ภาพเหตุการณ์

กาฬสินธุ์

จำนวน 3 แห่ง

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนไตรรัตนวิทยา

2016-01-03 13:12:41

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากการที่กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้โรงเรียนในสังกัดดำเนินการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน โดยให้โรงเรียนในสังกัดแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โรงเรียนไตรรัตนวิทยาคม ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรม โดยมอบหมายให้หมวดศิลปศึกษาเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการจัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรม ซึ่งในระยะแรกหมวดศิลปศึกษาได้จัดแสดงเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณคดี ด้านวัฒนธรรมและประเพณี ศิลปะพื้นบ้าน รวมทั้งด้านผ้าและการแต่งกาย ในการจัดแสดงเรื่องราวในระยะแรกเริ่ม ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคม ได้จัดแสดงทั้งในรูปแบบนิทรรศการถาวรและนิทรรศการชั่วคราว ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๙โรงเรียนไตรรัตน วิทยาคมได้มีแนวคิดและนโยบายมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาบุคคลากร จึงได้ส่งบุคคลากรของหมวดศิลปศึกษาเพื่อศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.๒๕๔๑ บุคคลากรของหมวดศิลปศึกษาได้นำเอาความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาตามหลักสูตร และจากการศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการและจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด มาปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเปิดสอนในรายวิชาศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งเป็นวิชาเลือกเสรีในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และจัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรม ซึ่งในส่วนของกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาศิลปะพื้นบ้าน ทางหมวดศิลปศึกษาได้กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสำรวจ และจัดทำทะเบียนผลงานศิลปะพื้นบ้านที่มีอยู่ในหมู่บ้านท้องถิ่นของตนเอง ผลจากการที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสำรวจและจัดทำทะเบียนผลงานศิลปะพื้นบ้านที่มีอยู่ในหมู่บ้านท้องถิ่นของตนเอง ได้ส่งผลให้ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมีวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับการบริจาคจากนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และชาวบ้านที่มองเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับวัตถุและเรื่องราวทางวัฒนธรรมเพื่อใช้จัดแสดง ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ โรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมจึงได้ดำเนินการโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อรองรับการให้บริการแหล่งความรู้ทางด้านวัฒนธรรมให้เพียงพอกับการใช้บริการของนักเรียนและประชาชนทั้งในและนอกชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมที่มีอยู่แต่เดิม และในปี พ.ศ.๒๕๔๔ ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมจึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา รวมทั้งได้เพิ่มเติมเรื่องราวการจัดแสดงชาติพันธุ์วิทยา ชาติพันธุ์วรรณา และดนตรีนาฏศิลป์ เพื่อให้เรื่องราวการจัดแสดงมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในการเตรียมการจัดแสดง เพื่อให้การดำเนินงานพิพิธภัณฑ์สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ทางโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมจึงได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการทำงาน เพื่อศึกษาค้นคว้าทางวิชาการและรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรม เพื่อกำหนดรูปแบบการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนายจรัสศรี ขุนทวี ผู้อำนวยการโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมในขณะนั้น ได้มอบหมายให้หมวดศิลปศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ดำเนินการค้นคว้าวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม และเรียบเรียงข้อมูลทางวิชาการ จากนั้นนายทวี พรมมา หัวหน้าหมวดศิลปศึกษา และหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ประสานงานกับนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น เพื่อจัดเก็บรวบรวมศิลปโบราณวัตถุ เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งวัตถุส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาคของนักเรียน ผู้ปกครอง ชาวบ้านในชุมชน รวมทั้งครูของโรงเรียนเอง และทางพิพิธภัณฑ์ได้นำมาจัดทำเป็นหมวดหมู่เพื่อใช้ในการจัดแสดง รวมทั้งจัดทำบทการจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วยการจัดแสดงเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ภาคอีสาน , ยุคสังคมในภาคอีสาน, ฮีตสิบสองและประเพณีโบราณ ๑๒ เดือน, การทอผ้า, สมัยวัฒนธรรมทวารวดี, ศิลปะพื้นบ้าน, วิถีชีวิตและประเพณี ในการรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมเพื่อใช้ในการจัดแสดง เป็นงานที่สำคัญของพิพิธภัณฑ์ เพราะวัตถุทางวัฒนธรรมถือเป็นตัวแทนของการบอกเล่าเรื่องราวที่นำเสนอ พิพิธภัณฑ์มีวิธีการรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมเพื่อใช้ในการจัดแสดงดังนี้ - รวบรวมจากการขุดแต่งบูรณะพระธาตุยาคู โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ กรมศิลปากรได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการขุดแต่งบูรณะพระธาตุยาคูที่บ้านเสมา ต.หนองแปน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โดยในการบูรณะขุดแต่งดังกล่าวได้มีการรื้ออิฐเก่าที่แตกชำรุดออก มีการขุดค้นพบพระธาตุบริวาร ชิ้นส่วนใบเสมา และลวดลายประดับตกแต่งพระธาตุ ทางพิพิธภัณฑ์จึงได้ขอรับบริจาควัตถุบางส่วนเพื่อนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ - รวบรวมจากการไถปรับพื้นที่โรงเรียน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ โรงเรียนไตรรัตรวิทยาคมได้เปิดทำการสอนโดยแยกออกจากการเป็นสาขาของโรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ดังนั้นทางโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมจึงได้มีการไถปรับพื้นที่ เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารต่างๆ หลังจากการปรับพื้นที่ได้มีฝนตกชะล้างพื้นที่ที่ปรับไถ ทำให้เศษภาชนะดินเผาที่เคยอยู่ใต้พื้นดินโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา แต่อยู่ในสภาพแตกหัก ทางหัวหน้าพิพิธภัณฑ์จึงได้เก็บเศษภาชนะดินเผาเหล่านี้มาจัดแสดง โดยพบว่าเป็นภาชนะดินเผาแบบก่อนประวัติศาสตร์ และเครื่องเคลือบแบบเขมร ทำให้สันนิษฐานได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ และมีการพัฒนาของชุมชนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน - รวบรวมจากวัด โรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมมีเขตพื้นที่บริการประกอบด้วย บ้านโนนศิลาเลิง บ้านสว่าง บ้านสีสุก บ้านนาสีนวล บ้านหนองคู และบ้านวังเดือนห้า แต่ละหมู่บ้านจะมีวัดประจำหมู่บ้าน ทางพิพิธภัณฑ์ได้สำรวจวัดประจำหมู่บ้าน ได้พบวัตถุทางวัฒนธรรมที่เก็บไว้ภายในวัดมีสภาพชำรุดเสียหาย โดยขาดการเอาใจใส่ดูแลจากทางวัด ทางหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ฯจึงได้ขอรับบริจาควัตถุทางวัฒนธรรมเหล่านี้มาใช้ในการจัดแสดง เช่น ตู้หนังสือใบลาน หนึงสือใบลาน และเกวียน เป็นต้น - รวบรวมจากชาวบ้าน ในการรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมเพื่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ วัตถุส่วนใหญ่จะได้รับความอนุเคราะห์จากชาวบ้าน เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องจักสาน เครื่องมือดักจับสัตว์ ผ้ามัดหมี่ และเครื่องมือทำนา เป็นต้น หลังจากพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงแล้ว ชาวบ้านยังช่วยเหลือโดยการรวบรวมวัตถุและให้ข้อมูลเพิ่มเติม ณ วันที่สำรวจ (ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙) นิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์อยู่ระหว่างการปรับปรุงใหม่ เนื่องจากมีน้ำท่วมบริเวณอาคารพิพิธภัณฑ์ เพราะตั้งอยู่ในที่ต่ำ

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผู้ไท วัดสิมนาโก

2016-01-03 13:37:07

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผู้ไทวัดสิมนาโก ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 โดยชาวบ้านนาโก ร่วมมือกับนิสิตปริญญามหาบัณฑิต สาขาไทยคดีศึกษา ภาคศึกษา รุ่นที่ 9 จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ดำเนินการตามแนวคิดของพระครูเมตตา คุณาภรณ์ (เจ้าอาวาส) และพระครูกิตติ ธรรมาภินัน (รองเจ้าคณะอำเภอ) ที่ต้องการให้นักเรียนและชาวบ้านในท้องที่ได้เข้ามาศึกษาถึงคุณค่าของวัตถุสิ่งของเก่าแก่ เพื่อเป็นแนวทางให้คนรุ่นใหม่ที่ส่วนร่วมในการอนุรักษ์อย่างมีคุณค่า อีกทั้งเป็นการจัดทำเพื่อเป็นอนุสรณ์ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสพระชนมายุครบ 36 พรรษา โดยเดิมทีนั้นมีอาคารที่ใช้จัดแสดง 2 หลัง แต่ถูกไฟไหม้ไป 1 หลัง ทำให้วัตถุที่จัดแสดงถูกเผาไหม้เป็นบางส่วน ส่วนอาคารทีเหลือและยังใช้ในการจัดแสดงปัจจุบัน เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว เรียกว่า ‘หอเย็น’ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงวัตถุทั้งที่เป็นสมบัติของวัดที่สืบต่อกันมา และบางส่วนที่ได้จากการบริจาคของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตกลุ่มชนเผ่า วัฒนธรรมและประเพณี รวมถึงภูมิปัญญาต่างๆ ของคนอีสาน มาที่นี่ต้องดู! เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือทอผ้า เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงเครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี เครื่องโลหะและเครื่องใช้ในการศาสนา ที่แสดงถึงวิถีชีวิตแบบเดิม

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

2016-01-10 01:21:11

ความยิ่งใหญ่ของศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้คนที่แทบไม่สนใจในเรื่องไดโนเสาร์เท่าไหร่นักเปลี่ยนใจได้ง่าย เพราะความอลังการของพื้นที่ทั้งภายนอกและภายใน ทำให้หัวใจของผู้ใหญ่กลับกลายมาเป็นเด็กอีกครั้ง เมื่อมาเจอที่แห่งนี้เข้าก็หลงรักอย่างเต็มเปา เราเห็นภูเขาเขียว ๆ ที่มีคำว่า อุทยานโลกไดโนเสาร์อยู่ไกล ๆ พอเข้ามาใกล้เราก็ได้เจอกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ที่มีไดโนเสาร์ตัวเขียวคอยาว และทีเล็กซ์ตัวกินเนื้อตัวใหญ่ ยืนเฝ้ายามบริเวณด้านหน้าให้เราได้เผลอเงยหน้ามองตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอเข้ามาด้านในก็จะพบส่วนที่แสดงให้เห็นถึงการจำลองการขุดพบซากไดโนเสาร์ ที่เราสามารถเดินอยู่บนพื้นที่ด้านบน แล้วมองลงมาเห็นสภาพซากไดโนเสาร์เบื้องล่างได้อย่างเพลิดเพลิน มีการจัดแสดงความรู้เรื่องของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ โครงกระดูกของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ จัดแสดงจำนวนมาก รวมทั้งมีหินอัคนี และหินต่างๆ ที่ถูกขุดพบจัดโชว์ไว้ในตู้ให้เราได้เดินดูอีกด้วย สำหรับเรื่องราวของสถานที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ย้อนไปประมาณในปี พ.ศ. 2537 มีการพบโครงกระดูกของไดโนเสาร์กินพืช ภูเวียง โกซอรัสสิรินธรที่ภูกุ้มข้าว ในบริเวณที่เป็นหลุมขุดค้นพบปัจจุบันโดยพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา คณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณีได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ โดยพบว่า ภูกุ้มข้าว ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งที่พบโครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืชที่มีความสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย โดยมีการพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดต่างๆ เป็นกระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืชมากกว่า 7 ตัว จำนวนกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น ที่สำคัญคือ พบชิ้นส่วนของหัวกระโหลกฟันและกราม และโครงกระดูกที่เรียงรายต่อกัน เกือบจะสมบูรณ์ทั้งตัวอยู่ด้วย โครงกระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ้มข้าวซึ่งมีรูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ 240 เมตร ต่อมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ ทรงจัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น โดยให้มีการสร้างอาคารหลุมขุดค้นชั่วคราวเพื่อใช้ป้องกันซากโครงกระดูก รวมทั้งใช้ให้ร่มเงาแก่นักวิชาการในการขุดแต่งกระดูก กระทั่งปี พ.ศ. 2539 กรมทรัพยากรธรณีได้สร้างอาคารวิจัยขึ้น โดยมีพื้นที่ใช้งานจำนวน 375 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัย และเก็บรวบรวมซากดึกดำบรรพ์ที่สำรวจพบในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2542 กรมทรัพยากรธรณีได้สร้างอาคารถาวรคลุมบริเวณหลุมขุดค้น โดยใช้ชื่อว่า “อาคารพระญาณวิสาลเถร” ซึ่งมาจากชื่อสมณศักดิ์ของท่านเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ผู้ค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว และส่วนที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจมากที่สุด คงเห็นจะเป็นห้องเก็บชิ้นส่วนที่จัดเก็บอยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมิ จัดวางเรียงรายเต็มพื้นที่ เหมือนเราอยู่ในหนังวิทยาศาสตร์ของ Hollywood เลยทีเดียว และแอบคิดว่า ตอนกลางคืนพวกมันจะรวมเป็นตัวไดโนเสาร์แล้วมีชีวิต นี่เขาเรียกว่า เพ้อเจ้อมากกว่าจินตนาการ แต่ก็มีความสุขและสนุกไปกับเหล่าไดโนเสาร์ตัวโตจริงๆ เมืองไทยไปไม่รู้จริงๆ คอนเฟิร์ม!