หน่วยราชการ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล (คฤหาสน์กูเด็น)

2018-02-09 10:40:45

คฤหาสน์กูเด็น ชาวบ้านเรียกคฤหาสน์หลังนี้ว่า ‘ศาลากลางเก่า’ เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปแบบโคโรเนียล รูปทรงเป็นอาคารตึก 2 ชั้น ตัวอาคารเป็นแบบตะวันตก หลังคาทรงปั้นหยา ประตูหน้าต่างรูปโค้งแบบสถาปัตยกรรมโรมัน หลังคาแบบไทย บานหน้าต่างเป็นแผ่นไม้ชิ้นเล็กๆ เป็นเกล็ดแนวนอน หลังคากระเบื้องดินเผารูปกาบกล้วย ช่องลมหน้าบันตกแต่งรูปดาวสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม คฤหาสน์กูเด็น เดิมเป็นจวนของอำมาตย์ตรี พระยาภูมินารถภักดี (กูบารูเด็น บินตำมะหง) เจ้าเมืองสตูล สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่าง พ.ศ.2411 – 2459 โดยพระยาภูมินารถภักดี หรือ ตวนกูบาฮารุตดิน บินตำมะหง เจ้าเมืองในสมัยนั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จปักษ์ใต้ แต่มิได้ประทับแรม ต่อมาจึงใช้เป็นบ้านพักและศาลาว่าการเมืองสตูล กระทั่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484) อาคารหลังนี้ใช้เป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่นหลังจากนั้น ในพ.ศ.2537 กรมศิลปากรได้บูรณะปรับปรุงอาคารคฤหาสน์กูเด็น และดำเนินการจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูลแบ่งพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวภูมิหลังเมืองสตูลด้านต่างๆ อาทิ สภาพภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา เรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สำคัญของชาวซาไก เรื่องราวของเกาะตะรุเตา รวมถึงโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีในจังหวัดสตูล

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

2016-01-21 10:20:45

หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้เลือกอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุงศรีของพี่น้องตระกูล ‘วสุวัต’ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญของประเทศ เป็นต้นแบบในการสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากเป็นอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นอาคารที่มีความงดงามสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งเข้ารับราชการอยู่ในกรมศิลปกร ก่อสร้างสำเร็จและเปิดใช้เมื่อพ.ศ.2478 อยู่กลางทุ่งบางกะปิ ริมถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ ซึ่งต่อมาคือบริเวณปากซอยอโศก ถนนสุขุมวิท พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของประเทศไทย เช่น พระเจ้าบรมวงศ์หรือรัตน์ เปสตันยี ประวัติและวิวัฒนาการ หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย การละเล่น หนังตะลุง หนังใหญ่ ถ้ำมอง การกำเนิด ภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงมุมมองของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน ผลงานศิลปะ จัดแสดงภาพ โปสเตอร์ ใบปิดหนังและแผ่นเสียงภาพยนตร์ในยุคเก่า เทคโนโลยีและจักรกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ วิวัฒนาการของเครื่องมือต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์ไทยในรอบร้อยปี โดยจัดแสดงด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพเขียน หุ่นจำลอง เสียง วัตถุสิ่งของ วีดีทัศน์ โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับมหรสพของไทยที่มีมาก่อน- ภาพยนตร์ ควบคู่ ไปกับการละเล่นของชาวตะวันตก เช่น ตะเกียงวิเศษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นถ้ำมอง เรื่อยมาจนถึงเรื่องคนไทยที่ได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรกคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกรุงเบริ์น เมื่อ พ.ศ.2440, การฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในสยามเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440, คนไทยถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถม ถวัลย์วงศ์ พ.ศ.2433, การจัดตั้งโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกคือโรงหนังญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2448 เป็นต้น หอเกียรติยศ จัดตกแต่งเป็นฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่สำคัญ เช่น เรื่องโรงแรมนรก,แม่นาคพระโขนง,กล่อง,ตลก 69,หุ่นมิตร ชัยบัญชา ในฉากสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น รวมถึงส่วนของนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวขั้นตอนต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑ์อัยการไทย

2016-03-10 19:35:19

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยามีการแต่งตั้งพนักงานขึ้นในตำแหน่งเจ้าพนักงานรักษาพระอัยการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบต่อข้าราชการทางด้านกฎหมายของบ้านเมืองทั้งในด้านคดีความ และการถวายความเห็นทางกฎหมายต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนในบรรดาหัวเมืองนั้นได้แต่งตั้งให้มีเจ้าพนักงานในตำแหน่งยกกระบัตร ทำหน้าที่ตรวจราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุง ทรงสถาปนากรมอัยการขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2436 สังกัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาอีก 29 ปี กรมอัยการได้โอนไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย จวบจนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 กรมอัยการได้แยกออกจากกระทรวงมหาดไทยอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สำนักงานอัยการสูงสุด’


พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ

2016-03-10 21:34:56

ถือเป็นอีกแหล่งเก็บประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง ‘พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ’ พิพิธภัณฑ์ส่วนกลางของกองทัพ ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ และจัดแสดงสรรพศาสตราวุธ และวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ตลอดจนเอกสารทางประวัติศาสตร์ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอกบริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเดิม พิพิธภัณฑ์กองทัพบกฯ มีรากฐานจากพิพิธภัณฑ์ทหารของโรงทหารหน้า ซึ่งครั้งนั้นเจ้าหมื่นไวยวรนาถผู้บังคับการกรมทหารหน้าได้การบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานสร้างขึ้นโดยกำหนดให้บริเวณหน้ามุขชั้น 3 เป็นสถานที่จัดเก็บสรรพศาสตราวุธและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ต่อมากองทัพบกมีความจำเป็นต้องใช้ห้องดังกล่าวเป็นที่ทำงานของหน่วยงาน จึงส่งมอบวัตถุพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ครั้งพอมีการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกขึ้น ณ บริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเหล้าเดิม กองทัพได้อนุมัติจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นในอาคารดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา บนเนื้อที่อาคารทั้งหมด 3 ชั้น จัดแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ อาทิ ห้องจัดแสดงอาวุธซึ่งจัดแสดงอาวุธจริงหลากหลายประเภทที่กองทัพบกใช้ในราชการสงคราม ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยสงครามเวียดนาน,ปรามอั้งยี่,วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ฯลฯ โดยอาวุธส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงจะเป็นปืนเล็กสั้น และปืนเล็กยาวจากหลายประเทศ อาทิ ปืนคาบศิลา,ปืนนก,สับ เป็นต้น แต่ที่ชวนตื่นตาตื่นใจมากที่สุด เห็นจะเป็น ‘ปืนแก๊ตลิ่ง’ ที่กองทัพไทยสั่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เป็นอาวุธประจำหน่วยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งปืนดังกล่าว สามารถยิงได้ประมาณ 400นัด/นาที เคยใช้ในการปราบฮ่อที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของชาติจนได้รับชัยชนะในที่สุดและที่สะดุดตาไม่แพ้กันก็คือ ‘โพล่’ และ ‘แฟ้ม’ สิ่งจำเป็นสำหรับทหารเดินเท้าในสมัยโบราณ ใช้เป็นที่พักแรมเวลาออกศึกสงคราม ป้องกันแดดฝนภายในผูกติดด้วยแฟ้มซึ่งสานตอกเป็นรูปร่างคล้ายครุ (ถัง) นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แสดงเหตุการณ์สำคัญของกองทัพ การปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ,ห้องจัดแสดงเครื่องแบบและเครื่องหมายทหาร,ห้องรับรองกองบัญชาการกองทัพบก และห้องพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นต้น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

2015-12-08 11:09:49

ในปีพ.ศ.2499 – 2500 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้พบโบราณวัตถุศิลปวัตถุจำนวนมาก เช่น เครื่องทองคำ พระพุทรูป พระพิมพ์ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุอันล้ำค่าดังกล่าว โดยใช้เงินที่ประชาชนบริจาคและของรับพระพิมพ์ที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการสมนาคุณจึงให้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ว่า “ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติและพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงสถาปนาวัดราชบูรณะเมื่อพ.ศ. 1967 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2513

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

2016-06-20 14:08:45

อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เดิมเรียกว่า หอคำ หรือ คุ้มหลวง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2446 โดยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน เพื่อใช้เป็นที่พำนักและที่ออกว่าราชการ ต่อมาได้ใช้เป็นที่พำนักของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย กระทั่งพิราลัย บุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงมอบอาคารพร้อมที่ดินให้กับรัฐบาล เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด และเมื่อได้มีการสร้างอาคารศาลากลางหลังใหม่ ในปี พ.ศ. 2517 กระทรวงมหาดไทยจึงมอบอาคารและพื้นที่ให้กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากรใช้เวลาอยู่นานหลายปีในการบูรณะตัวอาคารซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม จนล่วงมาถึงปี พ.ศ.2524 จึงแล้วเสร็จและเริ่มจัดแสดงภายใน และได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธานในพิธีเปิด