องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

จำนวน 14 แห่ง

โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น

2016-03-10 21:59:48

โฮงมูนมังเมือง หุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์บนอาสน์ใต้พญานาคไม้ตัวเขื่องที่ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในพิธีฮดทรงต้นแบบรางสรงน้ำใช้ในประเพณีสงกรานต์ของชาวขอนแก่น โมเดลจำลองพิธีทำขวัญข้าวหรือ แรกนาขวัญเป็นแนวคิดแปลงทดลองปลูกพืชของคนยุคนี้ หรือพิธีผูกเสี่ยว อุบายในการสานรักสามัคคีของชาวอีสาน เป็นหนึ่งในหลากประเพณีและพิธีกรรมที่ล้วนสะท้อนรากเหง้าความคิดที่เป็นกศโลบายที่ควรค่าแก่การสืบสานตำนานในอดีตที่เล่า ผ่านข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตประเพณี และวัฒนธรรมอันสะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนเมืองขอนแก่นใน ‘โฮงมูนมัง’ คำว่า ‘โฮงมูนมัง’ เป็นภาษาอีสานแยกออกเป็น 2 คำ คือ ‘โฮง’ หมายถึง ห้องโถงหรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่และ ‘มูนมัง’ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ จึงมีความหมายว่า ห้องที่เก็บรวยรวมทรัพย์สมบัติ ในที่นี้หมายถึงหอเก็บสมบัติ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่มาของเมืองขอนแก่น สิ่งส่องสะท้อนให้ผู้คนได้สัมผัสถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอนแก่นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองมาตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรากฏหลักฐาน เช่น ชุมชนโบราณที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือเมืองโบราณดง เมืองแอม, การขุดพบซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อายุนับล้านปี นอกจากนี้ ขอนแก่นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสานที่เป็นศูนย์กกลางของความเจริญในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ส่วนราชการ การพาณิชย์ การขนส่งและบริการ รวมถึงมีความพร้อมทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย โดยที่สำคัญชาวขอนแก่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน รู้หรือไม่ เมืองขอนแก่น เป็นเมืองที่ประวัติความเป็นมายาวนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สมัย พ.ศ. 2340 มีกลุ่มคนประมาณ 330 คนนำโดยท้าวเพียเมืองแพน อพยพมาจากบ้านชีโล้นแขวงเมืองสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) มาเลือกชัยภูมิบ้านบึงบอน (บ้านเมืองเก่า อำเภอเมืองของแก่น) เป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ โดยขออนุญาตและขอยกเป็นเมืองขอนแก่นจากพระยานครราชสีมา ซึ่งมีใบบอกไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นเมื่อ พ.ศ. 2340 ตั้งท้าวศักดิ์ ซึ่งเป็นท้าวเพีย เมืองแพนเป็นเจ้าเมืองคนแรก ห้ามว่า ‘พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี’ ชื่อ ขอนแก่นอาจจะมาจากคำว่า ‘ขามแก่น’ ซึ่งมีพระธาตุขามแก่นอยู่ในอำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ห่างจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียง ประมาณ 26 กิโลเมตร ท้าวเพียเมืองแพน จึงได้นำชื่อ ‘ขามแก่น’ นั้นมาเป็นมงคลนามตั้งชื่อเมืองว่า ‘ขอนแก่น’

อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ

2015-12-15 13:27:24

ซากช้างโบราณ จากการค้นพบ ‘ซากฟอสซิลของช้าง’ ทำให้รู้ว่า บรรพบุรุษของช้างมีขนาดเท่ากับหมู รูปร่างหน้าตาคล้ายกับฮิปโปโปแตมัส สูงแค่ 70 เซนติเมตร หนักประมาณ 180 กิโลกรัม เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน เคยมีชีวิตอยู่ในแถบประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 50-35 ล้านปีมาแล้ว ก่อนจะมีวิวัฒนาการต่อมาอีหลายสิบล้านปี เป็นช้างสายพันธุ์ต่างๆ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แบ่งฟอสซิลช้างที่ค้นพบทั่วโลกได้ถึง 38 สกุล จำนวน 162 ชนิด ประเทศไทยมีการค้นพบซากช้างโบราณแล้วหลายครั้ง ราว 50 ปีก่อนมีการขุดรากสะพานเดชาชาติวงศ์ ข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ทำให้พบฟอสซิลช้างโบรณด้วยความบังเอิญ จำนวน 6 ชิ้น และส่งชิ้นส่วนของฟอสซิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่ประเทศอังกฤษ พบว่าเป็นกระดูกช้างพันธุ์ Stegodon insignis อายุประมาณ 2,000,000 – 10,000 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของไทยอย่างมาก หลังจากนั้น มีการค้นพบฟอสซิลช้างอีกหลายแห่ง เช่น ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์ ในจังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา พบงาช้างโบราณอายุประมาณ 14-17 ล้านปี หรือการค้นพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์ในบ่อทรายที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ค้นพบฟอสซิล ซากหลากหลายชนิด และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย และในโลก เป็นที่มาของ ‘อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ’ สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2545 เพื่อทำการรวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์ช้างโบราณ ภายในจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ ประวัติการพบซากช้างโบราณในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ,ช้างโบราณของโลกบางสกุล,วิวัฒนาการของช้าง,ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายของช้างโบราณ,เอปโคราช หรือซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราช,แหล่งที่พบเอปโคราช และการพัฒนาการของช้างบรรพบุรุษของช้าง รวมถึงตู้แสดงซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รู้หรือไม่ ฟอสซิลเอปโคราช หรือชื่อทั่วไป ‘เอปโคราช’ (KKhorat Ape) มีอายุทางธรณีวิทยา ไมโอซีนตอนปลาย หรือ 9-7 ล้านปี ถือเป็นเอปสายพันธุ์ใหม่ของโลก มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเอปขนาดใหญ่สายพันธุ์รังอุตังชนิดใหม่ของโลก มีกรามหนามา ลักษณะ รูปร่างขนาดของฟันและความย่นของเคลือบฟันคล้ายลิงอุรังอุตังในปัจจุบันและมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่เหมือนกันคือไม่พบรอยกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดปิดปากใต้กรามส่วนหน้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวได้พัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้องสื่อสานกันในกลุ่มลิงอุรังอุตัง ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า แต่ฟันกรามซี่ในสุดมีขนาดใหญ่กว่าลิงอุรังอุตังปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบันและมนุษย์ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในเอปชนิดอื่น จากการศึกษาขนาดฟันของฟอสซิลดังกล่าวทำให้ทราบว่า เอปโคราชมีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน น้ำหนักตัวประมาณ 70-80 กิโลกรัม

พิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง

2016-01-02 23:23:18

วัดเกาะกลาง ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ มีซากสถาปัตยกรรมให้เห็นร่องรอยของอารยธรรมดั้งเดิมหลายชั้น โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบมีเชื้อสายมอญและยังพูดภาษามอญ และจากลักษณะของการกระจายกลุ่มโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึง แต่เดิมนั้นวัดนี้มีขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ด้วย ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง ยังอยู่ในแผนการดำเนินงาน ขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะโบราณสถานของสำนักศิลปากรที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่มีผู้บริจาคให้กับวัดเกาะกลาง เดิมมีการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานชั่วคราว และต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งใหม่ ในพื้นที่ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าเป็นบ้านของเศรษฐีอินตา บิดาของพระนางจามเทวี และดำเนินการย้ายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุมาจัดแสดงในอาคารใหม่ โดยแบ่งเป็นตู้เก็บโบราณวัตถุ เช่น เครื่องมือหิน ภาชนะเคลือบดินเผา และกล้องยาสูบดินเผา เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนและผู้สนใจได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาในอดีตต่อไป มาที่นี่ต้องดู! พญานาคเจ็ดเศียร ทวารบาล และยักษ์ ลวดลายปูนปั้นลายเครือล้านนา ซึ่งทั้งหมดได้จากการ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะเจดีย์บริเวณหน้าวัด เมื่อปี 2542


พิพิธภัณฑ์ ชุมชนเมือง

2016-01-02 23:29:30

คุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ลำพูน (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) ได้สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 2455 ในสมัยที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) เพื่อใช้เป็นเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ กับเจ้าหญิงส่องหล้า สัมพันธ์วงษ์ ธิดาของเจ้าอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 9 ปัจจุบันคุ้มแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุ้มเจ้าเมืองลำพูนที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง สะท้อนให้เห็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า และสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของลำพูนเป็นอย่างยิ่งเทศบาลเมืองลำพูนและกลุ่มวงแหวนหละปูน จึงได้จัดตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ในปี 2550 เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าที่อยู่ในเขตเมืองไว้ และจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ ผ่านทางรูปภาพ และสิ่งของเครื่องใช้ในอดีต เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และสังคมเมืองลำพูนในอดีต และมีการโยงกับพิพิธภัณฑ์ภายในเมืองที่เป็นอาคารโบราณ เช่น พิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร พิพิธภัณฑ์ร้านค้าโบราณเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์สถานีตำรวจเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์รถไฟลำพูน พิพิธภัณฑ์คุ้มเจ้าลำพูน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาของเยาวชน และสามารถคงสภาพของเมืองเก่าของลำพูนต่อไปได้ในอนาคต มาที่นี่ต้องดู! โรงภาพยนตร์จำลอง และร้านค้าจำลอง ซึ่งมีการใช้วัตถุจริงในสมัยโบราณมาจำลองให้ชม

ศูนย์วัฒนธรรมตำบลอุโมงค์

2016-01-02 23:38:03

ศูนย์วัฒนธรรมตำบลอุโมงค์ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมและจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากินของชาวบ้านในอดีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา โดยจำลองอาคาร ‘ห้างเจ้า’ อาคารทรงแปดเหลี่ยมที่สร้างขึ้นในปี 2472 โดยเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองหริภุญไชยองค์สุดท้าย มาเป็นต้นแบบในการก่อสร้าง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงตู้โบราณ ห้องนอน หีบใส่ของ และเครื่องสืบชะตาตามแบบประเพณีพื้นเมืองล้านนา รวมถึงประวัติศูนย์วัฒนธรรม ห้องครัวโบราณ เครื่องจักสาน เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องมือทำมาหากิน เครื่องล่าสัตว์ ประมง อุปกรณ์ทั่วไปและธรรมาสน์ เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาของคนล้านนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ยังได้พัฒนาบริเวณอาคารให้เป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจด้วย มาที่นี่ต้องดู! เครื่องสืบชะตาตามแบบประเพณีพื้นเมืองล้านนาซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาแบบล้านนาอย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์

2016-01-03 16:00:21

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์จัดสร้างขึ้นโดยกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2530 เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงตำแหน่งเก่าแก่ของกรมราชทัณฑ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือตำแหน่งพธำมะรงค์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเชิดชูเกียรติวงศ์ตระกูล ‘ติณสูลานนท์’ เนื่องจากบิดาของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (ปึ้ง ติณสูลานนท์) ได้เคยดำรงตำแหน่งพธำมะรงค์ พิเศษเมืองสงขลา โดยได้จำลองรูปแบบบ้านพักเดิมของบิดาท่าน จากความทรงจำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของครอบครัวติณสูลานนท์ในอดีต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับอนุชนรุ่นหลังต่อไป มาที่นี่ต้องดู! เครื่องใช้ภายในบ้านตระกูลติณสูลานนท์ อายุกว่า 70 ปี อาทิ เตียงนอนจำลองสมัยที่พลเอกเปรม อาศัยอยู่ที่นี่ อาวุธประจำบ้านในอดีต และรูปถ่ายเก่าของตระกูล


พิพิธภัณฑสถานวัดคลองท่อม กระบี่

2016-01-21 12:06:05

พิพิธภัณฑสถานวัดคลองทุ่ม ก่อตั้งโดยพระครูอาทรสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดคลองท่อม เพื่อเป็นสถานที่เก็บลูกปัดและวัตถุโบราณ ซึ่งชุมชนคลองท่อมแต่โบราณนั้นเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ที่มีความชำนาญในการทำลูกปัดโบราณ อีกทั้งยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญในการค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้าด้วย โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงชีวประวัติของบุคคลสำคัญ รวมถึงประวัติและวิวัฒนาการลูกปัดคลองท่อม ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้โบราณ เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและดีงามของชาวบ้านคลองท่อม มาที่นี่ต้องดู! กำไลแก้ว และเครื่องประดับ ยุคโบราณ ที่ไม่อาจประเมินอายุได้

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน บ่อเหล็กน้ำพี้

2016-01-09 19:58:32

จากการพูดคุยกับคนในท้องถิ่น พวกเขามีเชื่อว่าเป็นแหล่งเหล็กน้ำพี้ เป็นแร่เหล็กที่มีคุณภาพดี อาวุธที่หล่อจากเหล็กที่บ่อเหล็กน้ำพี้สามารถป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ทั้งยังเป็นวัตถุมงคลเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรี บำบัดและป้องกันสรรพโรคาพาธ และด้วยความสำคัญของบ่อแร่เหล็กโบราณแห่งนี้ ทำให้มีผู้ลักลอบขุดหาสินแร่เหล็กและโบราณวัตถุที่คาดว่าอาจหลงเหลือในบ่อแร่เหล็ก นายอำเภอทองแสนขัน จึงมีประกาศห้ามขุดค้นหาเหล็กน้ำพี้หรือโบราณวัตถุในเขตตำบลน้ำพี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ได้พิจารณาเห็นควรให้พัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน และในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 จังหวัดอุตรดิตถ์จึงดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ขึ้น โดยทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2542 คือหลังจากการสั่งยุติการขุดค้นหา 1 ปีเท่านั้นเอง เมื่อเราได้เข้าส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นมีการจัดแสดงเนื้อหาหลักๆ นั้นอยู่ที่เรื่องราวของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเหล็กน้ำพี้ มีการจัดแสดงกรรมวิธีการขุดหาแร่เหล็กการถลุงเหล็ก การตีเหล็ก และแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเหล็กน้ำพี้ ทั้งยังมีการใช้หุ่นจำลองขนาดครึ่งเท่าและขนาดเท่าจริงเกี่ยวกับโลหะกรรมในสมัยโบราณที่เราได้ชม รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวตำนานบ่อเหล็กน้ำพี้ ในอำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ผนังอาคารด้านในตั้งตู้จัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ และบริเวณอาคารจัดแสดงยังได้ติดตั้งเครื่องเสียงบรรยายประวัติการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และรายละเอียดการจัดแสดงในอาคาร ส่วนบริเวณในพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้โบราณ จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีของชาวอุตรดิตถ์ ผ่านการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ และการใช้ภาพบรรยาย เพื่อให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น

พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม

2016-01-10 01:28:14

อากาศที่ร้อนยามบ่ายของวันที่เริ่มต้นเดินทางในจังหวัดขอนแก่น ทำให้รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา แต่ความร้อนของอากาศ ก็ไม่ได้ทำให้ความต้องการที่จะไปยังเมืองโบราณดงเมืองแอมและพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม หายไปจากตารางการเดินทางของเรา และเมื่อเราขับรถขับสู่วัดศรีเมืองแอม ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม เราก็จะผ่านประตูเมืองจำลองสีแดง ทำให้เราแน่ใจว่า เรามาถึงแล้ว เมื่อเข้าไปด้านในก็พบอาคารขนาดเล็ก ที่รวบรวมโบราณวัตถุต่าง ๆ ไว้ให้เราได้ชม เมื่อเราชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อย เราค่อยเที่ยวยังบริเวณเมืองโบราณดงเมืองแอมกันอีกที เพื่อย้ำความเป็นโบราณสถานของจังหวัดขอนแก่น ตามหลักฐานที่ถูกพบนั้นทำให้เรารู้ว่า เมืองโบราณดงเมืองแอมซึ่งถือว่าเป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี ซึ่งปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เช่น คูเมือง โบราณวัตถุ อยู่ในพื้นที่บ้านดงเมืองแอม บ้านโนนน้ำผึ้ง และบ้านดงเรือง เมืองโบราณแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และยังมีอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดดงเมืองแอมในเขตหมู่บ้าน ได้พบซากโบราณสถานและศิลาจารึกหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีสภาพลบเลือน ศิลาจารึกด้วยอักษรปัลลวะ (อินเดียใต้) ภาษาสันสกฤต จำนวน 3 บรรทัด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 นอกจากนั้นยังพบเศษภาชนะดินเผาแบบเรียบและแบบลายเชือกทาบ เมืองโบราณดงเมืองแอมจัดว่าเป็นเมืองที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีถึงลพบุรีต่อเนื่องกัน สำหรับพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม ได้มีการบริหารงานโดยองค์การบริหารส่วนตำบลดงเมืองแอม ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอมตั้งอยู่ภายในวัดศรีเมืองแอม โดยตัวอาคารก่อสร้างตาม “โครงการอาคารศาลาประวัติศาสตร์เมืองโบราณดงเมืองแอม” เมื่อปี พ.ศ. 2545 และภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและวิวัฒนาการของเมืองโบราณดงเมืองแอม โดยจัดแสดงสิ่งของภายในตู้จัดแสดง ลักษณะของตู้เป็นการก่อแท่นคอนกรีตถาวรบุด้วยกระเบื้องและล้อมกรอบด้านบนด้วยกระจก ไม่มีการแบ่งประเภทของสิ่งของที่จัดแสดงอย่างชัดเจน วัตถุสิ่งของบางประเภทมีแผ่นป้ายข้อมูล แสดงชื่อสิ่งของ ชื่อผู้บริจาค และวันที่บริจาคสิ่งของนั้นๆ บริเวณด้านหน้าและภายในอาคารมีแผ่นป้ายแสดงข้อมูลประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณดงเมืองแอม ข้อมูลโบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดที่พบภายในเมืองโบราณดงเมืองแอม เช่น ศิลาจารึก อักษรปัลลวะ และสถานที่สำคัญรอบๆ เมืองโบราณดงเมืองแอม ที่เดินชมได้ในบริเวณไม่กว้าง แต่ก็สามารถทำให้เราได้เห็นมากกว่าที่นั่งอยู่ในบ้าน แล้วค้นหาจากกูเกิ้ลหรือให้คนอื่นเขาเล่าให้ฟัง และที่ต้องไม่ลืม นั่นก็คือ หากต้องการเข้าชม เราต้องติดต่อสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองดงแอม หรือผู้ใหญ่บ้านดงเมืองแอมเสียก่อน ซึ่งสามารถติดต่อได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น