ภาคเหนือ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

2016-06-20 14:08:45

อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เดิมเรียกว่า หอคำ หรือ คุ้มหลวง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2446 โดยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน เพื่อใช้เป็นที่พำนักและที่ออกว่าราชการ ต่อมาได้ใช้เป็นที่พำนักของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย กระทั่งพิราลัย บุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงมอบอาคารพร้อมที่ดินให้กับรัฐบาล เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด และเมื่อได้มีการสร้างอาคารศาลากลางหลังใหม่ ในปี พ.ศ. 2517 กระทรวงมหาดไทยจึงมอบอาคารและพื้นที่ให้กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากรใช้เวลาอยู่นานหลายปีในการบูรณะตัวอาคารซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม จนล่วงมาถึงปี พ.ศ.2524 จึงแล้วเสร็จและเริ่มจัดแสดงภายใน และได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธานในพิธีเปิด

หอศิลป์ริมน่าน

2016-06-20 14:09:07

ไม่อยากเชื่อว่า เรากำลังอยู่ที่จังหวัดน่าน ณ จุดที่เรายืนอยู่บริเวณถนนหลักสายน่าน – ทุ่งช้าง ณ กิโลเมตรที่ 20 โดยมีทิศเหนือและทิศตะวันออกติดแม่น้ำน่าน จึงเป็นพื้นที่งดงาม ขอยืนยันว่าสวยงามจริง ๆ และตอนนี้ร่างกายเล็กๆ ของเราถูกโอบล้อมไปด้วยทิวเขา ต้นไม้และอากาศสบายๆ สายตามองเห็นหอศิลป์ที่สวยงามอยู่เบื้องหน้า สองเท้าก็เร่งเร้าว่า ให้เดินเข้าไปชมงานศิลปะด้านในไว ๆ จากบริเวณด้านหน้าอาคารก็สวยงามได้ใจแล้ว เหมือนอยู่ต่างประเทศเลย และเมื่อมองขึ้นไปบนหน้าจั่วด้านบนจะเห็นพระอาทิตย์ และพระจันทร์อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อซื้อบัตรผ่านประตูเข้ามากับราคาเพียง 20 บาท แล้วแลกกับการที่เราได้ชมความงามของศิลปะได้ไม่จำกัดเวลา ขอบอกว่า คุ้มค่ามากจริง ๆ เรื่องราวที่มาที่ไปของหอศิลป์ริมน่านแห่งนี้นั้น ดำเนินงานโดยคุณวินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่านที่สร้างสรรค์งานศิลปะ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงศิลปะ หลังจากร่ำเรียน สั่งสมประสบการณ์ทำงานด้านศิลปะมาหลายสิบปี คุณวินัยจึงกลับมาสร้างหอศิลป์ขึ้นที่บ้านเกิดของตน หวังที่จะถ่ายทอดความงามของศิลปะให้แก่ผู้คนและเยาวชนของจังหวัดน่าน โดยใช้เวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2541 – 2545 ในการปรับปรุงพื้นที่ และใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างอีก 2 ปี หอศิลป์จึงเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 นั่นเอง สถานที่ดีๆ แบบนี้จริงๆ แล้วน่าจะมาตั้งแต่แรกแล้ว จากบริเวณชั้นล่างที่เดินกันอยู่นั้น จะได้เห็นผลงานศิลปะของศิลปินหลายๆ ท่านที่นำมาจัดแสดง ซึ่งเป็นส่วนแสดงนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย ส่วนบริเวณชั้น 2 ผลงานศิลปะและงานสะสมของคุณวินัย ปราบริปู ทั้งภาพวาด และประติมากรรม ส่วนชั้นล่างเป็นนิทรรศการหมุนเวียน นำผลงานของศิลปินแขนงต่าง ๆ มาหมุนเวียนจัดแสดง พอลงมาด้านล่าง และเดินไปทางด้านหลังอาคารจะมี “เฮือนไม้” หรือเรือนไม้เล็ก ๆ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงามตั้งแสดงตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ นั่นก็คือ “เฮือนศรีนวล” ตรงข้ามกันก็คือ “เฮือนยอดหล้า” จะมีภาพวาดและงานศิลปะแบบปูนปั้นจำหน่าย นอกจากนี้ยังมี “เฮือนหนานบัวผัน” ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการภาพถ่ายประวัติจิตรกรรมฝาผนังเมืองน่าน และยังมีห้องนิทรรศการ “สตูดิโอ แกลลอรี่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทั้งศิลปินรุ่นผู้มีความประสงค์เผยแพร่ผลงานทั้งกลุ่มและเดี่ยว (one man show) จึงทำให้เกิดกิจกรรมศิลปะประจำปีประมาณ 10 – 12 นิทรรศการอีกด้วย สำหรับให้ผู้มาชมศิลปะสามารถซื้อสินค้าที่ระลึก สำหรับหลายคนคงเลือกนั่งจิบกาแฟ กินขนม และชมธรรมชาติ บริเวณด้านหลังหอศิลป์นี้เหมือนเรา เพราะได้สัมผัสธรรมชาติ ทิวเขา สายน้ำน่านและลมเย็นๆ ที่พัดเอื่อยๆ ให้เราได้พักกาย พักใจกันที่แห่งนี้

หอศิลป์พิงพฤกษ์

2016-06-24 14:49:47

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงหอศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นแห่งเมืองน่านหอศิลป์ขนาดเล็กบนเนื้อที่เพียง 1 งาน แต่ภายในหอศิลป์กับมีบรรยากาศที่อบอุ่นตลบอบอวนอยู่ทุกอณู และยังเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้รู้จักจังหวัดน่านมากขึ้น หอศิลป์พิงพฤกษ์ก่อตั้งขึ้นโดยคุณสุรเดช กาละเสน ศิลปินชาวน่าน นอกเหนือจากงานประจำในโรงพยาบาลจังหวัดน่าน คุณสุรเดชได้อุทิศเวลาให้กับงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถของวัดมิ่งเมือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งเคยได้รับรางวัลด้านศิลปะต่าง ๆ มากมาย อาทิ รางวัลศิลปินดีเด่นจังหวัดน่าน สาขาทัศนศิลป์ ด้านจิตกรรม ประจำปี 2542 จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รางวัลชนะเลิศการประกวดแบบตราสัญลักษณ์ “น่านเมืองศิลปวัฒนธรรมนำสู่มรดกโลก” ต่อมาเมื่อคุณสุรเดชได้เสียชีวิตลงกะทันหันก่อนที่จะเปิดหอศิลป์จากที่ได้เริ่มต้นไว้ ทำให้คุณโสภา กาละเสน (ภรรยา) ได้มาสานงานต่อเพื่อให้หอศิลป์แห่งนี้ได้เปิดขึ้นตามความตั้งใจของคุณสุรเดช เราจึงได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนหอศิลป์แห่งนี้ และอาจเป็นเพราะความลงตัวที่แยกกันไม่ออกระหว่างบ้านและหอศิลป์ เพราะทั่วทั้งบ้านเต็มไปด้วยภาพเขียน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ตาม โดยภายในหอศิลป์พิงพฤกษ์ นอกจากจัดแสดงผลงานภาพวาดของคุณสุรเดชแล้ว ยังมีในส่วนของบ้านศิลปะที่มีศิลปะและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ จัดแสดงให้เห็นเสมือนมาบ้านของคุณปู่คุณย่าต่างจังหวัดอย่างไงอย่างนั้น และยังมีมุมด้านหนึ่ง ที่จัดแสดงโต๊ะทำงานและอุปกรณ์วาดภาพของคุณสุรเดชไว้เสมือนเป็นการระลึกถึงบรรยากาศการทำงานของผู้ก่อตั้งหอศิลป์แห่งนี้อีกด้วย และที่ชื่นชอบมากที่สุดอีกจุดก็คือ ส่วนที่จัดแสดงวิถีชีวิตท้องถิ่นในครัวมะเก่า ซึ่งสร้างเป็นครัวไฟโบราณจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณ โดยมีตัวเตาไฟที่ทำจากไม้ประกอบกันเป็นสี่เหลี่ยมใส่ดินลงไปให้เต็มพอดีขอบของไม้ ขนาดนั้นก็พอๆ กับที่จะตั้งเตาหุงหาอาหารได้ ส่วนของใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ อาทิ หม้อนึ่ง หม้อข้าว ที่กวนข้าว ที่ผึ่งข้าว ถ้วย ช้อน ชาม ไห ปิ่นโต และอีกมากมาย ของใช้บางอย่างอายุอานามมากกว่าเราเสียอีก ซึ่งสามารถแสดงให้เราได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตสมัยพ่ออุ้ยแม่อุ้ยไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ได้สัมผัสของจริงด้วยตาอย่างเต็มที่ นอกจากนี้หอศิลป์แห่งนี้ยังเปิดเป็นศูนย์ฝึกการวาดภาพให้กับกลุ่มเยาวชนในละแวกใกล้เคียงอีกด้วย จังหวัดน่าน เป็นเมืองแห่งความเงียบสงบและเสมือนเด็กหญิงแก้มแดงน่ารัก น่าชัง ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ หรือวัดวาอาราม ที่คนไทยอย่างเราน่าจะไม่พลาดในการมาเยี่ยมเยียน พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ

2016-03-10 21:49:16

ถือเป็น ‘ธรรมเนียม’ ของผู้มาเยี่ยมเยือนที่มักทำต่อๆ กันมา ณ หน้าพระพักตร์ของหลวงพ่อพุทธเศียร พระพุทธรูปหินทรายที่มีพุทธลักษณะสวยงามที่สุดตามแบบฉบับหินทรายสกุลช่างพระเยาในยุคต้นที่ได้รับอิทธิพลจากทางสุโขทัย ซึ่งถูกค้นพบที่วัดสบร่องขุย วัดร้างที่สันนิษฐานกันว่าเป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สาบานต่อกันของพ่อขุนงำเมือง พ่อขุนมังราย และพ่อขุนรามคำแหง (พระร่วง) ด้วยพระพักตร์ที่ช่างแกะสลักฝีมือดีแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างลงตัวพระเกศาเป็นเม็ดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พระขนงโค้งเรียว พระเนตรเหลือบมองต่ำ พระโอษฐ์อิ่ม แย้มยิ้ม ดูสงบและฉายแววแห่งความเมตตา ถือเป็นหลักฐานทางประวัติสาสตร์ที่งดงามและทรงคุณค่ายิ่งปัจจุบัน หลวงพ่อพุทธเศียรประดิษฐาน ณ หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา

พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

2016-01-09 19:17:33

เมื่อเดินเข้าสู่วัดลี ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดพะเยา สิ่งแรกที่ตาของเราสัมผัสก็คือพระธาตุเจ้าวัดลี พระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ที่สวยงาม พระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ และเมื่อเข้าไปภายในอาคารศาลากลางการเปรียญของวัดลี ก็จะเจอกับพิพิธภัณฑ์ที่เก็บศิลปะโบราณวัตถุภูมิปัญญาท้องถิ่นของเมืองพะเยา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคลังเก็บโบราณวัตถุของจังหวัดพะเยา จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้น เกิดขึ้นได้ เพราะว่า ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ เจ้าอาวาสวัดลี เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา เป็นผู้ที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ เมืองพะเยาและได้เก็บสะสมอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จำนวนมาก มาเป็นเวลากว่า 50 ปี แต่แล้วก็ไม่ได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ เพราะว่า ไม่มีงบประมาณ แต่แล้วเวลาผ่านไปกว่า 8 ปี จึงได้พิพิธภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าแห่งนี้จึงเปิดอย่างเป็นทางการ ภายในพิพิธภัณฑ์ เราจะโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิถีชีวิตและภูมิปัญญา โดยแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ สำหรับส่วนแรกทีเราเห็นและชอบมากที่สุดก็คือ คลังเก็บโบราณวัตถุกึ่งจัดแสดง ซึ่งมีโบราณวัตถุที่เก็บรักษาไว้มากมายโดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาภาคเหนือ อาทิเช่น เตาเวียงกาหลง เตาอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เตาสุโขทัย เตาจังหวัดพะเยา เครื่องถ้วยจีน พระพุทธรูปหินทราย และประติมากรรมหินทรายต่าง ๆ เช่น เศียรพระ องค์พระพุทธรูปชำรุด ประติมากรรมหินทรายรูปช้างและส่วนประกอบสถาปัตยกรรมโบราณ และภายในคลังยังเก็บของใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเมืองพะเยาไว้อีกด้วย ต่อมาก็เป็นส่วนจัดแสดงพระพุทธรูปหินทรายปางต่าง ๆ ศิลปะสกุลช่างพะเยาที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสุโขทัย และจะได้พบกับพระพุทธรูปหินทรายวัดติโลกอาราม (องค์จริงอีกด้วย) ซึ่งถูกขุดพบได้ที่วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา อายุในสมัยพุทธศตวรรษที่ 20 ทั้งยังมีพระสำริดและศิลาจารึกอักษรฝักขามอีกมากมาย ที่บอกเล่าเรื่องราวย้อนอดีตให้ได้รับรู้ถึงความเป็นมาของพะเยาได้เป็นอย่างดี และที่พลาดไม่ได้ก็คือ ส่วนที่จัดแสดงของใช้ในชีวิตประจำวันที่พระครูอนุรักษ์บุรานันท์เก็บรวบรวมไว้ มีเป็นจำนวนมากและหลากหลายประเภท อาทิ เครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องใช้ในการทำการเกษตร และเครื่องมือดักสัตว์ เครื่องใช้ในการทอผ้า เครื่องใช้ทั่วไปในครัวเรือน อาวุธ เครื่องดนตรี ของใช้ร่วมสมัย นอกจากนี้ ก่อนที่กลับบ้านก็ไม่ลืมไปชมพระพุทธรูปหินทรายศิลปะสกุลช่างพะเยา ซึ่งอยู่ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปหินทรายองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่ทางทิศเหนือ ขององค์พระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ มีความสูงประมาณ 2.30 เมตร หน้าตักกว้าง 1.90 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปหินทรายองค์ใหญ่ที่สุดในวัดลี และมีความเก่าแก่อยู่คู่กับวัดลีมาช้านาน โดยมีลักษณ์เด่นคือ เป็นศิลปะสกุลช่างพะเยาที่มีความสวยงาม มีพระพักตร์ที่อิ่มเอิบ มีลายผ้าจีวรผาดบริเวณหน้าตักซ้าย พระเศียรเป็นลายตารางซึ่งเป็นศิลปะสกุลช่างพะเยาที่หาชมได้ยาก พระเมาลีเป็นเปลวรัศมีที่กว้างใหญ่ นั่งบนฐานราบ หรือฐานเขียง ปางมารวิชัย ที่ตั้งตระหง่านเป็นที่น่าเลื่อมใสอยู่ภายในวัด

พิพิธภัณฑ์อู่เต็งมง (วัดนันตาราม)

2016-01-09 19:23:31

วัดแห่งนี้มีวิหารไม้สัก ทรงไทยใหญ่แบบพม่า ความสวยงามเริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้าวัด ซึ่งทำจากไม้สักแท้ใหญ่มาก พอเดินเข้าไปถึงวิหาร เมื่อมองขึ้นบริเวณหลังคาเมื่อมองขึ้นไปก็จะพบกับแป้นเกล็ดทรงเจตมุข และต้องเข้าไปกราบไหว้ขอพรพระประธานปางมารวิชัย ซึ่งทรงเครื่องแบบไทยใหญ่ที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพะเยา พิพิธภัณฑ์อู่เต็มมง ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังองค์พระประธาน ก่อสร้างเป็นวิหารไม้ทั้งหลัง ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บรักษาศิลปะวัตถุ สิ่งของ เครื่องใช้ อันมีคุณค่าที่ทางวัดได้รวบรวมไว้ รวมถึงที่มีผู้บริโภคให้ โดยจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งบริเวณพระวิหารไม้ มาจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ เพราะผู้คนและนักท่องเที่ยวจะได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ และได้มาสัมผัสศิลปะวัตถุต่าง ๆ เมื่อมาไหว้พระที่วัดแห่งนี้ และสิ่งที่เราเห็นภายในพิพิธภัณฑ์ก็จะมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ทรงเครื่องแบบไทยใหญ่ พระเครื่องพิมพ์เก่าแก่นับร้อยองค์ คัมภีร์พระไตรปิฎก เงินตราสกุลต่าง ๆ ในสมัยโบราณและอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนมากจะเป็นของไทยใหญ่ ภายในวิหารมีศิลปะการแกะสลัก ศิลปะการวาดเขียน และเมื่อมองบนเพดานวิหารก็จะพบกับศิลปะแบบพม่าอีกด้วย

บ้านเสานัก

2016-06-22 16:35:28

บ้านร้อยเสา ในจำนวนบ้านไม้สักโบราณของเมืองลำปาง ดูเหมือน ‘บ้านเสานัก’ จะมีคนพูดถึงมากที่สุด นอกจากจะเป็นเรือนไม้สักโบราณศิลปะพม่าผสมล้านนา มีเสาเรือนถึง 116 ต้น ที่เป็นจุดเด่นแล้ว บ้านเสานัก แห่งนี้ยังเป็นสถานที่รวมเอาข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณมาไว้มากที่สุด ในส่วนของการจัดวางยังคงลักษณะเดิมที่เจ้าของบ้านล้านนาที่รมรื่น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต รสนิยม แบบแผนประเพณีพื้นเมืองของชาวลำปางเป็นอย่างดี ทำให้บ้านเสานักกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองลำปางที่ดูคึกคัก และไม่เคยร้างไร้ผู้มาเยือน บ้านเสานัก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2438 โดยคหบดีชื่อ ‘หม่องจันโอง’ ซึ่งเป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ ปัจจุบันบ้านเสานักตกทอดมาถึงสมัยของคุณหญิงวลัย ลีลานุช อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี ซึ่งเป็นหลานตาของหม่องจันโอง ท่านได้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเสานัก เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงอนุรักษ์บ้านให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ภายหลังจากที่คุณหญิงวลัยถึงแก่อนิจกรรม ในพ.ศ.2535 บ้านหลังนี้จึงไม่มีคนอาศัย และถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดลำปาง เก็บรวบรวมเครื่องใช้โบราณ รูปภาพภายในบริเวณบ้านเสานักยังมีถุงข้าวเสาหลาย และต้นสารภีอายุ 130 ปี นอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศเก่าๆสมัยราชกาลที่ 5 ในบ้านเสานักแล้ว ยังมีบริการขันโตก พร้อมการแสดงพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเทียน,ฟ้อนเจิง,ฟ้อนน้อยไจยา,ฟ้อนเจ้าฟ้า,ฟ้อนสาวไหม,ฯลฯ รวมถึงการแสดงดนตรีพื้นเมือง เช่น วงสล้อซอซึง,สะล้อซึงชุดเล็ก,วงตกเส้งและวงปี่จุม เป็นต้น ส่วนที่พลาดไม่ได้ คือบริการถ่ายภาพสตูดิโอ ชุดล้านนาที่บ้านเสานักซึ่งสามารถเลือกถ่ายภาพได้ทุกมุมของบ้านในบรรยากาศของครอบครัว หรือถ่ายภาพคู่กับรถม้าโบราณของนครลำปาง

พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง

2016-01-03 00:05:26

วัดไหล่หินหลวง มีอีกเชื่อหนึ่งว่าวัดเสลารัตนปัพพะตาราม (ไหล่หินแก้วช้างยืน) หรือเรียกสั้นๆ ว่าวัดหลวง สันนิษฐานว่าสร้างก่อนปี พ.ศ. 2014 ตามคัมภีร์ใบลานที่ค้นพบในวัด และกรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อปี 2523 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจเก็บวัตถุโบราณของท้องถิ่น ซึ่งบอกเล่าถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนที่มีมาแต่อดีต รวมทั้งสมบัติเก่าแก่อันทรงคุณของครูบามหาป่าเจ้าเกสระปัญโญ นักบุญผู้สร้างวิหารโบราณอันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา ซึ่งแต่เดิมนั้นได้นำสิ่งของเครื่องใช้และวัตถุโบราณโบราณต่างๆ มาเก็บรวบรวมไว้ที่ศาลาวัด และในระหว่างปี 2512 ชาวบ้านก็ได้ร่วมกันบริจาคสิ่งของเพิ่มขึ้น และได้ร่วมกันจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพื่อจัดแสดงวัตถุ นำเสนอวิถีชีวิต เรื่องราวความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ ระบบเหมืองฝ่าย วัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญา ของชาวบ้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาที่นี่ต้องดู! เอิ๋บ (ปิ่นโต) หม่าน้ำ (กระติกน้ำ) ก๊างป๋อ (เครื่องปั่นเชือกบ่อ) และวี (พัด / ตาลปัตร) ซึ่งแสดงถึง เป็นภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชาวโยนกแต่เดิม

สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์

2016-01-03 00:11:23

เมื่อปี 2534 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ได้จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้น เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ โดยได้ย้ายศูนย์ฝึกช้างจากอำเภองาว มาตั้งแต่ไว้ที่นี่ ซึ่งมีสถานที่กว้าง เหมาะกับการอาศัยของช้างมากกว่า เป็นการขยายขอบเขตการอนุรักษ์และบริบาลซึ่งไทยให้ครอบคลุมทุกแง่มุม เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ช้างไทยอย่างยั่งยืน จนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนคราธิวาส ราชนครินทร์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นสถาบันคชาบาลในพระอุปถัมภ์จวบจนถึงปัจจุบัน โดยภายในสถาบัน มีการดูแลศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับช้าง รวมถึงการบริการนักท่องเที่ยว ทั้งการแสดงช้างและที่พักโฮมสเตย์ โดยเน้นความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด มาที่นี่ต้องดู! กิจกรรมการแสดงของช้าง ช้างอาบน้ำ กระบวนการผลิตกระดษมูลช้าง โรงงานผลิตก๊าซชีวภาพของมูลช้าง และโรงพยาบาลช้าง


พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา

2016-01-09 19:43:50

อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีห้องนิทรรศการธรณีวิทยา ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบโรงภาพยนตร์แอนิเมชั่นแบบสามมิติ ซึ่งเราจะได้สาระความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของโลก จากนั้นจะเป็นส่วนแสดงฟอสซิลพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่ขุดค้นพบที่เหมืองแม่เมาะ มีการจำลองช้าง 4 งา และจำลองบรรยากาศในบ่อเหมืองพร้อมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการทำเหมืองและการกำเนิดถ่านหิน นิทรรศการเหมืองและโรงไฟฟ้า เป็นการจัดแสดงแบบจำลองเหมือง และโรงไฟฟ้า โดยใช้สื่อผสมผสานและระบบเมจิควิชั่น นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการทำเหมือง การผลิตไฟฟ้า และการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. แม่เมาะและชุมชนสัมพันธ์ และเมื่อออกมาด้านนอกก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งจัดแสดงเครื่องจักรกลที่เคยใช้ในการทำเหมืองแม่เมาะในอดีต โดยจัดวางไว้ในลักษณะที่เหมือนกับการทำงานจริง พร้อมทั้งมีข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า ซึ่งเราก็จะได้สัมผัสกับการจัดพื้นที่ได้อย่างลงตัวและสวยงาม ทั้งยังมีสวนน้ำพระทัย ซึ่งเป็นการจัดพื้นที่ให้เห็นถึงการทำฝายชะลอน้ำและมีโครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ให้เราได้เรียนรู้เพิ่มเติม

พิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง

2016-01-02 23:23:18

วัดเกาะกลาง ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ มีซากสถาปัตยกรรมให้เห็นร่องรอยของอารยธรรมดั้งเดิมหลายชั้น โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบมีเชื้อสายมอญและยังพูดภาษามอญ และจากลักษณะของการกระจายกลุ่มโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึง แต่เดิมนั้นวัดนี้มีขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ด้วย ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง ยังอยู่ในแผนการดำเนินงาน ขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะโบราณสถานของสำนักศิลปากรที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่มีผู้บริจาคให้กับวัดเกาะกลาง เดิมมีการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานชั่วคราว และต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งใหม่ ในพื้นที่ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าเป็นบ้านของเศรษฐีอินตา บิดาของพระนางจามเทวี และดำเนินการย้ายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุมาจัดแสดงในอาคารใหม่ โดยแบ่งเป็นตู้เก็บโบราณวัตถุ เช่น เครื่องมือหิน ภาชนะเคลือบดินเผา และกล้องยาสูบดินเผา เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนและผู้สนใจได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาในอดีตต่อไป มาที่นี่ต้องดู! พญานาคเจ็ดเศียร ทวารบาล และยักษ์ ลวดลายปูนปั้นลายเครือล้านนา ซึ่งทั้งหมดได้จากการ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะเจดีย์บริเวณหน้าวัด เมื่อปี 2542

พิพิธภัณฑ์ ชุมชนเมือง

2016-01-02 23:29:30

คุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ลำพูน (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) ได้สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 2455 ในสมัยที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) เพื่อใช้เป็นเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ กับเจ้าหญิงส่องหล้า สัมพันธ์วงษ์ ธิดาของเจ้าอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 9 ปัจจุบันคุ้มแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุ้มเจ้าเมืองลำพูนที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง สะท้อนให้เห็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า และสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของลำพูนเป็นอย่างยิ่งเทศบาลเมืองลำพูนและกลุ่มวงแหวนหละปูน จึงได้จัดตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ในปี 2550 เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าที่อยู่ในเขตเมืองไว้ และจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ ผ่านทางรูปภาพ และสิ่งของเครื่องใช้ในอดีต เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และสังคมเมืองลำพูนในอดีต และมีการโยงกับพิพิธภัณฑ์ภายในเมืองที่เป็นอาคารโบราณ เช่น พิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร พิพิธภัณฑ์ร้านค้าโบราณเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์สถานีตำรวจเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์รถไฟลำพูน พิพิธภัณฑ์คุ้มเจ้าลำพูน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาของเยาวชน และสามารถคงสภาพของเมืองเก่าของลำพูนต่อไปได้ในอนาคต มาที่นี่ต้องดู! โรงภาพยนตร์จำลอง และร้านค้าจำลอง ซึ่งมีการใช้วัตถุจริงในสมัยโบราณมาจำลองให้ชม

ศูนย์วัฒนธรรมตำบลอุโมงค์

2016-01-02 23:38:03

ศูนย์วัฒนธรรมตำบลอุโมงค์ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมและจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากินของชาวบ้านในอดีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา โดยจำลองอาคาร ‘ห้างเจ้า’ อาคารทรงแปดเหลี่ยมที่สร้างขึ้นในปี 2472 โดยเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองหริภุญไชยองค์สุดท้าย มาเป็นต้นแบบในการก่อสร้าง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงตู้โบราณ ห้องนอน หีบใส่ของ และเครื่องสืบชะตาตามแบบประเพณีพื้นเมืองล้านนา รวมถึงประวัติศูนย์วัฒนธรรม ห้องครัวโบราณ เครื่องจักสาน เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องมือทำมาหากิน เครื่องล่าสัตว์ ประมง อุปกรณ์ทั่วไปและธรรมาสน์ เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาของคนล้านนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ยังได้พัฒนาบริเวณอาคารให้เป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจด้วย มาที่นี่ต้องดู! เครื่องสืบชะตาตามแบบประเพณีพื้นเมืองล้านนาซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาแบบล้านนาอย่างแท้จริง


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

2016-01-02 23:46:54

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย จังหวัดลำพูนนี้ เป็นพิพิธฑสถานแห่งชาติส่วนภูมิภาคแห่งแรกของภาคเหนือ ก่อตั้งเมื่อปี 2470 โดยพระยาราชนุกูลวิบูลย์ภักดี (อวบ เปาโรหิต) สมุหเทศบาภิบาล มณฑลพายัพขณะนั้น เพื่อใช้ในการคุ้มครองรักษาสมบัติ และวัฒนธรรมของมณฑลพายัพไม่ให้สูญหาย โดยปัจจุบันนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ได้กลายเป็นศูนย์รวมแห่งศาสตร์และศิลป์ทุกแขนง ทั้งด้านวิชาการ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมให้แก่ชาวลำพูน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ให้ทุกคนเกิดความรัก ความหวงแหน ความภาคภูมิใจ และร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรมของตน โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการทั้งในเรื่องของประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของเมืองลำพูน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงรัตนโกสินทร์ รวมถึงโบราณวัตถุ ศิปลวัตถุ ที่พบและมีอยู่ในท้องถิ่นด้วย มาที่นี่ต้องดู! ศิลาจารึกวัดดอนแก้ว ที่มีการจารึกอักษรมอญโบราณ ภาษาบาลีและภาษามอญ อายุตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 17 และเศียรฤาษีดินเผา สมัยหริภุญไชย พุทธศตวรรษที่ 15 – 17 เศียรพระพุทธรูปดินเผาและเศียรกษัตริย์ (เศียรเทพเจ้า) สมัยหริภุญไชย พุทธศตวรรษที่ 16 – 17 รวมถึงเศียรพระพุทธรูปศิลา สมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 13 – 14 ด้วย

พิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมัน สามทหาร

2016-01-02 23:52:18

ปั๊มน้ำมันสามทหารในจังหวัดลำพูน เปิดให้บริการในปี 2503 เดิมใช้ชื่อว่าบริษัทลำพูน จังหวัดพานิชย์ จำกัด และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานบริการ ‘ประสิทธิ์บริการ’ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมัน ขององค์การเชื้อเพลิง กระทรวงกลาโหม ปัจจุบันเป็นสถานีปั๊มน้ำมันสามทหารที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ทางเทศบาลเมืองลำพูนจึงได้เข้ามาดำเนินการปรับภูมิทัศน์ จัดเป็นสวนสาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด โดยให้ชื่อว่า ‘สวนคุณธรรมสมานสามัคคี’ และกลุ่มหริกุญชัยคลับได้จัดทำโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมัน สามทหารขึ้น ในปี 2550 เพื่ออนุรักษ์ปั๊มน้ำมันสามทหารให้เป็นแหล่งศึกษาวัฒนธรรมชุมชนในอดีตของจังหวัดลำพูน และพัฒนาการของน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย และสนับสนุนการสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีใจอนุรักษ์อาคาร เครื่องใช้สิ่งของ และผลิตภัณฑ์น้ำมันสามทหารให้คงอยู่สืบไป มาที่นี่ต้องดู! หัวจ่ายและปั๊มลม ป้ายสัญลักษณ์ปั๊ม และน้ำมัน น้ำมันเครื่องสามทหาร ซึ่งเป็นของเดิมที่ใช้ในอดีตและไม่สามารถหาชมได้แล้ว

อุตรดิตถ์

พิพิธภัณฑ์วัดใหญ่ท่าเสา

2016-01-09 19:49:54

จังหวัดทางผ่านไปสู่จังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ ทางภาคเหนืออย่างจังหวัดอุตรดิตถ์ ใครว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ หากไม่เชื่อต้องลองไปที่วัดใหญ่ท่าเสา ซึ่งเป็นวัดที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ครอบคลุมเขตพุทธาวาสที่เป็นที่ตั้งอุโบสถ หอไตรและศาลาการเปรียญทั้งหมด เมื่อเข้าสู่ภายในวัดใหญ่ท่าเสา ตัวอาคารเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์ สูง 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นกุฏิเจ้าอาวาส ส่วนชั้นบนใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นหอสวดมนตร์ของวัดใหญ่ท่าเสา ซึ่งมีวัตถุโบราณต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ อาทิ ช้าง 3 เศียรขอฝน ธรรมมาสน์ มีรูปสัตว์อยู่ด้านข้าง รวมทั้งช่อฟ้า ซึ่งทำจากเหล็กน้ำพี้ เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา โดยพระครูวินัยธรรมไทย เจ้าอาวาสวัด ซึ่งท่านตั้งใจที่จะทำเป็นแหล่งเรียนรู้ อุทยานการศึกษา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์ นอกจากนี้ใกล้เคียงกันมีวิหารเก่าแก่ ซึ่งมีบานประตูไม้แกะสลัก 2 บาน ตลอดจนลายไม้ที่วิหารด้านหน้า และมีการจัดสวนหย่อมรอบๆ ตัวอาคาร บริเวณด้านหน้าอาคารเป็นลานทางเดินเชื่อมกับพื้นที่อื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งหากจะแวะมาที่วัดใหญ่ท่าเสา อย่างไรก็ตามโทรศัพท์แจ้งเจ้าอาวาสล่วงหน้าสักนิดจะดีที่สุด หรือจะมากราบไหว้พระขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ ทางภาคเหนือ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน บ่อเหล็กน้ำพี้

2016-01-09 19:58:32

จากการพูดคุยกับคนในท้องถิ่น พวกเขามีเชื่อว่าเป็นแหล่งเหล็กน้ำพี้ เป็นแร่เหล็กที่มีคุณภาพดี อาวุธที่หล่อจากเหล็กที่บ่อเหล็กน้ำพี้สามารถป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ทั้งยังเป็นวัตถุมงคลเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรี บำบัดและป้องกันสรรพโรคาพาธ และด้วยความสำคัญของบ่อแร่เหล็กโบราณแห่งนี้ ทำให้มีผู้ลักลอบขุดหาสินแร่เหล็กและโบราณวัตถุที่คาดว่าอาจหลงเหลือในบ่อแร่เหล็ก นายอำเภอทองแสนขัน จึงมีประกาศห้ามขุดค้นหาเหล็กน้ำพี้หรือโบราณวัตถุในเขตตำบลน้ำพี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ได้พิจารณาเห็นควรให้พัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน และในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 จังหวัดอุตรดิตถ์จึงดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ขึ้น โดยทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2542 คือหลังจากการสั่งยุติการขุดค้นหา 1 ปีเท่านั้นเอง เมื่อเราได้เข้าส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นมีการจัดแสดงเนื้อหาหลักๆ นั้นอยู่ที่เรื่องราวของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเหล็กน้ำพี้ มีการจัดแสดงกรรมวิธีการขุดหาแร่เหล็กการถลุงเหล็ก การตีเหล็ก และแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเหล็กน้ำพี้ ทั้งยังมีการใช้หุ่นจำลองขนาดครึ่งเท่าและขนาดเท่าจริงเกี่ยวกับโลหะกรรมในสมัยโบราณที่เราได้ชม รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวตำนานบ่อเหล็กน้ำพี้ ในอำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ผนังอาคารด้านในตั้งตู้จัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ และบริเวณอาคารจัดแสดงยังได้ติดตั้งเครื่องเสียงบรรยายประวัติการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และรายละเอียดการจัดแสดงในอาคาร ส่วนบริเวณในพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้โบราณ จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีของชาวอุตรดิตถ์ ผ่านการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ และการใช้ภาพบรรยาย เพื่อให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น

พิพิธภัณฑ์จังหวัดอุตรดิตถ์

2016-01-09 20:10:48

ทุกครั้งที่เห็นบ้านไม้โบราณเก่าแก่ จะอดร้องว้าวออกมาดัง ๆ ไม่ได้ เพราะในสมัยนี้ เราแทบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความงดงามความวิจิตรของการสร้างบ้านไม้ที่สวยงาม สวยตั้งแต่หลังคา ผนังลายฉลุตามช่องลม และโทนสีที่ใช้ทาตัวบ้าน และเมื่อมาพบกับบ้านเก่าหลังนี้ที่ถนนแปดวา ในอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ยิ้มแก้มปริจนได้ เรื่องราวความเดิมของบ้านหลังนี้คือ จากเดิมเป็นของขุนพิเนตรจีนภักดิ์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2450 ขุนพิเนตรจีนภักดิ์ได้มีคดีความกับทางราชการเนื่องจากนำส่งภาษีอากรไม่ครบตามจำนวนและถูกศาลพิพากษาให้แพ้ความ ต้องถูกยึดทรัพย์ทั้งบ้านหลังนี้ด้วย จากนั้นในช่วง พ.ศ. 2460 – 2461 พระยาวโรดมภักดีศรีอุตรดิตถ์นคร เจ้าเมืองอุตรดิตถ์ ได้สั่งให้ย้ายบ้านหลังนี้มาไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน โดยรักษารูปแบบให้เหมือนเดิมทุกประการ เพื่อใช้เป็นที่รับรองเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ จากนั้นเมื่อมีสภาเทศบาลก็ได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นที่ประชุมสภาเทศบาล จึงถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อาคารหลังนี้จึงถูกประกาศให้เป็นสำนักงานหอวัฒนธรรมหญิง เมื่อ พ.ศ. 2494 ต่อมาได้รับการซ่อมแซมและใช้เป็นหอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 กระทั่งได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ และได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ. 2537 สายตาที่มองบ้านด้วยความชื่นชม ยังคงตรึงสายตาอยู่ที่ตัวบ้านอยู่เป็นนาน สำหรับด้านในบ้านหลังนี้ มีการจัดแสดงเกี่ยวกับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อาทิ พระพุทธรูป รูปเทวดา เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หีบธรรมและจารึก เครื่องแต่งกายและผ้าทอ เครื่องเงิน เครื่องเคลือบ เครื่องไม้ และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เงินตรา จำพวกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ภาพถ่าย ภาพวาด เป็นต้น รวมทั้งยังมีเอกสารต่าง ๆ และมีข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดอุตรดิตถ์ และบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้นักเรียนนักศึกษามาสืบค้น เพื่อศึกษาหาความรู้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญชิ้นหนึ่ง คือ “ยานมาศ” หรือ คานหามไม้แกะสลักโปร่ง 3 ชั้น กว้าง 73 เซนติเมตร ยาว 3.50 เมตร สูง 1.45 เมตร เป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ยานมาศนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุเมื่อคราวเดินทางมาตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2444 ว่าทรงพบยานมาศแบบนี้ 4 คัน คันแรกทรงพบที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โดยที่อีก 2 คันพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ครั้นมาถึงอุตรดิตถ์ก็พบอีกคันที่วัดใหญ่ท่าเสา ซึ่งก็ได้นำมาจัดแสดงไว้ให้ประชาชนชมที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้นี่เอง เมื่อเท่านี้ ก็คงจะเพียงพอต่อการเป็นอีกจังหวัดที่น่าสนใจและน่าแวะมาเยี่ยมเยียนแล้ว คราวหน้าคงไม่มีเหตุผลอื่นใด หากจะไม่แวะจังหวัดอุตรดิตถ์อีกเป็นแน่

เชียงราย

‘หอฝิ่น’ อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

2016-01-21 10:23:25

หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฎหมายและผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆ และยาเสพติดในชนิดอื่นๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคล ประวัติและวิวัฒนาการ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ หอฝิ่นจัดแสดงลำดับเรื่องราวของฝิ่น โดยเริ่มจากธรรมชาติวิทยาของฝิ่น การสืบประวัติการใช้ฝิ่นในยุคโบราณกลับไป 5,000 ปี ประวัติการแพร่กระจายของฝิ่นจากการค้าสมัยจักรวรรดินิยมเหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์ที่สร้างความอดสูแก่ผู้ชนะและผู้แพ้สงครามฝิ่น อันนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์แมนจู ความชาญฉลาดของประเทศสยามในการเผชิญกับมหาอำนาจตะวันตกและการควบคุมปัญหาฝิ่น ยาเสพติดเริ่มใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันในรูปแบบของยามหัศจรรย์ หอฝิ่นได้นำเสนอสนธิสัญญาฝิ่น กฎหมายเกี่ยวกับฝิ่น องค์การที่แก้ไขปัญหานี้ ความขัดแย้งและการพัวพันอาชญากรรมผลกระทบที่เลวร้ายองยาเสพติดที่ทำให้ผู้เสพไม่สามารถต่อต้านได้มาตรการควบคุมและปราบปรามยาเสพติด และการศึกษาที่นำเสนอทางเลือก และโอกาสที่จะต่อสู้กับความเย้ายวนจากสารเสพติดหอฝิ่น การขายฝิ่น ชมภาพถ่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นและยาเสพติดจากหลายประเทศทั่วโลก

ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

2016-03-10 02:07:52

เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นเครื่องหมายแห่งไมตรีระหว่างสองประเทศ ดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนระยะสั้น ให้กับผู้ที่มีความสนใจไหรับผู้เริ่มต้น ทั้งการเขียน การอ่าน การฟัง การพูดและวัฒนธรรมจีน และหลักสูตรภาษาจีนในระดับปริญญา ด้วยความร่วมมือด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนอย่างใกล้ชิด   เพื่อให้เป็นสถาบันสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนชั้นนำในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง อีกทั้งยังมีหน้าที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีน ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม สังคม การปกครองและอื่นๆอีกด้วย ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มีลักษณะอาคารเป็นสถาปัตยกรรมจีนแท้ มีสวนน้ำตรงกลางแบบซูโจว วัสดุที่ใช้หลายส่วนนำมาจากประเทศจีน เช่น กระเบื้องหลังคา รูปปั้นประดับหลังคา สิงโตแกะสลัก ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วัฒนธรรมและประเพณี ผลงานศิลปะ และจัดแสดงภาพถ่าย 86 ภาพ ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รู้หรือไม่ ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย ส.ว. ประกอบเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมีเลข 8 และเลข 9 ประกอบอยู่ด้วย โดยมีความหมายถึง ทรงพระราชชนนีของพระมาหากษัตริย์ 2 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 8 ละรัชกาลที่ 9 และได้อัญเชิญฉัตร 7 ชั้นมาเป็นเครื่องหมายประกอบพระเกียรติยศของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีดอกลำดวนและใบไม้แระดับอันแสดงถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่สนองพระราชปณิธานปลูกป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยไม่หยุดยั้ง

พิพิธภัณฑ์อูบคำ

2016-03-10 02:08:47

เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมาอาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ได้ไปพบเห็นชาวต่างชาติเข้ามาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายกว้านซื้อของเก่า เช่น ผ้าโบราณ เครื่องประดับ เครื่องเงิน เครื่องเขิน ไปเป็นจำนวนมาก อาจารย์จึงมีความคิดที่จะเริ่มเก็บสะสมของพวกนี้ไว้ เนื่องจากเกรงว่าของจะหมดไปจากประเทศไทย อนุชนรุ่นหลังต้องตามไปศึกษาหาดูของเหล่านี้ที่ต่างประเทศ อาจารย์จึงได้รวบรวมสะสมสิ่งของ ข้าวของเครื่องใช้ของชาวล้านนา เจ้าฟ้า เจ้านาง แล้วเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อูบคำมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นต้นมา โดยคำว่า อูบคำนั้นเป็นชื่อที่มาจาก ‘อูบทองคำ’ ที่อาจารย์จุลศักดิ์ ได้รับเป็นมรกดตกทอดจากบิดา ซึ่งสืบเชื้อสายจากพระยาสุลวฤาชัย (หนานทิพย์ช้าง) เจ้านครลำปาง (พ.ศ.2275-2301) และใช้ชื่อดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วิถีชีวิต กลุ่มชนเผ่า จัดแสดงวัตถุสะสม เช่น โบราณวัตถุ และชิ้นพิเศษ คือบัลลังก์เจ้าฟ้าเมืองไต เป็นไม้แกะสลักอย่างอ่อนช้อยสวยงาม ปิดทองเหลืองอร่าม อายุกว่า 300 ปี เก็บรักษาไว้ในคุ้มเจ้าฟ้า ซึ่งเจ้าของพิพิธภัณฑ์บอกว่ามีเพียงชิ้นเดียวในโลกที่มีสภาพสมบูรณ์


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน

2016-03-10 02:09:44

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน เดิมใช้ศาลาหลังเก่าของเจดีย์หลวงเป็นอาคารจัดแสดงหลังแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2504 ได้รับการประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และนับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือต่อมาในพ.ศ.2524 จึงย้ายศิลปะโบราณวัตถุออกจากอาคารจัดแสดงหลังแรกไปจัดแสดงอาคารหลักหลังใหม่ ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จัดแสดงนิทรรศการถาวรประวัติและวิวัฒนาการ วิถีชีวิต กลุ่มชนเผ่า วัฒนธรรม และระเพณี จัดแสดงวัตถุสะสม อาทิ เปลวรัศมี ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 และหน้ากาล ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 19 -20 ปูนปั้นประดับเจดีย์วัดป่าสัก

ไร่แม่ฟ้าหลวง

2016-03-10 02:11:36

ไร่แม่ฟ้าหลวงอยู่บริเวณพื้นราบทางตะวันตกของเมืองเชียงราย ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่อบรมเยาวชนชาวเขาจากหมู่บ้านต่างๆ ในภาคเหนือ ปัจจุบันเป็นอุทยานศิลปะและวัฒนธรรม บนเนื้อที่ 150 ไร่ เป็นที่จัดแสดงงานศิลปวัฒนธรรม ดนตรี จัดเลี้ยง อบรมสัมมนา หรือประกอบพิธีกรรมพื้นเมือง ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการ อาทิ วัฒนธรรมและประเพณี ผลงานศิลปะ จัดแสดงสิ่งของและวัตถุสะสม เช่น โบราณวัตถุ,เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องไม้,เครื่องใช้ในการศาสนาและงานศิลปะ วัตถุจัดแสดงชิ้นสำคัญ คือ พระพุทธรูปไม้ในห้องวัตถุชิ้นเอก

พิพิธภัณฑ์พระประทีปโกลด์แลนด์

2016-01-02 22:56:23

พิพิธภัณฑ์พระแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย คุณประทีป อุษานนท์ ซึ่งได้เก็บสะสมพระบูชา พระเครื่อง และเหรียญต่างๆ มานานกว่า 50 ปี จึงเห็นว่าสมควรนำมาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่และผู้สนใจ รวมไปถึงผู้รักและชอบในการชมพระเครื่องและพระบูชา ได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ และข้อมูลต่างๆ สร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่สืบทอดวัฒนธรรมเกี่ยวกับความเชื่อและพระเครื่องของไทยสืบไป มาที่นี่ต้องดู! เหรียญรัชกาลที่ 5 พระร่วงบางปืน และพระเครื่องชุดเบญจยอดขุนผล ซึ่งนับว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ หายาก

เชียงใหม่

ศูนย์ผลิตตุ๊กตาเชียงใหม่

2015-12-08 12:30:10

ศูนย์ผลิตตุ๊กตาเชียงใหม่(Chiangmai Doll Making Center) จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วิถีชีวิตชาวขาเผ่าต่าง กลุ่มชนเผ่าชาวเขาเผ่าต่างๆ วัฒนธรรมและประเพณีการละเล่นของเด็กในสมัยก่อน เช่น ขี่ม้าก้านกล้วย เครื่องใช้พื้นบ้าน ผลงานศิลปะ ชุดนางรำ ชุดโขน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสิ่งของและวัตถุสะสม เช่น เครื่องมือการเกษตร,เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องแต่งกายและผ้าทอ,เครื่องจักสาน,ของสะสม และตุ๊กตาทั้งชนิดผ้า เซรามิก และพอสเลน และชิ้นพิเศษสุด คือ ชุดโขน ‘รามเกียรติ์’

บ้านแม่ปั้นดินพ่อทำสวน

2016-03-10 00:54:58

เดิมทีคุณพ่ออนงค์ นิลม่วง เป็นคนกรุงเทพฯ คุณแม่เฉลียว พื้นเพเป็นชาวชัยนาท คุณพ่อรับราชการกรมทางหลวงที่จังหวัดแพร่ประมาณ 10 ปีก่อนที่จะเข้ามาซื้อที่ดินแปลงนี้เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยส่วนตัวเมื่อพ.ศ.2533 ทั้งสองท่านจึงซึมซับ รัก และสนใจที่จะรักษาอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวล้านนาที่ใกล้จะสูญหายไป โดยได้เก็บสะสมวัตถุโบราณ ของใช้พื้นบ้านต่างๆ มาตลอดด้วยใจรัก กระทั่งเมื่อพ.ศ.2541-2542 คุณแม่เฉลียวเริ่มทำงานปั้นดิน โดยได้แรงบันดาลใจจากศิลปินชื่อกัง ดุษฎี รักษ์มณี จนเกิดเป็นผลงานปั้นดินอันมีชีวิต ชีวา จากก้อนดินสู่การแสดงวิถีชีวิตภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนาถ่ายทอดผ่านผลงาน ทั้งยังให้ความสุขต่อผู้ชมด้วยรอยยิ้ม ความสนุกสนาน ด้วยความเป็นคนอารมณ์ดีของคุณแม่ เป็นเวลากว่า 8 ปี ที่ครอบครัวนิลม่วงมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันความรู้ ความสุข ความพอมีพอกิน พอดี โดยไม่มุ่งหวังผลกำไรเชิงธุรกิจ อันสอดคล้องกับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ในพ.ศ.2550 วัตถุประสงค์และแนวคิดของ บ้านแม่ปั้นดิน พ่อทำสวน จึงเจริญตามรอยพระยุคลบาท พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนให้สถานที่นี้เป็น ‘แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนา ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านปั้นดิน พ่อทำสวน’ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ใช่มุมใด หรือห้องใดเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ทุกมุมทั่วบริเวณการร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือ ‘จิตวิญญาณ’ ของคนในบ้านสื่อถึง พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต นำเสนอเป็นตัวตนของเจ้าของบ้าน เป็นธรรมชาติ ผู้เข้าเยี่ยมชม หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของบ้านเช่น กิจกรรมปั้นดิน กินข้าว การเข้ามาพักอาศัยแบบโฮมสเตย์ จะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาพื้นบ้านผลงานหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาของคุณแม่ สวนธรรมชาติความรู้เรื่องต้นไม้จากคุณพ่อเป็นต้น วัตถุที่จัดไว้เป็นของสะสมประเภท folk art ที่เก็บรวบรวมด้วยความชอบส่วนตัว ส่วนผลงานดินเผาของ คุณแม่ทุกชิ้นจัดเป็นงาน master piece เนื่องจากแต่ละชิ้นทำได้ครั้งเดียว การทำซ้ำอาจดูคล้ายแต่จะไม่ได้ชีวิตชีวา รายละเอียดเหมือนชิ้นเดิม

พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าดา

2016-03-10 02:10:32

นางแสงดาว บันสิทธิ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ป้าดา’ เป็นคนมีใจรกการทอผ้า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลน ป้าดาจึงคิดทอผ้าย้อมสีเปลือกไม้ให้ดับสามีเพื่อใช้ตัดชุดข้าราชการ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และต่อมาจะมีเสื้อผ้าให้เลือกใช้มากมาย แต่ป้าดาก็ยังมุ่งมั่นที่จะทอผ้าฝ้าย และชักชวนกลุ่มเพื่อนบ้านให้ร่วมกันทอผ้าพื้นเมืองขึ้น ป้าดาสร้างสรรค์ผลงานด้วยการทุ่มเทความคิดในการออกแบบลวดลาย และย้อมสีแบบธรรมชาติจากเปลือกไม้ ใบไม้ ผ้าทอของป้าได้รับการยกย่องว่ามีความประณีตงดงาม มีชื่อเสียงเลื่องลือ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ป้าดาได้รับเลือกให้เป็นศิลปินพื้นบ้าน ในพ.ศ.2528 และได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การทอผ้า) ในพ.ศ.2529 ป้าดาเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2536 รวมอายุได้ 73 ปี ณ บ้านไม้หลังใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นบ้านหลังเดิมของป้าดา ได้ถูกดัดแปลงจัดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานและกรรมวิธีการทอผ้าของป้าดาไว้อย่างครบถ้วน จัดแสดงเครื่องมือ เครื่องใช้ในการทอผ้า ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการ เรื่องราวประวัติของป้าแสดง บันสิทธิ์ วิถีชีวิต ห้องนอน ห้องครัว เครื่องใช้ต่างๆ บนเรือนยังคงสภาพไว้ให้เหมือนตอนป้าดามีชีวิตอยู่ ภูมิปัญญาการผลิตฝ้าทอมือ จัดแสดงวัตถุสะสม อาทิ เครื่องมือทอผ้า,เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ,เครื่องแต่งกายและผ้าทอ,และผ้าที่ได้รับรางวัลถ้วยมุกจกพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร


เฮือนแก้ว โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

2016-03-10 19:37:15

เรือนไม้ทรงไทยล้านา 2 ชั้นใต้ถุนสูงโล่ง ตรงตามลักษณะเรือนพื้นถิ่น สร้างขึ้นในพ.ศ.2532 แล้วเสร็จในพ.ศ.2534 โดยความร่วมมือระหว่างเหล่าคณาจารย์ และสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงอาคารไม้หลังเก่าของโรงเรียนที่ทางราชการจำเป็นต้องรื้อถอน เช่น เรือนเพชน (โรงพละศึกษาหลังเก่า) ภายใต้ชื่อ ‘เฮือนแก้ว’ หรือ ‘เรือนแก้ว’ อาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงไม้แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเกษตร เครื่องมือจับปลา รวมถึงภาพถ่ายเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นต้น (สมุดจดหมายเหตุรายวัน) และแผนที่ประกอบ ซึ่งทั้งหมดเป็นของเก็บสะสมของทางโรงเรียนมาแต่เดิม และบางส่วนได้รับบริจาคจากผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่า โรงเรียนยุพาราชวิทยาลัย ถือเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกขอจังหวัดเชียงใหม่ สถาปนาขึ้นเมือ พ.ศ.2442 ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อขยายการศึกษาออกสู่หัวเมือง แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นเอกภาพของชาติ

โรงแรมท่าแพ อินน์

2016-03-10 21:37:40

ตัวอาคารไม้ อายุกว่า 40 ปี เดิมเคยเป็นโรงแรม ‘ไทยเจริญ’ ต่อมาได้ปรับปรุงอาคารเป็นปูนใส่ฝ้าเพดานและเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘ท่าแพอินน์’ นอกจากเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นแหล่งโบราณวัตถุหายากที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ศึกษาและเยี่ยมชม จุดเริ่มต้นเล็กๆ จากการเข้ามาดูแลกิจการโรงแรมของครอบครัวทำให้ ‘มงคลรัฐ โอจรัสพร’ เกิดไอเดียนำของเก่ามาตกแต่งโรงแรมให้ดูแปลกตา น่าสนใจ และการที่ได้คลุกคลีกับของเก่ามากมายจนกลายเป็นความผูกพัน และเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น มงคลรัฐเสาะหาของเก่าเป็นงานอดิเรก โดยเน้นของที่สามารถหาได้ง่าย และต้นทุนต่ำ จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปสู่บริเวณใกล้เคียงต่างอำเภอ จนในที่สุด ของเก่าที่หาได้ ไม่ได้ทำหน้าที่แค่การตกแต่งโรงแรมเท่านั้น แต่บางชิ้นบอกเล่าเรื่องราวในอดีต หลายชิ้นเป็นเหมือนตำราให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา อาทิ เครื่องปั้นดินเผา,โบราณวัตถุ หนังสือเก่า,เครื่องเขิน,เครื่องประดับ,เงินตรา (ธนบัตร/เหรียญกษาปณ์), ภาพถ่าย รวมถึงภาพยนตร์ ใบปิดโฆษณา หน้าข่าวสำคัญจากหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

2016-03-10 21:48:17

เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2540 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการ การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ห้องจัดแสดงเงินตราโบราณ จัดแสดงเงินตรายุคก่อนประวัติศาสตร์ เงินตราในดินแดนสุวรรณภูมิ เงินตราล้านนา และเงินตราร่วมสมัย ห้องจัดแสดงผ้าโบราณ จัดแสดงผ้าไทย และผ้าต่างประเทศ เช่น ผ้าพม่า ลาว จีน กัมพูชา และผ้าในพระราชสำนักเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ด้านเงินตราและผ้าไทแก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ นอกจากมีการจัดแสดงเงินตรา และผ้าโบราณให้ผู้สนใจเข้าชมแล้ว ยังได้ร่วมมือกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านพิพิธภัณฑ์ เงินตรา และผ้าโบราณ มีการจัดกิจกรรมทุกๆ ปี โดยเน้นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ด้านการบริการวัสดุพิพิธภัณฑ์ ได้มีการนำเอาระบบ IT มาใช้ในการบริหารระบบวัตถุพิพิธภัณฑ์ งานทะเบียน ฯลฯ

บ้านวงศ์บุรี

2016-06-22 16:35:45

เฮือนขนมปังขิง เรือนขนมปังขิงคือเรือนมะนิลามีการฉลุลวดลาย เช่น ครีบ ช่องลม หน้าจั่ว ลูกกรง ไม้แบน เป็นลายฉลุต่างๆ ที่ดูวิจิตรพิสดารหรูหราแบบขนมปังขิงของยุโรป จึงเรียกว่า เรือนขนมผังขิง เป็นของแพร่มาจากยุโรป หรือทางตะวันตก เรือนขนมปังขิงเป็นที่นิยมกันทั่วไปเมื่อราวๆ สมัยราชกาลที่ 5,6 และ 7คนไทยเรียกเรือนมะนิลา บ้านวงศ์บุรี ก่อสร้างในสมัยของแม่เจ้าบัวถามหายศปัญญา ภรรยาคนแรกของเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย และเป็นพี่สาวของพระยาบุรีรัตน์ ต่อมาตกทอดเป็นของผู้สืบเชื้อสาย ‘เจ้าพรหมสุนันตา วงศ์บุรี’ (หลวงพงษ์พิบูลย์) ภายในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ตกทอดสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน เตียงนอน ตู้ โต๊ะ เครื่องแป้ง เครื่องเงินต่างๆ คนโทถ้วยชาม กำปั่นเหล็ก แหย่งช้าง อาวุธโบราณ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนและสุโขทัย รวมถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น สัญญาบัตรที่ได้รับการโปรดเหล้าฯจากรัชกาลที่ 5 เอกสารซื้อขายทาสอายุกว่า 100ปี เอกสารการสัมปทานป่าไม้ ตั๋วรูปพรรณช้าง วัว เป็นต้น ด้วยคุณค่าแห่งศิลปะผสมผสานความงดงามลงตัว กอปรกับได้รับกาดูแลอย่างดีตลอดมา โดยทายาทบ้านวงศ์บุรี กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2536 เรือนหลังนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

พิพิธภัณฑ์พระวิหารมิ่งเมือง

2016-03-10 19:41:51

พระวิหารมิ่งเมืองสร้างโดยเจ้าผู้ปกครองนครแพร่ พร้อมด้วยเจ้านายบุตรหลานพญาแสนท้าวเมืองแพร่ ต่อมาได้ถูกปรับเปลี่ยนใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุต่าง ๆ

พิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่

2016-03-10 20:09:02

อาคารน้ำเพชรเป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวแพร่ทุกหมู่เหล่า ที่ได้พร้อมใจกันร่วมสร้างอาคารน้ำเพชรขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2533 และได้ทอดพระเนตรเห็นอาคารน้ำเพชร จึงมีพระดำรัสว่า "อาคารไม้เก่า ๆ ที่สวยงามอย่างนี้ หาชมได้ยากแล้ว สมควรอนุรักษ์ไว้" ประกอบกับตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนให้มีการส่งเสริมการดำเนินงานจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ทางโรงเรียนนารีรัตน์จึงได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ขึ้น โดยใช้พื้นที่ในอาคารน้ำเพชร ซึ่งเป็นอาคารสำคัญของโรงเรียน


คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่

2016-03-10 20:11:56

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2435 ก่อนสมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ หลังจากเจ้าหลวงเมืองแพร่คือเจ้าพิริยเทพวงศ์ ได้ลี้ภัยไปอยู่เมืองหลวงพระบางแล้ว คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้าที่ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่อยู่ระยะหนึ่ง คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จมาเยี่ยมราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2501 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประทับแรม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2536 อาคารหลังนี้ได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี 2536 และสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ประจำปี 2540 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังจากนั้นได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541 และได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547 จังหวัดแพร่ได้มอบคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่เป็นผู้ดูแล เพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ "คุ้มเจ้าหลวง" ซึ่งหลังจากที่ได้รับมอบแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ทำการปรับปรุงภายในอาคาร และตกแต่งสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม พร้อมทั้งได้จัดตั้งสำนักงานและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ดูแล โดยได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในปี 2548

พิพิธภัณฑ์การป่าไม้

2016-01-09 19:32:38

ย้อนเล่าเรื่องราวของสถานที่เก่าแก่นี้ ซึ่งเดิมเป็นของบริษัทอีสเอเชียติคจากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้รับสัมปทานทำไม้สักบริเวณริมแม่น้ำยมในสมัยรัชกาลที่ 5 อาคารเหล่านี้ใช้เป็นที่ทำการ ที่พักผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของบริษัท เมื่อหมดสัมปทานไปทางภาครัฐจึงได้เป็นโรงเรียนป่าไม้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2478 และจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้สักในปี พ.ศ. 2541 นั่นเอง โดยอาคารพิพิธภัณฑ์ 1 เป็นอาคารไม้สูง 2 ชั้น ชั้นล่างมีเซฟทำด้วยปูนสำหรับเก็บทรัพย์สินของบริษัทอีสท์เอเชียติก ได้รับการซ่อมแซมโดยเทศบาลเมืองแพร่เมื่อปี 2545 ในอาคารนี้มีห้องเพดานใต้หลังคาเป็นห้องโถงกว้าง หลังที่ 2 เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ สูง 2 ชั้น แบบไทยผสมยุโรป เดิมใช้เป็นที่ทำการของบริษัทอีสท์เอเชียติก และเมื่อปี 2541 ได้ใช้ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้สัก ส่วนชั้นล่างเป็นสำนักงานของส่วนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทำไม้ที่ 3 (ภาคเหนือ) และหลังสุดท้าย เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ สูง 2 ชั้น ตั้งอยู่บนกำแพงเมืองแพร่เก่า ชั้นบนมีระเบียงขนาดใหญ่ และมีหน้าต่างโดยรอบตัวอาคาร ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยบริเวณชั้นล่างเป็นห้องโถง และมีเตาผิงภายในห้องอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมจัดแสดงภาพ ประวัติการทำไม้ และอุปกรณ์ทำไม้ในอดีต รวบรวมตัวอย่างไม้ชนิดต่าง ๆ รวมถึงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธวิชิตมารหรือหลวงพ่อเศียรขาดอีกด้วย พิพิธภัณฑ์เสรีไทยแพร่

พิพิธภัณฑ์เสรีไทยแพร่

2016-01-09 19:36:54

เรือนไม้สีฟ้าอ่อนตัดสีขาวสองชั้น ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่โบราณที่มีความสวยงาม และยังคงสภาพที่ดีอยู่ เราย้อนเวลากลับไปประมาณปี พ.ศ. 2484 – 2488 ในสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งตอนนั้นกองทัพญี่ปุ่นที่เรืองอำนาจ ได้เข้ามายึดครองประเทศไทย และดินแดนส่วนใหญ่ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ รัฐบาลไทยสมัยนั้นจำต้องให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการลงนาม กติกาสัญญาเป็นพันธมิตร แต่คนไทยกลุ่มหนึ่งทั้งในและต่างประเทศได้รวมพลังก่อเกิด “เสรีไทย” ขึ้น โดยมีเสรีไทยแกนนำร่วมกับชาวบ้านสมัยนั้น เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติการกู้ชาติ นับเป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่ชาวจังหวัดแพร่ได้มีส่วนร่วมให้ประเทศรอดพ้นวิกฤตการณ์กระทั่งเวลาผ่านไป จนเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น เพื่อคงความหลังเอาไว้ ภายในพิพิธภัณฑ์จะบอกเล่าเรื่องราวของเหล่าวีระชนคนกล้าเมืองแพร่ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การจำลองลูกระเบิดที่ใช้ในสงคราม และยังมีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญในขบวนการเสรีไทย เครื่องมืออุปกรณ์ที่เสรีไทยใช้ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการจำลองวิถีชีวิตของการใช้ชีวิตของเหล่าวีระชนคนกล้าในป่าอีกด้วย นอกจากนี้เรายังได้รู้จักที่มาที่ไปของคำว่า เมืองแพร่ แห่ระเบิดที่มีคนชอบพูดถึงเวลาบอกว่าเราจะไปเที่ยวจังหวัดแพร่ นั่นก็คือ เมื่อหลังสงครามสิ้นสุดลงมีระเบิดหลายลูกตกลงที่เมืองแพร่ ชาวบ้านเห็นจึงได้ให้ผู้เชี่ยวชาญถอดชนวนออกและแห่ระเบิดไปถวายวัดเพื่อใช้เป็นระฆังนั่นเอง

แม่ฮ่องสอน

ลานวัฒนธรรม จังหวัดฮ่องสอน

2016-01-02 23:15:52

ลานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดำเนินการเพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมในชุมชน โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อยมาจนถึงประวัติศาสตร์การก่อตั้ง และลักษณะภูมิประเทศ วิถีชีวิต และความหลากหลายของกลุ่มชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีการใช้สื่อต่างๆ ที่สามารถบอกเล่าถึงรายละเอียดให้ เช่น หุ่นจำลอง ฉากจำลอง และศิลปวัตถุ พร้อมทั้งโสตทัศนูปกรณ์โทรทัศน์ และเครื่องเล่นวีดิทัศน์ นอกจากนี้ยังมีบริเวณลานวัฒนธรรมที่ใช้สำหรับจัดงานกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งสวนสาธารณะ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจด้วย พูดได้ว่านอกจากที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย มาที่นี่ต้องดู! สินค้า OTOP ที่ถนนคนเดิน ข้างหนองจองคำ มีสินค้าชนเผ่าให้เลือกมากมายทั้งตุ๊กตาชนเผ่า กระเป๋าผ้า และชาหลากหลายชนิด ซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตของคนจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เป็นอย่างดี