สถานศึกษา

จำนวน 25 แห่ง

พิพิธภัณฑ์จังหวัดอุตรดิตถ์

2016-01-09 20:10:48

ทุกครั้งที่เห็นบ้านไม้โบราณเก่าแก่ จะอดร้องว้าวออกมาดัง ๆ ไม่ได้ เพราะในสมัยนี้ เราแทบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความงดงามความวิจิตรของการสร้างบ้านไม้ที่สวยงาม สวยตั้งแต่หลังคา ผนังลายฉลุตามช่องลม และโทนสีที่ใช้ทาตัวบ้าน และเมื่อมาพบกับบ้านเก่าหลังนี้ที่ถนนแปดวา ในอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ยิ้มแก้มปริจนได้ เรื่องราวความเดิมของบ้านหลังนี้คือ จากเดิมเป็นของขุนพิเนตรจีนภักดิ์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2450 ขุนพิเนตรจีนภักดิ์ได้มีคดีความกับทางราชการเนื่องจากนำส่งภาษีอากรไม่ครบตามจำนวนและถูกศาลพิพากษาให้แพ้ความ ต้องถูกยึดทรัพย์ทั้งบ้านหลังนี้ด้วย จากนั้นในช่วง พ.ศ. 2460 – 2461 พระยาวโรดมภักดีศรีอุตรดิตถ์นคร เจ้าเมืองอุตรดิตถ์ ได้สั่งให้ย้ายบ้านหลังนี้มาไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน โดยรักษารูปแบบให้เหมือนเดิมทุกประการ เพื่อใช้เป็นที่รับรองเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ จากนั้นเมื่อมีสภาเทศบาลก็ได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นที่ประชุมสภาเทศบาล จึงถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อาคารหลังนี้จึงถูกประกาศให้เป็นสำนักงานหอวัฒนธรรมหญิง เมื่อ พ.ศ. 2494 ต่อมาได้รับการซ่อมแซมและใช้เป็นหอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 กระทั่งได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ และได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ. 2537 สายตาที่มองบ้านด้วยความชื่นชม ยังคงตรึงสายตาอยู่ที่ตัวบ้านอยู่เป็นนาน สำหรับด้านในบ้านหลังนี้ มีการจัดแสดงเกี่ยวกับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อาทิ พระพุทธรูป รูปเทวดา เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หีบธรรมและจารึก เครื่องแต่งกายและผ้าทอ เครื่องเงิน เครื่องเคลือบ เครื่องไม้ และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เงินตรา จำพวกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ภาพถ่าย ภาพวาด เป็นต้น รวมทั้งยังมีเอกสารต่าง ๆ และมีข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดอุตรดิตถ์ และบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้นักเรียนนักศึกษามาสืบค้น เพื่อศึกษาหาความรู้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญชิ้นหนึ่ง คือ “ยานมาศ” หรือ คานหามไม้แกะสลักโปร่ง 3 ชั้น กว้าง 73 เซนติเมตร ยาว 3.50 เมตร สูง 1.45 เมตร เป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ยานมาศนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุเมื่อคราวเดินทางมาตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2444 ว่าทรงพบยานมาศแบบนี้ 4 คัน คันแรกทรงพบที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โดยที่อีก 2 คันพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ครั้นมาถึงอุตรดิตถ์ก็พบอีกคันที่วัดใหญ่ท่าเสา ซึ่งก็ได้นำมาจัดแสดงไว้ให้ประชาชนชมที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้นี่เอง เมื่อเท่านี้ ก็คงจะเพียงพอต่อการเป็นอีกจังหวัดที่น่าสนใจและน่าแวะมาเยี่ยมเยียนแล้ว คราวหน้าคงไม่มีเหตุผลอื่นใด หากจะไม่แวะจังหวัดอุตรดิตถ์อีกเป็นแน่

พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา

2017-11-13 08:58:31

มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดทำพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยาขึ้นมานั้น เพราะมีการศึกษาทางวิขาการของเห็ดน้อยมาก ทำให้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เห็นถึงปัญหาและต้องการทำหน้าที่เป็นผู้นำเพื่อการอนุรักษ์สืบทอดภูมิปัญญาและต่อยอดองค์ความรู้ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามจึงได้จัดทำโครงการ “พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา” ขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจาก Thai-Korea Natural Phellinus Mushroom Research Center และเมื่อปี พ.ศ. 2550 พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยาแห่งนี้จึงเกิดขึ้น และนับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยาแห่งแรกของประเทศไทยและเอเชีย โดยที่ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป้าประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา ทั้งเห็ดในภาคอีสานและเห็ดที่มีการวิจัยหรือได้รับความสนใจในต่างประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อันจะนำไปสู่การพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะโรคที่ยาแผนปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเห็ดมากมาย โซนแรกเป็นโซนที่เน้นไปในเรื่องของข้อมูลพื้นฐานจากเห็ด ประโยชน์จากเห็ด และยังมีตู้โชว์เห็ดแกะสลัก ซึ่งสื่อให้เห็นว่าเป็นเห็ดที่แข็งเหมือนไม้ ต่อมาก็เป็นส่วนแสดงเห็ดตัวอย่างที่หายาก เช่น เห็ดอุ้งตีนหมี นอกจากนี้ยังมีการให้บริการวิขาการกับผู้ที่สนใจน่าตัวอย่างเห็ดไปวิจัยต่อได้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่อได้อีกด้วยและยังมีเห็ดอีกมากมายที่เก็บอยู่ในโหลแก้ว วางเรียงรายให้ได้เดินชมกันอย่างเพลิดเพลินและได้รับความรู้ไปพร้อม ๆ กัน

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

2016-01-10 01:59:34

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2542 โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสื่อสารถึงอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมให้สังคมได้รับผลประโยชน์จากกิจการพิพิธภัณฑ์ ทั้งในด้านการปลูกจิตสำนึกให้รู้จักคุณค่าและความสำคัญของท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และนี่คือที่มาที่ไปของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง อาคารบรมราชกุมารเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์อาคารทันสมัย แต่กลับเป็นเรือนไม้แบบอีสานที่สวยงามมาก ซึ่งหาไม่ได้จากในเมือง อาทิ เรือนอีสานประยุกต์หลังใหญ่ ด้านในจะเป็นสำนักงาน ห้องประชุมใหญ่ ห้องประชุมย่อย คลังพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนิทรรศการพัฒนาการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เรือนอีสานประยุกต์หลังเล็กด้านในจะเป็นนิทรรศการพัฒนาการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียน ต่อมาก็เป็นเรือนโข่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง จากนั้นก็เป็นเรือนเกย ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการอนุรักษ์ ใบลานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล้าข้าว เรือนตูบต่อเล้า จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในวิถีชาวลุ่มแม่น้ำชี เรือนผู้ไทที่จัดแสดงนิทรรศการภูมิปัญญาชาวลุ่มแม่น้ำชี นอกจากนี้ยังมีลานกิจกรรมซึ่งจัดเป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้ง และยังมีสถานีศึกษาสัตว์ทางมหาวิทยาลัยให้ได้ชมอีกด้วย มาเห็นเรือนไทยมากมายขนาดนี้ ทั้งยังได้เห็นเรื่องราวของชาวอีสานที่จัดแสดงไว้ให้เห็นอย่างเต็มตาแบบนี้


พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโรงเรียนบ้านดม ภูมิโปน

2016-01-10 02:25:26

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยความคิดริเริ่มของอาจารย์ทองเหลือง บุญพร้อม อดีตอาจารย์ในโรงเรียนดมวิทยาคาร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์โดยได้รับการสนับสนุนจากชุมชนในบริเวณใกล้เคียง เช่น บ้านภูมิโปน บ้านดม ในการบริจาควัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดแสดงแต่แรกจัดแสดงบนอาคารเรียน ต่อมาเมื่อมีการสร้างห้องสมุด จึงมีการแบ่งพื้นที่เป็นห้องพิพิธภัณฑ์ด้วยอาคารห้องสมุดใช้งบประมาณการสร้างจากผ้าป่าของศิษย์เก่า และมีชุมชนสนับสนุนในทุกด้าน การจัดเก็บวัตถุ ชาวบ้านได้ให้ความร่วมมือในการจัดเก็บ ถ้าหากที่ใดมีวัตถุที่มีสภาพสมบูรณ์อาจารย์จะจดชื่อไว้ แล้วจึงทำการขอวัตถุมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เมื่อได้วัตถุมาจะทำทะเบียนวัตถุ โดยการถ่ายรูปวัตถุ และเจ้าของวัตถุ ต่อมาถ้าชาวบ้านมีการขุดพบโบราณวัตถุจะมาติดต่ออาจารย์ ต่อมาอาจารย์ทองเหลือง บุญพร้อม ได้มีโอกาสรู้จักกับ ดร.มิเชล ดราเมต์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาศึกษาปราสาทภูมิโปน ดร.มิเชล ดราเนต์ ได้ให้ความว่า ถ้าอยากรู้จักปราสาทภูมิโปนต้องรู้จักศิลปะเขมรทั้งหมด จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาศิลปะเขมรของอาจารย์ทองเหลือง ซึ่งนับว่าอาจารญ์ทองเหลืองนั้น เป็นปราชญ์ชาวบ้านทางด้านศิลปะเขมรแห่งเมืองสุรินทร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้เปิดเป็นหลักสูตรโบราณสถาน โบราณวัตถุ และมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการสอนให้รู้จักชื่อโบราณสถาน ที่ตั้ง และความสำคัญ โดยมีการพานักเรียนไปเรียนในสถานที่จริง นอกจากนี้ยังมี ปราสาทภูมิโปน ซึ่งเป็นชุมชนเมืองโบราณ ที่มีคูเมืองกำแพงเมืองล้อมรอบ มีสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่ออกแบบซับซ้อนหลายสระให้ได้ชมเพิ่มเติม

ศูนย์วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

2016-01-10 08:18:42

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยคือ การทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมการศึกษา งานวิจัยและฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้ตระหนักในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนของพิพิธภัณฑ์ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งเป็นนิทรรศการในรูปแบบที่แสดงความรู้เรื่องความสัมพันธ์ไทย – จีน เน้นการจัดแสดงวัตถุทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ไทย – จีน ทั้งที่เป็นของจริงและจำลองมา โดยนำเสนอผ่านกลุ่มของความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ และมีสื่อนำเสนอประกอบ โดยเริ่มจากชั้นล่าง จัดเป็นนิทรรศการ ความสัมพันธ์ไทย – จีน แบ่งออกเป็นซุ้มต่าง ๆ เช่น ซุ้มการทูต เป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับการทำเครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย โดยแสดงภาพเตาเผา (จำลอง) และใต้ท้องทะเล นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนโดยจิตรกรจีน (เซียะสุย) ซึ่งเขียนภาพทูตไทยที่ไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ์ ไว้ให้ชม ต่อมาคือ ซุ้มการค้า ที่เราจะได้เห็นรูปแบบของสินค้าจีนที่เข้ามาขายในเมืองสยามในอดีต และยังมีส่วนของรูปแบบสินค้าไทยที่ไปขายยังประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีวีดีทัศน์เรื่องของการค้าสี่เส้าให้เราได้ชม ส่วนซุ้มเทคโนโลยี เป็นซุ้มที่จัดแสดงเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของชาวจีน เราจะได้พบกับเครื่องหีบอ้อย ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยาก แล้วก็ยังมีซุ้มศิลปกรรม เป็นซุ้มที่จัดแสดงเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการผสมผสานศิลปไทยและจีนเข้าด้วยกันในทุกด้าน มีวีดีทัศน์เสนอเรื่องงิ้ว และการถ่ายทอดศิลปะของจีนสู่ไทยไว้แสดงด้วย ทั้งยังมีซุ้มศาสนาและภาพชุดสังคมไทย-จีน ภายใต้พระบรมสมภาร ซุ้มนี้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย – จีน ด้านศาสนาในนิทรรศการได้ชมการจำลองบางส่วนของวัดเลงเน่ยยี่ และภาพถ่ายวิถีชีวิตของชาวจีน พอขึ้นมายังชั้นสอง ก็จะพบกับนิทรรศการพระบรมโพธิสมภาร ที่มีพระบรมรูปครึ่งพระวรกาย ในฉลองพระองค์ครุย ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างขึ้น โดยมีพันโท นภดล สุวรรณสมบัติ เป็นผู้อำนวยการปั้นหล่อ ทั้งยังมีในส่วนการจัดแสดงนิทรรศการประวัติที่เกี่ยวกับมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติและจริยาวัตรของหลวงปู่ไต้ฮงโจวซือที่ได้ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ อาทิ เก็บศพไร้ญาติ เป็นต้น กระทั่งได้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในประเทศจีนและขยายมาในประเทศไทย กระทั่งได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมของอาคารจัดนิทรรศการ ที่ออกแบบในลักษณะศิลปะร่วมสมัยระหว่างไทย – จีน ผสมผสานได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะบริเวณด้านหลัง ที่มีกลิ่นอายความเป็นไทยที่หน้าจั่วร่วมกับหลังคารูปสี่เหลี่ยมคางหมูได้อย่างลงตัว และยังมีสวนจีนให้ได้เดินชมอีกด้วย

พฤกษาดุริยางค์

2016-01-10 08:59:37

พฤกษาดุริยางค์ อยู่ติดกับอาคารห้องซ้อมดนตรีใหม่ของวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล บนพื้นที่รวม 10 ไร่ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง วัตถุประสงค์ที่ทำโครงการนี้ขึ้นว่า เพราะเสียงดนตรีนั้นเกิดจากไม้ ทั้งเครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีพื้นบ้าน และเครื่องดนตรีสากล รวมไปถึงเครื่องดนตรีในภูมิภาคอุษาคเนย์ ดังนั้น การสร้างสวนแห่งนี้ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้นักเรียน นักศึกษา และสังคมได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องของไม้ที่นำมาทำเครื่องดนตรี โดยพื้นที่ของส่วนนี้ทั้งหมดแบ่งเป็นพื้นที่ในการปลูกสวนป่า และพื้นที่ในการสร้างอาคารเรียนดนตรี ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ท่ามกลางสวนป่าที่นำมาทำเครื่องดนตรีและยังคำนึงถึงคนพิการ ด้วยการทำพื้นที่ในพฤกษาดุริยางค์ ให้มีทางเดินที่กว้างขนาด 2 เมตร แล้วปูพื้นคอนกรีตเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ ที่จะเข้าชมสวนและการแสดงดนตรีได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย บริเวณด้านใน ซึ่งเป็นสถานที่จะรวบรวมพันธุ์ไม้ที่นำมาใช้ทำเครื่องดนตรีประมาณ 1,500 ต้น นอกจากปลูกเป็นป่าตามที่ว่าแล้วยังจะเป็นแหล่งศึกษาสังคมและวัฒนธรรมที่พึ่งพิงไม้จากธรรมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนของไม้ที่นำมาทำเครื่องดนตรี ตั้งแต่ยังเป็นต้น ตลอดจนการเก็บรักษาดูแลต้นไม้ และสืบทอดวัฒนธรรมดนตรี รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนและประวัติศาสตร์ชนชาติ สำหรับไม้ที่นำมาปลูกนั้นเป็นต้นไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ เช่น ต้นกระดังงาไทย ใช้ทำคันชัก ซอ ต้นจำปา ใช้ทำกลองชนิดต่าง ๆ ต้นไม้มะขาม ใช้ทำกลอง พิณ ขลุ่ย ไม้จามจุรี ทำรางระนาด กลองยาว กลองทัด กลองแขก และเปิงมาง และยังมีไม้ของต่างประเทศด้วย เช่น ไม้สน ใช้ทำไวโอลิน ทำกีตาร์ ไม้โอ๊ค ไม้เมเปิ้ล และไม้สปรู๊ค ใช้ทำไวโอลิน และใช้ทำชิ้นส่วนของเปียโน นอกจากนี้ยังมีปะติมากรรมหินอ่อนที่มีอยู่ 2 ชิ้นคือ การอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ และแซกโซโฟน “บาริโทน” แซกโซโฟนประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐ์เป็นประติมากรรมหินอ่อน ตั้งอยู่ลานกว้างกลางป่า โดยมีตัวโน้ตที่พริ้วไหวออกมาจากลิ้นชัก ให้ความรู้สึกเหมือนมีเสียงเพลงขับกล่อมอยู่กลางแมกไม้ พรั่งพรูออกมาไม่รู้จบ ส่วนชิ้นที่ 2 เป็นหินอ่อนแกะสลักรูปพระเจนดุริยางค์นั่งสีเซลโลนั้น เป็นประติมากรรมสมัยใหม่ พระเจนดุริยางค์เป็นบรมครูดนตรีคนสำคัญของไทย และเป็นพระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2426 – 2511 เป็นผู้เขียนตำราดนตรีสากลเล่มแรกของไทย และตำราการขับร้อง การมาที่พฤกษาดุริยางค์ นอกจากจะได้เสพรสชาติแห่งเสียงดนตรีท่ามกลางสวนสวยแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องราวพิเศษกับกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นในทุก ๆ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำคือ ทางวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จะนิมนต์พระสงฆ์ 400 รูป ไปสวดมนต์ในป่าไม้ดนตรีให้คนมีโอกาสสัมผัสกับเสียงพระสวด ใช้พลังของเสียงและความเงียบของป่า เป็นฉากสร้างสีสรรค์ของชีวิตให้งดงาม นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงดนตรีในสวน และมีในส่วนของร้านอาหาร เปิดบริการให้กับคนที่มาฟังดนตรีอีกด้วย


พิพิธภัณฑ์ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

2016-01-10 18:11:24

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เกิดจากความตั้งใจของ พระพรหมคุณาภรณ์ (จิรปุญโญ ด.เจียมกุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อถวายแด่ในหลวง จนกระทั่งได้รวบรวมสิ่งของจัดแสดงได้มากพอสมควร และมีโบราณวัตถุภายในวัดโสธรฯ อยู่บ้างแล้ว จนได้เริ่มดำเนินการ และมีการจัดแสดงอยู่บนชั้น 3 ของอาคารหอประชุมโรงเรียนพุทธโสธร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 แต่หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการได้ระยะหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เริ่มประสบปัญหา จึงปิดไป จนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 อาจารย์นันทา ผลบุญ ได้เห็นคุณค่าของพิพิธภัณฑ์จึงเริ่มกลับมาฟื้นฟูและเปิดพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้อีกครั้ง โดยให้เป็นแหล่งความรู้ของนักเรียนโรงเรียนพุทธโสธร โดยเริ่มจากการตั้งชุมนุมยุวมัคคุเทศก์ ขึ้นมาให้เด็ก ๆ ฝึกนำชมพิพิธภัณฑ์ เริ่มจากห้องโถงขนาดใหญ่เป็นห้องแรก จะพบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อโสธร และมีพระพุทธรูปต่าง ๆ มีเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ ชุดเครื่องเบญจรงค์ลายพระอภัยมณี ซึ่งหาได้ดูจากที่นี่ที่เดี่ยว ส่วนบริเวณด้านหลังห้อง ยังมีตู้อาวุธ และเครื่องทองเหลือง ส่วนห้องที่สอง คือ ห้องภูมิปัญญาไทย เกี่ยวกับยาไทย และสมุนไพรไทย สุดท้ายคือ ห้องชนชาติไทย ซึ่งด้านหนึ่งเป็นเก้าอี้ที่เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และพระเก้าอี้ของสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเสด็จมาด้วย ถัดไปเป็นประวัติของพระพรหมคุณาภรณ์ จุดเด่นของห้องนี้ คือ กล้องส่องทางไกลสำหรับดูยอดฉัตรทองคำของโบสถ์วัดโสธรฯ ซึ่งเป็นทองหนัก 77 กิโลกรัม มูลค่า 44 ล้านบาทให้ชมเป็นขวัญตา