พิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท

2015-12-16 18:34:21

ศิลปินดนตรีไทยห้าแผ่นดิน ผู้แต่งเพลงทิ้งไว้ให้พวกเรารุ่นหลังมากมาย รวมทั้งวางรากฐานแข็งแกร่งให้วงการดนตรีท่านนี้ จะมีเครื่องดนตรีคู่มือคู่ใจสำหรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่เพียงสองชิ้นเท่านั้น นั่นก็คือขิมและระนาดเก่าๆ ที่ทายาทจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท บ้านไม้สองชั้น อันเคยเป็นที่พำนักในชีวิตบั้นปลายของท่านนั่นเอง ครูมนตรี ตามโมท เป็นศิลปินแห่งชาติรุ่นแรกในพ.ศ.2528 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ครูมนตรี ตราโมท ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินห้าแผ่นดิน ‘ห้าราชกาล’ เนื่องจกท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2443 ตรงกับสมัยราชกาลที่ 5 ท่านเป็นนักดนตรีคนแรกที่ได้ขิมในวงเครื่อง สายหลวง บรรเลงถวายรัชกาลที่ 6 ซึ่งในยุคนั้นวงการดนตรีไทยและโขนละครเจริญถึงขึ้นสูงสุด มีนักดนตรีที่มีความสามารถมากมายมาถึงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ พระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้หลายเพลง ครูมนตรีจึงเป็นผู้หนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานวงการดนตรีไทยจึงเฟื่องฟูมาตลอดรัชกาลแม้ว่าช่วงสมัยราชกาลที่ 8 วงการดนตรีไทยจะตกต่ำบ้าง แต่ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทางอุปถัมภ์ดนตรีไทยประกอบกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ทรงสนับสนุนและทรงเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม จึงทำให้วงการดนตรีไทยพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตลอดชีวิตห้าแผ่นดิน จึงมีผลงานของครูมนตรี ออกมามากมาย ท่านเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีดนตรีไทยและทางปฏิบัติ คือ การบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆ อย่างยากที่จะมีใครเสมอ ท่านมีผลงานการประพันธ์ทำนองเพลงไทยหลากหลายแนว ที่มีจำนวนมากกว่า สองร้อยเพลง แต่ละเพลงมีความไพเราะอย่างยิ่ง ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์เมธีแห่งนาฏดุริยางศิลป์” หลายคนจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท แล้วพบว่าเครื่องดนตรี ประจำบ้านที่ท่านใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานมากมายนั้นมีเพียงขิมกับระนาดเพียงสองชิ้นเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะว่าท่านไม่เคยต้องใช้เครื่องดนตรีใดๆ มาเทียบเสียงในการแต่งเพลง เพราะท่านสามารถจดจำเสียงโน้ตต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและถูกต้องนั่นเอง ภายในบ้านจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะแสดงชีวประวัติของครูมรตรี รวมทั้งผลงานเพลงที่เป็นลายมือต้นฉบับนับตั้งแต่เพลงแรกเมื่อมีอายุ 20 ปี ถึงเพลงสุดท้ายเมื่อมีอายุ 91 ปี รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่และถูกหลานของท่านก็ยังอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ปัจจุบันยังมีการจัดสอนดนตรีไทยให้กับผู้สนใจทั่วไป ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และในช่วงอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปีจะมีจัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทย เข้าชมได้ฟรี

จิปาถะภัณฑสถานบ้านคูบัว

2015-12-08 11:14:34

จิปาถะภัณฑสถาน เป็นอาคารสองชั้นภายในมีห้องจัดแสดง 5 ห้องหลัก ทางเข้าอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร เมื่อเดินเข้ามาจีบันไดเดินลงทางขวามือ เพื่อเริ่มชมห้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีจัดแสดงวัตถุผสมผสานไปกับการจำลองบรรยากาศของโบราณสถาน จากนั้นเดินต่อเข้าไปที่ห้องวิถีชีวิตชาวนาไท-ยวน จำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ภายในเรือนของชาวไท-ยวน จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องการเกิดของเด็ก แม่ต้องอยู่ไฟ การทำครัว และลักษณะครอบครัวชนบท จำลองการถนาการกว่านและกระบวน การผลิตก่อนที่จะมาเป็นข้าว และการบูชาพระแม่โพสพ บนชั้นสองจัดแสดงในส่วนของชาวไท-ยวน ตั้งแต่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การแต่งกาย อุปกรณ์ทอผ้า ถัดมาเป็นการแสดงผ้าจก และห้องจัดแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

2016-06-29 11:00:33

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียน เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ได้รับเลือกมาเป็นช่างปั้นกรมศิลปากรในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2466 ซึ่งศิลปะของชาวไทยในยุคนั้นยังเป็นแบบประเพณี(เช่นลายไทย) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบและสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยให้ทัดเทียมศิลปะสากล ด้วยการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนศิลปศึกษา (ช่างศิลป) ริเริ่มจัดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานบทความทางศิลปะที่มีคุณค่าต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2505 กำรงตำแหน่งข้าราชการวิสามัญชั้นพิเศษ,ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณะบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม หมาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อคนไทย ห้องทำงานของท่าน จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดแดสงนิทรรศการถาวร,ชีวประวัติบุคคล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีนะศรี, ผลงานศิลปะทันสมัยใหม่ในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, จัดแสดงสิ่งของอาทิ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องมือ,อุปกรณ์สื่อสาร,หนังสือและผลงานศิลปะ


พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า

2015-12-14 13:16:54

Mr. Rod Beattie ได้รวบรวมวัตถุต่างๆในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และศึกษาแหล่งข้อมูลที่มาจากประสบการณ์ หนังสือ และจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในสมัยสงครามมาเป็นเวลากว่า10 ปี โดยให้ความสนใจกับเรื่องราวการสร้างทางรถไฟสายไทย – พม่าเป็นพิเศษ Mr. Rod จึงเกิดแนวความคิดที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่าขึ้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม

พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง

2016-01-02 21:19:38

วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 จ่าง แซ่ตั้ง แปรสภาพบ้านพักอาศัยของตนเองในสวนลึกฝั่งธนบุรี (กรุงเทพฯ) เป็นหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง เปิดให้ผู้สนใจศิลปะ บทกวี วรรณกรรม เข้าชมเรียนรู้ พบปะ พูดคุย จนกระทั่งได้เสียชีวิตลง เมื่อปี 2533 บุตรชาย (ทิพย์ แซ่ตั้ง) ได้ดำเนินงานต่อ และในปี 2540 โดยย้ายหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง มาที่พุทธมลฑลสาย 5 จังหวัดนครปฐม เปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง ดำเนินการจัดนิทรรศการศิลปะสัญจร เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งพิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง เป็นอาคารสองชั้น ใช้เก็บรักษาผลงานของจ่าง แซ่ตั้ง ทั้งหมด และติดตั้งผลงานจิตรกรรมบางส่วนที่โดดเด่น ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงผลงานชุดสุด้ายก่อนเสียชีวิต และให้บริการด้านข้อมูล ประวัติภาพถ่ายผลงานจิตรกรรมที่สะสม บทกวี งานวรรณกรรมอื่นๆ ที่จ่าง แซ่ตั้ง เขียนและแปลรวมทั้งภาพข่าวและบทความเกี่ยวกับจ่าง แซ่ตั้ง จากหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา มาที่นี่ต้องดู! จิตรกรรมนามธรรม และบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป ซึ่งจ่าง แซ่ตั้ง เป็นทั้งจิตรกร กวี และนักปรัชญา ที่ริเริ่มทำงานจิตรกรรมนามธรรม (Abstract Expressionism) คนแรกของเมืองไทย และพร้อมทั้งริเริ่มเขียนบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป (Concrete Poetry) เป็นคนแรกของเมืองไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ จ่าง แซ่ตั้ง ยังได้รับการกล่าวขานว่า เป็นจิตรที่สร้างสรรค์ผลงานสะท้อนการเมืองไทยได้อย่างมีพลัง ผลงานจิตรกรรมการเมืองภาพสำคัญภาพหนึ่งที่ถูกอ้างอิงถึงเสมอ คือ ภาพที่ชื่อว่า ‘ตัดมือกวี ควักตาจิตรกร’ ขนาด 210  250 ซ.ม. สร้างขึ้นจากความรู้สึกของจ่าง แซ่ตั้ง ต่อเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาพเหมือนของตัวเขาที่เปลือยเปล่า ควักดวงตาตัวเองออก และตัดมือตัวเองทิ้ง สื่อถึงการหยุดทำงานสร้างสรรค์ ทุกอย่าง

เจษฎาเทคนิคมิวเซียม

2016-01-02 21:27:47

ที่นี่คือเทคนิคมิวเซียมแห่งเดียวของไทย ที่รวบรวมและจัดแสดงยานยนต์ เครื่องกล ยานพาหนะทุกประเภทจากเกือบทุกมุมโลก ก่อตั้งโดยคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ นักธุรกิจ ผู้มากความชำนาญด้านเทคโนโลยียานยนต์และเครื่องจักรกล ที่จัดหาและสะสมยานพาหนะต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกมานานถึง 10 ปี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะแก่นักศึกษา เยาวชน และผู้สนใจ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่รถเล็ก หรือ Micro Car หลากหลายรูปแบบ เช่น ประตูเปิดแบบเครื่องบิน และประตูเปิดหน้าหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงรถและยานพาหนะประเภทอื่นๆ ด้วย ทั้งรถสกู๊ตเตอร์ รถสามล้อ รถแปลก รถคลาสิครุ่นต่างๆ เริ่มโบราณ เฮลิคอปเตอร์ และเรือดำน้ำ รวมไปถึงเครื่องบินหลากหลายแบบ เช่น เครื่องบิน Dakota และ Piper Tomahawk