ภาคกลาง

กำแพงเพชร

ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

2016-01-03 01:10:42

กลุ่มโบราณสถานในเขตอรัญญิกของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรนั้น มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น เนื่องด้วยมีโบราณสถาน 80 กว่าแห่ง รวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นในบริเวณที่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน ประมาณ 2,114 ไร่ และโบราณสถานทั้งหมดล้วนเป็นของแท้ดั้งเดิม ที่แสดงถึงฝีมือและความเชื่อของ บรรพชนในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสภาพภูมิประเทศโดยรอบยังเป็นป่าธรรมชาติที่มีการอนุรักษ์ไว้ เพื่อคงบรรยากาศในอดีต ทำให้อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้มีความสมบุรณ์มากยิ่งขึ้น จนทำให้คณะกรรมการมรดกโลกฯ (UNESCO) ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ในปี พ.ศ. 2534 โดยแบ่งเป็นเขตภายในกำแพงเมือง มีโบราณสถานที่สำคัญ คือ วัดพระแก้ว วัดพระธาตุ เขตวังโบราณ (สระมน) ศาลพระอิศวร กำแพงเมือง คูเมือง รวมถึงป้อมประตูต่างๆ และเขตนอกกำแพงเมืองหรือเขตอรัญญิก มีโบราณสถานที่เป็นวัดขนาดใหญ่น้อย รวมทั้ง 40 แห่ง วัดที่สำคัญ คือ วัดพระนอน วัดพระสี่อริยาบถ วัดสงห์ วัดช้างรอบและวัดอาวาสใหญ่ เป็นต้น มาที่ดีต้องดู! โขนแสดงความรุ่งเรืองของเมืองกำแพงเพชร โดยมีประติมากรรมจำลอง พร้อมวิดีทัศน์อธิบายความเจริญของจังหวัดกำแพงเพชรในอดีต และการได้รับประกาศให้เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมในทุกวันนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร

2016-01-03 01:16:44

พิพิธภัณสถานแห่งชาติกำแพงเพชร เริ่มสร้างเมื่อปี 2510 ตามนโยบายของกรมศิลปากร สำหรับจังหวัดที่มีการดำเนินการขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน และได้พบศิลปวัตถุจำนวนมาก ซึ่งได้ทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2514 โดย ฯพณฯ นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการขณะนั้น เพื่อใช้จัดแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งเรื่องของสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนดั้งเดิม ความสำคัญของเมืองโบราณต่างๆ ในแต่ละสมัย รวมถึงวิถีชีวิต กลุ่มชนเผ่า วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา และผลงานทางศิลปะด้วย มาที่นี่ต้องดู! เทวรูปพระอิศวรสำริด ศิลปะแบบอยุธยา โดยที่ฐานมีจาริกอักษรไทย แบบสุโขทัย รวมถึงเทวรูป พระนารายณ์ และเทวสตรีสำริด ศิลปะแบบสุโขทัย เดิมประดิษฐานคู่กับพระอิศวรที่ศาลพระอิศวร

พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ (พิพิธภัณฑ์ฯ เรือนไทย)

2016-01-03 01:31:45

พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ จัดสร้างขึ้นในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ฉลอสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 เพื่อให้พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งทางด้านข้อมูลเบื้องต้น ประวัติศาสตร์ และเชิงประจักษ์ แก่เยาวชนและประชาชนที่สนใจและเกิดจิตสำนึกร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณี ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และพันธุ์ไม้โบราณของบไทย โดยเฉพาะสวนด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ ที่มีการจัดเป็นศูนย์รวมพันธุ์กล้วยกว่า 100 สายพันธุ์ เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชร อย่างแท้จริง มาที่นี่ต้องดู! สายพันธุ์กล้วยกว่า 100 สายพันธุ์ ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชรอย่างแท้จริง

ชัยนาท

สวนนกชัยนาท

2016-01-10 08:50:28

การเดินทางเข้าสู่จังหวัดชัยนาท หากพลาดที่จะไปสวนนกชัยนาท คงเรยกว่ามาไม่ถึงจังหวัดแห่งนี้ คงเรียกว่ามาไม่ถึงจังหวัดแห่งนี้ เพราะที่นี่เรียกได้ว่า เป็นศูนย์กลางการพักผ่อนหย่อนใจ แทบจะครบวงจร ที่ทำให้เราได้สนุกสนานและรับความรู้ทั่วไปพร้อมๆ กัน สวนนกชัยนาทก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 จากแนวคิดของ นายกุศล ศานติธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทในสมัยนั้น เนื่องจากเห็นว่าเมืองชัยนาทเป็นเมืองปิด จึงมีแนวคิดที่จะสร้างสวนนกที่สมบูรณ์แบบขึ้น ซึ่งสามารถให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้เหมือนสวนนกจูร่ง ประเทศสิงคโปร์ อันเป็นแรงบันดาลใจแรกเริ่ม จากนั้นนายไพรัตน์ เตชะรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทคนต่อมาก็ได้มีการสานต่อโครงการและได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยได้รับความร่วมมือจากนายกองค์การบริหารจังหวัดชัยนาทร่วมด้วย จึงแล้วเสร็จจนเปิดให้บริการได้เช่นปัจจุบัน เริ่มจากศูนย์รวมนกกันก่อนเลย จากทางเข้ากรงเราจะเห็นกรงนกทั่วไปและกรงนกแก้วเป็นอันดับแรก แล้วก็เดินผ่านภูเขาน้ำตกที่มีสระน้ำนกฟลางมิงโก้ เพื่อเข้าไปชมกรงนกยูง – ไก่ฟ้า แล้วเดินต่อไปยังจุดนั่งชมนกเงือก เดินเพลินดีเหมือนกัน จากนั้นเราแวะไปยังอาคารแสดงพันธุ์ปลา ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแบบการก่อสร้างเป็นอุโมงค์แก้วใต้น้ำ จำนวน 1 อุโมงค์ และตู้ปลาขนาดเล็ก – ใหญ่ จำนวน 75 ตู้ มีพันธุ์น้ำจืดกว่า 70 ชนิด จำนวนประมาณกว่า 1,000 ตัว เช่น ปลากะโห้ยักษ์ ปลากระเบนน้ำจืด ปลาแรดเผือก ปลาเสือตอ ปลาตองลาย ปลาเสือสุมาตรา ปลากดหิน ปลาช่อนอะเมซอน ปลากระทิงไฟ เป็นต้น ด้านในอาคารนอกจากจะจัดแสดงตู้ปลาแล้วยังมีนิทรรศการให้ความรู้ด้านต่าง ๆ สามารถสร้างความสนุกสนานพร้อมความรู้ในการเข้าชมแก่เด็ก ๆ และเยาวชน เช่น โซนอุปกรณ์ประมง โซนมัจฉาวาไรตี้ โซนสหายมัจฉา นอกจากนี้ยังมีศูนย์วิทยาศาสตร์ท้องฟ้าจำลอง สวนนกชัยนาท ตัวอาคารสะดุดตาไปกับนาฬิกาแดดอีควอเทอเรียล ที่สามารถอ่านค่าเวลาจากเงาที่เกิดจากแสงอาทิตย์ ตั้งเด่นสง่าอยู่บริเวณด้านหน้าตัวอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์ท้องฟ้าจำลอง สวนนกชัยนาท โดยถือเป็นท้องฟ้าจำลองแห่งแรกในจังหวัดชัยนาทอีกด้วย ในอนาคตที่สวนนกชัยนาทจะมีสวนน้ำอวกาศให้นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ได้แวะเข้ามาเต็มอิ่มกับรูปแบบการท่องเที่ยว พักผ่อน บวกกับการเสริมสร้างความรู้อย่างเต็มที่ และสุดพลังภายในหนึ่งถึงสองวัน เรียกว่า มาที่เดียว ครบเครื่องเรื่องเที่ยวจริงๆ

นครนายก

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดฝั่งคลอง

2016-01-10 08:55:12

หลายครั้งที่เรามีโอกาสแวะไปเที่ยวที่จังหวัดนครนายก แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่จังหวัดนครนายกก็มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอยู่ด้วย โดยเฉพาะความเป็นรากเหง้าของชีวนครนายก ซึ่งพื้นเพเดิม ๆ คือ คนไทยพวน หากในครั้งนี้เรามีโอกาสที่จะมาจังหวัดนครนายกอีกครั้ง เราจึงตั้งใจที่จะไปชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดฝั่งคลอง ซึ่งตั้งอยู่ในวัดฝั่งคลอง ริมถนนทางหลวงเลยนั่นเอง เรื่องราวของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เกิดขึ้นเพราะปัจจุบันวิถีชีวิตพื้นบ้านแบบไทยพวนค่อยๆ สูญหายและถูกกลืนไปกับสังคมไทยสมัยใหม่ หากแต่ยังมีกลุ่มคนที่พยายามอนุรักษ์และสืบสาวประวัติความเป็นมา และประเพณีวัฒนธรรมของคนพวนในพื้นที่ของจังหวัดนครนายกเอาไว้ หนึ่งในนั้นคือ พระครูวิริยานุโยค (สมบัติ บุญประเสริฐ) เจ้าอาวาสวัดฝั่งคลอง ในปี พ.ศ. 2541 หลังจากที่ท่านมีโอกาสเข้าร่วมประชุมสัมมนาศึกษาดูงาน ตามโครงการของกรมศิลปากร เรื่องการดูแลทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ในส่วนของพระสังฆาธิการ และตระเวนศึกษาดูงานและพร้อมกับได้รับคำแนะนำจากกรมศิลปากร รวมทั้งได้รวบรวมของเก่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์มาเก็บไว้จำนวนหนึ่ง ท่านจึงตัดสินใจก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดฝั่งคลอง (ไทยพวน) ขึ้นเพื่อจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับไทยพวน โดยปรับพื้นที่บริเวณชั้นล่างของหอฉันเป็นสถานที่แสดงนั่นเอง เมื่อเข้าด้านในพิพิธภัณฑ์ เราจะพบกับห้องโถงยาว ด้านหนึ่งคือ “เฮือนไทยพวน” ที่จำลองบ้านและเครื่องใช้ไม้สอยภายในครัวเรือนของชาวไทยพวน มีส่วนนิทรรศการและข้าวของต่างๆ ที่มีอายุกว่า 200 ปี มาจัดแสดงในหัวเรื่อง “อยู่ดี กินดี มีสุข สวยงาม” นำเสนอถึงวิถีชีวิตของไทยพวนตั้งแต่การสร้างบ้านที่อยู่อาศัย (อยู่ดี) การทำมาหากิน อาหาร (กินดี) การละเล่นนางด้ง นางสุ่ม การร้องรำทำเพลง (มีสุข), เครื่องแต่งกาย ผ้าทอ ซิ่น (สวยงาม) ผ่านข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ อาทิ สมุดข่อยโบราณ เครื่องทองเหลือง เชี่ยนหมาก ขันพาน เครื่องจักสานประเภทกระบุง ตะกร้า ถ้วยชามกระเบื้อง กบไสไม้ ตะเกียง โม่ กระต่ายขูดมะพร้าว หีบใส่ผ้า เตารีดใส่ถ่าน โอ่ง ไหดินเผา หม้อน้ำดินเผา กี่ทอผ้า เครื่องมือทำนา เครื่องมือจับปลา แคน ปั้นชา หม้อกาแฟ ของจัดแสดงส่วนใหญ่มีป้ายชื่อเรียกทั้งภาษาไทยและพวน อักษรพวน วิธีใช้ และประโยชน์การใช้งาน หากไม่ได้มาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราคงไม่มีความรู้ในเรื่องของคนไทยพวนเลย ไม่มีทางได้รู้ว่ายังมีกลุ่มคนที่มีเชื้อสายนี้อยู่ในประเทศไทย และยังคงต้องการอนุรักษ์สิ่งดี ๆ ที่ตัวเองมีให้ลูกหลานได้รู้จัก รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนอื่น ๆ ได้เข้ามาเยี่ยมชมและซึมซับสิ่งดี ๆ เหล่านี้ด้วย

นครปฐม

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

2016-01-21 10:20:45

หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้เลือกอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุงศรีของพี่น้องตระกูล ‘วสุวัต’ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญของประเทศ เป็นต้นแบบในการสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากเป็นอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นอาคารที่มีความงดงามสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งเข้ารับราชการอยู่ในกรมศิลปกร ก่อสร้างสำเร็จและเปิดใช้เมื่อพ.ศ.2478 อยู่กลางทุ่งบางกะปิ ริมถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ ซึ่งต่อมาคือบริเวณปากซอยอโศก ถนนสุขุมวิท พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของประเทศไทย เช่น พระเจ้าบรมวงศ์หรือรัตน์ เปสตันยี ประวัติและวิวัฒนาการ หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย การละเล่น หนังตะลุง หนังใหญ่ ถ้ำมอง การกำเนิด ภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงมุมมองของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน ผลงานศิลปะ จัดแสดงภาพ โปสเตอร์ ใบปิดหนังและแผ่นเสียงภาพยนตร์ในยุคเก่า เทคโนโลยีและจักรกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ วิวัฒนาการของเครื่องมือต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์ไทยในรอบร้อยปี โดยจัดแสดงด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพเขียน หุ่นจำลอง เสียง วัตถุสิ่งของ วีดีทัศน์ โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับมหรสพของไทยที่มีมาก่อน- ภาพยนตร์ ควบคู่ ไปกับการละเล่นของชาวตะวันตก เช่น ตะเกียงวิเศษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นถ้ำมอง เรื่อยมาจนถึงเรื่องคนไทยที่ได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรกคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกรุงเบริ์น เมื่อ พ.ศ.2440, การฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในสยามเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440, คนไทยถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถม ถวัลย์วงศ์ พ.ศ.2433, การจัดตั้งโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกคือโรงหนังญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2448 เป็นต้น หอเกียรติยศ จัดตกแต่งเป็นฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่สำคัญ เช่น เรื่องโรงแรมนรก,แม่นาคพระโขนง,กล่อง,ตลก 69,หุ่นมิตร ชัยบัญชา ในฉากสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น รวมถึงส่วนของนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวขั้นตอนต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

2015-12-08 11:40:40

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเกิดจากแรงดลใจของผู้สร้างสรรค์กลุ่มหนึ่ง นำโดยอาจารย์ดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ซึ่งต้องการส่งเสริม เผยแพร่ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีไทย อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของเยาวชนในการสร้างสรรค์หุ่นขี้ผึ้งไทยตามแบบของมาดามทูโซ แต่การดำเนินงานสร้างหุ่นขี้ผึ้งต้องประสบปัญหามากมาย เช่น สภาวะอากาศของประเทศไทยไม่เหมาะสมกับการสร้างหุ่นขี้ผึ้ง เนื่องจากมีอุณหภูมิร้อน ความชื้นสูง รวมทั้งมีฝุ่นละอองมาก จึงได้รับการพยายามคิดค้นหาวัสดุอื่นที่จะนำมาใช้แทนขี้ผึ้ง กระทั้งค้นพบว่า ‘ไฟเบอร์กลาส’ มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะมีความคงทนถาวรมาก รวมทั้งให้ความรู้สึกนุ่มนวลสวยงามมากกว่าขี้ผึ้ง หุ่นขึ้ผึ้งไฟเบอร์กลาสรูปแรก คือหุ่นขึ้ผึ้งรูปพระราชสังวราภิมณฑ์(หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ และมีหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญต่างๆ อีกมากมาย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์

2015-12-16 10:01:58

‘พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี’ ประติมากรรมรูปแบบพิเศษที่พบเฉพาะในศิลปะทวารวดี สลักเป็นภาพพระพุทธเจ้านูนสูงประทับเหนือสัตว์พาหนะลูกผสมที่เรียกกันต่อๆมาว่า ‘พนัสบดี’ เชื่อกันว่าเป็นภาครวมของสัตว์พาหนะของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูคือมีปีกอย่างหงส์ ซึ่งเป็นพาหนะของพระพรหม มีหูและเขาอย่างโคซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ และมีปากอย่างครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ โดยเหตุผลของการสร้างประติมากรรมทางธรรมชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของพุทธศาสนาต่อศาสนาฮินดู นักวิชาการบางท่านให้ข้อสังเกตว่า ลักษณะของพนัสบดีนี้คล้ายคลึงกับที่ปรากฏในศิลปะแถบอรัฐประเทศของอินเดีย และอาจเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่าพระพุทธองค์ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่มวลสรรพสัตว์ก็เป็นได้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประปฐมเจดีย์ บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ด้านทิศใต้ มีอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น เก็บรักษาโบราณวัตถุที่เดิมที่เก็บรักษาไว้ที่ระเบียงคตรอบองค์พระปฐมเจดีย์ กระทั้งในพ.ศ.2454 จึงได้เคลื่อนย้ายไปไว้ในวิหารตรงกันข้ามพระอุโบสถ และถูกเรียกว่า ‘พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน’ กระทั่งในพ.ศ.2477 ได้ยกฐานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในความดูแลของกรมศิลปากร


พระราชวังสนามจันทร์

2016-05-25 16:43:42

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แปรพระราชฐานไปประทับที่นครปฐมบ่อยครั้ง ทำให้ทรงคุ้นเคยกับภูมิประเทศของเมืองนครปฐม และบริเวณใกล้เคียง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ ดำเนินการก่อสร้างพระราชวังสนามจันทร์ ขึ้นเมื่อปี 2450 ไว้เป็นที่มั่น เพื่อเตรียมพร้อมรับวิกฤตการณ์ของประเทศ อันอาจเกิดขึ้นเนื่องจากพระองค์ทรงระลึกถึงเหตุการณ์ ร.ศ.112 เมื่อ 13 กรกฎาคม 2436 ที่ฝรั่งเศสนำเรือรบ 2 ลำ รุกล้ำอธิปไตยของไทย บริเวณพื้นที่ดินดอนของนครปฐมนี้จึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม สามารถใช้เป็นค่ายหลวงสำหรับประชุม ซ้อมรบเสือป่า และเพื่อแปรพระราชฐานไปประทับพักผ่อนพระอิริยาบถได้ พระราชวังสนามจันทร์ ประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ โดยหมู่พระที่นั่งนั้นประกอบด้วย พระที่นั่ง 4 องค์ ที่ออกแบบให้มีทางเดินเชื่อมต่อถึงกัน อันได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี พระที่นั่งวัชรีรมยา และพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ มาที่นี่ต้องดู! ห้องพระเจ้า หอพระประจำพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นผู้ออกแบบ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระเศวตฉัตรกั้นเหนือพระพุทธรูปและมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นภาพเทพพนมแต่งตัว ตามแบบเทวดาและมนุษย์ที่ปรากฏในชิ้นศิลาต่างๆ ที่ขุดได้ในบริเวณใกล้พระปฐมเจดีย์ ที่เขียนขึ้นที่นี่ก่อนจะนำไปเขียนที่ผนังพระวิหารหลวง และภาพดังกล่าวได้ปรากฏอยู่ ณ สถานที่ทั้งสองตราบจนปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์ เดอ ลา มอตต์

2016-01-02 21:11:26

พิพิธภัณฑ์นี้ได้รวบรวมศาสนวัตถุ และข้าวของเครื่องใช้ของมิชชันนารีในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการริเริ่มของคุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย รวมไปถึงเรื่องราวต่างๆ ของศาสนจักรทั่วโลก โดยแบ่งการจัดแสดงนิทรรศการออกเป็นเรื่องต่างๆ ทั้งชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนจักรคาทอลิกของไทย ประวัติศาสตร์ ของพระศาสนจักรในประเทศไทย รวมไปถึงของใช้ของมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในสยามเมื่อครั้งอดีตและมีการจัดพระแท่นจำลองสำหรับถวายบูชามิสซา ทั้งแบบก่อนและหลังสังคายานาวาติกันครั้งที่สอง เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความหมายของเทวศาสตร์และการสืบต่อของวัฒนธรรมรวมถึงแสดงเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องใช้ทางพิธีกรรมอื่นๆ ให้ผู้ชมได้รู้ถึงแก่นแห่งคริสต์ศาสนาอย่างแท้จริง มาที่นี่ต้องดู! เชิงเทียนพระราชทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงอนุโมทนาความกตัญญูกตเวทีของมหาชนเป็นพระราชกุศลพิเศษส่วนหนึ่งในงานพระบรมศพสมเด็จ พระบรมชนกนารถ และทรงมีพระราชดำริว่า วัดอาซัมซาน (อัสสัมชัญ) เป็นที่ประชุมในศาสนกิจของประชาชน ซึ่งเลื่อมใสคริสต์ศาสนาฝ่ายโรมัน นิกายแห่งหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเชิงเทียนคู่ 1 เป็นเครื่องตั้งไว้ในโบสถ์วัดอาซัมซาน (อัสสัมชัญ) ให้เป็นที่ดำรงความระลึกถึง สมเด็จพระบรมชนกนารถ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประชาชนผู้นับถือคริสต์ศาสนาสืบไป

พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง

2016-01-02 21:19:38

วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 จ่าง แซ่ตั้ง แปรสภาพบ้านพักอาศัยของตนเองในสวนลึกฝั่งธนบุรี (กรุงเทพฯ) เป็นหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง เปิดให้ผู้สนใจศิลปะ บทกวี วรรณกรรม เข้าชมเรียนรู้ พบปะ พูดคุย จนกระทั่งได้เสียชีวิตลง เมื่อปี 2533 บุตรชาย (ทิพย์ แซ่ตั้ง) ได้ดำเนินงานต่อ และในปี 2540 โดยย้ายหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง มาที่พุทธมลฑลสาย 5 จังหวัดนครปฐม เปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง ดำเนินการจัดนิทรรศการศิลปะสัญจร เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งพิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง เป็นอาคารสองชั้น ใช้เก็บรักษาผลงานของจ่าง แซ่ตั้ง ทั้งหมด และติดตั้งผลงานจิตรกรรมบางส่วนที่โดดเด่น ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงผลงานชุดสุด้ายก่อนเสียชีวิต และให้บริการด้านข้อมูล ประวัติภาพถ่ายผลงานจิตรกรรมที่สะสม บทกวี งานวรรณกรรมอื่นๆ ที่จ่าง แซ่ตั้ง เขียนและแปลรวมทั้งภาพข่าวและบทความเกี่ยวกับจ่าง แซ่ตั้ง จากหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา มาที่นี่ต้องดู! จิตรกรรมนามธรรม และบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป ซึ่งจ่าง แซ่ตั้ง เป็นทั้งจิตรกร กวี และนักปรัชญา ที่ริเริ่มทำงานจิตรกรรมนามธรรม (Abstract Expressionism) คนแรกของเมืองไทย และพร้อมทั้งริเริ่มเขียนบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป (Concrete Poetry) เป็นคนแรกของเมืองไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ จ่าง แซ่ตั้ง ยังได้รับการกล่าวขานว่า เป็นจิตรที่สร้างสรรค์ผลงานสะท้อนการเมืองไทยได้อย่างมีพลัง ผลงานจิตรกรรมการเมืองภาพสำคัญภาพหนึ่งที่ถูกอ้างอิงถึงเสมอ คือ ภาพที่ชื่อว่า ‘ตัดมือกวี ควักตาจิตรกร’ ขนาด 210  250 ซ.ม. สร้างขึ้นจากความรู้สึกของจ่าง แซ่ตั้ง ต่อเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาพเหมือนของตัวเขาที่เปลือยเปล่า ควักดวงตาตัวเองออก และตัดมือตัวเองทิ้ง สื่อถึงการหยุดทำงานสร้างสรรค์ ทุกอย่าง

นครสวรรค์

พิพิธภัณฑ์จันเสน

2015-12-08 11:47:02

เมืองโบราณจันเสนได้รับการค้นพบครั้งแรก โดยนักวางผังเมือง ‘อาจารย์นิจ หิญชีระนันท์’ ในพ.ศ.2509 จากการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ และได้เข้าไปถ่ายรูปโบราณวัตถุต่างๆ ในบริเวณนั้นแล้วได้นำมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ต่อมาในพ.ศ.2511-2512 ได้มีการศึกษาสภาพกายภาพของเมืองโบราณ และขุดสำรวจทางโบราณคดี โดยความร่วมมือทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ซึ่งถือว่าเป็นการขุดค้นหาโบราณคดีอย่างมีระบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จากการศึกษาครั้งนั้น พบว่าเมืองโบราณจันเสนเป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีความชัดเจนในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในสมัยทวารวดีตอนต้นหรือประมาณ 1,500 ปีก่อนหลังการขุดสำรวจแล้วเสร็จและข่าวแพร่ออกไป จันเสนก็ถูกทอดทิ้งจากหน่วยงานทั้งหลาย (อีกครั้ง) เป็นช่องทางให้โบราณวัตถุมากมายบริเวณนั้น ถูกลักลอบขุดและจำหน่วยให้กับพ่อค่าวัตถุโบราณ กระทั่งพระครูนิสัยจริยคุณ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘หลวงพ่อโอด’ อดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสนในสมัยนั้นเกรงว่ามรดกทางวัฒนธรรมของชาติจะถูกลักลอบขุดไปเสียหมด จึงได้รวบรวมโบราณวัตถุที่แตกหักเสียหายจากการถูกลักลอบขุดนั้นมาเก็บไว้ที่วัดจันเสน โดยมีดำริที่จะก่อสร้างอาคาร เพื่อจะจัดเก็บวัตถุดังกล่าวรวมถึงสิ่งของสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พระครูได้เก็บสะสมไว้จำนวนหนึ่ง จึงคิดว่าควรจะนำมารวมไว้ในสถานที่เดียวกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา รู้หรือไม่ : คำจารึกที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสนบอกไว้ว่า ‘เมืองจันเสน’ เป็นเมืองนครโบราณสมัยทวารวดีตอนต้นที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พัฒนาขึ้นมาจากชุมชนสมัยโลหะตอนปลายมีอายุไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นชุมชนแรกเริ่มในสุวรรณภูมิที่มีการติดต่อกับอินเดียร่วมสมัยกับเมืองอู่ทองในลุ่มน้ำท่าจีน และเมืองฟูนันใกล้ปากแม่น้ำโขงดังเห็นได้จากโบราณวัตถุที่เป็นตราดินเผา เศษภาชนะประดับลักษณะเดียวกับที่พบในอินเดียและแค้วนฟูนัน และการติดต่ออินเดียนี้เองทำให้จันเสนเป็นชุมชนที่นับถือพระพุทธศาสนาแต่แรกเริ่ม สังเกตได้จากการสร้างรูปเคารพ สิ่งของสิริมงคลต่างๆทั้งยังมีซากสถูปเจดีย์อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งสร้างขึ้นไว้บูชา

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร

2016-01-02 17:16:40

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร จังหวัดนครสวรรค์ แห่งนี้ ตั้งตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนที่สนใจสามารถศึกษาหาความรู้เกี่ยวประวัติไปรษณีย์ไทย รวมทั้งผู้ที่สนใจสะสมดวงตรา ไปรษณียากร สามารถมาพบปะ และทำกิจกรรมร่วมกันได้ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงประวัติและวิวัฒนาการไปรษณีย์ไทย ดวงตราไปรษณียากรที่ออกในวาระสำคัญต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยี เครื่องมือสื่อสาร และเครื่องโทรเลข โดยแบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องแรกเป็นห้องบรรยาย ส่วนหน้าจะเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติไปรษณีย์และการสื่อสาร ส่วนห้องที่สองใช้จัดแสดงนิทรรศการ ชุดดวงตราไปรษณียากร ที่ออกมาในวาระต่างๆ รวมถึงภาพถ่ายและอุปกรณ์ที่เคยใช้ไปรษณียสวรรค์วิถี

พิพิธภัณฑ์ วัดเกยไชยเหนือ

2016-01-02 17:51:45

วัดเกยไชยเหนือ เดิมเรียกว่าวัดท่าบรมธาตุ สำหรับการก่อสร้างพระบรมธาตุแห่งนี้ ไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่คำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า การสร้างพระบรมธาตุแห่งนี้สัมพันธ์กับการสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตรในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2246-2251) โดยพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า พระเจ้าเสือประสูติ ณ บ้านโพธิ์ประทับช้าง แขวงเมืองพิจิตร เมื่อพระเจ้าเสือเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงระลึกถึงที่ประสูติตามคำพระมารดาตรัสเล่า จึงโปรดให้สมุหนายกเกณฑ์ผู้คนลำเลียงสิ่งของ ไปก่อสร้างวัด ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปีเศษ จึงแล้วเสร็จ ในระหว่างการก่อสร้างพระอารามแห่งนี้ ตราบจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ คงจะมีเรือบรรทุกสิ่งของผ่านไปมาหลายครั้ง พระเจ้าแผ่นดินอาจเสด็จมาเวลาใดเวลาหนึ่ง รวมทั้งเสด็จมาในงานฉลองพระอารามตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร มีเรื่องเล่าแทรกว่า เรื่อพระที่นั่งเกยตื้น ณ หาดทราย บริเวณที่ตั้ง วัดเกยไชยเหนือในปัจจุบัน พระเจ้าแผ่นดินอาจทอดพระเนตรเห็นชัยภูมิที่แปลกตาเนื่องจากการสบกันของแม่น้ำสองสาย จึงตรัสขอที่ดินจากตายายผู้ทำมาหากินบริเวณนั้น สร้างพระเจดีย์พระบรมธาตุ เข้าใจว่าทรงโปรดให้สร้างวัดด้วยในคราวเดียวกัน ณ บริเวณดังกล่าว โดยใช้วัสดุสิ่งของการสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง จึงเรียกว่า วัดพระบรมธาตุตั้งแต่นั้นมา สำหรับหมู่บ้านแถบนั้นก็ได้นามว่า บ้านเกยไชย ตามเหตุการณ์เรือพระที่นั่งเกยตื้น งานสมโภชพระบรมธาตุมีสืบเนื่องมาโดยตลอดประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นงานปิดทองและห่มผ้าองค์พระเจดีย์ ในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 5 ครั้ง 2 จัดขึ้นในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 เพื่อปิดทององค์พระเจดีย์ และจัดงานแข่งเรือ โดยพื้นทั้งในบริเวณวัดเกยไชยเหนือและโดยรอบ มีประวัติศาสตร์การก่อตั้งชุมชนรวมถึงเป็นเส้นทางค้าขาย เป็นจุดผ่านสบกันระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน มีผู้คนเดินทางไปมาทางเรือตั้งแต่อดีต จึงพบวัตถุอันเป็นหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศสาตร์ ที่มีความหลากหลายและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อรวบรวมสิ่งของที่ได้มามากขึ้น ทางวัดจึงมีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดเกยไชยเหนือขึ้น โดยท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อน พระครูนิทานธรรมประทาน (หลวงพ่อเที่ยง) โดบรวบรวมวัตถุที่มีอยู่ในวัด พอชาวบ้านได้ทราบข่าวก็นำวัตถุมาบริจาคด้วย เรี่ยไรเงินสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ โดยจุดเด่นคือการสร้างด้วยไม้ตาลพืชเศรษฐกิจของชุมชนเกยไชย มีลวดลายสวยงาม เมื่อปี 2535 ต่อมาเมื่อมีวัตถุเพิ่มขึ้นอีก อาคารพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถจัดเก็บได้พอเพียง ชาวบ้านจึงได้เรี่ยไรเงินเพื่อสร้างอาคารหลังที่ 2 ประกอบกับนโยบายของจังหวัดในขณะนั้นที่ต้องการพัฒนาวัดเกยไชยเหนือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรรค์ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงให้การสนับสนุนในการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เพิ่มขึ้นอีกหลังหนึ่ง ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์ต้นน้ำ” รวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ


พิพิธภัณฑ์ต้นน้ำ

2016-01-02 17:58:58

พิพิธภัณฑ์ต้นน้ำคืออาคารหลังที่ 2 ที่สร้างต่อมาจากพิพิธภัณฑ์วัดเกยไชยเหนือ เพื่อรองรับวัตถุ ที่ชาวบ้านนำมาบริจาค โดยมีการจัดแสดงประวัติและวิวัฒนาการของวัตถุโบราณ ที่แสดงถึงการค้าขาย อันรุ่งเรืองในอดีต รวมถึงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเครื่องทุ่นแรง เครื่องประดับเงินโบราณ วัตถุบูชา พระพุทธรูป และเครื่องใช้ในพิธีกรรม ที่บ่งบอกวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของผู้คน ตลอดจนเครื่องมือเกษตรกรรม ที่มีการพัฒนาจากแรงงานคนสู่การใช้แรงเครื่องจักรวัตถุการแพทย์แผนโบราณ และผลงานศิลปะมากมาย ที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญา โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่คร่าวๆ ตามลักษณะทางกายภาพ เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องสังคโลก เงินโบราณ เปลือกหาย พระพุทธรูป เป็นต้น

อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด

2016-01-02 18:19:51

บึงบอระเพ็ด เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และในปี 2543 องค์กาบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ได้รับมอบพื้นที่ใกล้ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืด จังหวัดนครสวรรค์ จากกรมประมง จำนวน 165 ไร่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวครบวงจรอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดและได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด เพื่อเป็นสถานที่อนุรักษ์รวบรวมพันธุ์ปลาน้ำจืด ปลาสวยงามนานาชนิด และเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เยาวชนประชาชน และนักท่องเที่ยว โดยได้รับพระราชทานนามว่า “อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550’ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงธรรมชาติศึกษา มีสิ่งชีวิต พันธุ์ปลาทะเลและพันธุ์ปลาน้ำจืดหลากหลายชนิด โดยมีการสร้างระบบนิเวศ เพื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติของปลาหายากชนิดต่างๆ รวมถึงแสดงวิถีชีวิต อุปกรณ์ประมง และวิธีการจับปลา แบบภูมิปัญญาชาวบ้านด้วย

นนทบุรี

พิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท

2015-12-16 18:34:21

ศิลปินดนตรีไทยห้าแผ่นดิน ผู้แต่งเพลงทิ้งไว้ให้พวกเรารุ่นหลังมากมาย รวมทั้งวางรากฐานแข็งแกร่งให้วงการดนตรีท่านนี้ จะมีเครื่องดนตรีคู่มือคู่ใจสำหรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่เพียงสองชิ้นเท่านั้น นั่นก็คือขิมและระนาดเก่าๆ ที่ทายาทจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท บ้านไม้สองชั้น อันเคยเป็นที่พำนักในชีวิตบั้นปลายของท่านนั่นเอง ครูมนตรี ตามโมท เป็นศิลปินแห่งชาติรุ่นแรกในพ.ศ.2528 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ครูมนตรี ตราโมท ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินห้าแผ่นดิน ‘ห้าราชกาล’ เนื่องจกท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2443 ตรงกับสมัยราชกาลที่ 5 ท่านเป็นนักดนตรีคนแรกที่ได้ขิมในวงเครื่อง สายหลวง บรรเลงถวายรัชกาลที่ 6 ซึ่งในยุคนั้นวงการดนตรีไทยและโขนละครเจริญถึงขึ้นสูงสุด มีนักดนตรีที่มีความสามารถมากมายมาถึงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ พระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้หลายเพลง ครูมนตรีจึงเป็นผู้หนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานวงการดนตรีไทยจึงเฟื่องฟูมาตลอดรัชกาลแม้ว่าช่วงสมัยราชกาลที่ 8 วงการดนตรีไทยจะตกต่ำบ้าง แต่ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทางอุปถัมภ์ดนตรีไทยประกอบกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ทรงสนับสนุนและทรงเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม จึงทำให้วงการดนตรีไทยพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตลอดชีวิตห้าแผ่นดิน จึงมีผลงานของครูมนตรี ออกมามากมาย ท่านเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีดนตรีไทยและทางปฏิบัติ คือ การบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆ อย่างยากที่จะมีใครเสมอ ท่านมีผลงานการประพันธ์ทำนองเพลงไทยหลากหลายแนว ที่มีจำนวนมากกว่า สองร้อยเพลง แต่ละเพลงมีความไพเราะอย่างยิ่ง ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์เมธีแห่งนาฏดุริยางศิลป์” หลายคนจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท แล้วพบว่าเครื่องดนตรี ประจำบ้านที่ท่านใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานมากมายนั้นมีเพียงขิมกับระนาดเพียงสองชิ้นเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะว่าท่านไม่เคยต้องใช้เครื่องดนตรีใดๆ มาเทียบเสียงในการแต่งเพลง เพราะท่านสามารถจดจำเสียงโน้ตต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและถูกต้องนั่นเอง ภายในบ้านจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะแสดงชีวประวัติของครูมรตรี รวมทั้งผลงานเพลงที่เป็นลายมือต้นฉบับนับตั้งแต่เพลงแรกเมื่อมีอายุ 20 ปี ถึงเพลงสุดท้ายเมื่อมีอายุ 91 ปี รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่และถูกหลานของท่านก็ยังอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ปัจจุบันยังมีการจัดสอนดนตรีไทยให้กับผู้สนใจทั่วไป ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และในช่วงอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปีจะมีจัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทย เข้าชมได้ฟรี

พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติวิทยาและห้องสมุดประชาชน

2016-01-02 20:35:30

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดประชาชนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่การศึกษาหาความรู้ของเยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศตลอดจนอาชีพของประชาชนในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งนอกจากภายในพิพิธภัณฑ์จะมีการจัดแสดงนิทรรศการของเทคโนโลยีและจักรกล เกี่ยวกับความเป็นไปของโลก หิน แร่ โลหะ ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต ที่บ่งบอกพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันแล้ว ยังมีในส่วนของประวัติและวิวัฒนาการของเมืองนนทบุรี รวมทั้งสถานที่สำคัญ พระพุทธรูป และวัตถุโบราณจากกรุวัดเชิงท่า และเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อบ่งบอกถึงวิถีชีวิตของคนในนนทบุรี รวมทั้งการจำลองเรือนไทยแต่ละภาค และผลงานภาพเขียนวิถีชีวิตชาวบ้านในอดีตด้วย มาที่นี่ต้องดู! ไหน้ำสมัยข่าหรือขอม ที่มีการสันนิษฐานว่าอายุประมาณ 600 ปี และวิหารจำลองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งได้ขุดพบที่วัดเชิงท่า ของจังหวัดนนทบุรี

ศูนย์การเรียนรู้วัดสวนแก้ว

2016-01-02 20:41:08

เนื่องจากวัดสวนแก้วมีผู้คนอยู่หลากหลาย และเป็นสถานที่ที่รู้จักกันดี เจ้าอาวาสจึงเกิดแนวคิดของกระบวนการถ่ายทอดการเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเยาวชน โดยได้รับแรง บันดาลใจจากอุทยานการเรียนรู้ TK Park จังหวัดยะลา เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่ต้องการศึกษามีความรู้ในการทำอาชีพเสริม เช่น การเผาถ่าน การผลิตน้ำส้ม ควันไม้ และทำการเกษตร โดยเปิดเป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่สามารถถ่ายทอดการเรียนรู้ภายใต้การเชื่อมโยงเข้ากับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับ และมีการจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับภูมิปัญญาและอาชีพรวมทั้งเปิดให้เข้าชมตัวอย่างแปลงทดลองผักสวนครัว การเพาะเห็ด การผลิตน้ำปุ๋ยชีวภาพและการผลิตน้ำส้มควันไม้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษาดูงาน ร่วมเรียนรู้ และสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษของศูนย์ฯ ได้ด้วย มาที่นี่ต้องดู! เทคโนโลยีการทำน้ำส้มควันไม้ ซึ่งเมื่อนำควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่านมาทำให้เย็นลงจนควบแน่น แล้วกลั่นตัวเป็นหยุดน้ำของเหลวที่ได้นี้เรียกว่า น้ำส้มควันไม้ ประกอบด้วยกรดอะซิดิก มีสีน้ำตาลแกมแดง และเมื่อทิ้งไว้ภาชนะพลาสติกในที่ร่ม ประกอบ 3 เดือน น้ำส้มควันไม้ที่จะตกตะกอนและแยกตัวเป็น 3 ชั้น คือ น้ำมันเบา (ลอยอยู่ผิวน้ำ) น้ำส้มไม้ และน้ำมันทาร์ (ตกตะกอนอยู่ด้านล่าง) จึงสามารถแยกน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ได้ต่อไป


พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย

2016-01-10 09:09:34

อาคารพิพิธภัณฑ์สีขาว เป็นอาคารแบบทรงไทยประยุกต์ โดยใช้ชื่อว่า เรือนหมอเพ็ญนภา จนมาเป็นเรื่องราวของสถาบันการแพทย์แผนไทย จากเดิมเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2542 ได้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กำหนดให้การแพทย์แผนไทยเป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศึกษาและพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยต่อมาจึงได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทยขึ้น ภายในมีการจัดนิทรรศการโดยเป็นห้องต่าง ๆ อาทิ ห้องพระ ไภษัชยคุรุไวทูรยประภา ซึ่งจัดแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเชื่อมโยงกันระหว่างพระพุทธศาสนากับการแพทย์แผนไทย อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องอบรมครูการแพทย์แผนไทย เป็นห้องที่แสดงถึงเรื่องราวความเชื่อในครูผู้ประสิทธิ์วิชา รวมถึงแสดงตัวอย่างพิธีไหว้ครูของแพทย์แผนไทย ห้องวิวัฒนาการการแพทย์แผนไทย ซึ่งจัดแสดงให้เห็นถึงแนวคิดและทฤษฎีการแพทย์แผนไทย เช่น การใช้สมุนไพรรักษาโรค จักรวาลกับชีวิต ธาตุทั้ง 4 ธาตุเจ้าเรือน เป็นต้น และยังมีห้องการนวดไทย ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการนวด ภูมิปัญญาประยุกต์การเรียนรู้จากธรรมชาติ มีห้องอาหารไทยเพื่อสุขภาพ สำหรับเป็นการแนะนำให้รู้จักกับวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยทั้ง 4 ภาค และห้องสุดท้ายคือ หอยา จัดแสดงถึงวิวัฒนาการในการปรุงยาและเครื่องยาต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีความรู้ในด้านอื่นๆ ให้ศึกษาตามความสนใจอีกมากมายให้เราได้เลือกชม และจากตัวพิพิธภัณฑ์ลงไปชั้นที่หนึ่งของอาคารพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ห้องอาหารเพื่อสุขภาพ ขายอาหารเพื่อสุขภาพและมีห้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ยาดม ยาทา ลูกอม สบู่ ยาสระผม ในบริเวณเดียวกันจะเห็น ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย ห้องตรวจรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ห้องอบสมุนไพร ห้องนวด มีบริการนวดรักษา แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกกันก่อน ซึ่งมีทั้งนวดรักษา นวดสุขภาพ นวดฝ่าเท้า ประคบสมุนไพรอีกด้วย นอกจากนี้ส่วนชั้นใต้ดินของอาคารยังมีห้องประชุม ห้องสมุด ศูนย์จำหน่ายหนังสือของโครงการพัฒนาต่าง ๆ และบริเวณด้านนอกอาคาร ยังมีเขามอ ซึ่งจำลองมาจากวัดโพธิ์ บนเขามอคัดเลือกท่าฤาษีดัดตนขนาดเท่าคนจริงจัดแสดง 25 ท่าและปลูกสมุนไพรที่เป็นยาต่าง ๆ ไว้บนเขาด้วย ส่วนภายในเขามอ ยังมีไฮไลท์อีกทีก็คือ ถ้ำฤาษีเขามอหรือถ้ำครูแผนไทยและยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปฤาษีดัดตนในท่าต่าง ๆ รอบๆ และยังมีต้นไม้สมุนไพรที่ติดตั้งระบบสัญญาณเมื่อกดปุ่ม ต้นไม้ก็จะพูดบอกข้อมูลรายละเอียดได้ ส่วนบริเวณรอบ ๆ อาคาร ยังแวดล้อมด้วยสวนสมุนไพรที่ปลูกไว้นับพันชนิด และถ้าใครสนใจเรียนการแพทย์แผนโบราณหรือการนวดตัว นวดเท้า ก็สามารถสมัครเรียนได้ที่ สถาบันส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย ซึ่งผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้

พิพิธภัณฑ์วางแผนครอบครัว

2016-01-10 09:13:38

พิพิธภัณฑ์วางแผนครอบครัว ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2541 ด้วยความเห็นชอบจากผู้บริหาร กรมอนามัยและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขณะนั้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าหลังจากประเทศไทยประกาศนโยบายประชากร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2513 และดำเนินงานโครงการวางแผนครอบครัวและประชาชนเพียงไม่ถึง 3 ทศวรรษก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ในการลดอัตราการเพิ่มประชากร จากร้อยละ 3.2 ต่อปี ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2513 ลงเป็นร้อยละ 1.1 ในปี พ.ศ. 2541 จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เห็นได้จากการที่สถาบันประชากรแห่งสหรัฐอเมริกาได้มอบรางวัล Special Country Award ประจำปี พ.ศ. 2535 ให้แก่ประเทศไทยในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จดีเด่นด้านประชากร และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ได้ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ทางด้านการวางแผนครอบครัว เป็นแหล่งฝึกอบรมและศึกษาดูงานด้านการวางแผนครอบครัวและประชากรสำหรับนานาประเทศ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้บริหารในทุกระดับที่ผ่านมา เป็นความร่วมมือร่วมใจประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งมีการบริหารโครงการอย่างมีระบบ มีการพัฒนากำลังคนอย่างต่อเนื่องทุกระดับ มีการวางแผนกลยุทธ์เพื่อการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ มีการให้บริการคุมกำเนิดที่หลากหลายวิธี เพื่อให้ผู้รับบริการได้เลือกใช้ตามสมัครใจ ข้อมูลเหล่านี้รวมทั้งข้อมูลความรู้ที่ทันสมัยควรจะได้นำเสนอและจัดแสดงเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แก่นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไปให้เกิดความเข้าใจและตระหนักในเรื่องประชากรและอนามัยการเจริญพันธุ์ สำหรับภายในพิพิธภัณฑ์ได้แบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ อาทิ เรื่องของการคุมกำเนิดในอดีต ความหมายและความสำคัญของกายวิภาคและสรีระวิทยา เพศศึกษา และการปฏิสนธิ การป้องกัน และความสมดุลตามธรรมชาติ โซนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และรัชกาลปัจจุบัน พร้อมพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับประชากร ของทั้งสองพระองค์ นอกจากนั้น ยังจัดแสดงย้อนอดีตสู่ การใช้สมุนไพรคุมกำเนิดเรื่องของสถานการณ์ประชากรและการวางแผนครอบครัว อดีตสู่ปัจจุบัน นำเสนอด้วยระบบสื่ออิเล็คทรอนิค เรื่องกายวิภาค และสรีระวิทยาของชาย – หญิง ซึ่งจะแจกแจงรายละเอียดโครงสร้างร่างกาย ระบบสืบพันธุ์ การทำงานของฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในแต่ละช่วงของชีวิตเรื่องเพศศึกษา และกระบวนการปฏิสนธิ เรื่องของการป้องกัน การพัฒนาของวิธีการคุมกำเนิดที่หลากหลายวิธี และเรื่องความสมดุลตามธรรมชาติ เป็นการแสดงภาพและผลงานของบุคคล ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ที่มีส่วนช่วยให้โครงการวางแผนครอบครัว ประสบความสำเร็จ จัดแสดงให้เห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ทางด้านประชากร รวมทั้งความสมดุลของประชากร

ปทุมธานี

พิพิธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

2016-01-02 19:29:16

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งกับท่านผู้หญิงจรัสศรี ทิปิรัตน์ ในสมัยที่รับรากชารเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ว่าชื่อเมืองปทุมธานี แปลว่า เมืองบัว แต่ปัจจุบันนั้น หาดูบัวตามแหล่งน้ำก็หาดูยากมาก และเพื่อสนองพระราชดำริดังกล่าว สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จึงได้อาสาขอรับงานและจัดตั้งพิพิธภัณฑ์บัวราชมงคลขึ้นในปี 2543 เพื่อรวบรวมสายพันธุ์บัว รวมถึงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี 2546 ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงบัวสายพันธุ์ต่างๆ และข้อมูลทางวิชาการ ปัญหาและอุปสรรคในการเจริญเติบโตของบัวสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงภาพถ่ายบัวสายพันธุ์ที่หายากด้วย

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2016-01-10 09:18:24

ภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ยามที่เราเข้ามาด้านในนั้น พื้นที่ที่เห็นนั้นกว้างขวาง และถูกเติมเต็มไปด้วยสีเขียวของแปลงนารวมทั้งสวนผักผลไม้ทดลอง พื้นที่หลายๆ ส่วนของพิพิธภัณฑ์ฯ ยังคงอนุรักษ์สภาพดั้งเดิมของภูมิทัศน์ชีวิตชนบท เรื่องราวความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์เกษตรเพื่อร่วมเฉลิมฉลองพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยที่ ในหลวงทรงครอง สิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 และในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2545 และถูกจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนเพื่อดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2545 ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เพื่อดำเนินการบริหารงานตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 เป็นต้นมา อาคารต่าง ๆ จัดแสดงให้ได้ชม อาทิ “อาคารพัฒนาที่ดิน” ซึ่งจัดแสดงข้อมูลและหุ่นจำลองของสิ่งมีชีวิต สภาพลักษณะใต้ดิน ตัวอย่างลักษณะที่ดิน 4 ภูมิภาคอุปกรณ์การสำรวจที่ดิน สหกรณ์ตามทฤษฎีใหม่ “อาคารทรัพยากรป่าไม้” ซึ่งจัดแสดงภาพจำลองป่าชนิดต่าง ๆ สภาพถ้ำ สัตว์ป่า อุปกรณ์ป้องกันไฟป่า เครื่องมือในการทำไม้ การทำป่าไม้ในอดีต ชีวประวัติสืบ นาคะเสถียร และการอนุรักษ์สัตว์ป่า ข้อมูลแนะนำอุทยานแห่งชาติ “อาคารการประมง” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวกิจการประมงน้ำเค็ม น้ำจืด และระบบนิเวศวิทยาใต้น้ำ “อาคารระบบนิเวศ” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเต่าทะเล การเลี้ยงหอยแบบต่าง ๆ ระบบนิเวศป่าชายเลน การทำนากุ้งแบบปิด สัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจ อาทิ จระเข้ ตะพาบน้ำ หมู่บ้านชาวประมง รวมถึงผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ผลิตภายในประเทศไทย “อาคารการปศุสัตว์” ซึ่งจัดแสดงข้อมูลและหุ่นจำลองเกี่ยวกับพันธุ์สัตว์ และวิวัฒนาการด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ การจัดการเลี้ยงดู โรคและการป้องกันรักษา สัตว์เศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ตลอดจนประเพณีเกี่ยวกับสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมซึ่งในแต่ละอาคารที่ยังมีโซนย่อย ๆ ให้ได้ชมอีกมากมาย ตามที่เราอยากรู้ นอกจากนี้ยังมีอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งมีจำนวน 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นการจัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิตแห่งสังคมไทยและแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กับงานพัฒนาการเกษตร ด้านชลประทาน แสดงภาพเขื่อนต่าง ๆ ที่สำคัญในประเทศไทยส่วนชั้น 2 นำเสนอเรื่องราวของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งมีห้องสมุดที่ให้เราเข้าไปเลือกยืมหนังสือ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ได้

หออัครศิลปิน

2016-01-10 09:31:17

ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เมื่อมีสถานที่ที่รวมพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะที่ทรงเป็น “อัครศิลปิน” และพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” เราเองก็ควรไปชมให้เห็นเป็นบุญตาสักครั้ง เพราะทุกเรื่องราวจะถูกจัดเป็น นิทรรศการถาวรที่ครองหัวใจคนไทยตลอดกาล หออัครศิลปิน ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรม และเป็นสถานที่แสดงผลงานอันทรงคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในหออัครศิลปินได้แบ่งเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการทั้งหมด 6 ห้อง คือ ห้องนิทรรศการวิศิษฏศิลปิน ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับชั้นที่ 2 และ 3 คือ ห้องนิทรรศการอัครสิลปิน ซึ่งเป็นห้องที่จัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระปรีชาสามารถทางด้านศิลปะ รวมถึงจัดแสดงผลงานจิตรกรรฝีพระหัตถ์และภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ขององค์ “อัครศิลปิน” ไว้เป็นจำนวนมากและจัดแสดงพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี รวมทั้งได้นำเสนอบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรูปแบบดนตรี 3 มิติ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ห้องนิทรรศการประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ภายในห้องนิทรรศการมีการจัดแสดงรายชื่อของศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์พร้อมลายเซ็นของทุกคน และยังจัดแสดงประวัติ ผลงาน ที่ทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติ ต่อมาคือ ห้องนิทรรศการประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ที่มีการจัดแสดงนิทรรศการ ที่มีแผ่นป้ายพร้อมลายเซ็นของศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ รวมถึงมีการจัดแสดงประวัติ ผลงาน และเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมของศิลปินแห่งชาติพร้อมทั้งมีห้องสมุด ที่รวบรวมผลงานวรรณกรรมอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติ ห้องนิทรรศการประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง มีป้ายรายชื่อพร้อมลายเซ็นต์ของศิลปินแห่งชาติ ภายในห้องนิทรรศการนี้ มีการจำลองบรรยากาศของโรงละครและโรงภาพยนตร์ 3 มิติ สำหรับฉายภาพยนตร์ประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ มีห้องคาราโอเกะสำหรับฝึกขับร้องบทเพลงยอดนิยมของศิลปินแห่งชาติ ทั้งยังมีเวทีการแสดงประกอบแสงสีเสียงสำหรับใช้ในการถ่ายทอดภูมิปัญญาของศิลปินแห่งชาติ หากมาในรอบที่มีการฉายภาพยนตร์ในห้องฉายภาพยนตร์ขนาด 20 ที่นั่ง ก็ห้ามพลาด และยังมีห้องคาราโอเกะกับเขาอีกด้วย เรียกว่าจัดเต็มทั้งด้านความรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินที่ผสมผสานไว้ในหออัครศิลปินได้อย่างลงตัว

พระนครศรีอยุธยา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

2015-12-08 11:09:49

ในปีพ.ศ.2499 – 2500 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้พบโบราณวัตถุศิลปวัตถุจำนวนมาก เช่น เครื่องทองคำ พระพุทรูป พระพิมพ์ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุอันล้ำค่าดังกล่าว โดยใช้เงินที่ประชาชนบริจาคและของรับพระพิมพ์ที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการสมนาคุณจึงให้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ว่า “ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติและพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงสถาปนาวัดราชบูรณะเมื่อพ.ศ. 1967 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2513

พระราชวังบางปะอิน

2016-01-02 19:19:39

พระราชวังพงศาวดารครั้งกรุงศรีอยุธยา บอกไว้ว่า พระเจ้าปราสาททองหรือพระศรีสรรเพชญ์ที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นบนเกาะบ้านเลน ในลำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเดิมทีนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นตรงบริเวณเคหะสถานเดิมของพระมารดา และพระราชทานชื่อว่า ‘วัดชุมพลนิกายาราม’ จากนั้นจึงให้ขุดสระน้ำโดยรอบ และสร้างพระราชนิเวศน์สถานขึ้นกลางเกาะ พร้อมกับสร้างพระที่นั่งริมสระ พระราชวังนี้จึงเป็นที่ประพาทสำราญพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงศรีอยุธยามาตลอด และรกรางทรุดโทรมเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา จนได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อถึงรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดที่จะเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินอยู่เสมอ จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่ นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้น ดังปรากฏเห็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงประวัติและวิวัฒนาการ ตลอดจนเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ พระราชวังบางปะอิน รวมถึงผลงานศิลปกรรม ศิลปวัตถุ และสถาปัตยกรรมตามพระราชนิยมด้วย

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์

2016-01-10 09:40:32

อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ดึงดูดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ด้วยอาคารไม้ทรงโบราณ สีฟ้าขาว สวยเกินหน้าเกินตาบรรยากาศที่อยู่รอบด้าน ทำให้เราอยากรู้ถึงที่มาของพิพิธภัณฑ์ของเล่น อันแสนประทับใจแห่งนี้ เรื่องราวเริ่มจากอาจารย์เกริก ยุ้นพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นักวาดภาพประกอบและคนทำหนังสือสำหรับเด็ก เจ้าของผลงานหนังสือภาพจำนวนมาก ท่านคือผู้ริเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ของเล่นแห่งนี้ขึ้น ด้วยความชอบส่วนตัว และความสนใจในของเล่นสำหรับเด็ก ซึ่งครั้งหนึ่งท่านได้เคยมีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้ารับรางวัลนอมา (NOMA) ประจำปี พ.ศ. 2525 แล้วจึงได้แวะเวียนไปชมพิพิธภัณฑ์ของเล่นคีตาฮารา (Kitahara Tin Toy Museum) ซึ่งมีของเล่นจัดแสดงไว้เป็นจำนวนมาก จากนั้นจึงเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความคิดที่อยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ของเล่นขึ้นในเมืองไทยบ้าง จึงเริ่มเก็บสะสมของเล่นทุกประเภทจากทั่วสารทิศมาตลอดระยะเวลา 20 ปี จนเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ตัดสินใจซื้อที่ดินในจังหวัดอยุธยาไว้ แล้วจึงค่อยๆ สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ จนก่อเกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์” เช่นทุกวันนี้ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นแห่งนี้ บรรจุภายในเต็มไปด้วยของสะสมและรวบรวมของเล่นระดับโลกไว้มากมาย บางชิ้นเป็นของเล่นที่มีอายุนับร้อยๆ ปี หรือจะเป็นของเล่นยุคปัจจุบัน ของเล่นไทย ของเล่นจากต่างประเทศ ของเล่นสังกะสีก็ได้ถูกจัดแบ่งไว้คอยต้อนรับผู้ที่สนใจอย่างละลานตา เริ่มต้นชั้น 1 จะถูกจัดให้เป็นของเล่นไทยยุคเก่าในสมัยสุโขทัย อยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ มีทั้งตุ๊กตาดินเผา กระปุกออมสินดินเผา เครื่องแก้ว เครื่องดนตรีโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ และอื่นๆ อีกมากมายที่หาชมได้ยาก ส่วนชั้น 2 จะมีของเล่นเก่าจากทั่วโลก ทั้งตุ๊กตาเซลลูลอยด์อายุหลายร้อยปี ของเล่นสังกะสีรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีกลไก เรื่อยมาจนถึงที่มีลาน มีแบตเตอรี่ แม้กระทั่งของเล่นไม้รูปแบบต่าง ๆ และของเล่นพลาสติก รวมถึงของเล่นที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกยุคสมัยก็มี เรียกว่าที่นี่ได้รวบรวมเอาของเล่นของเด็กทุกเพศทุกวัยจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่น่าพลาดและควรหาโอกาสไปเยี่ยมชมด้วยตัวเองสักครั้ง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารให้นั่งกินหลังจากการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย


สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดวังปลา

2016-01-10 09:45:10

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ริเริ่มขึ้นจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ตำบลช้างใหญ่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อมุ่งฝึกอาชีพเกี่ยวกับงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ ให้แก่กลุ่มแม่บ้านและเกษตรกร ซึ่งส่วนหนึ่งของศูนย์ศิลปาชีพได้ถูกจัดให้เป็นสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดวังปลา อันเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจทั่วไป โดยกรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสร้างถวายเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามิ่งมงคลในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 60 พรรษา เมื่อเดินเข้าด้านในวังปลา ก็จะเจอกับมีตู้กระจกขนาดใหญ่มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว มีขนาดความจุประมาณ 1,400 ตัน ผนังโดยรอบบุด้วยกระจกใส ทำทางลาดเอียงจากผิวน้ำสู่ก้นถัง ซึ่งจะทำให้เราสามารถเห็นทัศนียภาพจากผิวน้ำถึงก้นถังได้เต็มตา ส่วนอีกตู้หนึ่ง จะมีขนาดเล็กกว่า เป็นรูปทรงกลมขนาดความจุประมาณ 600 ตัน ผนังโดยรอบเป็นกระจก ภายในตู้จะแสดงให้เห็นถึงการอยู่อาศัยร่วมกันของปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ ที่เป็นปลาพื้นเมืองของไทย และบริเวณผนังอาคาร ก็ยังประดับด้วยตู้ปลาขนาดเล็กอีกมากมาย ให้เราได้เดินชมเพลิน ๆ ซึ่งเป็นอีกจุด ที่สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับโลกใต้น้ำดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น รวมทั้งมีการจัดแสดงเรื่องราวของเครื่องมือประมงพื้นเมืองนานาชนิด และภาพเขียนปลาไทยพร้อมคำบรรยายให้เราได้ชมเพิ่มเติม และยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะอีกส่วนหนึ่งของอาคารจัดแสดง ยังได้มีการจัดให้เป็นจุดแสดงนิทรรศการทางวิชาการ เพื่อให้ข้อมูลทั้งในรูปของภาพและเนื้อหาการบรรยาย สำหรับผู้เข้าชมและบุคคลทั่วไปด้วย แถมท้ายด้วยบริเวณจัดแสดงสวนนก ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ส่วนนี้จะเป็นส่วนของสวนนกที่ได้รวบรวมพันธุ์นกหลากหลายชนิดเอาไว้ด้วยกัน ภายในกรงขนาดใหญ่ 2 กรง ซึ่งมีนักอาศัยอยู่มากกว่า 30 ชนิด ทั้งนกที่พบได้ในท้องถิ่นและนกที่จัดเป็นชนิดหาชมยาก พร้อมทั้งมีการจัดสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติใกล้ๆ กัน ก็ยังมีกรงของสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ให้ชมไปด้วยกันอย่างเพลิดเพลิน

หมู่บ้านญี่ปุ่น

2016-01-10 09:49:02

ย้อนกลับไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ ณ ขณะนั้นได้มีการค้าขายกับชาวต่างชาติหลายชาติมาก รวมทั้งค้าขายกับชาวญี่ปุ่น โดยสินค้าที่พ่อค้าสำเภาญี่ปุ่นซื้อจากไทยได้แก่ ไม้ฝาง สินค้าของป่า เช่น ไม้กฤษณา หนังกวาง หนังปลาฉลาม หนังวัว เป็นต้น ส่วนสินค้าที่กรุงศรีอยุธยาซื้อจากญี่ปุ่นได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากทองแดง ขวด ยาหม้อ ตะเกียง กระดาษ รวมทั้งอาหารแห้งสำหรับชนชั้นสูง หูปลาฉลาม ปลาแห้ง สาหร่าย เกาลัด เหล้า และใบชา จนกระทั่งได้มีกลุ่มชาวญี่ปุ่นมาตั้งหลักแหล่งในกรุงศรีอยุธยาบริเวณรอบนอกเกาะเมืองเป็นชุมชนราว 1,000 – 1,500 คน ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าแผ่นดินไทยแล้ว ทำให้มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนต้องมีหัวหน้าปกครองในกลุ่มเป็นผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งที่ชื่อว่านากามาซะ ยามาดะ และแล้วเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ออกญาเสนาภิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น รับราชการในเวลาต่อมา จนกระทั่งเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2173 เขาถึงแก่กรรมและหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยาก็ถูกเผาทำลาย และแล้วสมาคมไทย – ญี่ปุ่น ก็ได้จัดสร้างหมู่บ้านญี่ปุ่นแห่งนี้ขึ้นเพื่ออนุรักษ์และปรับปรุงให้เป็นอนุสรณ์แห่งหมู่บ้านญี่ปุ่นเดิมนั่นเอง จึงทำให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเห็นและรู้ความมีตัวตนของหมู่บ้านนี้อย่างแท้จริง ภายในอาคาร มีการแบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็นหลายส่วน อาทิ ห้องวีดีทัศน์ นำเสนอภาพรวมของพระนครศรีอยุธยา โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ทั้งไทยและญี่ปุ่น แผนที่เดินเรือมายังกรุงศรีอยุธยา แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศความรุ่งเรืองของพระนครศรีอยุธยา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ห้องจัดแสดงที่จำลองใต้ท้องเรือขนสินค้านำเข้าและส่งออกในสมัยอยุธยา เช่น ไม้กฤษณา หนังกวาง หนังปลาฉลาม หนังวัว หนังกระเบน และดินปืน เป็นต้น เรื่องราวของชุมชนชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยา ให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตการเข้ามาในอยุธยา ศาสนา และเกร็ดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยชนชาตินั้นๆ เรื่องราวของชุมชนชาวญี่ปุ่นในพระนครศรีอยุธยา นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการเข้ามาของคนญี่ปุ่นในอยุธยา วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาชีพ ศาสนา รวมทั้งการลดจำนวนของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสืบเนื่องจากการปิดประเทศญี่ปุ่นในรูปแบบของแอนิเมชั่นลำดับเหตุการณ์ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น แสดงด้วยตารางลำดับเหตุการณ์เปรียบเทียบเหตุการณ์โลก ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 คราวตั้งอาณาจักรอยุธยาถึงปัจจุบันห้อง e-book และเรือโบราณจำลอง จัดแสดงแบบจำลองเรือโบราณที่มีหลักฐานว่าเข้ามาติดต่อกับพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีสวนและศาลาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสวนที่จัดแบ่งรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อระลึกถึงวิถีชีวิตและชาวญี่ปุ่นที่ได้เคยมีโอกาสเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสยามประเทศ

ศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยา

2016-01-10 09:55:21

ศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยา ได้มีการดัดแปลงศาลากลางจังหวัดหลังเก่าสูง 3 ชั้น เป็นรูปคล้ายตัว (T) ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2484 ให้กลายมาเป็นหอนิทรรศการประวัติศาสตร์อยุธยา โดยภายนอกยังคงรูปแบบเดิมไว้ และบริเวณด้านหน้าของอาคาร ก็มีรูปปั้นกษัตริย์และวีรกษัตริย์สำคัญสมัยอยุธยา 6 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระสุริโยทัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณด้านใน จะพบกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เปิดให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว สำหรับชั้นที่ 2 เป็นหอนิทรรศการประวัติศาสตร์อยุธยา จัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ การจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ โซนอยุธยา มรดกโลก จัดแสดงภูมิศาสตร์ที่ตั้งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนที่ผังเมืองอยุธยาทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและปัจจุบัน โซนท่องเที่ยวเมืองอยุธยา โซนศิลปกรรมล้ำค่าแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นห้องที่จัดแสดงภาพจำลองของวัดวาอารามและพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเป็นราชธานี และแสดงภาพกรุเครื่องทองที่พบภายในวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ ปัจจุบันเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา หรือเข้าชมวีดีทัศน์แนะนำเส้นทางไหว้พระ 9 วัดได้อีกด้วย และยังมีเรื่องราวแสดงถึง วิถีชาวกรุงเก่าอารยธรรมชาวน้ำ มีการแสดงรูปเรือในแบบต่าง ๆ และยังมีโซนที่จัดแสดงบรรยากาศตลาดบกและตลาดน้ำ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงร้านขายกาแฟและร้านขายของชำให้ได้สัมผัสถึงบรรยากาศของความเป็นอยุธยาอย่างแท้จริง

พิจิตร

ไม่มีข้อมูล

พิษณุโลก

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช

2016-01-03 00:17:57

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินี้ แต่เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวาหร จัดแสดงวัตถุที่มีผู้ศรัทธานำมาถวายวัด และเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2504 กรมศิลปากรได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นพระพุทธชินราช เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่สำคัญ และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งมีโบราณวัตถุเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองพิษณุโลก เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนทั้งจังหวัด โดยได้จัดแสดงวิหารพระพุทธชินสีห์ และภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชิสีห์ และตู้จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นในเขตจังหวัดพิษณุโลก มาที่นี่ต้องดู! องค์จำลองพระพุทธชินสีห์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญ องค์จริงเป็นไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน ซึ่งเป็นเครื่องพุทธบูชาถวายโปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช

พิพิธภัณฑ์พื้นฐานจ่าทวี

2016-01-03 00:24:26

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้ ก่อตั้งโดยจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ซึ่งมีความรักและผูกพันกับข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านเมืองเป็นอย่างมาก จึงตั้งใจที่จะรักษาไว้ให้เป็นคลังแห่งความรู้ที่คนไทยทุกคนให้รู้จัก ที่มาของตัวเอง โดยเริ่มเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมตั้งแต่ปี 2526 จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม ให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจในวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาไทยที่สุด โดยผ่านในพิพิธภัณฑ์มีการแสดงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพิษณุโลก เครื่องใช้พื้นฐานไทยในอดีต ที่สะท้อนชีวิต วิธีคิดภูมิปัญญาชาวบ้าน ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม รวมถึงนิทรรศการบอกวิถีชีวิตไทยในอดีต ทั้งวิถีชีวิตของลาวโซ่ง และชาวไททรงดำ ในจังหวัดพิษณุโลก และชีวประวัติของครูทิว บูรณเขตต์ ช่างพื้นฐานแห่งเมืองพิษณุโลกด้วย มาที่นี่ต้องดู! ‘ควายไม้’ ซึ่งทำมาจากไม้ทั้งตัว เป็นวัตถุสำคัญที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์จ่าทวี และพบอยู่ทั่วบริเวณพิพิธภัณฑ์

ลพบุรี

แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว

2015-12-15 19:35:48

หมู่บ้านโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี สถานที่จัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 2,500-3,000 ปี (ประมาณยุคบ้านเชียงตอนปลาย) ที่ชาวบ้านโป่งมะนาวได้ปรับปรุงมาจากหลุมที่ถูกลักลอบขุดหาโบราณวัตถุ การศึกษาค้นคว้าพบร่องรอยของการใช้พื้นที่สำหรับฝังศพ และพบโครงกระดูกคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ไม่ต่ำกว่า 120 โครง แสดงให้เห็นว่าพื้นที่หลุมขุดค้นทุกหลุมล้วนอยู่ในเขตพื้นที่สุสานหรือที่ฝังศพของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร โดยพบศพที่ฝังตั้งแต่ในชั้นทับถมทางโบราณคดีระดับบนๆ ซึ่งลึกจากผิวดินปัจจุบันโดยเฉลี่ยประมาณ 40 เซนติเมตร ลงไปจึงถึงระดับดินธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งอยู่ลึกจากผิวดินเฉลี่ยประมาณ 2เมตร เชื่อกันว่า สุสานในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น อาจจัดได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางของความเชื่อในชุมชน การจัดพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้เป็นสุสานโดยเฉพาะเช่นนี้ แสดงนัยว่าสังคมของคนสมันก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านโป่งมะนาวจะต้องมีความซับซ้อนระดับหนึ่งโดยน่าจะต้องมีสมาชิกที่มีสิทธิและอำนาจแตกต่างกัน สมาชิกในสังคมบางคนจึงสามารถควบคุมบังคับให้จัดพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้เฉพาะเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนได้ โครงกระดูกแต่ละโครงมีสิ่งของเครื่องใช้ อาทิ ภาชนะดินเผา ในขณะที่บางศพจะถูกฝังรวมกับเครื่องมือหรืออาวุธทำด้วยเหล็กและในบางศพยังพบเครื่องประดับทำจากวัสดุชนิดต่างๆ เช่น ต่างหูทำจากแก้ว ต่างหูทำจากหินอ่อนสีขาว แหวนสำริด และเครื่องประดับหน้าอกลักษณะเป็นแผ่นกลมแบนทำจากกระดองส่วนหน้าอกของเต่าทะเล นอกจากนี้มีโครงกระดูกหลายโครงที่มีกระดูกปลายขาของหมูวางอยู่เป็นเครื่องเซ่นด้วย รู้หรือไม่ การฝังศพในพื้นที่ของโป่งมะนาวนั้น พบว่ามีการฝังศพซ้อนกัน 3-4 ชั้น และปรากฏใน 2 ลักษณะ คือการฝังศพที่มีการทุบภาชนะดินเผาให้แตกและปูรองก่อนที่จะนำศพลงไปฝัง พร้อมทั้งยังฝังเครื่องประดับเครื่องใช้ เศษภาชนะ และในลักษณะที่ 2 เป็นการฝังศพในภาชนะดินเผาซึ่งเป็นการฝังศพเด็กทารกที่สันนิษฐานว่าคลอดก่อนกำหนด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

2015-12-16 12:56:11

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2199-พ.ศ.2231) ทรงโปรดให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสและอิตาลีร่วมกันออกแบบสร้างพระราชวังเมืองลพบุรี กำแพงเมืองและป้อมปราการต่างๆขึ้นในปี พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับว่าราชการงานเมือง ต้อนรับแขกเมือง พักผ่อน และล่าสัตว์ เสมือนเป็นราชธานีแห่งที่ 2 รองจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2231 เมืองลพบุรีก็หมดความสำคัญและถูกทิ้งร้างลง จนกระทั่งได้รับการซ่อมแซมบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2394-พ.ศ.2411) ทรงโปรดให้สร้างหมู่พระที่นั่งพิมาณมงกุฎและหมู่ตึกพระประเทียบขึ้นในปี พ.ศ.2399 พระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระราชทานหมู่พระที่นั่งพิมาณมงกุฎให้เป็นศาลากลางจังหวัดลพบุรี ต่อมาสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้เสด็จมาตรวจราชการที่เมืองลพบุรี พบว่ามีโบราณวัตุกระจายอยู่ตามโบราณสถานเป็นจำนวนมาก ทรงมอบให้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์จัดสดงโบราณวัตถุขึ้นที่พระที่นั่งจันทรพิศาล เรียกว่า “ลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน” เปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2467 ต่อมาจึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์” ในปี พ.ศ.2504 ปัจจุบันได้จัดแสดงศิลปะและโบราณวัตถุในพระที่นั่งและอาคารต่างๆประมาณ 1,884 รายการ

พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์

2016-01-10 10:03:31

พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ วัดเชิงท่า เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ดีที่สุดในประเทศ ซึ่งมีการบริหารจัดการโดยวัดและชุมชน นับวันเราจะมีโอกาสได้เห็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและโบราณวัตถุหายาก ยากขึ้นทุกวัน พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2540 ตามดำริของพระครูโสภณธรรมรัต (อาศรม มฺมทีโป) เจ้าอาวาสวัดเชิงท่า จัดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่า ทางศาสนา ศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ อันเป็นสมบัติเก่าแก่ของวัดและของส่วนตัวของท่านพระครูโสภณธรรมรัตและการจัดแสดงศิลปกรรมโบราณวัตถุพิพิธภัณฑ์นั้นได้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2542 และสำเร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. 2544 ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันจากหลายฝ่ายที่เคารพระครูโสภณธรรมรัต โดยการรวบรวมวัตถุที่มีอยู่ในวัดเชิงท่า ซึ่งได้มาจาก 2 แหล่ง คือ สมบัติของวัดเชิงท่าอยู่เดิมแล้ว และอีกส่วนคือสมบัติส่วนตัวของพระครูโสภณธรรมรัตที่ท่านได้สะสมไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2545 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดพิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ และพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงได้เปิดให้ผู้คนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนับแต่นั้นเป็นต้นมา ภายในพิพิธภัณฑ์นั้น จะมีเรื่องราวของประวัติวัดเชิงท่า ซึ่งจัดแสดงโดยใช้ภาพถ่ายสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในวัด รวมทั้งภาพถ่ายของอดีตเจ้าอาวาสวัดเชิงท่า มีการจัดแสดงเรื่องพระสงฆ์ ด้วยการนำเสนอชีวประวัติพระครูโสภณธรรมรัต ผู้เป็นพระสงค์ที่ได้อุทิศตนต่อพระพุทธศาสนามาตลอดชีวิต และอีกมุมหนึ่งได้จัดแสดงของสะสมของท่านด้วย ทั้งยังมีโบราณวัตถุที่หายากให้ได้ชม อาทิ คัมภีร์ใบลาน ต่อมาก็เป็นส่วนที่จัดแสดงเรื่องพระธรรม ซึ่งเราจะเห็นพระคัมภีร์ พระไตรปิฎก ตู้พระธรรม รวมทั้งส่วนประกอบอื่น ๆ ของพระคัมภีร์ เช่น ผ้าห่อคัมภีร์ และมีการจัดแสดงเรื่องพระพุทธเจ้า ที่มีพระพุทธรูป ภาพพระบฎาชาดกเรื่องพระเวสสันดร อันเป็นสมบัติเก่าแก่ของวัดเชิงท่า รวมทั้งนำพระพุทธรูปและพระพิมพ์ของพระครูโสภณธรรมรัตมาจัดแสดงด้วย และสุดท้ายจะได้เห็นการจัดแสดงเรื่องพระศรีอาริเมตไตรย ซึ่งเป็นอนาคตพระพุทธเจ้าเพิ่มเติมอีกด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์และได้เห็นวัตถุโบราณที่หาได้ยาก

สมุทรปราการ

ศูนย์วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

2016-01-10 08:18:42

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยคือ การทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมการศึกษา งานวิจัยและฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้ตระหนักในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนของพิพิธภัณฑ์ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งเป็นนิทรรศการในรูปแบบที่แสดงความรู้เรื่องความสัมพันธ์ไทย – จีน เน้นการจัดแสดงวัตถุทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ไทย – จีน ทั้งที่เป็นของจริงและจำลองมา โดยนำเสนอผ่านกลุ่มของความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ และมีสื่อนำเสนอประกอบ โดยเริ่มจากชั้นล่าง จัดเป็นนิทรรศการ ความสัมพันธ์ไทย – จีน แบ่งออกเป็นซุ้มต่าง ๆ เช่น ซุ้มการทูต เป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับการทำเครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย โดยแสดงภาพเตาเผา (จำลอง) และใต้ท้องทะเล นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนโดยจิตรกรจีน (เซียะสุย) ซึ่งเขียนภาพทูตไทยที่ไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ์ ไว้ให้ชม ต่อมาคือ ซุ้มการค้า ที่เราจะได้เห็นรูปแบบของสินค้าจีนที่เข้ามาขายในเมืองสยามในอดีต และยังมีส่วนของรูปแบบสินค้าไทยที่ไปขายยังประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีวีดีทัศน์เรื่องของการค้าสี่เส้าให้เราได้ชม ส่วนซุ้มเทคโนโลยี เป็นซุ้มที่จัดแสดงเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของชาวจีน เราจะได้พบกับเครื่องหีบอ้อย ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยาก แล้วก็ยังมีซุ้มศิลปกรรม เป็นซุ้มที่จัดแสดงเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการผสมผสานศิลปไทยและจีนเข้าด้วยกันในทุกด้าน มีวีดีทัศน์เสนอเรื่องงิ้ว และการถ่ายทอดศิลปะของจีนสู่ไทยไว้แสดงด้วย ทั้งยังมีซุ้มศาสนาและภาพชุดสังคมไทย-จีน ภายใต้พระบรมสมภาร ซุ้มนี้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย – จีน ด้านศาสนาในนิทรรศการได้ชมการจำลองบางส่วนของวัดเลงเน่ยยี่ และภาพถ่ายวิถีชีวิตของชาวจีน พอขึ้นมายังชั้นสอง ก็จะพบกับนิทรรศการพระบรมโพธิสมภาร ที่มีพระบรมรูปครึ่งพระวรกาย ในฉลองพระองค์ครุย ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างขึ้น โดยมีพันโท นภดล สุวรรณสมบัติ เป็นผู้อำนวยการปั้นหล่อ ทั้งยังมีในส่วนการจัดแสดงนิทรรศการประวัติที่เกี่ยวกับมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติและจริยาวัตรของหลวงปู่ไต้ฮงโจวซือที่ได้ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ อาทิ เก็บศพไร้ญาติ เป็นต้น กระทั่งได้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในประเทศจีนและขยายมาในประเทศไทย กระทั่งได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมของอาคารจัดนิทรรศการ ที่ออกแบบในลักษณะศิลปะร่วมสมัยระหว่างไทย – จีน ผสมผสานได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะบริเวณด้านหลัง ที่มีกลิ่นอายความเป็นไทยที่หน้าจั่วร่วมกับหลังคารูปสี่เหลี่ยมคางหมูได้อย่างลงตัว และยังมีสวนจีนให้ได้เดินชมอีกด้วย

สมุทรสงคราม

ไม่มีข้อมูล

สมุทรสาคร

ไม่มีข้อมูล

สระบุรี

พิพิธภัณฑ์กำเนิดตำนานบ้านไร่กาแฟ

2016-01-02 18:51:25

บ้านไร่กาแฟเกิดจากแรงบันดาลใจของกาแฟรูปแบบชาวบ้าน ที่มีการตั้งซุ้ม โต๊ะ ในปั๊มน้ำมันตามเส้นทางทั่วประเทศ ในลักษณะคั่วแล้วชง ซึ่งมีจุดเด่นในรสชาติ และวิธีการในการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์มีการชงแก้วต่อแก้ว ตักกาแฟคั่วใหม่จากโหลที่ปิดฝาสนิท บดสดๆ และชงสดๆ (อันเป็นที่มาของคำว่า กาแฟสด) และนั่นคือ แรงบันดาลใจในการเกิดบ้านไร่กาแฟ ที่มีอาคารกาแฟอันเป็นสัญลักษณ์ และการบริการที่สะอาดสะดวกสบาย สร้างการขายที่เป็นระบบ และเพิ่มแนวทางคิดทางสถาปัตยกรรมพร้อมจัดภูมิทัศน์โดยรอบ เพื่อให้เป็นกาแฟไทยระดับมืออาชีพและได้เริ่มธุรกิจกาแฟ สาขาแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2540 มีการใช้ป้ายร้านค้าและอุปกรณ์เสริมต่างๆ เป็นเอกลักษณ์ เช่น แก้วน้ำ เครื่องแต่งกายพนักงาน รวมถึงของที่ระลึกจากกิจกรรมการสัมมนา และทั้งหมดทำให้เกิดการริเริ่มจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการในแต่ละย่างก้าวของธุรกิจบ้านไร่กาแฟตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีการจัดแสดงชีวประวัติของผู้ก่อตั้ง และบุคคลสำคัญที่มีคุณูปการณ์ต่อการก่อเกิดตำนานบ้านไร่กาแฟรวมทั้งของที่ระลึกต่างๆ ที่แสดงถึงความเป็นบ้านไร่กาแฟอย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑสถาน พระพุทธบาท

2016-01-02 18:59:23

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมเป็นวิหารหลวง หรือวิหาร 16 ห้อง ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในการออกกว่าราชการ และเป็นที่พักของเจ้านายเมื่อตามเสด็จ เมื่อพระกษัตริย์และเจ้านายนำวัตถุมาถวาย ทางวัดจะเก็บไว้ตามศาลาต่างๆ และต่อมาจึงได้รวบรวมวัตถุมาจัดเป็นพิพิธภัณฑสถนานพระพุทธบาท ซึ่งล้วนเป็นศิลปวัตถุที่มีค่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทรงสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เครื่องลายสังคโลกเครื่องทองสำริดโบราณ ศาสตราวุธโบราณ รอบพระพุทธบาทจำลอง รวมถึงยอดมณฑปพระพุทธบาทเก่า พัดยศของพระสมัยต่างๆ และท่อประปาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเรื่องราวประวัติและวิวัฒนาการของศิลปวัตถุสมัยอยุธยาตอนปลาย จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อทางพุทธศาสนาและพระเขี้ยวแก้ว รวมถึงผลงานศิลปะส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมไทย ลายปูนปั้นและไม้แกะสลักอื่นๆ ด้วย

หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน

2016-01-02 19:06:31

ที่มาของหอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี เกิดจากแรงบันดาลใจของอาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ที่ต้องการจะอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน จึงได้เริ่มรวบรวมทั้งสถานที่และสิ่งของมาตั้งแต่ปี 2512 อาทิ เรือนของเจ้าเมืองสระบุรี เรือนของพันตรีหลวงจบกระบวนยุทธ(บิดาของท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร) เรือนของเสือคง โจรเลื่องชื่อในอดีตในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงผ้าทอโบราณ และเรือพื้นบ้าน ที่ใช้ลุ่มน้ำป่าสักและภาคกลางกว่า 20 ลำ โดยใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์เรือลุ่มน้ำป่าสัก” โดยอาจารย์ตั้งใจว่าจะให้เป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนใน สระบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวล้านนาที่ถูกกวาดต้อนอพยพมาจากเมืองเชียงแสน เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว และจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม บ้านพักโฮมเสตย์ โดยนักท่องเที่ยวจะได้กินอาหารพื้นถิ่น ชมการแสดงทางวัฒนธรรมแบบล้านนา นอกจากนี้อาจารย์ยังรวบรวมภูมิปัญญาการแสดงและการละเล่นจากผู้ใหญ่ในชุมชนเพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ ได้สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามนี้ต่อไป ในปี 2536 อาจารย์ได้จัดตั้งชมรมไทยวนสระบุรี ขึ้นเพื่อร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดในเอกลักษณ์ของชาวไทยวนอาทิภาษาหรือวัฒนธรรม ตั้งแต่การแต่งกาย การกินขันโตก ต่อมาในปี 2539 ได้มีโครงการ Thing Earth ของบริษัทสยามกลการ เข้ามาสนับสนุนในการจัดตั้งเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน ต่อเนื่องจนถึงปี 2551 ที่มีโครงการเตรียมจะจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบบูรณาการเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนในอนาคต


พิพิธภัณฑ์เมืองแก่งคอย

2016-01-10 18:02:19

จังหวัดสระบุรี ไม่ได้มีเพียงฟาร์มโคนม หรือเขาใหญ่เท่านั้น แต่ที่อำเภอแก่งคอยแห่งนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์เมืองคอยแก่งให้ได้เข้าชมอยู่ ซึ่งขอบอกว่าด้านในไม่ธรรมดา ไม่ใช่ว่าใช้ระบบดิจิตอลล้ำสมัย แต่ภายในเป็นการออกแบบที่กลมกลืนระหว่างเรื่องราวในอดีตกับความเป็นจริงในยุคปัจจุบันได้ต่างหาก พิพิธภัณฑ์เมืองแก่งคอย ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกับสำนักงานเทศบาลตำบลแก่งคอย ถัดจากที่ว่าการอำเภอแค่เพียงรั้วกั้น อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นตึกสองชั้นขนาดปานกลาง หัวข้างให้สำนักงานเทศบาลท่หันหน้ารับถนน แต่เดิมเคยใช้เป็นตึกงานผลประโยชน์เทศบาลตำบลแก่งคอยตั้งใจสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์เมืองแก่งคอย อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550 โดยมี รศ.นายแพทย์อภิณพ จันทร์วิทัน นายกเทศมนตรีแก่งคอย ในขณะนั้น และนางศุภากร เผ่าพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง ผู้เป็นหลักคิดและดำเนินการพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอาศัยความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรในบังคับบัญชา และได้รับการตรวจสอบแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและสำนักงานพระราชวังนั่นเอง สำหรับภายในพิพิธภัณฑ์นั้นได้มีนิทรรศการแก่งคอยเมืองเก่า เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เมืองแก่งคอยตั้งแต่สมัยทวารวดี ให้เห็นถึงภาพรวมและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุคต่าง ๆ บนแผนที่ตำแหน่งของโบราณสถานที่สำคัญ รวมทั้งประวัติการตั้งเมืองและการโยกย้ายเมืองจนมาถึงเมืองแก่งคอยในปัจจุบัน โดยจัดแสดงเป็นภาพจำลองและวัตถุโบราณจากแหล่งโบราณคดีสำคัญ ต่อมาเป็นการจำลองภาพแกะสลักบนผนังถ้ำ ซึ่งเป็นรูปพระโพธิสัตว์ประทับนั่งห้อยพระบาท มีรูปพระอิศวร อยู่ในถ้ำพระโพธิสัตว์ นอกจากนี้ยังปรากฏรอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” ในรัชกาลที่ 5 บนแผ่นดินของธารน้ำตกใกล้กับถ้ำพระโพธิสัตว์ และที่สำคัญ ถ้ำพระโพธิสัตว์แห่งนี้นั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรและทรงศึกษา เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2531 รวมทั้งมีโซนพระบวรราชวังสีทาและเขาคอกซึ่งเป็นการจัดแสดงแบบจำลองโบราณสถานวังสีทา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐาน บริเวณใกล้เคียงยังมี “เขาคอก” ซึ่งพระองค์ ทรงใช้เป็นชัยภูมิชุมนุมพลราบ พลช้าง พลม้า ใช้เป็นที่ซ้อมรบเพื่อป้องกันข้าศึก และเรื่องราวของผาเสด็จ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ – นครราชสีมา แต่มีอุปสรรคคือ ไม่สามารถระเบิดได้ เมื่อความทราบถึงรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้เสด็จฯ สำรวจด้วยพระองค์เอง และทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” และ “สผ.” หลังจากนั้นการสร้างทางรถไฟก็ประสบความสำเร็จทำให้แก่งคอยเป็นชุมทางรถไฟซึ่งเป็นประตูสู่อีสาน และในบริเวณใกล้เคียงกันยังได้จัดแสดงประวัติความเป็นมาของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดแสดงราชวงศ์จักรีกับเมืองแก่งคอยประวัติศาสตร์เมืองแก่งคอยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเมืองแก่งคอยเป็นเมืองยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นเมืองชุมทางรถไฟเหมาะแก่การขนย้ายผู้คนและสัมภาระอีกด้วย

สิงห์บุรี

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี

2015-12-15 21:17:35

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี ตั้งอยู่บริเวณวัดพระอารามหลวง หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามของ ‘วัดโบสถ์’ ในตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เริ่มจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่พ.ศ.2481 โดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี (ผึ่ง โรจโน) ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีและอุทัยธานี (ฝ่ายธรรมยุติ) ซึ่งท่านได้รวบรวมศิลปวัตถุโบราณวัตถุจากการบริจาคของประชาชนไว้ตั้งแต่พ.ศ.2483 มีโบราณวัตถุที่สำคัญและเป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะโบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี มีโบราณวัตถุที่สำคัญหาดูยาก อาทิ คานหามรัชกาลที่ 5, หนังใหญ่วัดประศุภ,เครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์,พระพุทธรูปหินเขียวธรรมจักรสมัยทวารวดี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงการละเล่นพื้นบ้าน,เครื่องมือ ดักปลา,เครื่องทอผ้า ฯลฯ

อาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ค่ายบางระจัน วีรชนค่ายบางระจัน

2016-01-10 10:20:19

วัดโพธิ์เก้าต้น หรือวัดไม้แดงเป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจัน ใช้เป็นที่มั่นในการต่อสู้กับพม่าที่ยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2308 อย่างเข้มแข็งโดยมีพระอาจารย์ธรรมชาติ พระภิกษุผู้มีคาถาอาคมขลังจากวัดเขานางบวช ที่มาจำพรรษา ณ วัดแห่งนี้ ยังผลให้บรรดาชาวบ้านและนักรบมีขวัญ กำลังใจที่พร้อมจะต่อสู้กับข้าศึกศัตรู เรียกได้ว่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจซึ่งสำคัญยิ่งตลอดช่วงระยะเวลา 5 เดือนเต็ม จนกระทั่งวันที่ค่ายบางระจันถึงคราวแตกในที่สุด ซึ่งนั่นคือเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วกว่า 200 ปี แต่ปัจจุบันที่นี่ยังคงมีวิหารเก่าของพระอาจารย์ธรรมโชติไว้ให้ระลึกถึง บริเวณดังกล่าวยังมีก้อนอิฐดินเผา ธูปดอกจันทร์ที่ชาวบ้านนับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับบ่อน้ำหน้าวิหาร บ่อน้ำแห่งนี้มักมีผู้คนจำนวนมากนิยมแวะเวียนกันมาบนบานขอในสิ่งที่ต้องการตามวัฒนธรรมความเชื่อในแบบไทยๆ ต่อมาทางวัดจึงได้ทำการปรับภูมิทัศน์ จัดพื้นที่ให้เป็นจุดแสดงค่ายจำลองที่สร้างตามแบบโบราณที่เราสามารถเดินชมได้ สำหรับพื้นที่ภายในวัด โดยเฉพาะในส่วนของโบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น ยังมีให้เห็นอยู่หลายแห่ง และส่วนภายในศาลานิทรรศการ ก็จะมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของค่ายบางระจัน ที่ได้รวบรวมเอาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหล่าวีรชนชาวบ้านบางระจันเอาไว้ และยังมีการเก็บรวบรวมวัตถุโบราณ อาทิ เครื่องปั้นดินเผา โครงกระดูกสัตว์ อาวุธโบราณ ยังมีในส่วนของอนุสาวรีย์วีรชนผู้กล้า ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2519 เพื่อน้อมรำลึกถึงผู้กล้าที่ได้สร้างประวัติศาสตร์การสู้รบเอาไว้มากมายหลายท่านเพื่อประกาศเป็นเกียรติคุณแก่วีรชนค่ายบางระจันให้ยั่งยืนสืบไปทั้งหมดถูกจารึกไว้ในรูปแบบของประติมากรรมเหมือนจริง นอกจากนี้เรายังเห็นต้นไม้ที่ยังคงอยู่ตั้งแต่สมัยค่ายบางระจัน กระทั่งยืนต้นให้ร่มเงาอยู่ปัจจุบัน อาทิ ต้นสะดือและต้นยางคู่ รวมทั้งของโบราณเก่าแก่ยังคงเหลือให้เราได้เห็น อาทิ ระฆังหิน บ่อน้ำโบราณ รวมทั้งสันเนินดินที่ใช้ป้องกันข้าศึกใกล้ๆ กับค่ายจำลองอีกด้วย

สุพรรณบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

2016-01-21 10:22:48

สิงห์สำริด เป็นศิลปะทันสมัยทวารวดี สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 (ราว 1,200 – 1,300 ปีมาแล้ว) มาจากคติความเชื่อที่ว่าสิงโตเป็นสัตว์สำคัญ ที่ปรากฏในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ สิงโตสำริดชิ้นนี้เป็นของหายาก นอกจากจะมีขนาดเล็กและหล่อด้วยโลหะสำริดแล้ว ฝีมือในการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

2016-03-10 22:03:31

เคียวด้ามทองคำ หนึ่งในอุปกรณ์ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงใช้ในการทำปุ๋ยหมัก หว่าข้าว และเกี่ยวข้าวในท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรีนอกจากบัวรดน้ำ ขัน พลั่ว รถไถ เครื่องนวดข้าว พันธุ์ข้าว พระรามทาน รวงข้าวมงคล 9 รวง แรกที่ทรงเกี่ยว (ข้าวเจ้าพันธุ์ ก.ย.23) ‘เคียวด้ามทองคำ’ ความยาว 42 เซนติเมตรเล่มนี้ ตัวด้ามหุ้มด้วยทองคำ น้ำหนักกว่า 8 บาท แกะสลักลวดลายพญานาค และเทพธิดาฟ้อนรำ สลักข้อความว่า ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ’สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานเกี่ยวข้าว ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2529 เวลา 14.00 น. ส่วนที่ใบมีดแกะสลักลายพฤกษานานาพันธุ์ เคียวด้ามทองคำ ถือเป็นเคียวประวิติศาสตร์ที่ข้าราชการในจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมสมทบทุนจัดทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เพื่อทรงใช้เกี่ยวข้าวปฐมฤกษ์ในแปลงสาธิต ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้พระราชทานเคียวด้ามทองคำนี้ มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทยตราบจนปัจจุบัน

บ้านขุนจำนงจีนารักษ์

2015-12-13 20:52:25

พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ หมายถึงตลาดสมชุก ตลาดไม้เก่าแก่อายุกว่า 100ปี พัฒนามาจากตลาดเล็กๆ ชุมชนชาวจีนเก่าที่มีการดำรงชีวิตและสภาพบ้านเรือนแบบดั้งเดิมมาเป็นชุมชนเมืองท่าที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ จุดซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าขนาดใหญ่ และเป็นจุดที่พักพ่อค้าล่องเรือขึ้นลงระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีตลาดสามชุก ประกอบด้วยห้องแถวทั้งหมด 4 ซอย โดยพื้นที่ซอย 1 และห้องแถวริมน้ำเป็นของ ‘นายหุย แซ่เฮง’ ในขณะที่ซอย 3-4 เป็นของ ‘เถ้าแก่เนี้ยม แซ่โค้ว’ ปัจจุบัน กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก จัดทำโครงการพิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ โดยให้บ้านแต่ละหลังในตลาดสามชุกบอกเล่าประวัติเรื่องราวชีวิตของผู้ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านผ่านรูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้ และของดีที่เจ้าของภูมิใจ คณะกรรมการจะนำป้ายบรรยายของแต่ละบ้านที่เข้าร่วมในโครงการนี้จำนวนมาก ไปติดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมทั้งบ้านขุนจำนงจีนารักษ์ด้วย บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ เดิมเป็นบ้านหลังหนึ่งในตลาดสามชุก เป็นของ นายหุย แซ่เฮง คนจีนเกิดในประเทศไทย ใกล้วัดโพธิ์คอย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วันศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศจีน กลับเมืองไทยเมื่ออายุ 20 กว่าปี ต่อมาไดสมรสกับ คุณกุ้นเอง แซ่เจ็ง เป็นคนอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีบุตรธิดา 3 คน ต่อมาได้เช่าที่ราชพัสดุปลูกบ้าน 3 ชั้นใน พ.ศ.2459 กิจการค้าขายของท่านเจริญรุ่งเรืองไปถึง 6 อำเภอ ท่านจึงเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนจำนงจีนารักษ์ตำแหน่งกรมการพิเศษ จังหวัดสุพรรณบุรี นายอากรสุรา – ฝิ่น ศักดินา 400 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ถือว่าเป็นนายอากรคนแรกของอำเภอสามชุก นายหุยเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ.2517 รวมอายุได้ 83 บ้านของท่านในส่วนของคุณเคียวยี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายโต้วซ้ง จีนารักษ์ อนุญาตให้กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก ปรังปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์โดยใช้ชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บของโบราณสำหรับผู้สนใจเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้มาจนถึงปัจจุบัน ‘บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ สร้างขึ้นในสมัยราการที่ 6 ราวปี พ.ศ.2459 เป็นอาคารไม้ 3 ชั้น อายุกว่า 90 ปี ปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการกึ่งถาวร โดยชั้นล่างเปิดโล่งต้อนรับผู้มาเยือน จัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดความเป็นมาของความเจริญจากเมืองหลวงมาสู่ชนบทนี้ได้อย่างไรโมเดลย่อส่วนของตลาด รวมถึงส่วนที่แนะนำร้านค้าและสถานที่ที่น่าสนในภายในตลาด อาทิ ร้านกาแฟท่าเรือส่งบุยช่วยหัตถกิจ ร้านนาฬิกาโบราณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุก ร้านถ่ายรูปศิลป์ธรรมชาติ และโรงแรมอุดมโชคตัวแทนของอดีตที่ทำให้เห็นวิถีชาวตลาด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวความสัมพันธ์ของชาวจีนโพ้นทะเลที่รอนแรมเข้าตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีสายน้ำเป็นตัวเชื่อมโยง ส่วนชั้นที่สองยังคงไว้ซึ่งเครื่องเรือนของท่านเจ้าของเดิมเหมือนเมื่อครั้งท่านขุนจำนงจีนารักษ์ยังมีชีวิต ตามฝาผนังประดับประดาด้วยรูปภาพเก่าของครอบครัวจีนารักษ์ และชั้นที่สามเป็นพื้นที่ของนิทรรศการหมุนเวียน ในขณะที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ขายหนังสือโปสต์การ์ด และรูปวาดตลาดสามชุกโดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนกิจกรรมชุมชน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

2015-12-15 13:24:47

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี และเพื่อสนองแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาอื่นๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เสร็จสมบูรณ์ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2546 และถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินงานเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย

พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร

2016-01-10 10:30:34

พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ร่วมกับพ่อค้าประชาชนที่สนใจในประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ไทย – จีน และเพื่อฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ที่มีอายุครบ 20 ปี ใน พ.ศ. 2538 จึงได้ริเริ่มรวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อออกแบบก่อสร้าง จัดแสดงนิทรรศการถาวร ลำดับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีนที่ยาวนานกว่า 5,000 ปี ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาทบทวน เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันน่ายกย่องระหว่างไทย – จีน ให้รุ่งเรืองตลอดไป ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นอาคารทรงมังกรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความยาว 135 เมตร สูง 35 เมตร กว้าง 18 เมตร โดยมีลักษณะเฉพาะตามความเชื่อของวัฒนธรรมจีนคือ ส่วนหน้าต้องเป็นอูฐ ตา เหมือนกระต่าย มีเขาของกวาง หู วัว ตัวของงู เกล็ดของปลา ขาของเสือ อุ้งเท้าของเหยี่ยว และสีของลำตัวเลียนแบบเครื่องกังไสโบราณ พอเราเข้าไปภายใน มีการจัดเป็นห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์อารยธรรมของชาวจีน ความเป็นมาของชาวจีนในประเทศไทยทั้งหมดดำเนินเรื่องผ่านการจัดแสดงนิทรรศการการใช้สื่อจัดแสดงอันทันสมัย เช่น ภาพยนตร์ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ แสง เสียง หุ่นจำลองการจำลองเหตุการณ์และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัยพร้อมป้ายและคำบรรยาย 3 ภาษา แบ่งเป็นห้อง ๆ จำนวนมาก โดยมีชื่อเรียกในแต่ละห้องแตกต่างกันไป ได้แก่ ห้องฉายภาพยนตร์ ห้องเทพนิยาย (กำเนิดโลก) ห้องเทพนิยาย (กำเนิดมนุษย์) ห้องตำนาน (เสินหนง) ห้องตำนาน (ปฐมกษัตริย์) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีส่วนอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องรับฝากของ ห้องจำหน่ายหนังสือ ของที่ระลึก และห้องเครื่องเล่นสำหรับเด็ก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน และเป็นแหล่งการเรียนรู้พร้อมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่จะให้ทั้งความรู้และความบันเทิงอีกด้วย ยังไม่หมดเพียงแค่มังกรสีทองขนาดใหญ่ ยังมีในส่วนของศาลากลางน้ำ 7 ชั้น สูง 27 เมตร กว้าง 14 เมตร เก๋งจีนป้ายร้อยแซ่ศาลาวรรณคดีไซอิ๋ว ศาลฮกลกซิ่ว ศาลาเปาบุ้นจิ้น และอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปะอาชา

2016-01-10 10:33:40

หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา จัดแสดงเรื่องราวในอดีตของบุคคลสำคัญแห่งจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ชาวสุพรรณพร้อมใจกันนำเสนอ หอเกียรติยศฯ แห่งนี้ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนลาวสุพรรณบุรี ร่วมกันบริจาคเงินในการก่อสร้างโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ดำเนินการออกแบบโดยกรมศิลปากร ภายในจัดแสดงประวัติและผลงานของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย ตั้งแต่วัยเด็กจนได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมผลงานด้านต่าง ๆ หอเกียรติยศฯ ประกาศจัดตั้งเป็นหน่วยงานหนึ่งของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี กรมศิลปากร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานศึกษาด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทยและเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตแก่เยาวชนนับแต่นั้นเป็นต้นมา ภายในหอเกียรติยศฯ มี 2 ชั้นนั้น เราจะเห็นโซนที่ได้จำลองบรรยากาศร้านย่ง หยู ฮง ในตลาดสุพรรณบุรีประมาณปี พ.ศ. 2487 จัดแสดงชีวิตวัยเด็ก และหน้าที่รับผิดชอบที่เด็กชายบรรหารในวัย 12 ปีที่มีต่อครอบครัว จำลองฉากการเดินทางด้วยเรือเมล์แดงจากท่าน้ำสุพรรณบุรีถึงกรุงเทพฯ โซนที่เป็นการจัดแสดงเรื่องราวชีวิตของนายบรรหาร ในวัยหนุ่ม ทำงานจนกระทั่งเปิดบริษัท ก่อสร้าง สหะศรีชัยก่อสร้าง ได้สำเร็จ และมีฐานะมั่นคงในเวลาต่อมา ทั้งยังมีโซนของการจัดแสดงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของนายบรรหาร ก่อนเข้าสู่การเมือง รวมทั้งจัดแสดงเหตุการณ์ช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่ทำให้นายบรรหารได้ก้าวสู่เส้นทางการเมือง รวมทั้งเส้นทางการเมืองเมื่อได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนชั้น 2 ได้จัดแสดงพระราชพิธีสำคัญ 2 พิธี โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ ฯพณฯ บรรหารได้มีโอกาสสนองเบื้องพระยุคลบาทพร้อมทั้งจัดแสดงนโยบายและผลงานในด้านต่าง ๆ และมีโซนที่จัดแสดงของที่ระลึกซึ่งได้รับจากประเทศต่าง ๆ และก็ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับการประชุมอาเซียนครั้งที่ 5 ตลอดจนโซนสุดท้ายที่ได้จัดแสดงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ ฯพณฯ บรรหาร และคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ได้รับพระราชทาน รวมทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากต่างประเทศ

สุโขทัย

ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

2016-01-03 00:33:49

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทานพระองค์มาทรงประกอบพิธเปิดอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2531 และคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโลก (UNESCO) ก็ได้ประกาศให้อุทยาน ประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เป็นมรดกโลก ลำดับที่ 574 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2534 ด้วยหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงผลงานอันล้ำเลิศทางสถาปัตยกรรมไทยโบราณเป็นประจักษ์พยานสำคัญของความรุ่งเรืองในอดีต แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์การก่อตั้งประเทศ และศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยแห่งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานที่ให้บริการทางการศึกษาแห่งเยาวชนและผู้สนใจ โดยมีการจัดแสดงประวัติและวัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย และโบราณสถานต่างๆ ทั่วบริเวณอุทยานฯ มาที่นี่ต้องดู! โบราณสถานที่สำคัญ ทั้งวัดมหาธาตุ วัดศรีสวาย วัดสระศรี วัดชนะสงคราม วัดสรศักดิ์ วัดตระพังทอง รวมถึงหอพระพุทธสิริมารวิชัย ซึ่งคงความเป็นศิลปะสมัยสุโขทัยไว้อย่างสมบูรณ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง

2016-01-03 00:42:27

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2479 กรมศิลปากรได้ประกาศให้ ‘พิพิธภัณฑ์วัดราชธานี’ เป็นสาขาแหน่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งบาติของกรมศิลปากร เนื่องจากเป็นที่รวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากเมืองโบราณสุโขทัยและศรีสัชนาลัย ซึ่งพระครูวินิจฉัยพุทธบัญญัติได้เก็บรวมรวบไว้และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดราชธานีขึ้น แต่เมื่อได้มีการดำเนินการสำรวจขุดแต่ง และบูรณะโบราณสถานเมืองโบราณสุโขทัย และพบโบราณวัตถุจำนวนมาก รัฐบาลจึงได้ดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นเมื่อปี 2503 พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ จำนวน 1,932 รายการ มาเก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติแห่งนี้ โดยมีชีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย’ มีนโยบายสำคัญในการจัดเก็บ รวบรวม ดูแลรักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และวัตถุทางชาติพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติสืบไป มาที่นี่ต้องดู! พระพุทธรูปสำริดปางลีลา ศิลปะสมัยสุโขทัย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 และพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะสมัยสุโขทัย ยุคพุทธศตวรรษที่ 19 รวมถึงพระพุทธบาทสี่รอย ศิลปะสมัยสุโขทัย ทำจากศิลามีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นวัตถุสำคัญของพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก

2016-01-03 00:49:40

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของพระสวรรควรนายก (ทองคำ จิตรธร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสวรรคาราม (วัดกลาง) และเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย ซึ่งสนใจในการศึกษาและอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรม ได้สะสมไว้เป็นคุณสมบัติของชาติ โดยขอให้กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานขึ้นไว้ภายในวัดสวรรคาราม ดังนั้นในปี 2524 กรมศิลปากรจึงได้นำโบราณวัตถุจากวัดสวรรคารามมาจัดแสดงรวมทั้งได้เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งของจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง และโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดพบในบริเวณเมืองศรีสัชนาลัย เครื่องถ้วยสังคโลกที่กรมศิลปกากรได้จากแหล่งเรืออับปางบริเวณอ่าวสัตหีบใกล้เกาะคราม และโบราณวัตถุที่ประชาชนมอบให้ มาจัดแสดงไว้ด้วยกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองที่สืบเนื่องกันมา และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2527 และตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสวรรควรนายก เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระสวรรควรนายก ผู้อุทิศโบราณศิลปวัตถุไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ มาที่นี่ต้องดู! พระพุทธรูปลีลา ศิลปะสุโขทัย สมัยพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 และเครื่องด้วยเคลือบสีน้ำตาลศิลปะสุโขทัย สมัยพุทธศตวรรษที่ 19 – 21 ซึ่งพบที่เตาเผาเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย


ศูนย์อนุรักษ์และศึกษา เตาเผาสังคโลก หมายเลข 61

2016-01-03 00:57:34

ศูนย์อนุรักษ์และศึกษาเผาเตาสังคโลกหมายเลข 61 นี้ มีการขุดค้นทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นพัฒนาการช่วงต้นของเตาเผาสังคโลก ที่มีอายุเก่าที่สุดเท่าที่เคยมีการขุดพบมา โดยมีลักษณะเป็นตาประทุนใต้ดิน แบบความร้อนเฉียงขึ้น โดยกรมศิลปากรได้สร้างความตาคลุมไว้ และจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับเตาเผา พร้อมจัดแสดงวัตถุโบราณ เพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเครื่องสังคโลกเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดี ที่มีการผลิตและนิยมอย่างแพร่หลายในสมัยสุโขทัย และมีศูนย์กลางขนาดใหญ่ที่ศูนย์แห่งนี้ พร้อมแสดงถึงวิวัฒนาการของเครื่องสังคโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาที่นี่ต้องดู! เครื่องปั้นดินเผา วัตถุโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้ และอาวุธของคนสมัยโบราณ ที่มีการขุดพบและเก็บรักษาไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

พิพิธภัณฑ์สังคโลก

2016-01-03 01:03:22

พิพิธภัณฑ์สังคโลกแห่งนี้ ก่อตั้งโดย คุณดำรง และคุณกุศล สุวัฒน์เมฆินทร์ สองสามีภรรยา ผู้รักและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทยโบราณ ด้วยการเก็บสะสมเครื่องสังคโลกมานานถึง 50 ปี และจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อให้ประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของอดีต และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัยด้วย โดยโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ให้คุณค่าแก่การศึกษา ทั้งในด้านศิลปกรรม วัฒนธรรม และอารยธรรมของไทยและประเทศในเอเชียอาคเนย์เป็นการส่วนการร่วมสืบสานศิลปะไทยให้คงอยู่ต่อไปตราบชั่วลูกหลาน สื่อสะท้อนความเป็นเอเชียสู่สายชาวต่างชาติ ให้สัมผัสถึงความเจริญทางวัฒนธรรมและศิลปะที่สืบเนื่องมาช้านาน มาที่นี่ต้องดู! จานลายบ้านทรงไทยชิ้นเดียวในโลก ซึ่งเป็นหลักฐานให้เห็นที่อยู่อาศัยของผู้คนในอาณาจักรสุโขทัยโบราณ และตุ่มน้ำสมัยสุโขทัยสภาพสมบูรณ์ที่ใหญ่ที่สุดที่แสดงให้เห็นเทคโนโลยีในการปั้นรูปทรง เพื่อการเคลื่อนย้ายและภูมิปัญญาขงชาวไทยในอดีต ที่รู้จักการฝังตุ่มน้ำไว้ใต้ดินเพื่อให้น้ำเย็น

อุทัยธานี

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

2016-01-10 10:43:46

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นบ้านไม้โบราณสีเขียวอ่อน 2 ชั้น เดิมแล้วอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ อาคารเก่าของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และมีอายุกว่า 80 ปีมาแล้ว เริ่มต้นสำรวจพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จากห้องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเมืองอุทัยธานีในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ จะได้เห็นโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์จากแหล่งโบราณคดีบ้านหลุมเข้าด้วย และยังมีภาชนะดินเผา เครื่องมือเหล็ก ขวานหินขัด ลูกปัดหินสี จากหลักฐานที่พบทำให้เชื่อว่า อุทัยธานีเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จากนั้นก็คือห้องอุทัยธานีในอดีต มีภาพถ่ายสถานที่ และบุคคลสำคัญในอดีตของจังหวัดอุทัยธานี เช่น ภาพมณฑปเขาสะแกกรัง เมื่อครั้งถูกไฟไหม้ ภาพถ่ายสภาพเมืองอุทัยธานีในอดีต แล้วก็ยังมีนิทรรศการผ้าทอเมืองอุทัยฯ จัดแสดง กี่ทอผ้าโบราณอายุกว่า 100 ปี ตัวอย่างผ้าทอลวดลายต่างๆ จากบ้านโคกหม้อ อำเภอทัพทัน และอำเภอบ้านไร่ ซึ่งแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างดี ถัดไปเป็นห้องวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ที่มีการจัดแสดงเครื่องมือ เครื่องใช้ และอาวุธโบราณ แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ เช่น เครื่องโทรพิมพ์ เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยรุ่นแรกที่มีในสยาม เครื่องเล่นจานเสียง รวมทั้งห้องอาชีพของชาวอุทัยธานี เช่น การทำนา เนื่องจากพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม ฝนตกชุกในฤดูฝน มีแม่น้ำลำคลอง ไหลผ่านหลายสาย เหมาะแก่การทำนา ซึ่งเราจะได้เห็นแบบจำลองไร่นาสวนผสม และเครื่องไม้ เครื่องมือในการทำนา การเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ดำเนินอยู่จนปัจจุบัน โดยเฉพาะภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวอุทัยธานีในเรื่องของการเลี้ยงปลาในกระชังไว้ใต้แพที่พักอาศัย ซึ่งปลาที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาแรด ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ที่ยังเห็นได้อยู่ปัจจุบัน และจากการเลี้ยงแบบนี้ ทำให้เนื้อปลามีรสชาติอร่อยมากขึ้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดขายของจังหวัดอุทัยธานี ต่อมาก็จะเป็นการแสดงเครื่องจักสาน โดยเฉพาะชาวบ้านท่ารากหวาย ตำบลเกาะเทโพ ชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันทำจักสานเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระบุง กระด้ง ตะกร้า ตะแกรง ออกแบบรูปทรง ลวดลายสวยงาม มีทั้งลายธรรมดาและยกดอกพิกุลฝีมือละเอียดประณีต จึงนับว่าเป็นอาชีพที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ผ้าทอเมืองอุทัยฯ แล้วก็ยังการจัดแสดงวิธีการทำผ้ามัดหมี่ การย้อม และลายผ้าต่าง ๆ ของบ้านโคกหม้อ อำเภอทัพทัน และผ้าทอบ้านไร่ ซึ่งอุทัยธานีมีผ้าทอที่มีคุณภาพทนทาน ลวดลายสวยงาม ไม่เป็นรองจังหวัดอื่น และราคาไม่แพง สุดท้ายคือ ห้องอนุรักษ์ป่าไม้ เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีเป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ห้องนี้จึงจัดแสดงป่าจำลองมรดกโลกห้วยขาแข็ง ในรูปแบบของตู้สามมิติ ทำให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดแสดงประวัติและผลงานคุณสืบนาคะเสถียร ผู้สละชีวิตเพื่อการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า เพื่อให้ผู้ชมได้มีความรู้สึกรักและหวงแหนป่าไม้ที่เป็นมรดกโลกมากยิ่งขึ้น

อ่างทอง

หมู่บ้านทำกลองเอกราช ภูมิปัญญาไทย

2016-01-02 18:24:31

ตำบลเอกราชเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็นเพลงพื้นบ้าน ลิเก และวงปี่พาทย์มอญ ดังนั้นวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านนี้ จึงผูกพันอยู่กับดนตรีไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา คุณตาเพิ่ม ภู่ประดิษฐ์ มืออาชีพในการทำวงปี่พาทย์มอญ และมีความสามารถพิเศษในงานฝีมือทางช่าง ได้คิดที่จะประดิษฐ์กลองขึ้น และปรากฏว่ากลองที่ประดิษฐ์นั้นใช้ได้ดีมีประสิทธิภาพสูงมาก จนเป็นที่เลื่องลือในหมู่แวดวงคนปี่พาทย์ คุณตาเพิ่มจึงได้สอนให้ลูกศิษย์ซึ่งอยู่วงปี่พาทย์มอญของตนทำกลองไว้ใช้เอง และเมื่อคุณตาเพิ่มเสียชีวิตลง วงปี่พาทย์ก็หยุดชะงัก แต่การทำกลองยังมีมาจนถึงปัจจุบัน หมู่บ้านนี้จึงเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทราบเกี่ยวกับเรื่องราวของกลองวิธีการ ทำกลอง ตลอดจนพิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ของชาวบ้านได้อย่างใกล้ชิด

พิพิธภัณฑ์เครื่องใช้ไม้ไผ่ บ้านยางทอง

2016-01-02 18:32:34

พิพิธภัณฑ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2539 – 2540 ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งชาวบ้านบางเจ้าฉ่า ส่วนใหญ่ทำงานจักสานเป็นหลัก และได้รับผลกระทบไปด้วย จึงมีการปรับแนวคิดเพื่อพึ่งตนเองและดึงความสนใจภายนอกมาสู่ชุมชนด้วยการนำงานจักสาน ซึ่งมีเพียงกระบุง ตะกร้า และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มาตั้งกลุ่มกัน พร้อมค่อยๆ ปรับวิธีคิดใหม่ให้มีความดึงดูดน่าสนใจมากขึ้น ทำให้เกิดการรวบรวมข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้ และต่อยอดไปในเรื่องภูมิปัญญา ด้านจักสาน จนสามารถทำเป็นสินค้าโอท็อป รวมทั้งพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตร จัดตั้งโฮมสเตย์อย่างเป็นทางการมีกิจกรรม ‘รถอีแต๋นทัวร์’ ชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำน้อย ชิมผลไม้ตามฤดูกาล ชิมวิธีการผลิตเครื่องใช้ไม้ไผ่ รวมถึงท่องเที่ยวในแหล่งใกล้เคียง นับว่าที่นี่เป็นการต่อยอดสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงหลักฐานการใช้ไม้ไผ่ตั้งแต่สมัยโบราณ กับวิถีชีวิตชาวบ้าน ตั้งแต่เกิดจนตาย ตลอดจนเครื่องมือทำมาหากินต่างๆ ของชาวบ้านบางเจ้าฉ่า

ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดอ่างทอง

2016-01-02 18:38:59

ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดอ่างทอง เป็นสถานที่รวบรวมวัตถุสิ่งของ และข้อมูลทางวัฒนธรรม เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาการศึกษาและอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเจริญของชาติไทยอันยาวนาน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เยาวชน ในการตระหนักถึงคุณค่าและพร้อมใจกันสืบสานมรดกไทยสืบไป โดยมีการจัดแสดงเป็น 2 ส่วน ส่วนหน้าจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญา โดยพื้นที่ด้านหนึ่งจัดจำลองบรรยากาศของครัวบนเรือนไทยสมัยก่อน และมีการจัดแสดงวัตถุตามหมวดหมู่ เช่น หัวโขน เครื่องมือสื่อสาร และภาพถ่าย ส่วนด้านในจัดจำลองบรรยากาศในห้องนอนสมัยอดีตไว้


ศูนย์ตุ๊กตาชาววัง

2016-01-02 18:44:11

เมื่อประมาณปี 2518 ได้เกิดอุทกภัยในเขตจังหวัดอ่างทอง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนจึงเสด็จมาเยี่ยม และทรงมีพระราชดำริว่าชาวบ้านน่าจะมีอาชีพเสริมอย่างอื่น เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งอาจารย์วิทยาลัยเพาะช่าง มาสอนปั้นตุ๊กตาชาววังให้แก่ราษฎรตำบลบางเสด็จ ครั้งแรกมีผู้มารับการฝึกอบรม 150 คน ฝึกสอนได้ 3 เดือน ก็จัดให้มีพิธี ไหว้ครู โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธานพิธีไว้ครู ปัจจุบันราษฎรตำบลบางเสด็จสามารถปั้นตุ๊กตาชาววังเป็นอาชีพเสริม และเป็นโครงการพระราชประสงค์ในพระบรมราชินยานุเคราะห์ ศูนย์แห่งนี้จึงจัดตั้งขึ้นเพื่อแสดงประวัติและวิวัฒนาการเกี่ยวกับการก่อตั้งศูนย์ตุ๊กตาชาววัง การเสด็จเยี่ยมของพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมแสดงตุ๊กตามากมายที่สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวบ้านภาคกลาง เช่น การเล่นดนตรี กีฬา และการละเล่นต่างๆ รวมถึงวัฒนธรรมและประเพณีด้วย

เพชรบูรณ์

ไม่มีข้อมูล