กรมศิลปากร

จำนวน 16 แห่ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี

2015-12-16 19:52:30

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี หรือพิพิธภัณฑ์เขาวังเดิมเป็นพระราชวังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเก้าอยู่หัวรัชการที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนเขาสามยอด ชื่อเขาสมน (สะหมน) หรือสมณ เมื่อได้สร้างพระนครคีรีแล้ว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า ‘เขามหาสวรรค์’ โดยแบ่งพื้นที่การก่อสร้างพระราชวังออกเป็นสามส่วน คือยอดเขาด้านทิศตะวันตกเป็นพระมหาปราสาทและราชมณเฑียรสถาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดพระนครคีรีแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้เสด็จมาประทับอยู่หลายครั้ง แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรดเช่นกัน โดยได้ใช้เป็นที่ต้อนรับแขกเมืองและพระราชอาคันตุกะอยู่เสมอ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชมณเฑียรสถาน การจัดแสดงโบราณสถานศิลปวัตถุจึงเป็นไป ตามความสำคัญของพระที่นั่งแต่ละองค์ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเรือน เครื่องราชูปโภคและเครื่องใช้ต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จฯ มาเยือนพระนครคีรี การใช้งานของหมู่พระมหามณเฑียรและพระที่นั่งต่างๆ เช่น พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่ง ปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา และหอชัชวาลเวียงชัย โบราณสถานที่สำคัญในพระนครคีรี คือ วัดพระแก้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดประจำราชวัง โดยมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ พระอุโบสถ พระสุทธเสลเจดีย์ ศาลาลพระปรางค์แดง หอระฆัง

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ชุมพร

2015-12-13 20:26:08

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองชุมพรที่ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (นายประยูร พรหมพันธ์) เมื่อราวปี พ.ศ. 2537 จังหวัดชุมพรได้มอบที่ดินแก่กรมศิลปากรเพื่อใช้ในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานจำนวน 7 ไร่ โดยอธิบดีกรมศิลปากร (นายสมคิด โชติถวณิชย์) ได้ดำเนินการโดยกำหนดเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองตามมติของคณะรัฐมนตรี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร ได้ประกาศกำหนดสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 15 ตอนที่ 104 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 และได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2542

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง

2015-12-13 22:49:35

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จัดสร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมจัดแสดงโบราณวัตถุ และวัตถุอันมีค่าต่างๆด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตรวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีแห่งเกาะภูเก็ต ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ‘ศึกถลาง’ พร้อมทั้งนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเมืองถลางและภูเก็ตสมัยรัตนโกสินทร์ รวมถึงจัดแสดงอาวุธต่างๆ ในการทำสงครามในอดีตอาทิ ปืนโบราณ มีด ดาบพก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูล ณ ถลาง วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ พระนารายณ์ สูง 235 ซม. ทำด้วยศิลา เป็นศิลปะปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 พบที่บริเวณเขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอปะกง จังหวัดพังงา ภาชนะดินเผาและเครื่องประดับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบที่ถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ และควนลูกปัด ตำบลคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ รู้หรือไม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ ดูแลการก่อสร้างโดยสถาปนิก ‘อุดม สกุลพาณิชย์’ ซึ่งนำรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้มาประยุกต์เข้าเป็นแนวคิดหลักของอาคาร โดยคงลักษณะเรือนไม้มีหลังคา 3 ด้าน โดยมีด้านสกัดเป็นรูปจั่ว การยกพื้น รูปทรง และพื้นผิวของหลังคา พื้นผิวของฝาเลื่อยที่เป็นไม้ไผ่ขัดแตะ และไม้ไผ่สายลายปิดยอดจั่ว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนท้องถิ่นของชาวภูเก็ตโดยแท้


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

2015-12-15 13:24:47

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี และเพื่อสนองแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาอื่นๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เสร็จสมบูรณ์ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2546 และถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินงานเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี

2015-12-15 20:08:49

เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่เก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเลไว้นับหมื่นชิ้น ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุจากแหล่งเรือจมในอ่าวไทย รวมถึงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดจันทบุรี กว่า 33 ปีเต็ม หลังการจับกุมชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการลักลอบงมโบราณวัตถุใต้ทะเลบริเวณอ่าวไทยนับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย และดำเนินงานสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติอีกมุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเล หลักฐานสำคัญที่จะช่วยในการค้นหาความเป็นมาและบอกเล่าถึงเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การพาณิชย์นาวีในอดีต การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 ห้องได้แก่ ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ ซึ่งจะจัดแสดงการพาณิชย์นาวีในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณจัดแสดงของมีค่าที่ถูกค้นพบจากแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย อาทิ กำไลทองคำประดับอัญมณี จี้ทองคำฝังทับทิม ต่อมาจะเป็นห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ จัดแสดงเรื่องราว เทคนิคการทำงาน ของโบราณคดีใต้น้ำ โดยจำลองสภาพจริงของแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ วิธีการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริงนอกจากนี้ ยังมีห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ,ห้องแสดงเรือและชีวิตชาวเรือ,ห้องของดีเมืองจันท์ และห้องบุคคลสำคัญ ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เกี่ยวข้องกับการทำสงคราม คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2,เส้นทางเดินทัพเมื่อคราวมารวมพลที่จันทบุรีเพื่อเชิดชูพระมหาวีรกรรมของพระองค์

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี

2015-12-15 21:17:35

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี ตั้งอยู่บริเวณวัดพระอารามหลวง หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามของ ‘วัดโบสถ์’ ในตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เริ่มจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่พ.ศ.2481 โดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี (ผึ่ง โรจโน) ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีและอุทัยธานี (ฝ่ายธรรมยุติ) ซึ่งท่านได้รวบรวมศิลปวัตถุโบราณวัตถุจากการบริจาคของประชาชนไว้ตั้งแต่พ.ศ.2483 มีโบราณวัตถุที่สำคัญและเป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะโบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี มีโบราณวัตถุที่สำคัญหาดูยาก อาทิ คานหามรัชกาลที่ 5, หนังใหญ่วัดประศุภ,เครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์,พระพุทธรูปหินเขียวธรรมจักรสมัยทวารวดี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงการละเล่นพื้นบ้าน,เครื่องมือ ดักปลา,เครื่องทอผ้า ฯลฯ


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

2015-12-16 12:27:05

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ในความดูแลของกรมศิลปากร เฉพาะการจัดแสดงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้แก่ ระบบสารสนเทศการทำหุ่นจำลอง และฉากชีวิตต่างๆ เข้ามาประกอบการนำเสนอเรื่องราวต่างๆในจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมทีนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมอีสานโดยเฉพาะผ้าไหมและผ้าพื้นเมืองต่อมาเมื่อกรมศิลปากรมีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง จึงได้ทำการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาในการจัดแสดงให้ครอบคลุมข้อมูลเรื่องราวของจังหวัดทุกด้าน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรณี โบราณคดี ประวัติสาสตร์ บุคคลสำคัญ วิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถกรรม ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 จัดแสดงเรื่องภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา แนะนำจังหวัดร้อยเอ็ด,ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัด และศิลปินแห่งชาติ ชั้นที่ 2 จัดแสดงเรื่องโบราณคดีและประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และศิลปะพื้นบ้าน อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับ,กระปุกรูปช้าง,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ชั้นที่ 3 จัดแสดงเรื่องวิถีชีวิตประเพณีและงานศิลปหัตถกรรมผ้าไหม ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับรูปพญานาคห้าเศียรทองคำ,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,ฝาปิดภาชนะในพิธีกรรมฝังศพโบราณ,ภาชนะบรรจุกระดูก,กระดิ่งสำริด,เศียรนาคทำด้วยสำริด เปียกทอง,พระพุทธรูปปางประทานธรรม,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก, พระพิมพ์ดินเผาแม่พิมพ์พระสำริด,กระปุกรูปช้าง รู้หรือไม่? ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดในบริเวณลุ่มแม่น้ำชีในภาคอีสานของไทยที่อดีตเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนยุคก่อนประวัติสาสตร์ โดยปรากฏชื่อในตำนานอุรังคธาตุว่า ‘สาเกตนคร’ หรือ ‘เมืองร้อยเอ็ดประตู’ อันเนื่องมาจากเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองขนาดที่มีเมืองขึ้นมากถึงสิบเอ็ดเมือง แต่จำนวนสิบเอ็ดในสมัยโบราณนั้นประกอบด้วยเลขสิบและเลขหนึ่ง (101) ชื่อเมืองจึงถูกเรียกว่าเมืองร้อยเอ็ดจนทุกวันนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

2015-12-16 12:56:11

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2199-พ.ศ.2231) ทรงโปรดให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสและอิตาลีร่วมกันออกแบบสร้างพระราชวังเมืองลพบุรี กำแพงเมืองและป้อมปราการต่างๆขึ้นในปี พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับว่าราชการงานเมือง ต้อนรับแขกเมือง พักผ่อน และล่าสัตว์ เสมือนเป็นราชธานีแห่งที่ 2 รองจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2231 เมืองลพบุรีก็หมดความสำคัญและถูกทิ้งร้างลง จนกระทั่งได้รับการซ่อมแซมบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2394-พ.ศ.2411) ทรงโปรดให้สร้างหมู่พระที่นั่งพิมาณมงกุฎและหมู่ตึกพระประเทียบขึ้นในปี พ.ศ.2399 พระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระราชทานหมู่พระที่นั่งพิมาณมงกุฎให้เป็นศาลากลางจังหวัดลพบุรี ต่อมาสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้เสด็จมาตรวจราชการที่เมืองลพบุรี พบว่ามีโบราณวัตุกระจายอยู่ตามโบราณสถานเป็นจำนวนมาก ทรงมอบให้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์จัดสดงโบราณวัตถุขึ้นที่พระที่นั่งจันทรพิศาล เรียกว่า “ลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน” เปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2467 ต่อมาจึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์” ในปี พ.ศ.2504 ปัจจุบันได้จัดแสดงศิลปะและโบราณวัตถุในพระที่นั่งและอาคารต่างๆประมาณ 1,884 รายการ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

2015-12-16 15:03:24

แต่เดิมเคยเป็นศาลากลางของอุบลราชธานีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2461) สร้างบนที่ดินของทายาทราชบุตร (สุ่ย บุตรโลบล) คือหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา (ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์) ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (มณฑลอีสาน)ประทับ ณ เมืองอุบลราชธานีซึ่งทรงขอมาเพื่อใช้เป็นที่สาธารณะสำหรับทางราชการ ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของอาคารนี้ คือ ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยแต่ละด้านสร้างเป็นอาคารโอบล้อมหันหน้าเข้าหากัน มีห้องโถงใหญ่อยู่โดยรอบและมีระเบียงทางเดินเชื่อมถึงกัน เหนือกรอบประตูและหัวเสา รับชายคาที่ระเบียงประดับด้วยไม้ฉลุเป็นลายพันธุ์พฤกษา พื้นที่ด้านข้าง 2 ด้านเป็นลานโล่งสำหรับปลูกสวนหย่อม และให้อากาศและแสงสว่างส่องเข้าหาภายในอาคาร ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ โดยห้องจัดแสดงของที่นี่ คือ ห้องสำนักงานเดิมของศาลากลาง ซึ่งไล่เรียงลำดับไปตั้งแต่เรื่องธรณีวิทยา สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงสมัยทวารวดี ขอม,ไทย,ลาว และเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งงานหัตถกรรม ดนตรี และงานประเพณีศิลป์ในศาสนา โบราณวัตถุที่น่าสนใจ อาทิ พระพุทธรูปสำริดมีจารึกที่ฐาน ระบุว่า ‘สมเด็จพระราชเชฏฐา’ หรือ เจ้ามหาชีวิตอนุวงศ์แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทร์ ให้หล่อขึ้นใน จ.ศ.1188 (พ.ศ.2369) รู้หรือไม่ อุบลราชธานี เป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูลที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี เล่ากันว่า ท้าวคำผงท้าวทิศพรหม และท้าวคำบัตร พระวอ พระตา หนีภัยสงครามจากพระเจ้าบุญสาร เจ้าแห่งนครเวียงจันทร์ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้สร้างเมืองขึ้นที่บริเวณอู่ผึ้งใกล้กับแม่น้ำมูลกระทั่ง พ.ศ.2323 พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี เชิญตราพระราชสีห์มาพระราชทานนามเมืองว่า ‘อุบลราชธานี’ ทรงให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรกซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระปทุมวงศา’ เมืองอุบลราชธานี มีเจ้าเมืองสืบกันมาถึง 4 คน ตราบจนถึงพ.ศ.2425 จึงดีมีการแต่งตั้งข้าหลวงและผู้ว่าราชการจังหวัดมาปกครองดูแลจนถึงทุกวันนี้ ‘เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษาผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์’