ่งของนั้นๆ บริเวณด้านหน้าและภายในอาคารมีแผ่นป้ายแสดงข้อมูลประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณดงเมืองแอม ข้อมูลโบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดที่พบภายในเมืองโบราณดงเมืองแอม เช่น ศิลาจารึก อักษรปัลลวะ และสถานที่สำคัญรอบๆ เมืองโบราณดงเมืองแอม ที่เดินชมได้ในบริเวณไม่กว้าง แต่ก็สามารถทำให้เราได้เห็นมากกว่าที่นั่งอยู่ในบ้าน แล้วค้นหาจากกูเกิ้ลหรือให้คนอื่นเขาเล่าให้ฟัง และที่ต้องไม่ลืม นั่นก็คือ หากต้องการเข้าชม เราต้องติดต่อสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองดงแอม หรือผู้ใหญ่บ้านดงเมืองแอมเสียก่อน ซึ่งสามารถติดต่อได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น