ภาคตะวันออก

จันทบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี

2015-12-15 20:08:49

เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่เก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเลไว้นับหมื่นชิ้น ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุจากแหล่งเรือจมในอ่าวไทย รวมถึงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดจันทบุรี กว่า 33 ปีเต็ม หลังการจับกุมชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการลักลอบงมโบราณวัตถุใต้ทะเลบริเวณอ่าวไทยนับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย และดำเนินงานสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติอีกมุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเล หลักฐานสำคัญที่จะช่วยในการค้นหาความเป็นมาและบอกเล่าถึงเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การพาณิชย์นาวีในอดีต การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 ห้องได้แก่ ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ ซึ่งจะจัดแสดงการพาณิชย์นาวีในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณจัดแสดงของมีค่าที่ถูกค้นพบจากแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย อาทิ กำไลทองคำประดับอัญมณี จี้ทองคำฝังทับทิม ต่อมาจะเป็นห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ จัดแสดงเรื่องราว เทคนิคการทำงาน ของโบราณคดีใต้น้ำ โดยจำลองสภาพจริงของแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ วิธีการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริงนอกจากนี้ ยังมีห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ,ห้องแสดงเรือและชีวิตชาวเรือ,ห้องของดีเมืองจันท์ และห้องบุคคลสำคัญ ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เกี่ยวข้องกับการทำสงคราม คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2,เส้นทางเดินทัพเมื่อคราวมารวมพลที่จันทบุรีเพื่อเชิดชูพระมหาวีรกรรมของพระองค์

วังสวนบ้านแก้ว พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

2016-01-03 09:42:00

เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2492 รัฐบาลในขณะนั้นยังมิได้ถวายวังสุโขทัยคืน พระองค์จึงได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ วังสระปทุม และทรงมีพระราชดำริที่จะประทับในท้องถิ่นที่เงียบสงบ อากาศดี และสามารถปลูกต้นไม้ได้ จึงทรงสนพระราชหฤทัยจังหวัดจันทบุรี และทรงพบที่ดินบริเวณบ้านสวนแก้ว ตำบลท่าช้าง แห่งนี้ เป็นสถานที่มีธรรมชาติงดงาม เงียบสงบ และไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก พระองค์จึงได้ทรงกูเงินจากธนาคาร เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณสองฝั่งคลองบ้านแก้วจากเจ้าของที่ดินเดิมรวมพื้นที่ 687 ไร่ แล้วพระราชทานชื่อว่า ‘วังสวนบ้านแก้ว’ โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พสกนิกร ซึ่งเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประทับครั้งแรกนั้นได้สร้างอาคารชั่วคราวเป็นเรือนไม้ไผ่หลงคามูลจาก ยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา และต่อมาได้พระราชทานวังสวนบ้านแก้ว เพื่อจัดตั้งเป็นสถานศึกษา จึงนับว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร จังหวัดจันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ที่แสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตรสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมพระตำหนัก ใหญ่ที่ยังมีห้องต่างๆ สมบูรณ์ รวมถึงของใช้ส่วนพระองค์ที่ทางพิพิธภัณฑ์ยังคงรักษาไว้ให้สมบูรณ์ด้วย มาที่นี่ต้องดู! รถยนต์ส่วนพระองค์ ซึ่งใช้เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ประทับที่วังสวนบ้านแก้ว

ฉะเชิงเทรา

พิพิธภัณฑ์ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

2016-01-10 18:11:24

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เกิดจากความตั้งใจของ พระพรหมคุณาภรณ์ (จิรปุญโญ ด.เจียมกุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อถวายแด่ในหลวง จนกระทั่งได้รวบรวมสิ่งของจัดแสดงได้มากพอสมควร และมีโบราณวัตถุภายในวัดโสธรฯ อยู่บ้างแล้ว จนได้เริ่มดำเนินการ และมีการจัดแสดงอยู่บนชั้น 3 ของอาคารหอประชุมโรงเรียนพุทธโสธร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 แต่หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการได้ระยะหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เริ่มประสบปัญหา จึงปิดไป จนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 อาจารย์นันทา ผลบุญ ได้เห็นคุณค่าของพิพิธภัณฑ์จึงเริ่มกลับมาฟื้นฟูและเปิดพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้อีกครั้ง โดยให้เป็นแหล่งความรู้ของนักเรียนโรงเรียนพุทธโสธร โดยเริ่มจากการตั้งชุมนุมยุวมัคคุเทศก์ ขึ้นมาให้เด็ก ๆ ฝึกนำชมพิพิธภัณฑ์ เริ่มจากห้องโถงขนาดใหญ่เป็นห้องแรก จะพบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อโสธร และมีพระพุทธรูปต่าง ๆ มีเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ ชุดเครื่องเบญจรงค์ลายพระอภัยมณี ซึ่งหาได้ดูจากที่นี่ที่เดี่ยว ส่วนบริเวณด้านหลังห้อง ยังมีตู้อาวุธ และเครื่องทองเหลือง ส่วนห้องที่สอง คือ ห้องภูมิปัญญาไทย เกี่ยวกับยาไทย และสมุนไพรไทย สุดท้ายคือ ห้องชนชาติไทย ซึ่งด้านหนึ่งเป็นเก้าอี้ที่เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และพระเก้าอี้ของสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเสด็จมาด้วย ถัดไปเป็นประวัติของพระพรหมคุณาภรณ์ จุดเด่นของห้องนี้ คือ กล้องส่องทางไกลสำหรับดูยอดฉัตรทองคำของโบสถ์วัดโสธรฯ ซึ่งเป็นทองหนัก 77 กิโลกรัม มูลค่า 44 ล้านบาทให้ชมเป็นขวัญตา

ชลบุรี

พิพิธภัณฑ์ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! พัทยา

2016-01-21 12:48:59

พิพิธภัณฑ์รวบรมเรื่องแปลกพิสดาร เหลือเชื่อ จากทั่วทุกมุมโลก ก่อขึ้นตั้งโดย ‘มิสเตอร์ โรเบิร์ท ริบลีส์’ เจ้าของฉายา ‘เชื่อหรือไม่กับริบลีส์’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราว แปลกพิสดาร ออกมาเป็นการ์ตูนจนแพร่หลาย และได้รับความนิยมจากคนนับล้านทั่วโลก เรื่องราวของโรเบิร์ท ริบลีส์ นั้นเป็นชีวิตที่โลดโผนอย่างเหลือเชื่อกว่า 40 ปี เขาใช้ชีวิตเดินทางไปทั่วโลก ไม่ว่าจะไปที่ใด เขาเฝ้าค้นหาสิ่งแปลกๆ มหัศจรรย์ ไม่ธรรมดา เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ และการ์ตูนยอดนิยมที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์กว่า 300 ฉบับทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 17 ภาษา แต่สิ่งมหัศจรรย์กว่านั้น คือ ริบลีส์ต้องค้นหาเรื่องเชื่อหรือไม่อย่างน้อย 1 เรื่องต่อวัน เป็นเวลากว่า 30 ปี หลายๆ ครั้งมีคนถามริบลีส์ว่าเขาค้นพบสิ่งของและเรื่องราวแปลกประหลาดที่ดูจะมีมากมายไม่มีวันหมดได้อย่างไร และที่ไหนบ้าง เขาตอบเพียงง่ายๆ ว่า ‘พบได้ทุกแห่ง และทุกเวลา’ ริบลีส์เสียชีวิตในขณะที่เขาอายุได้เพียง 55 ปี แต่นั้นไม่ได้ทำให้ภารกิจของเขาจบลง ปัจจุบันองค์กรที่เขาจัดตั้งขึ้นเมือครั้งยังมีชีวิตอยู่ยังคงสานต่อภารกิจรวบรวมเรื่องแปลกมหัศจรรย์ต่างๆ รวมถึงทำหน้าที่รวบรวมของสะสม ของแปลกประหลาดของเขา และจัดแสดงขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ ‘เชื่อหรือไม่’ แห่งแรกที่เซนต์ออกุสทิน รัฐฟลอริดา ซึ่ง ‘โรเบิร์ท ริบลีส์’ เองก็กลายเป็นหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ในพิพิธภัณฑ์นี้ไปโดยบริยาย ทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! มีทั้งหมด 30 สาขาทั่วโลกสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2538 ตั้งอยู่ชั้น 3 ของศูนย์การค้ารอยัลการ์เด้นพลาซ่า (เลียบชายหาดพัทยาใต้) เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยบูรพา

2015-12-11 12:37:52

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับการพัฒนามาจาก “พิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2512 โดยคณะอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน (วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสนเดิม) เพียง 2 – 3 คน และคณะนิสิตอีกจำนวนหนึ่ง โดย ดร.บุญถิ่น อัตถากร อดีตอธิบดีกรมการฝึกหัดครู และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้สนับสนุนการดำเนินการโครงการดังกล่าว พิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม เปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2513 และในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม พิพิธภัณฑ์สัตว์ และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนไม่สามารถขยายออกไปได้อีก ทั้งนี้เนื่องจากตัวอาคารมีขนาดจำกัด และไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับการนี้โดยตรงเพื่อเป็นการขยายกิจการของพิพิธภัณฑ์สัตว์ และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิมทางมหาวิทยาลัยโดยการนำของ ดร.ทวี หอมชง และคณะได้จัดทำโครงการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2523 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ในการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลเป็นมูลค่า 230 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 1 ธันวาคม 2524 ณ บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน ในเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2525 การก่อสร้างแล้วเสร็จ และมีพิธีมอบให้แก่มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2526 สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมีหน่วยงานภายในทั้งหมด 7 ฝ่าย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการงานบริหาร 1 ฝ่าย งานด้านวิจัย 2 ฝ่าย และงานด้านบริการวิชาการสู่สังคม 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ฝ่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล และฝ่ายบริการวิชาการ จากนั้นศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้จัดทำโครงการเพื่อยกฐานะเป็นสถาบัน และได้รับอนุมัติให้เป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2528

เมืองจำลอง พัทยา

2015-12-15 17:06:13

ศูนย์ศึกษาเมืองจำลองมีการริเริ่มโครงการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2528 เริ่มงานก่อสร้างในพ.ศ. 2539 โดยสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยชิ้นแรก มีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ภายใต้ความคิดของคุณเกษม เกษมเกียรติกุล ซึ่งมีความสนใจในงานด้านศิลปกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม จึงได้จำลองสถานที่และสถาปัตยกรรมที่สำคัญๆทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทยในมาตราส่วน 1 : 25 และ 1 : 5 ในบางโมเดล เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมในที่เดียวกัน โดยยังคงรักษารายละเอียดไว้ได้เหมือนสถานที่จริง เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา


พิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน

2016-01-10 18:47:21

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำจัดตั้งอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ณ เกาะสีชัง ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์สิ่งที่หาได้บนเกาะสีชัง เพื่อเป็นการเฉลิมพระชนมพรรษาพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2434 และมีวัตถุประสงค์อีกประการคือ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติบริเวณหมู่เกาะสีชังอีกด้วย ภายในจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 9 โซนด้วยกันคือ โซนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเมื่อวันเปิดการแสดงพิพิธภัณฑ์ที่เกาะสีชัง โซนสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จัดแสดงประวัติความเป็นมา วิสัยทัศน์ และพันธกิจของสถาบัน ต่อมาคือโซน Mini – Theater ที่น่าสนใจ เป็นการแนะนำเกาะสีชัง โซนระบบนิเวศหาดหินหาดทรายโซนแพลงก์ตอน และความสำคัญในระบบนิเวศทางทะเลจัดแสดงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า “แพลงก์ตอน” ซึ่งประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตหลายกลุ่ม แต่สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ ตามลักษณะทางชีววิทยาและการดำรงชีวิต ยังมีโซนพันธุ์สัตว์น้ำ จัดแสดงให้เห็นถึงพันธุ์สัตว์น้ำที่พบบริเวณหมู่เกาะสีชังซึ่งนำเสนอเป็น 4 ประเภท ได้แก่ สัตว์ทะเลเศรษฐกิจ สัตว์ที่อาศัยตามพื้นทะเล สัตว์ทะเลที่มีการเพาะเลี้ยงและปลาทะเลสวยงาม และโซน Touch Tank เป็นบริเวณที่จำลองระบบนิเวศหาดหินและหาดทรายของหมู่เกาะสีชัง โดยจัดแสดงสัตว์ทะเลนานาชนิด เช่น ปลิงทะเล ดาวทะเล ดาวแสงอาทิตย์ และหอยชนิดต่าง ๆ ที่ผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถสัมผัสได้จริง เพื่อเป็นการศึกษาและปลูกฝังให้ผู้เข้าชมเกิดจินตนาการ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สัตว์ทะเล โซนสัตว์เศรษฐกิจมิตรสิ่งแวดล้อม จัดแสดงการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อไทย สัตว์เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่สถาบันฯ ได้ทำการค้นคว้าและวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง สามารถเพาะเลี้ยงได้ในระบบฟาร์มบนบกน้ำหมุนเวียนแบบกึ่งปิด โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะทำให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค สุดท้ายโซนปะการัง จัดแสดงปะการังบริเวณเกาะสีชัง เป็นปะการังในเขตน้ำตื้นที่พบเป็นกลุ่มแรกในบริเวณอ่าวไทยที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และยังพบปะการังชนิดที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นคือปะการังเดี่ยวขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายเห็ด และยังเป็นที่สนใจในการทำวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลทั่วโลก นอกจากนี้ เรายังสามารถท่องเที่ยวในเกาะสีชังได้อีกหลายจุด โดยเฉพาะพระราชวังเก่าที่สวยงาม และยังคงเต็มไปด้วยความหอมของดอกลีลาวดียามที่บานทั้งต้น หรือจะแวะไปเล่นน้ำที่หาดถ้ำพังก็ได้เช่นกัน

พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน

2016-01-10 18:56:27

พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชวังเก่าที่แสนสวยคลาสสิก ติดริมทะเล ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลามานานแค่ไหน แต่พระราชวังเก่าแห่งนี้ ยังคงสวยงามและตั้งตระหง่านอยู่เสมอ บริเวณกลางพิพิธภัณฑ์ ยังพบกับฐานพระที่นั่งบันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งเหลือไว้เพียงแค่ฐานปูน นับว่าเป็นพระที่นั่งองค์ใหญ่ที่สุดในพระจุฑาธุชราชฐาน ใช้เป็นที่ประทับและรับแขกบ้านแขกเมือง แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จก็เกิดเหตุการณ์ รศ.112 เมื่อเหตุการณ์สงบ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้รื้อไปปลูกสร้างใหม่ที่พระราชวังดุสิตและพระราชทานนามใหม่ว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” นั่นเอง เรือนเก่าแก่สีเขียวเข้มตัดกับสีฟ้าของท้องทะเล เป็นเรือนไม้แบบตะวันตก ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติมาพัก และต่อมาจึงปรับปรุงเป็นเรือนพักของพระราชวงศ์ นอกจากนี้ด้านล่างยังเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ให้นั่งละเลียดกาแฟกับบรรยากาศทะเล ในอารมณ์หลงยุค สำหรับบริเวณด้านบน ยังจัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสถานที่น่าสนใจของเกาะสีชัง เรือนวัฒนา ที่เป็นตึกสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน หิน ปูน กระเบื้อง พื้นบันไดในอาคารประตู หน้าต่าง เพดาน และโครงสร้างของหลังคา ทำด้วยไม้สักหลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องเกล็ดเต่า มีเฉลียงด้านหน้า ชั้นล่างเพดานมีเสา 4 ต้น ชั้นบนเป็นเสาไม้ธรรมดา ประตูทางเข้าชั้นล่างมี 3 ประตู ตัวอาคารทาสีเหลืองหม่นรูปแบบของอาคารได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น และยังเป็นเรือนที่มีการจัดแสดงนิทรรศการเหตุการณ์สำคัญในเกาะสีชังสมัยรัชกาลที่ 5 เรือนนี้สำคัญตรงที่ว่า หากใครประวัติศาสตร์ของพระราชวังเก่าแห่งนี้ต้องเข้ามาเรียนรู้ ต่อมาคือเรือนผ่องศรี ซึ่งตั้งอยู่เนินเขา เป็นเรือนไม้ผสมปูนแบบตะวันตก เป็นอาคารทรงกลมมีประตูทั้ง 9 ประตู โถงรูปกลมเพดานไม้ ทำช่องระบายอากาศกึ่งกลางเป็นรูปดอกไม้ และวางแนวไม้เป็นวงแหวน โดยรอบอย่างงดงามที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักฟื้นผู้ป่วย เรียกว่า อาคารไศรยสฐาน มีทั้งหมด 3 เรือนด้วยกัน เรือนวัฒนาเป็นเรือนแรก และเรือนผ่องศรีเป็นหลังที่สอง ซึ่งภายในจัดแสดงเรื่องราวของบุคคลที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับเกาะสีชัง ใกล้ๆ กันก็คือ เรือนอภิรมย์ซึ่งเป็นอาคารไศรยสฐาน หลังที่สาม เป็นตึกยาวชั้นเดียวมี 5 ห้อง มีเฉลียงไม้ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทั้งยังมีครัวไฟ และห้องน้ำ เรือนนี้มีการจัดแสดงสิ่งก่อสร้างที่สำคัญต่างๆ ที่สร้างขึ้นบนเกาะสีชัง ถัดจากบริเวณหมู่พระตำหนักก็จะมีบันไดทางเดินลัดเลาะขึ้นไปบนเขา เพื่อเดินทางไปยังพระเจดีย์อุโบสถ วัดอัษฎางคนิมิตร แวะชมต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งนำหน่อมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย ปลูกไว้ด้วย พระเจดีย์อุโบสถนี้ตั้งอยู่บนเขา ณ ตำแหน่งที่สูง มองเห็นได้ชัดและจากองค์พระเจดีย์สามารถมองเห็นทัศนียภาพบริเวณพระราชฐานโดยรอบ รวมถึงภูมิทัศน์ทางทะเลที่สวยงาม

ไม่มีข้อมูล

ปราจีนบุรี

พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย อภัยภูเบศร

2016-01-03 09:09:56

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นศิลปะแบบบาโรคตะวันตก สร้างเมื่อปี 2452 โดยท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เพือใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์สวรรคตเสียก่อน จึงได้ใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ และเมื่อหลานสาวของท่านได้รับการสถาปนาเป็นพระนางเจ้าสุวทนาวรราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตระกูลอภัยวงศ์จึงได้ถวายตึกหลังนี้พร้อมที่ดินบริเวณนั้นให้กับพระนางเจ้าสุวัทนา ก่อนที่พระนางจะประทานที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดแก่มณฑลทหารบกที่ 2 จังหวัดปราจีน เพื่อใช้เป็นสถานพยาบาลสำหรับทหารและประชาชนทั่วไป และในเวลาต่อมาได้จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลปราจีนบุรี กระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2509 เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และหลังจากที่ตึกอำนวยการของโรงพยาบาลก่อสร้างเสร็จ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถาน และได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคาร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี 2533 ภายในตึกมีการจัดแสดงชีวประวัติของเจ้าพระยาอภัยบูเบศรและพระนางเจ้า สุวัทนา พระวรราชเทวี รวมถึงวิวัฒนาการทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ของปราจีน และประวัติการแพทย์แผนโบราณ มาที่นี่ต้องดู! ห้องประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการจัดแมลงนิทรรศการ แสดงภาพถ่ายและข้อมูล เกี่ยวกับประวัติของเจ้าพระยาอภัยบูเบศร รวมถึงการสร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ใช้ในการเปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรมของตึกที่พระตะบอง ประเทศกัมพูชา

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ

2016-01-10 19:08:02

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร พื้นที่โดยรอบของพิพิธภัณฑ์โอบล้อมไปด้วยพรรณไม้สวยงามนานาชนิด อีกทั้งยังมีสัตว์ต่างๆ รวมทั้งตะเกียงจำนวนมากมหาศาล ซึ่งมีแขวนอยู่ทุก ๆ ที่ให้ได้ชม ซึ่งทั้งหมดคือของสะสมของครอบครัวอยู่สุขสุวรรณ์ ซึ่งสิ่งแรกที่เก็บสะสมคือ ตะเกียงแล้วจึงเริ่มสะสมสิ่งอื่น ๆ ตามมาทีหลัง อาทิเช่น นาฬิกา จักรยาน ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นต้น ประกอบกับคุณวิภาวรณ์ อยู่สุขสุวรรณ์ ซึ่งเป็นภรรยาของคุณณรงค์ อยู่สุขสุวรรณ์ ก็เป็นคนที่ชอบสะสมตู้เก่า ตู้โบราณที่ทำจากไม้สัก จึงทำให้มีของเก็บสะสมจำพวกตู้มากขึ้น พอเก็ฐสะสมได้มากขึ้นก็มีคนขอเช้าชมโดยที่ไม่ได้เก็บเงิน แต่ก็เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้เข้าชมเพราะพื้นที่แคบและของบางอย่างก็ไม่สามารถที่จะวางโชว์ได้ ก็จะเห็นแต่ตะเกียงเพียงอย่างเดียวเวลาที่จะต้องดูแลกิจการร้านด้วยจึงมีความคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้เห็นได้รู้จักและทราบถึงข้อมูลสิ่งของที่หาดูได้ยากเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นจุดกำเนิดของพิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ก็ว่าได้และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทั้งหมด 5 อาคาร เริ่มจาก “อาคารราชาวดี” มีสองชั้น ชั้นล่างได้จัดแสดงเกี่ยวกับสิ่งของโบราณหลากหลายชนิด เช่น เครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง เตารีดโบราณ เครื่องปั้นดินเผา ตู้เย็นใช้น้ำมันก๊าซ เป็นต้น สำหรับชั้นสองเป็นชั้นที่รวบรวมตะเกียงเจ้าพายุหลากหลายยี่ห้อ ทั้งยังมีตะเกียงที่มีการใช้งานที่แตกต่างกันไป ความอลังการคงอยู่ที่อาคารหลังที่ 2 “อาคารลีลาวดี” ซึ่งเป็นอาคารแฝดที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดซึ่งมีสองชั้นรวมหกห้อง แต่ละห้องก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันไปไฮไลท์น่าจะอยู่ที่ ห้องกัลปพฤกษ์ ที่เน้นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของรถจักรยานและรถจักรยานยนต์มากมาย ส่วนอาคารหลังที่ 3 “อาคารชวนชน” ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวเป็นการจัดแสดงในเรื่องของรูปเก่าของเมืองปราจีนบุรีในสมัยก่อน และภาพถ่ายครั้งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เสด็จมาเยือนจังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น ต่อมาคืออาคารหลังที่ 4 อาคารเจ้าพายุ ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างจากรูปแบบของตะเกียงเจ้าพายุ โดยมีส่วนสูงประมาณ 13 เมตร ซึ่งภายในของอาคารนี้ สามารถเดินขึ้นไปเพื่อชมวิวโดยรอบได้ด้วย และยังมีบ่อปลาและกรงนกขนาดใหญ่ที่มีนกสวยงาม นานาชนิดให้เราได้ดู กระทั่งมาถึงอาคารหลังสุดท้ายที่เรียกว่า อาคารฟ้าประดิษฐ์ ซึ่งที่นี่จะได้พบกับเรือนหลากหลายชนิดและภายในโรงเรือนยังมีเรือนผูก ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างจากไม้ไผ่โดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือลวดในการก่อสร้างเลย และภายในเรือนผูกได้จัดข้าวของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตในสมัยก่อนอีกด้วย

ไม่มีข้อมูล

สระแก้ว

ไม่มีข้อมูล