1.    >  
  2. ระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง   >  
  3. เครือข่ายพิพิธภัณฑ์   >  
  4. ภูมิภาค   >  
  5. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กาฬสินธุ์

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนไตรรัตนวิทยา

2016-01-03 13:12:41

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากการที่กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้โรงเรียนในสังกัดดำเนินการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน โดยให้โรงเรียนในสังกัดแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โรงเรียนไตรรัตนวิทยาคม ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรม โดยมอบหมายให้หมวดศิลปศึกษาเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการจัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรม ซึ่งในระยะแรกหมวดศิลปศึกษาได้จัดแสดงเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณคดี ด้านวัฒนธรรมและประเพณี ศิลปะพื้นบ้าน รวมทั้งด้านผ้าและการแต่งกาย ในการจัดแสดงเรื่องราวในระยะแรกเริ่ม ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคม ได้จัดแสดงทั้งในรูปแบบนิทรรศการถาวรและนิทรรศการชั่วคราว ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๙โรงเรียนไตรรัตน วิทยาคมได้มีแนวคิดและนโยบายมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาบุคคลากร จึงได้ส่งบุคคลากรของหมวดศิลปศึกษาเพื่อศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.๒๕๔๑ บุคคลากรของหมวดศิลปศึกษาได้นำเอาความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาตามหลักสูตร และจากการศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการและจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด มาปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเปิดสอนในรายวิชาศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งเป็นวิชาเลือกเสรีในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และจัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรม ซึ่งในส่วนของกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาศิลปะพื้นบ้าน ทางหมวดศิลปศึกษาได้กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสำรวจ และจัดทำทะเบียนผลงานศิลปะพื้นบ้านที่มีอยู่ในหมู่บ้านท้องถิ่นของตนเอง ผลจากการที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสำรวจและจัดทำทะเบียนผลงานศิลปะพื้นบ้านที่มีอยู่ในหมู่บ้านท้องถิ่นของตนเอง ได้ส่งผลให้ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมีวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับการบริจาคจากนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และชาวบ้านที่มองเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับวัตถุและเรื่องราวทางวัฒนธรรมเพื่อใช้จัดแสดง ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ โรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมจึงได้ดำเนินการโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อรองรับการให้บริการแหล่งความรู้ทางด้านวัฒนธรรมให้เพียงพอกับการใช้บริการของนักเรียนและประชาชนทั้งในและนอกชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมที่มีอยู่แต่เดิม และในปี พ.ศ.๒๕๔๔ ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมจึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา รวมทั้งได้เพิ่มเติมเรื่องราวการจัดแสดงชาติพันธุ์วิทยา ชาติพันธุ์วรรณา และดนตรีนาฏศิลป์ เพื่อให้เรื่องราวการจัดแสดงมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในการเตรียมการจัดแสดง เพื่อให้การดำเนินงานพิพิธภัณฑ์สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ทางโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมจึงได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการทำงาน เพื่อศึกษาค้นคว้าทางวิชาการและรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรม เพื่อกำหนดรูปแบบการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนายจรัสศรี ขุนทวี ผู้อำนวยการโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมในขณะนั้น ได้มอบหมายให้หมวดศิลปศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ดำเนินการค้นคว้าวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม และเรียบเรียงข้อมูลทางวิชาการ จากนั้นนายทวี พรมมา หัวหน้าหมวดศิลปศึกษา และหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ประสานงานกับนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น เพื่อจัดเก็บรวบรวมศิลปโบราณวัตถุ เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งวัตถุส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาคของนักเรียน ผู้ปกครอง ชาวบ้านในชุมชน รวมทั้งครูของโรงเรียนเอง และทางพิพิธภัณฑ์ได้นำมาจัดทำเป็นหมวดหมู่เพื่อใช้ในการจัดแสดง รวมทั้งจัดทำบทการจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วยการจัดแสดงเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ภาคอีสาน , ยุคสังคมในภาคอีสาน, ฮีตสิบสองและประเพณีโบราณ ๑๒ เดือน, การทอผ้า, สมัยวัฒนธรรมทวารวดี, ศิลปะพื้นบ้าน, วิถีชีวิตและประเพณี ในการรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมเพื่อใช้ในการจัดแสดง เป็นงานที่สำคัญของพิพิธภัณฑ์ เพราะวัตถุทางวัฒนธรรมถือเป็นตัวแทนของการบอกเล่าเรื่องราวที่นำเสนอ พิพิธภัณฑ์มีวิธีการรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมเพื่อใช้ในการจัดแสดงดังนี้ - รวบรวมจากการขุดแต่งบูรณะพระธาตุยาคู โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ กรมศิลปากรได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการขุดแต่งบูรณะพระธาตุยาคูที่บ้านเสมา ต.หนองแปน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โดยในการบูรณะขุดแต่งดังกล่าวได้มีการรื้ออิฐเก่าที่แตกชำรุดออก มีการขุดค้นพบพระธาตุบริวาร ชิ้นส่วนใบเสมา และลวดลายประดับตกแต่งพระธาตุ ทางพิพิธภัณฑ์จึงได้ขอรับบริจาควัตถุบางส่วนเพื่อนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ - รวบรวมจากการไถปรับพื้นที่โรงเรียน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ โรงเรียนไตรรัตรวิทยาคมได้เปิดทำการสอนโดยแยกออกจากการเป็นสาขาของโรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ดังนั้นทางโรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมจึงได้มีการไถปรับพื้นที่ เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารต่างๆ หลังจากการปรับพื้นที่ได้มีฝนตกชะล้างพื้นที่ที่ปรับไถ ทำให้เศษภาชนะดินเผาที่เคยอยู่ใต้พื้นดินโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา แต่อยู่ในสภาพแตกหัก ทางหัวหน้าพิพิธภัณฑ์จึงได้เก็บเศษภาชนะดินเผาเหล่านี้มาจัดแสดง โดยพบว่าเป็นภาชนะดินเผาแบบก่อนประวัติศาสตร์ และเครื่องเคลือบแบบเขมร ทำให้สันนิษฐานได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ และมีการพัฒนาของชุมชนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน - รวบรวมจากวัด โรงเรียนไตรรัตนวิทยาคมมีเขตพื้นที่บริการประกอบด้วย บ้านโนนศิลาเลิง บ้านสว่าง บ้านสีสุก บ้านนาสีนวล บ้านหนองคู และบ้านวังเดือนห้า แต่ละหมู่บ้านจะมีวัดประจำหมู่บ้าน ทางพิพิธภัณฑ์ได้สำรวจวัดประจำหมู่บ้าน ได้พบวัตถุทางวัฒนธรรมที่เก็บไว้ภายในวัดมีสภาพชำรุดเสียหาย โดยขาดการเอาใจใส่ดูแลจากทางวัด ทางหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ฯจึงได้ขอรับบริจาควัตถุทางวัฒนธรรมเหล่านี้มาใช้ในการจัดแสดง เช่น ตู้หนังสือใบลาน หนึงสือใบลาน และเกวียน เป็นต้น - รวบรวมจากชาวบ้าน ในการรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมเพื่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ วัตถุส่วนใหญ่จะได้รับความอนุเคราะห์จากชาวบ้าน เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องจักสาน เครื่องมือดักจับสัตว์ ผ้ามัดหมี่ และเครื่องมือทำนา เป็นต้น หลังจากพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงแล้ว ชาวบ้านยังช่วยเหลือโดยการรวบรวมวัตถุและให้ข้อมูลเพิ่มเติม ณ วันที่สำรวจ (ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙) นิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์อยู่ระหว่างการปรับปรุงใหม่ เนื่องจากมีน้ำท่วมบริเวณอาคารพิพิธภัณฑ์ เพราะตั้งอยู่ในที่ต่ำ

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผู้ไท วัดสิมนาโก

2016-01-03 13:37:07

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผู้ไทวัดสิมนาโก ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 โดยชาวบ้านนาโก ร่วมมือกับนิสิตปริญญามหาบัณฑิต สาขาไทยคดีศึกษา ภาคศึกษา รุ่นที่ 9 จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ดำเนินการตามแนวคิดของพระครูเมตตา คุณาภรณ์ (เจ้าอาวาส) และพระครูกิตติ ธรรมาภินัน (รองเจ้าคณะอำเภอ) ที่ต้องการให้นักเรียนและชาวบ้านในท้องที่ได้เข้ามาศึกษาถึงคุณค่าของวัตถุสิ่งของเก่าแก่ เพื่อเป็นแนวทางให้คนรุ่นใหม่ที่ส่วนร่วมในการอนุรักษ์อย่างมีคุณค่า อีกทั้งเป็นการจัดทำเพื่อเป็นอนุสรณ์ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสพระชนมายุครบ 36 พรรษา โดยเดิมทีนั้นมีอาคารที่ใช้จัดแสดง 2 หลัง แต่ถูกไฟไหม้ไป 1 หลัง ทำให้วัตถุที่จัดแสดงถูกเผาไหม้เป็นบางส่วน ส่วนอาคารทีเหลือและยังใช้ในการจัดแสดงปัจจุบัน เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว เรียกว่า ‘หอเย็น’ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงวัตถุทั้งที่เป็นสมบัติของวัดที่สืบต่อกันมา และบางส่วนที่ได้จากการบริจาคของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตกลุ่มชนเผ่า วัฒนธรรมและประเพณี รวมถึงภูมิปัญญาต่างๆ ของคนอีสาน มาที่นี่ต้องดู! เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือทอผ้า เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงเครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี เครื่องโลหะและเครื่องใช้ในการศาสนา ที่แสดงถึงวิถีชีวิตแบบเดิม

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

2016-01-10 01:21:11

ความยิ่งใหญ่ของศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้คนที่แทบไม่สนใจในเรื่องไดโนเสาร์เท่าไหร่นักเปลี่ยนใจได้ง่าย เพราะความอลังการของพื้นที่ทั้งภายนอกและภายใน ทำให้หัวใจของผู้ใหญ่กลับกลายมาเป็นเด็กอีกครั้ง เมื่อมาเจอที่แห่งนี้เข้าก็หลงรักอย่างเต็มเปา เราเห็นภูเขาเขียว ๆ ที่มีคำว่า อุทยานโลกไดโนเสาร์อยู่ไกล ๆ พอเข้ามาใกล้เราก็ได้เจอกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ที่มีไดโนเสาร์ตัวเขียวคอยาว และทีเล็กซ์ตัวกินเนื้อตัวใหญ่ ยืนเฝ้ายามบริเวณด้านหน้าให้เราได้เผลอเงยหน้ามองตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอเข้ามาด้านในก็จะพบส่วนที่แสดงให้เห็นถึงการจำลองการขุดพบซากไดโนเสาร์ ที่เราสามารถเดินอยู่บนพื้นที่ด้านบน แล้วมองลงมาเห็นสภาพซากไดโนเสาร์เบื้องล่างได้อย่างเพลิดเพลิน มีการจัดแสดงความรู้เรื่องของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ โครงกระดูกของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ จัดแสดงจำนวนมาก รวมทั้งมีหินอัคนี และหินต่างๆ ที่ถูกขุดพบจัดโชว์ไว้ในตู้ให้เราได้เดินดูอีกด้วย สำหรับเรื่องราวของสถานที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ย้อนไปประมาณในปี พ.ศ. 2537 มีการพบโครงกระดูกของไดโนเสาร์กินพืช ภูเวียง โกซอรัสสิรินธรที่ภูกุ้มข้าว ในบริเวณที่เป็นหลุมขุดค้นพบปัจจุบันโดยพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา คณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณีได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ โดยพบว่า ภูกุ้มข้าว ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งที่พบโครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืชที่มีความสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย โดยมีการพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดต่างๆ เป็นกระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืชมากกว่า 7 ตัว จำนวนกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น ที่สำคัญคือ พบชิ้นส่วนของหัวกระโหลกฟันและกราม และโครงกระดูกที่เรียงรายต่อกัน เกือบจะสมบูรณ์ทั้งตัวอยู่ด้วย โครงกระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ้มข้าวซึ่งมีรูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ 240 เมตร ต่อมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ ทรงจัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น โดยให้มีการสร้างอาคารหลุมขุดค้นชั่วคราวเพื่อใช้ป้องกันซากโครงกระดูก รวมทั้งใช้ให้ร่มเงาแก่นักวิชาการในการขุดแต่งกระดูก กระทั่งปี พ.ศ. 2539 กรมทรัพยากรธรณีได้สร้างอาคารวิจัยขึ้น โดยมีพื้นที่ใช้งานจำนวน 375 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัย และเก็บรวบรวมซากดึกดำบรรพ์ที่สำรวจพบในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2542 กรมทรัพยากรธรณีได้สร้างอาคารถาวรคลุมบริเวณหลุมขุดค้น โดยใช้ชื่อว่า “อาคารพระญาณวิสาลเถร” ซึ่งมาจากชื่อสมณศักดิ์ของท่านเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ผู้ค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว และส่วนที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจมากที่สุด คงเห็นจะเป็นห้องเก็บชิ้นส่วนที่จัดเก็บอยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมิ จัดวางเรียงรายเต็มพื้นที่ เหมือนเราอยู่ในหนังวิทยาศาสตร์ของ Hollywood เลยทีเดียว และแอบคิดว่า ตอนกลางคืนพวกมันจะรวมเป็นตัวไดโนเสาร์แล้วมีชีวิต นี่เขาเรียกว่า เพ้อเจ้อมากกว่าจินตนาการ แต่ก็มีความสุขและสนุกไปกับเหล่าไดโนเสาร์ตัวโตจริงๆ เมืองไทยไปไม่รู้จริงๆ คอนเฟิร์ม!

ขอนแก่น

โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น

2016-03-10 21:59:48

โฮงมูนมังเมือง หุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์บนอาสน์ใต้พญานาคไม้ตัวเขื่องที่ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในพิธีฮดทรงต้นแบบรางสรงน้ำใช้ในประเพณีสงกรานต์ของชาวขอนแก่น โมเดลจำลองพิธีทำขวัญข้าวหรือ แรกนาขวัญเป็นแนวคิดแปลงทดลองปลูกพืชของคนยุคนี้ หรือพิธีผูกเสี่ยว อุบายในการสานรักสามัคคีของชาวอีสาน เป็นหนึ่งในหลากประเพณีและพิธีกรรมที่ล้วนสะท้อนรากเหง้าความคิดที่เป็นกศโลบายที่ควรค่าแก่การสืบสานตำนานในอดีตที่เล่า ผ่านข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตประเพณี และวัฒนธรรมอันสะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนเมืองขอนแก่นใน ‘โฮงมูนมัง’ คำว่า ‘โฮงมูนมัง’ เป็นภาษาอีสานแยกออกเป็น 2 คำ คือ ‘โฮง’ หมายถึง ห้องโถงหรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่และ ‘มูนมัง’ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ จึงมีความหมายว่า ห้องที่เก็บรวยรวมทรัพย์สมบัติ ในที่นี้หมายถึงหอเก็บสมบัติ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่มาของเมืองขอนแก่น สิ่งส่องสะท้อนให้ผู้คนได้สัมผัสถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอนแก่นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองมาตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรากฏหลักฐาน เช่น ชุมชนโบราณที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือเมืองโบราณดง เมืองแอม, การขุดพบซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อายุนับล้านปี นอกจากนี้ ขอนแก่นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสานที่เป็นศูนย์กกลางของความเจริญในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ส่วนราชการ การพาณิชย์ การขนส่งและบริการ รวมถึงมีความพร้อมทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย โดยที่สำคัญชาวขอนแก่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน รู้หรือไม่ เมืองขอนแก่น เป็นเมืองที่ประวัติความเป็นมายาวนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สมัย พ.ศ. 2340 มีกลุ่มคนประมาณ 330 คนนำโดยท้าวเพียเมืองแพน อพยพมาจากบ้านชีโล้นแขวงเมืองสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) มาเลือกชัยภูมิบ้านบึงบอน (บ้านเมืองเก่า อำเภอเมืองของแก่น) เป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ โดยขออนุญาตและขอยกเป็นเมืองขอนแก่นจากพระยานครราชสีมา ซึ่งมีใบบอกไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นเมื่อ พ.ศ. 2340 ตั้งท้าวศักดิ์ ซึ่งเป็นท้าวเพีย เมืองแพนเป็นเจ้าเมืองคนแรก ห้ามว่า ‘พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี’ ชื่อ ขอนแก่นอาจจะมาจากคำว่า ‘ขามแก่น’ ซึ่งมีพระธาตุขามแก่นอยู่ในอำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ห่างจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียง ประมาณ 26 กิโลเมตร ท้าวเพียเมืองแพน จึงได้นำชื่อ ‘ขามแก่น’ นั้นมาเป็นมงคลนามตั้งชื่อเมืองว่า ‘ขอนแก่น’

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

2015-12-14 22:12:02

กรมศิลปากร มีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในส่วนภูมิภาคขึ้น เพื่อให้เป็นที่รวบรวม สงวนรักษาและจัดแสดง ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ อย่างน้อยภาคละ ๑ แห่ง ในจังหวัดใดที่มีโบราณสถานและได้พบศิลปวัตถุจำนวนมาก สมควรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน ก็ได้จัดตั้งขึ้นในจังหวัดนั้น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน หน่วยศิลปากรที่ ๗ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่มีส่วนราชการต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ กรมศิลปากรจึงได้สร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อรวบรวม สงวนรักษาศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เฉพาะอาคารส่วนหน้า ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับงบประมาณค่าครุภัณฑ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้งบประมาณก่อสร้างอาคารส่วนหลังอีก แต่เนื่องจากอาคารพิพิธภัณฑสถานตั้งอยู่บนเนินที่โล่ง เมื่อเกิดพายุฝนทำให้อาคารได้รับความเสียหาย รวมทั้งครุภัณฑ์ด้วย การจัดแสดงภายในจึงชะงักอยู่ รอการซ่อมแซมแก้ไขอาคารและครุภัณฑ์ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงได้ดำเนินการจัดแสดงแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๓๓ กรมศิลปากร มีแนวทางที่จะพัฒนาและปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ จึงได้รับงบประมาณสนับสนุน เป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดำเนินการสร้างอาคารสำนักงาน ห้องประชุม และในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับงบประมาณ จำนวน ๙๘๕,๓๐๐ บาท สำหรับค่าวัสดุครุภัณฑ์และการจัดแสดง จึงได้ดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงให้เป็นไปตามรูปแบบของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานประจำเมือง โดยการปรับปรุงการจัดแสดงถาวรที่มีอยู่เดิม และเพิ่มเติมเนื้อหาการจัดแสดงให้ครบถ้วน ตามมาตรฐานการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานประจำเมือง เพื่อสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้พิพิธภัณฑสถานเป็นศูนย์กลางการศึกษานอกระบบที่ให้ความรู้ ความเพลิดเพลิน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านศิลปวัฒนธรรม หรืออำนวยประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาคลังพิพิธภัณฑ์ให้เป็นระบบเปิดสู่สาธารณชน หมายถึงให้คนทั่วไปเข้าชม และศึกษาหาความรู้ วิธีการจัดเก็บในคลังโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ได้ นอกจากนี้ ยังได้รับงบประมาณจากแผนงานเงินกู้เพื่อการท่องเที่ยวและส่งเสริมการสร้างงานภายใต้โครงการ SIP อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ ห้องประชุม และศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว และได้รับงบประมาณอีก ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้จัดพิมพ์หนังสือนำชมและแผ่นพับเพื่อบริการสำหรับนักท่องเที่ยว

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

2015-12-18 12:28:35

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดขอนแก่น และกรมทรัพยากรธรณี มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพยากรธรณีสู่สารธารณชน เพื่อการอนุรักษ์ เพื่อประโยชน์ของสังคม ส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาแบบยั่งยืน พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงเป็นงานต่อเนื่องจากการสำรวจ ศึกษาวิจัยซากไดโนเสาร์ที่อุทยานภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ของกรมทรัพยากรธรณี การสำรวจซากไดโนเสาร์เริ่มจากปีพ.ศ. ๒๕๑๙ นักธรณีวิทยา นายสุธรรม แย้มนิยม ได้พบซากกระดูกท่อนหัวเข่าของไดโนเสาร์กินพืชที่ใกล้หลุมขุดค้นที่ ๓ หลังจากนั้นมีโครงการร่วมสำรวจโบรารชีววิทยาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ของฝ่ายโบราณชีววิทยา กองธรณีวิทยา ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจขุดค้นและมีการวิจัยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การพบซากไดโนเสาร์ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จุดประกายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนใจที่จะทำให้ภูเวียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวิชาการแบบใหม่ของประเทศ ซึ่งได้จัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จ.ขอนแก่นขึ้น และเมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้งบประมาณผูกพัน (ปีพ.ศ. ๒๕๔๑ – ๒๕๔๓) จำนวน ๖๘ ล้านบาท จึงได้มอบให้กรมทรัพยากรธรณี ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการศึกษาซากไดโนเสาร์ เป็นผู้ดำเนินการการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จ.ขอนแก่น ประกอบด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์ 1 หลัง อาคารหลุมขุดค้น ๓ หลัง และปรับปรุงอาคารเดิมเพิ่ม ๑ หลัง การก่อสร้างอาคารหลุมขุดค้นแล้วเสร็จใช้งานได้ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๒ อาคารพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จในปีพ.ศ. ๒๕๔๓ การจัดตกแต่งนิทรรศการแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ในพิธีวางศิลาฤกษ์พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ได้มีนาย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ขณะนั้น) เป็นประธาน เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลา ๑๐.๐๙ น. โดยมีรองผู้ว่าราชการจ.ขอนแก่น นาย ธวัช เสถียรนาม กล่าวต้อนรับ และนาย นภดล มัณฑะจิตร อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ ด้านการจัดนิทรรศการในอาคารพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง หลังจากพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารพิพิธภัณฑ์เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นตามลำดับ การวางแผนตกแต่งในอาคารเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๑ โดยได้ทำการจ้างปั้นหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริงจำนวน ๖ ชนิด และติดตั้งประติมากรรมหุ่นเหล็กจำนวน ๒ ชนิด เพื่อให้มองเห็นภาพโครงกระดูกทั้งตัว เพราะกระดูกที่พบมีเพียงบางส่วน หุ่นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่ได้สร้างไว้ก่อนการก่อสร้างอาคาร ได้นำเข้ามาในอาคารทางด้านหลังคา บางตัว เช่น ไดโนเสาร์กินพืชภูเวียงเข้าทางฝาผนัง และบางตัว เช่น ไดโนเสาร์กินปลาปากจระเข้นำมาเป็นชิ้น แล้วประกอบกันเป็นรูปร่างภายหลัง หุ่นทุกตัวสร้างโดยฝีมือประติมากรชาวไทย สร้างตามข้อมูลวิชาการของกรมทรัพยากรธรณี และสร้างด้วยเงินงบประมาณของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกรมทรัพยากรธรณี


พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม

2016-01-10 01:28:14

อากาศที่ร้อนยามบ่ายของวันที่เริ่มต้นเดินทางในจังหวัดขอนแก่น ทำให้รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา แต่ความร้อนของอากาศ ก็ไม่ได้ทำให้ความต้องการที่จะไปยังเมืองโบราณดงเมืองแอมและพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม หายไปจากตารางการเดินทางของเรา และเมื่อเราขับรถขับสู่วัดศรีเมืองแอม ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม เราก็จะผ่านประตูเมืองจำลองสีแดง ทำให้เราแน่ใจว่า เรามาถึงแล้ว เมื่อเข้าไปด้านในก็พบอาคารขนาดเล็ก ที่รวบรวมโบราณวัตถุต่าง ๆ ไว้ให้เราได้ชม เมื่อเราชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อย เราค่อยเที่ยวยังบริเวณเมืองโบราณดงเมืองแอมกันอีกที เพื่อย้ำความเป็นโบราณสถานของจังหวัดขอนแก่น ตามหลักฐานที่ถูกพบนั้นทำให้เรารู้ว่า เมืองโบราณดงเมืองแอมซึ่งถือว่าเป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี ซึ่งปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เช่น คูเมือง โบราณวัตถุ อยู่ในพื้นที่บ้านดงเมืองแอม บ้านโนนน้ำผึ้ง และบ้านดงเรือง เมืองโบราณแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และยังมีอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดดงเมืองแอมในเขตหมู่บ้าน ได้พบซากโบราณสถานและศิลาจารึกหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีสภาพลบเลือน ศิลาจารึกด้วยอักษรปัลลวะ (อินเดียใต้) ภาษาสันสกฤต จำนวน 3 บรรทัด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 นอกจากนั้นยังพบเศษภาชนะดินเผาแบบเรียบและแบบลายเชือกทาบ เมืองโบราณดงเมืองแอมจัดว่าเป็นเมืองที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีถึงลพบุรีต่อเนื่องกัน สำหรับพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม ได้มีการบริหารงานโดยองค์การบริหารส่วนตำบลดงเมืองแอม ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอมตั้งอยู่ภายในวัดศรีเมืองแอม โดยตัวอาคารก่อสร้างตาม “โครงการอาคารศาลาประวัติศาสตร์เมืองโบราณดงเมืองแอม” เมื่อปี พ.ศ. 2545 และภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและวิวัฒนาการของเมืองโบราณดงเมืองแอม โดยจัดแสดงสิ่งของภายในตู้จัดแสดง ลักษณะของตู้เป็นการก่อแท่นคอนกรีตถาวรบุด้วยกระเบื้องและล้อมกรอบด้านบนด้วยกระจก ไม่มีการแบ่งประเภทของสิ่งของที่จัดแสดงอย่างชัดเจน วัตถุสิ่งของบางประเภทมีแผ่นป้ายข้อมูล แสดงชื่อสิ่งของ ชื่อผู้บริจาค และวันที่บริจาคสิ่งของนั้นๆ บริเวณด้านหน้าและภายในอาคารมีแผ่นป้ายแสดงข้อมูลประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณดงเมืองแอม ข้อมูลโบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดที่พบภายในเมืองโบราณดงเมืองแอม เช่น ศิลาจารึก อักษรปัลลวะ และสถานที่สำคัญรอบๆ เมืองโบราณดงเมืองแอม ที่เดินชมได้ในบริเวณไม่กว้าง แต่ก็สามารถทำให้เราได้เห็นมากกว่าที่นั่งอยู่ในบ้าน แล้วค้นหาจากกูเกิ้ลหรือให้คนอื่นเขาเล่าให้ฟัง และที่ต้องไม่ลืม นั่นก็คือ หากต้องการเข้าชม เราต้องติดต่อสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองดงแอม หรือผู้ใหญ่บ้านดงเมืองแอมเสียก่อน ซึ่งสามารถติดต่อได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น

ชัยภูมิ

ไม่มีข้อมูล

นครพนม

ไม่มีข้อมูล

นครราชสีมา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

2015-12-11 11:34:13

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศส ผ่านองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) บูรณะปราสาทพิมายจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงเก็บรวมรวมโบราณวัตถุจากการขุดแต่งบูรณะปราสาทพิมาย การขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน และการขุดค้นทางโบราณคดี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษมาจัดแสดง พร้อมทั้งจัดทำป้ายคำบรรยายโบราณวัตถุ ณ หน่วยศิลปากรที่ ๖ ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาขาประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กรมศิลปากรได้แบ่งส่วนราชการภายในใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา กรมสิลปากร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมศิลปากรได้พัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการพิพิธภัณฑสถานวิทยา โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว ก่อสร้างอาคาร ๓ หลังเชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุและปรับปรุงภูมิทัศน์ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย แห่งนี้นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงถูกต้องตามหลักวิชาการและได้มาตรฐานสากลแห่งหนึ่งในประเทศไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

2015-12-13 18:09:46

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถือกำเนิดจากการรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อดีตพระเถระสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธิจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยพระองค์ได้สะสมโบราณศิลปวัตถุจากจังหวัดต่างๆ ต่อมา ท่านได้มอบสิ่งของให้กับกรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนผู้สนใจชม ในพ.ศ.2497 กรมศิลปากรได้สร้างอาคารชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ขึ้น หลัง ภายในพื้นที่ของวัดสุทธจินดา จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นซึ่งนอกจากจะจัดแสดงของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์รวบรวมไว้แต่เดิมแล้ว ยังจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดี โบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งสิ่งของที่ประชาชนบริจาคให้เพิ่มเติมในภายหลังด้วย และตั้งชื่อพิพิธภัณฑสถานฯ ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ริเริ่มก่อตั้งว่า ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์’

สวนสัตว์นครราชสีมา

2015-12-14 23:07:12

ซาฟารีเมืองไทย ศูนย์รวมสัตว์จากแอฟริกาที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 545 ไร่ ห่างจากตัวเมืองโคราชเพียง 13 กิโลเมตร เป็นที่ราบดินลูกรัง มีการปรับพื้นที่เป็นลูกคลื่นทำให้มองดูคล้ายทุ่งหญ้าสะวันนา สวนสัตว์นครราชสีมา ถือเป็นสวนสัตว์ที่มีความทันสมัย และการจัดการที่ได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียภายในจัดแสดงสัตว์ป่าที่หาชมยาก อาทิ นกฟลามิงโก, ช้างแอฟริกา, เสือดา, อูฐ,นกตะกรุม, แมวน้ำ,ความป่าแอฟริกา,ม้าแคระ,แรด,เม่น, และเหี้ยดำหนึ่งใน 8 ตัวในเมืองไทย สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ฯลฯ นอกจากบรรยากาศที่เหมาะสมกับการพักผ่อนหย่อนใจ ในลักษณะของการจัดปิกนิก รับประทานอาหาร เดินเล่น หรือพักผ่อนใต้ร่มไม้ บนสนามหญ้าโล่งกว้าง รายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ แล้ว ยังมีอุทยานสัตว์โลกล้านปี ที่ออกแบบตกแต่งคล้ายกับดินแดนย้อนยุคภายในพื้นที่จัดสร้างหุ่นจำลองไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆขนาดใกล้เคียงของจริงกว่า 20 ชนิด มีทั้งประเภทพืชที่เราคุ้นเคยอย่างเจ้าสูงใหญ่ คอยาวรูปร่างใหญ่ยักษ์ ‘บราคิโอซอรัส’ และประเภทกินเนื้อที่ดุร้ายอย่าง ‘ไนรันโนซอรัส’ รวมถึงอาคารสัตว์เลื้อยคลานที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนจัดแสดงชนิดงูต่างๆ ทั้งมีพิษและไม่มีพิษขนาดเล็กกว่าดินสอไปจนพี่ใหญ่อย่างงูหลามและงูเหลือม โดยเฉพาะงูหลามทอง สัตว์แปลกหายาก และเชื่องสามารถนำมาพาดคอถ่ายรูปได้หรือจูจงอาง (King Cobra) ซึ่งยาวเกือบ 5 เมตร กินงูสดๆทั้งตัวเป็นอาหาร นอกจากนี้ ยังมีสวนหย่อมลักษณะโอเอซีส (Oasis) ที่จัดตกแต่งด้วยต้นไม้ใบหญ้า แหล่งน้ำสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อยคลานอีกประเภทหนึ่ง คือ กลุ่มของอีกัวนา ตะกวด เหี้ย ตุ๊ดตู่ เป็นต้น หนึ่งใน 8 ‘เหี้ยดำ’ ที่ยังหลงเหลือในเมืองไทย ‘เหี้ยดำ’ เป็นสัตว์เลื้อยคลานตระกูลเหี้ย จำพวกเดียวกับตัวเงินตัวทอง หรือเหี้ยธรรมดา ตะกวดเห่าช้าง และตุ๊ดตู่ ‘เหี้ยดำ’ มีลักษณะลำตัวสีดำด้านไม่มีจุด ท้องสีเทาเข้ม ลิ้นสีเทาม่วง ตัวเมียจะมีขนาดตัวโตกว่าตัวผู้มาก แต่ก็ถือว่าขนาดยังเล็กกว่าเหี้ยธรรมดาหรือตัวเงินตัวทอง รวมถึงตรงที่ลำตัวจะมีสีดำล้วน ในขณะที่เหี้ยธรรมดาจะมีสีดำและมีลายสีเหลืองพาดลำตัว ‘เหี้ยดำ’ หาดูได้ยากในประเทศไทย โดยจะพบได้เฉพาะบริเวณชายทะเล ตั้งแต่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย


อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ

2015-12-15 13:27:24

ซากช้างโบราณ จากการค้นพบ ‘ซากฟอสซิลของช้าง’ ทำให้รู้ว่า บรรพบุรุษของช้างมีขนาดเท่ากับหมู รูปร่างหน้าตาคล้ายกับฮิปโปโปแตมัส สูงแค่ 70 เซนติเมตร หนักประมาณ 180 กิโลกรัม เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน เคยมีชีวิตอยู่ในแถบประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 50-35 ล้านปีมาแล้ว ก่อนจะมีวิวัฒนาการต่อมาอีหลายสิบล้านปี เป็นช้างสายพันธุ์ต่างๆ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แบ่งฟอสซิลช้างที่ค้นพบทั่วโลกได้ถึง 38 สกุล จำนวน 162 ชนิด ประเทศไทยมีการค้นพบซากช้างโบราณแล้วหลายครั้ง ราว 50 ปีก่อนมีการขุดรากสะพานเดชาชาติวงศ์ ข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ทำให้พบฟอสซิลช้างโบรณด้วยความบังเอิญ จำนวน 6 ชิ้น และส่งชิ้นส่วนของฟอสซิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่ประเทศอังกฤษ พบว่าเป็นกระดูกช้างพันธุ์ Stegodon insignis อายุประมาณ 2,000,000 – 10,000 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของไทยอย่างมาก หลังจากนั้น มีการค้นพบฟอสซิลช้างอีกหลายแห่ง เช่น ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์ ในจังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา พบงาช้างโบราณอายุประมาณ 14-17 ล้านปี หรือการค้นพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์ในบ่อทรายที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ค้นพบฟอสซิล ซากหลากหลายชนิด และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย และในโลก เป็นที่มาของ ‘อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ’ สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2545 เพื่อทำการรวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์ช้างโบราณ ภายในจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ ประวัติการพบซากช้างโบราณในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ,ช้างโบราณของโลกบางสกุล,วิวัฒนาการของช้าง,ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายของช้างโบราณ,เอปโคราช หรือซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราช,แหล่งที่พบเอปโคราช และการพัฒนาการของช้างบรรพบุรุษของช้าง รวมถึงตู้แสดงซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รู้หรือไม่ ฟอสซิลเอปโคราช หรือชื่อทั่วไป ‘เอปโคราช’ (KKhorat Ape) มีอายุทางธรณีวิทยา ไมโอซีนตอนปลาย หรือ 9-7 ล้านปี ถือเป็นเอปสายพันธุ์ใหม่ของโลก มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเอปขนาดใหญ่สายพันธุ์รังอุตังชนิดใหม่ของโลก มีกรามหนามา ลักษณะ รูปร่างขนาดของฟันและความย่นของเคลือบฟันคล้ายลิงอุรังอุตังในปัจจุบันและมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่เหมือนกันคือไม่พบรอยกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดปิดปากใต้กรามส่วนหน้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวได้พัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้องสื่อสานกันในกลุ่มลิงอุรังอุตัง ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า แต่ฟันกรามซี่ในสุดมีขนาดใหญ่กว่าลิงอุรังอุตังปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบันและมนุษย์ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในเอปชนิดอื่น จากการศึกษาขนาดฟันของฟอสซิลดังกล่าวทำให้ทราบว่า เอปโคราชมีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน น้ำหนักตัวประมาณ 70-80 กิโลกรัม

พิพิธภัณฑ์ ไม้กลายเป็นหิน และทรัพยากรธรณี

2015-12-16 16:07:46

ไม้กลายเป็นหินอัญมณี (Opallized Wood) สิ่งมหัศจรรย์ของเมืองโคราช อายุกว่า 800,000 ปีความยาวประมาณ 2 เมตร เนื้อไม้ที่กลายเป็นผลึกคล้ายอัญมณีตลอดทั่วทั้งลำต้น ถูกจัดอยู่ในสวน ‘พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน’ ไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งรวบรวมเอาไม้กลายเป็นหินนับร้อยชิ้น อายุกว่า 8 แสนปี -320 ล้านปีมาจัดแสดงไว้ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีนอกจากไม้กายเป็นหินอัญมณียังมี ‘พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์’ ซึ่งจัดแสดงฟอสซิลช้างที่พบในโคราชถึง 9 สกุล จาก 42 สกุล ทั่วโลกอายุเก่ากว่าแก่กว่าช้างแมมมอธของไซบีเรียและอเมริกาเหนือ และที่พลาดไม่ได้ คือ ช้างสี่งา และช้างงาจอบ ช้างงาเสียมที่มีอายุกว่า 5-16 ล้านปี สุดท้ายคือ ‘พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์’ ที่จัดแสดงไดโนเสาร์โคราช 6 สายพันธุ์ อายุกว่า 100 ล้านปี เช่น อิกัวโนดอน สยามโมไทรันนัส ฯลฯ แลสนุกไปกับภาพเคลื่อนไหวของไดโดนเสาร์กินเนื้อจอมโหดปะทะกับอิกัวโนดอนใจเด็ดที่จะกระโดดข้ามหัวผู้ชมไปมาในห้องฉายวีดีทัศน์ที่สร้างด้วยเทคนิควีดีโอแอนิเมชั่น ฉายรอบทิศทางบนผนังโค้ง 360 องศา

พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ

2016-01-10 01:33:34

ด้วยแรงศรัทธาในหลวงพ่อคูณ ทำให้เราเลือกเดินทางมายังวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา นอกจากตั้งใจที่จะมาทำบุญ เข้าวัดเข้าวาอย่างที่ทำเป็นประจำแล้ว ในครั้งนี้เราได้พาครอบครัวมากราบไหว้ขอพร และเดินชมพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ซึ่งได้จารึกตำนานของหลวงพ่อคูณ เพื่อเป็นแบบอย่างให้สาธุชนได้เจริญรอบตามปณิธานแห่งทาน บารมีของหลวงพ่อคูณให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน ความยิ่งใหญ่ของอุทยานธรรม วัดบ้านไร่ หาคำบรรยายได้ยาก ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพียงเพราะแรงศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อคูณ ตั้งแต่ก้าวลงรถกระทั่งเรากลับขึ้นรถ ทุกอย่างสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจในทุก ๆ ส่วนของพื้นที่ โดยเฉพาะวิหารเทพวิทยาคม วิหารกลางน้ำที่ยิ่งใหญ่อลังการ เราเลือกที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก่อน เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่จอดรถและสวนป่า ลานปฏิบัติธรรม พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ส่วนอื่น มีระฆังใบใหญ่ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นเดิมคือศาลาการเปรียญหลังเก่า ที่ถ้าใครเคยมาเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ก็เป็นสถานที่ที่หลวงพ่อคูณใช้เป็นสถานที่ทั้งตอกตระกรุด ทำน้ำมนต์นั่นเอง และทันทีที่เราเปิดประตูเข้าไปด้านใน เราจะพบเห็นข้อความ “ยิ่งเอามันยิ่งอด ยิ่งให้หมดมันยิ่งได้” บนบอร์ดกราฟิกใสตั้งอยู่ตรงหน้าอย่างเป็นสง่าและชวนให้ขบคิด และในแต่ละโซนก็จะมีนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์นำชมพิพิธภัณฑ์ให้กับเรา พิพิธภัณฑ์นี้มี 2 ชั้น แต่ละชั้นก็มีโซนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เริ่มจากชั้นที่ 1 โซนแรกจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อคูณท่านั่งยอง ๆ ขนาดเท่าจริงที่มีผู้สร้างนำมาถวาย ริมฝาผนังมีภาพจิตรกรรมแสดงภาพประชาชนจากภาคต่าง ๆ มากราบนมัสการหลวงพ่อ มีบอร์ดกราฟิกเรื่อง เอกลักษณ์หลวงพ่อคูณ อาทิ การนั่งยอง รับปัจจัยใบเดียว เหยียบโฉนด เคาะหัว วัตถุมงคล เป็นต้น และโซนสุดท้าย ซึ่งเป็นตู้จัดแสดงสิ่งของที่มีผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายหลวงพ่อภายใต้หัวข้อ “กูทำดี เขาจึงให้ของดีแก่กู” สิ่งของทั้งหมดที่อยู่ในตู้ประกอบด้วย เครื่องเบญจรงค์ เครื่องมุก ตู้พระธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ของส่วนใหญ่หลวงพ่อคูณยกให้คนอื่นไปหมดแล้ว ชั้นที่ 2 ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะโซนที่เป็นเรื่องราวของหลวงพ่อคูณหลังจากกลับธุดงค์ท่านได้พัฒนาวัดบ้านไร่ จัดแสดงหุ่นจำลองย่อส่วน 4 เหตุการณ์ ได้แก่ หลวงพ่อคูณสร้างโบสถ์ไม้เพื่อใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจของพระลูกวัด หลวงพ่อคูณนำชาวบ้านขุดสระน้ำเพื่อเป็นที่เก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง มหาทานบารมีทวีคูณ รวมทั้งโซนที่แสดงงานกราฟิกบนประติมากรรมต้นไม้แห่งทานบารมี ด้วยเงินจำนวสนมากมายที่หลวงพ่อคูณได้บริจาคไปให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เป็นประโยชน์ และสร้างความเจริญแก่สังคม ทั้งยังมีวีดีทัศน์ประมวลภาพ 3 เรื่อง เรื่องแรก เป็นเสียงหลวงพ่อคูณที่ได้พูดถึงหลักการบริจาคทานที่ท่านยึดถือ คือ เวลามีผู้นำปัจจัยมาถวาย หลวงพ่อคูณจะถือว่า เขามาฝากให้ท่านทำบุญต่อ ไม่ได้ให้ท่านเก็บไว้ ท่านจึงต้องบริจาคให้หมด ยังมีอีกหลายโซนที่ยังไม่ได้กล่าว เพราะเยอะมาก แต่ละโซนก็มีความน่าสนใจและมีรายละเอียดค่อนข้างมาก โดยก่อนกลับไม่ลืมที่จะไปแลกเหรียญไว้หยอดตู้หยอดเหรียญที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกเป็นสิริมงคลรายได้ทั้งหมดใช้ในการบำรุงกิจการของพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณอีกด้วย

บุรีรัมย์

ไม่มีข้อมูล

มหาสารคาม

พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน

2015-12-14 21:19:55

แหล่งรวบรวมข้อมูลและจัดแสดงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่สภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวอีสาน ตามแนวคิดการศึกษาที่สมบูรณ์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกันระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่ หมู่บ้านอีสาน โรงเกวียน เถียงนา กองฟาง โรงแสดงกลางแจ้ง และบริเวณที่พักภายในบริเวณหมู่บ้านอีสาน จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของเรือนอีสานกับวิถีชีวิตระบบ ครอบครัว เครือญาติ เศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ ภายในเรือนอีสานแต่ละหลังได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวอีสาน รวมทั้งข้อมูลที่แสดงความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ และความเชื่อในการใช้พันธุ์ไม้ของชาวอีสาน พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ก่อตั้งขึ้นจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว เทื่อพ.ศ. 2531 บนเนื้อที่ 150 ไร่ หนึ่งในโครงการของสถาบันวิจัยรุกขเวชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อศึกษาปฏิบัติการด้านสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคม-วัฒนธรรมอีสานในรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กันกับการศึกษาปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เรื่องพืชสมุนไพรปละพันธุ์ไม่ไผ่ในเอเชีย โดยจำลองวิถีต่าง ของชาวอีสาน ตั้งแต่เรือนเย้า เรือนผู้ไท และเรือนอีสาน ภายในบ้านจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ประจำวันของคนอีสาน นำเสนอสภาพชีวิตของสังคมและวัฒนธรรมอีสานที่ดำรงอยู่ด้วยข้าวและน้ำด้วยเหตุผลอีสานเป็นสังคม เกษตรกรรมทำนา ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำเป็นหลัก และยังเชื่อมโยงไปสัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตที่ผู้คนจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องปลาพืชพันธุ์ไม้ ป่า และรวมทั้งเกลือด้วย

พิพิธภัณฑ์เห็นที่มีฤทธิ์ทางยา

2016-01-10 01:52:44

มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดทำพิพิธภัณฑ์เห็นที่มีฤทธิ์ทางยาขึ้นมานั้น เพราะมีการศึกษาทางวิขาการของเห็ดน้อยมาก ทำให้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เห็นถึงปัญหาและต้องการทำหน้าที่เป็นผู้นำเพื่อการอนุรักษ์สืบทอดภูมิปัญญาและต่อยอดองค์ความรู้ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามจึงได้จัดทำโครงการ “พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา” ขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจาก Thai-Korea Natural Phellinus Mushroom Research Center และเมื่อปี พ.ศ. 2550 พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยาแห่งนี้จึงเกิดขึ้น และนับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยาแห่งแรกของประเทศไทยและเอเชีย โดยที่ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป้าประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา ทั้งเห็ดในภาคอีสานและเห็ดที่มีการวิจัยหรือได้รับความสนใจในต่างประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อันจะนำไปสู่การพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะโรคที่ยาแผนปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเห็ดมากมาย โซนแรกเป็นโซนที่เน้นไปในเรื่องของข้อมูลพื้นฐานจากเห็ด ประโยชน์จากเห็ด และยังมีตู้โชว์เห็ดแกะสลัก ซึ่งสื่อให้เห็นว่าเป็นเห็ดที่แข็งเหมือนไม้ ต่อมาก็เป็นส่วนแสดงเห็ดตัวอย่างที่หายาก เช่น เห็ดอุ้งตีนหมี นอกจากนี้ยังมีการให้บริการวิขาการกับผู้ที่สนใจน่าตัวอย่างเห็ดไปวิจัยต่อได้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่อได้อีกด้วยและยังมีเห็ดอีกมากมายที่เก็บอยู่ในโหลแก้ว วางเรียงรายให้ได้เดินชมกันอย่างเพลิดเพลินและได้รับความรู้ไปพร้อม ๆ กัน

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

2016-01-10 01:59:34

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2542 โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสื่อสารถึงอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมให้สังคมได้รับผลประโยชน์จากกิจการพิพิธภัณฑ์ ทั้งในด้านการปลูกจิตสำนึกให้รู้จักคุณค่าและความสำคัญของท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และนี่คือที่มาที่ไปของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง อาคารบรมราชกุมารเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์อาคารทันสมัย แต่กลับเป็นเรือนไม้แบบอีสานที่สวยงามมาก ซึ่งหาไม่ได้จากในเมือง อาทิ เรือนอีสานประยุกต์หลังใหญ่ ด้านในจะเป็นสำนักงาน ห้องประชุมใหญ่ ห้องประชุมย่อย คลังพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนิทรรศการพัฒนาการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เรือนอีสานประยุกต์หลังเล็กด้านในจะเป็นนิทรรศการพัฒนาการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียน ต่อมาก็เป็นเรือนโข่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง จากนั้นก็เป็นเรือนเกย ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการอนุรักษ์ ใบลานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล้าข้าว เรือนตูบต่อเล้า จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในวิถีชาวลุ่มแม่น้ำชี เรือนผู้ไทที่จัดแสดงนิทรรศการภูมิปัญญาชาวลุ่มแม่น้ำชี นอกจากนี้ยังมีลานกิจกรรมซึ่งจัดเป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้ง และยังมีสถานีศึกษาสัตว์ทางมหาวิทยาลัยให้ได้ชมอีกด้วย มาเห็นเรือนไทยมากมายขนาดนี้ ทั้งยังได้เห็นเรื่องราวของชาวอีสานที่จัดแสดงไว้ให้เห็นอย่างเต็มตาแบบนี้

มุกดาหาร

ไม่มีข้อมูล
ไม่มีข้อมูล

ร้อยเอ็ด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

2015-12-16 12:27:05

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ในความดูแลของกรมศิลปากร เฉพาะการจัดแสดงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้แก่ ระบบสารสนเทศการทำหุ่นจำลอง และฉากชีวิตต่างๆ เข้ามาประกอบการนำเสนอเรื่องราวต่างๆในจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมทีนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมอีสานโดยเฉพาะผ้าไหมและผ้าพื้นเมืองต่อมาเมื่อกรมศิลปากรมีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง จึงได้ทำการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาในการจัดแสดงให้ครอบคลุมข้อมูลเรื่องราวของจังหวัดทุกด้าน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรณี โบราณคดี ประวัติสาสตร์ บุคคลสำคัญ วิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถกรรม ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 จัดแสดงเรื่องภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา แนะนำจังหวัดร้อยเอ็ด,ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัด และศิลปินแห่งชาติ ชั้นที่ 2 จัดแสดงเรื่องโบราณคดีและประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และศิลปะพื้นบ้าน อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับ,กระปุกรูปช้าง,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ชั้นที่ 3 จัดแสดงเรื่องวิถีชีวิตประเพณีและงานศิลปหัตถกรรมผ้าไหม ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับรูปพญานาคห้าเศียรทองคำ,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,ฝาปิดภาชนะในพิธีกรรมฝังศพโบราณ,ภาชนะบรรจุกระดูก,กระดิ่งสำริด,เศียรนาคทำด้วยสำริด เปียกทอง,พระพุทธรูปปางประทานธรรม,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก, พระพิมพ์ดินเผาแม่พิมพ์พระสำริด,กระปุกรูปช้าง รู้หรือไม่? ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดในบริเวณลุ่มแม่น้ำชีในภาคอีสานของไทยที่อดีตเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนยุคก่อนประวัติสาสตร์ โดยปรากฏชื่อในตำนานอุรังคธาตุว่า ‘สาเกตนคร’ หรือ ‘เมืองร้อยเอ็ดประตู’ อันเนื่องมาจากเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองขนาดที่มีเมืองขึ้นมากถึงสิบเอ็ดเมือง แต่จำนวนสิบเอ็ดในสมัยโบราณนั้นประกอบด้วยเลขสิบและเลขหนึ่ง (101) ชื่อเมืองจึงถูกเรียกว่าเมืองร้อยเอ็ดจนทุกวันนี้

ศรีสะเกษ

ไม่มีข้อมูล

สกลนคร

ไม่มีข้อมูล

สุรินทร์

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโรงเรียนบ้านดม ภูมิโปน

2016-01-10 02:25:26

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยความคิดริเริ่มของอาจารย์ทองเหลือง บุญพร้อม อดีตอาจารย์ในโรงเรียนดมวิทยาคาร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์โดยได้รับการสนับสนุนจากชุมชนในบริเวณใกล้เคียง เช่น บ้านภูมิโปน บ้านดม ในการบริจาควัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดแสดงแต่แรกจัดแสดงบนอาคารเรียน ต่อมาเมื่อมีการสร้างห้องสมุด จึงมีการแบ่งพื้นที่เป็นห้องพิพิธภัณฑ์ด้วยอาคารห้องสมุดใช้งบประมาณการสร้างจากผ้าป่าของศิษย์เก่า และมีชุมชนสนับสนุนในทุกด้าน การจัดเก็บวัตถุ ชาวบ้านได้ให้ความร่วมมือในการจัดเก็บ ถ้าหากที่ใดมีวัตถุที่มีสภาพสมบูรณ์อาจารย์จะจดชื่อไว้ แล้วจึงทำการขอวัตถุมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เมื่อได้วัตถุมาจะทำทะเบียนวัตถุ โดยการถ่ายรูปวัตถุ และเจ้าของวัตถุ ต่อมาถ้าชาวบ้านมีการขุดพบโบราณวัตถุจะมาติดต่ออาจารย์ ต่อมาอาจารย์ทองเหลือง บุญพร้อม ได้มีโอกาสรู้จักกับ ดร.มิเชล ดราเมต์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาศึกษาปราสาทภูมิโปน ดร.มิเชล ดราเนต์ ได้ให้ความว่า ถ้าอยากรู้จักปราสาทภูมิโปนต้องรู้จักศิลปะเขมรทั้งหมด จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาศิลปะเขมรของอาจารย์ทองเหลือง ซึ่งนับว่าอาจารญ์ทองเหลืองนั้น เป็นปราชญ์ชาวบ้านทางด้านศิลปะเขมรแห่งเมืองสุรินทร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้เปิดเป็นหลักสูตรโบราณสถาน โบราณวัตถุ และมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการสอนให้รู้จักชื่อโบราณสถาน ที่ตั้ง และความสำคัญ โดยมีการพานักเรียนไปเรียนในสถานที่จริง นอกจากนี้ยังมี ปราสาทภูมิโปน ซึ่งเป็นชุมชนเมืองโบราณ ที่มีคูเมืองกำแพงเมืองล้อมรอบ มีสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่ออกแบบซับซ้อนหลายสระให้ได้ชมเพิ่มเติม

ห้องภาพเมืองสุรินทร์

2016-01-10 02:30:56

ห้องภาพเมืองสุรินทร์ เกิดจากความร่วมมือของสำนักงานจังหวัดสุรินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และสำนักสุรินทร์สโมสร โดยมีที่มาจากการจัดงานภาพเก่าเล่าเรื่อง เมืองสุรินทร์ ของสำนักสุรินทร์สโมสร จำนวน 21 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา สำนักสุรินทร์สโมสรเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ที่ให้ความสนใจศึกษาเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองสุรินทร์ในอดีต ในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตของผู้คน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากคำบอกเล่า ส่วนใหญ่แล้วในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพเก่าเมืองสุรินทร์แล้ว ยังมีการจัดงานเสวนาเล่าเรื่องเมืองสุรินทร์ในอดีต โดยเชิญผู้อาวุโสหลากหลายอาชีพมาบอกเล่าประสบการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนรุ่นปัจจุบันได้รับรู้ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก หลังจากนั้น สำนักสุรินทร์สโมสรได้จัดงานภาพเก่า เล่าเรื่องเมืองสุรินทร์ ขึ้นอีกหลายครั้ง ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา อาคารห้องรับรองพิเศษของสถานีรถไฟ ตลอดจนวัดวาอารามต่าง ๆ โดยเปลี่ยนหัวข้อการเสวนาไปตามสถานที่จัดงาน ต่อมาได้มีการใช้อาคารด้านหน้ามหาวิทยาลัยจัดเป็นห้องภาพเมืองสุรินทร์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองสุรินทร์ในอดีต ห้องภาพเล็ก ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยภาพเล่า ที่ต่างพากันพยายามเล่าเรื่องเมืองสุรินทร์ผ่านสายตาช่างภาพมากหน้าหลายตา ที่พยายามจะรวบรวมทั้งภาพเก่าและภาพใหม่ให้คงอยู่คู่เมืองสุรินทร์และไม่ให้สูญหายไปจากความทรงจำของใครหลาย ๆ คน

หนองคาย

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย

2016-01-10 07:39:08

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับว่าเป็นศูนย์รวบรวมและแสดงพันธุ์สัตว์น้ำของเขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งพันธุ์ปลาน้ำจืด พันธุ์ปลาน้ำเค็ม และพันธุ์ไม้น้ำโดยเฉพาะพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง เพื่อเป็นศูนย์กลางของแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสัตว์น้ำของภูมิภาคอีสานตอนบน และเพื่อเป็นศูนย์กลางของการวิจัยพันธุ์สัตว์น้ำ การประมง และระบบนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำ ในเขตภูมิภาคอีสานตอนบนนั่นเอง ที่นี้เราเข้าไปชมด้านในได้เลย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เน้นพันธุ์ปลาน้ำจืดทางอีสานและลุ่มแม่น้ำโขงเป็นพิเศษ และการออกแบบด้านในก็เสมือนเราลงมาเดินอยู่ในวังพญานาคใต้บาดาล โดยชั้นล่างก็จะเป็นโซนปลาสวยงาม ปลาโบราณปลาที่ถิ่นกำเนิดต่างประเทศ ปลาเกร็ด ปลาที่มีอวัยวะหายใจพิเศษ ปลาหนัง และไฮไบท์ก็จะอยู่อุโมงค์ชมปลา อะควอเลี่ยมของที่นี่ นับว่าเป็นอะควอเลี่ยมช่วงเดียวที่ยาวที่สุดในเมืองไทย กับระยะทางประมาณ 34 เมตรที่ตกแต่งแบบเมืองบาดาลอันเป็นที่อยู่ของพญานาค ซึ่งด้านในมีพระธาตุกลางน้ำขำลอง และรูปปั้นพญานาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหนองคาย แล้วเหล่าบรรดาฝูงปลาก็แหวกว่ายอยู่รอบๆ พระธาตุและพญานาคนี้เพิ่งเคยเห็นการออกแบบอะควอเลี่ยมแบบนี้ ตื่นตาดีจริง ๆ ต่อมาขึ้นมาบริเวณชั้นสองก็จะเป็นโซนปลาทะเลมีพิษ ปลาทะเลน้ำลึก ปลาอาศัยแนวปะการัง สัตว์ทะเล ปลาน้ำกร่อย และปลาที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง เรียกว่าเต็มอิ่มกับปลา เราไม่ได้กินปลาแต่เต็มอิ่มกับการได้เห็นพวกมันแหวกว่าย โชว์ตัวให้เราได้เห็นกันอย่างง่ายๆ นั่นเอง และเมื่อเราดูปลากันจนครบ เดินมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณทางออกก็จะเจอกับบ่อปลาที่มีน้ำพรุพญานาค ได้ใจจริง ๆ ทุกอย่างชั่งเป็นการออกแบบที่อิงกับสัญลักษณ์จังหวัดเห็นแบบนี้แล้ว ยิ่งรู้สึกชื่นชอบกับการรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นของชาวหนองคายจริง ๆ

หนองบัวลำภู

ไม่มีข้อมูล

อำนาจเจริญ

ไม่มีข้อมูล

อุดรธานี

ไม่มีข้อมูล

อุบลราชธานี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

2015-12-16 15:03:24

แต่เดิมเคยเป็นศาลากลางของอุบลราชธานีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2461) สร้างบนที่ดินของทายาทราชบุตร (สุ่ย บุตรโลบล) คือหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา (ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์) ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (มณฑลอีสาน)ประทับ ณ เมืองอุบลราชธานีซึ่งทรงขอมาเพื่อใช้เป็นที่สาธารณะสำหรับทางราชการ ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของอาคารนี้ คือ ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยแต่ละด้านสร้างเป็นอาคารโอบล้อมหันหน้าเข้าหากัน มีห้องโถงใหญ่อยู่โดยรอบและมีระเบียงทางเดินเชื่อมถึงกัน เหนือกรอบประตูและหัวเสา รับชายคาที่ระเบียงประดับด้วยไม้ฉลุเป็นลายพันธุ์พฤกษา พื้นที่ด้านข้าง 2 ด้านเป็นลานโล่งสำหรับปลูกสวนหย่อม และให้อากาศและแสงสว่างส่องเข้าหาภายในอาคาร ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ โดยห้องจัดแสดงของที่นี่ คือ ห้องสำนักงานเดิมของศาลากลาง ซึ่งไล่เรียงลำดับไปตั้งแต่เรื่องธรณีวิทยา สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงสมัยทวารวดี ขอม,ไทย,ลาว และเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งงานหัตถกรรม ดนตรี และงานประเพณีศิลป์ในศาสนา โบราณวัตถุที่น่าสนใจ อาทิ พระพุทธรูปสำริดมีจารึกที่ฐาน ระบุว่า ‘สมเด็จพระราชเชฏฐา’ หรือ เจ้ามหาชีวิตอนุวงศ์แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทร์ ให้หล่อขึ้นใน จ.ศ.1188 (พ.ศ.2369) รู้หรือไม่ อุบลราชธานี เป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูลที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี เล่ากันว่า ท้าวคำผงท้าวทิศพรหม และท้าวคำบัตร พระวอ พระตา หนีภัยสงครามจากพระเจ้าบุญสาร เจ้าแห่งนครเวียงจันทร์ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้สร้างเมืองขึ้นที่บริเวณอู่ผึ้งใกล้กับแม่น้ำมูลกระทั่ง พ.ศ.2323 พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี เชิญตราพระราชสีห์มาพระราชทานนามเมืองว่า ‘อุบลราชธานี’ ทรงให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรกซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระปทุมวงศา’ เมืองอุบลราชธานี มีเจ้าเมืองสืบกันมาถึง 4 คน ตราบจนถึงพ.ศ.2425 จึงดีมีการแต่งตั้งข้าหลวงและผู้ว่าราชการจังหวัดมาปกครองดูแลจนถึงทุกวันนี้ ‘เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษาผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์’

ไม่มีข้อมูล

บึงกาฬ

ไม่มีข้อมูล