ภาคเหนือ

บ้านเสานัก

2016-06-22 16:35:28

บ้านร้อยเสา ในจำนวนบ้านไม้สักโบราณของเมืองลำปาง ดูเหมือน ‘บ้านเสานัก’ จะมีคนพูดถึงมากที่สุด นอกจากจะเป็นเรือนไม้สักโบราณศิลปะพม่าผสมล้านนา มีเสาเรือนถึง 116 ต้น ที่เป็นจุดเด่นแล้ว บ้านเสานัก แห่งนี้ยังเป็นสถานที่รวมเอาข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณมาไว้มากที่สุด ในส่วนของการจัดวางยังคงลักษณะเดิมที่เจ้าของบ้านล้านนาที่รมรื่น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต รสนิยม แบบแผนประเพณีพื้นเมืองของชาวลำปางเป็นอย่างดี ทำให้บ้านเสานักกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองลำปางที่ดูคึกคัก และไม่เคยร้างไร้ผู้มาเยือน บ้านเสานัก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2438 โดยคหบดีชื่อ ‘หม่องจันโอง’ ซึ่งเป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ ปัจจุบันบ้านเสานักตกทอดมาถึงสมัยของคุณหญิงวลัย ลีลานุช อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี ซึ่งเป็นหลานตาของหม่องจันโอง ท่านได้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเสานัก เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงอนุรักษ์บ้านให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ภายหลังจากที่คุณหญิงวลัยถึงแก่อนิจกรรม ในพ.ศ.2535 บ้านหลังนี้จึงไม่มีคนอาศัย และถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดลำปาง เก็บรวบรวมเครื่องใช้โบราณ รูปภาพภายในบริเวณบ้านเสานักยังมีถุงข้าวเสาหลาย และต้นสารภีอายุ 130 ปี นอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศเก่าๆสมัยราชกาลที่ 5 ในบ้านเสานักแล้ว ยังมีบริการขันโตก พร้อมการแสดงพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเทียน,ฟ้อนเจิง,ฟ้อนน้อยไจยา,ฟ้อนเจ้าฟ้า,ฟ้อนสาวไหม,ฯลฯ รวมถึงการแสดงดนตรีพื้นเมือง เช่น วงสล้อซอซึง,สะล้อซึงชุดเล็ก,วงตกเส้งและวงปี่จุม เป็นต้น ส่วนที่พลาดไม่ได้ คือบริการถ่ายภาพสตูดิโอ ชุดล้านนาที่บ้านเสานักซึ่งสามารถเลือกถ่ายภาพได้ทุกมุมของบ้านในบรรยากาศของครอบครัว หรือถ่ายภาพคู่กับรถม้าโบราณของนครลำปาง

บ้านวงศ์บุรี

2016-06-22 16:35:45

เฮือนขนมปังขิง เรือนขนมปังขิงคือเรือนมะนิลามีการฉลุลวดลาย เช่น ครีบ ช่องลม หน้าจั่ว ลูกกรง ไม้แบน เป็นลายฉลุต่างๆ ที่ดูวิจิตรพิสดารหรูหราแบบขนมปังขิงของยุโรป จึงเรียกว่า เรือนขนมผังขิง เป็นของแพร่มาจากยุโรป หรือทางตะวันตก เรือนขนมปังขิงเป็นที่นิยมกันทั่วไปเมื่อราวๆ สมัยราชกาลที่ 5,6 และ 7คนไทยเรียกเรือนมะนิลา บ้านวงศ์บุรี ก่อสร้างในสมัยของแม่เจ้าบัวถามหายศปัญญา ภรรยาคนแรกของเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย และเป็นพี่สาวของพระยาบุรีรัตน์ ต่อมาตกทอดเป็นของผู้สืบเชื้อสาย ‘เจ้าพรหมสุนันตา วงศ์บุรี’ (หลวงพงษ์พิบูลย์) ภายในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ตกทอดสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน เตียงนอน ตู้ โต๊ะ เครื่องแป้ง เครื่องเงินต่างๆ คนโทถ้วยชาม กำปั่นเหล็ก แหย่งช้าง อาวุธโบราณ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนและสุโขทัย รวมถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น สัญญาบัตรที่ได้รับการโปรดเหล้าฯจากรัชกาลที่ 5 เอกสารซื้อขายทาสอายุกว่า 100ปี เอกสารการสัมปทานป่าไม้ ตั๋วรูปพรรณช้าง วัว เป็นต้น ด้วยคุณค่าแห่งศิลปะผสมผสานความงดงามลงตัว กอปรกับได้รับกาดูแลอย่างดีตลอดมา โดยทายาทบ้านวงศ์บุรี กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2536 เรือนหลังนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

‘หอฝิ่น’ อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

2016-01-21 10:23:25

หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฎหมายและผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆ และยาเสพติดในชนิดอื่นๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคล ประวัติและวิวัฒนาการ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ หอฝิ่นจัดแสดงลำดับเรื่องราวของฝิ่น โดยเริ่มจากธรรมชาติวิทยาของฝิ่น การสืบประวัติการใช้ฝิ่นในยุคโบราณกลับไป 5,000 ปี ประวัติการแพร่กระจายของฝิ่นจากการค้าสมัยจักรวรรดินิยมเหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์ที่สร้างความอดสูแก่ผู้ชนะและผู้แพ้สงครามฝิ่น อันนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์แมนจู ความชาญฉลาดของประเทศสยามในการเผชิญกับมหาอำนาจตะวันตกและการควบคุมปัญหาฝิ่น ยาเสพติดเริ่มใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันในรูปแบบของยามหัศจรรย์ หอฝิ่นได้นำเสนอสนธิสัญญาฝิ่น กฎหมายเกี่ยวกับฝิ่น องค์การที่แก้ไขปัญหานี้ ความขัดแย้งและการพัวพันอาชญากรรมผลกระทบที่เลวร้ายองยาเสพติดที่ทำให้ผู้เสพไม่สามารถต่อต้านได้มาตรการควบคุมและปราบปรามยาเสพติด และการศึกษาที่นำเสนอทางเลือก และโอกาสที่จะต่อสู้กับความเย้ายวนจากสารเสพติดหอฝิ่น การขายฝิ่น ชมภาพถ่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นและยาเสพติดจากหลายประเทศทั่วโลก


ศูนย์ผลิตตุ๊กตาเชียงใหม่

2015-12-08 12:30:10

ศูนย์ผลิตตุ๊กตาเชียงใหม่(Chiangmai Doll Making Center) จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วิถีชีวิตชาวขาเผ่าต่าง กลุ่มชนเผ่าชาวเขาเผ่าต่างๆ วัฒนธรรมและประเพณีการละเล่นของเด็กในสมัยก่อน เช่น ขี่ม้าก้านกล้วย เครื่องใช้พื้นบ้าน ผลงานศิลปะ ชุดนางรำ ชุดโขน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสิ่งของและวัตถุสะสม เช่น เครื่องมือการเกษตร,เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องแต่งกายและผ้าทอ,เครื่องจักสาน,ของสะสม และตุ๊กตาทั้งชนิดผ้า เซรามิก และพอสเลน และชิ้นพิเศษสุด คือ ชุดโขน ‘รามเกียรติ์’

บ้านแม่ปั้นดินพ่อทำสวน

2016-03-10 00:54:58

เดิมทีคุณพ่ออนงค์ นิลม่วง เป็นคนกรุงเทพฯ คุณแม่เฉลียว พื้นเพเป็นชาวชัยนาท คุณพ่อรับราชการกรมทางหลวงที่จังหวัดแพร่ประมาณ 10 ปีก่อนที่จะเข้ามาซื้อที่ดินแปลงนี้เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยส่วนตัวเมื่อพ.ศ.2533 ทั้งสองท่านจึงซึมซับ รัก และสนใจที่จะรักษาอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวล้านนาที่ใกล้จะสูญหายไป โดยได้เก็บสะสมวัตถุโบราณ ของใช้พื้นบ้านต่างๆ มาตลอดด้วยใจรัก กระทั่งเมื่อพ.ศ.2541-2542 คุณแม่เฉลียวเริ่มทำงานปั้นดิน โดยได้แรงบันดาลใจจากศิลปินชื่อกัง ดุษฎี รักษ์มณี จนเกิดเป็นผลงานปั้นดินอันมีชีวิต ชีวา จากก้อนดินสู่การแสดงวิถีชีวิตภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนาถ่ายทอดผ่านผลงาน ทั้งยังให้ความสุขต่อผู้ชมด้วยรอยยิ้ม ความสนุกสนาน ด้วยความเป็นคนอารมณ์ดีของคุณแม่ เป็นเวลากว่า 8 ปี ที่ครอบครัวนิลม่วงมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันความรู้ ความสุข ความพอมีพอกิน พอดี โดยไม่มุ่งหวังผลกำไรเชิงธุรกิจ อันสอดคล้องกับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ในพ.ศ.2550 วัตถุประสงค์และแนวคิดของ บ้านแม่ปั้นดิน พ่อทำสวน จึงเจริญตามรอยพระยุคลบาท พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนให้สถานที่นี้เป็น ‘แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนา ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านปั้นดิน พ่อทำสวน’ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ใช่มุมใด หรือห้องใดเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ทุกมุมทั่วบริเวณการร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือ ‘จิตวิญญาณ’ ของคนในบ้านสื่อถึง พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต นำเสนอเป็นตัวตนของเจ้าของบ้าน เป็นธรรมชาติ ผู้เข้าเยี่ยมชม หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของบ้านเช่น กิจกรรมปั้นดิน กินข้าว การเข้ามาพักอาศัยแบบโฮมสเตย์ จะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาพื้นบ้านผลงานหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาของคุณแม่ สวนธรรมชาติความรู้เรื่องต้นไม้จากคุณพ่อเป็นต้น วัตถุที่จัดไว้เป็นของสะสมประเภท folk art ที่เก็บรวบรวมด้วยความชอบส่วนตัว ส่วนผลงานดินเผาของ คุณแม่ทุกชิ้นจัดเป็นงาน master piece เนื่องจากแต่ละชิ้นทำได้ครั้งเดียว การทำซ้ำอาจดูคล้ายแต่จะไม่ได้ชีวิตชีวา รายละเอียดเหมือนชิ้นเดิม

ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

2016-03-10 02:07:52

เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นเครื่องหมายแห่งไมตรีระหว่างสองประเทศ ดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนระยะสั้น ให้กับผู้ที่มีความสนใจไหรับผู้เริ่มต้น ทั้งการเขียน การอ่าน การฟัง การพูดและวัฒนธรรมจีน และหลักสูตรภาษาจีนในระดับปริญญา ด้วยความร่วมมือด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนอย่างใกล้ชิด   เพื่อให้เป็นสถาบันสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนชั้นนำในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง อีกทั้งยังมีหน้าที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีน ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม สังคม การปกครองและอื่นๆอีกด้วย ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มีลักษณะอาคารเป็นสถาปัตยกรรมจีนแท้ มีสวนน้ำตรงกลางแบบซูโจว วัสดุที่ใช้หลายส่วนนำมาจากประเทศจีน เช่น กระเบื้องหลังคา รูปปั้นประดับหลังคา สิงโตแกะสลัก ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วัฒนธรรมและประเพณี ผลงานศิลปะ และจัดแสดงภาพถ่าย 86 ภาพ ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รู้หรือไม่ ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย ส.ว. ประกอบเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมีเลข 8 และเลข 9 ประกอบอยู่ด้วย โดยมีความหมายถึง ทรงพระราชชนนีของพระมาหากษัตริย์ 2 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 8 ละรัชกาลที่ 9 และได้อัญเชิญฉัตร 7 ชั้นมาเป็นเครื่องหมายประกอบพระเกียรติยศของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีดอกลำดวนและใบไม้แระดับอันแสดงถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่สนองพระราชปณิธานปลูกป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยไม่หยุดยั้ง


พิพิธภัณฑ์อูบคำ

2016-03-10 02:08:47

เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมาอาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ได้ไปพบเห็นชาวต่างชาติเข้ามาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายกว้านซื้อของเก่า เช่น ผ้าโบราณ เครื่องประดับ เครื่องเงิน เครื่องเขิน ไปเป็นจำนวนมาก อาจารย์จึงมีความคิดที่จะเริ่มเก็บสะสมของพวกนี้ไว้ เนื่องจากเกรงว่าของจะหมดไปจากประเทศไทย อนุชนรุ่นหลังต้องตามไปศึกษาหาดูของเหล่านี้ที่ต่างประเทศ อาจารย์จึงได้รวบรวมสะสมสิ่งของ ข้าวของเครื่องใช้ของชาวล้านนา เจ้าฟ้า เจ้านาง แล้วเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อูบคำมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นต้นมา โดยคำว่า อูบคำนั้นเป็นชื่อที่มาจาก ‘อูบทองคำ’ ที่อาจารย์จุลศักดิ์ ได้รับเป็นมรกดตกทอดจากบิดา ซึ่งสืบเชื้อสายจากพระยาสุลวฤาชัย (หนานทิพย์ช้าง) เจ้านครลำปาง (พ.ศ.2275-2301) และใช้ชื่อดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วิถีชีวิต กลุ่มชนเผ่า จัดแสดงวัตถุสะสม เช่น โบราณวัตถุ และชิ้นพิเศษ คือบัลลังก์เจ้าฟ้าเมืองไต เป็นไม้แกะสลักอย่างอ่อนช้อยสวยงาม ปิดทองเหลืองอร่าม อายุกว่า 300 ปี เก็บรักษาไว้ในคุ้มเจ้าฟ้า ซึ่งเจ้าของพิพิธภัณฑ์บอกว่ามีเพียงชิ้นเดียวในโลกที่มีสภาพสมบูรณ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน

2016-03-10 02:09:44

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน เดิมใช้ศาลาหลังเก่าของเจดีย์หลวงเป็นอาคารจัดแสดงหลังแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2504 ได้รับการประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และนับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือต่อมาในพ.ศ.2524 จึงย้ายศิลปะโบราณวัตถุออกจากอาคารจัดแสดงหลังแรกไปจัดแสดงอาคารหลักหลังใหม่ ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จัดแสดงนิทรรศการถาวรประวัติและวิวัฒนาการ วิถีชีวิต กลุ่มชนเผ่า วัฒนธรรม และระเพณี จัดแสดงวัตถุสะสม อาทิ เปลวรัศมี ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 และหน้ากาล ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 19 -20 ปูนปั้นประดับเจดีย์วัดป่าสัก

พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าดา

2016-03-10 02:10:32

นางแสงดาว บันสิทธิ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ป้าดา’ เป็นคนมีใจรกการทอผ้า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลน ป้าดาจึงคิดทอผ้าย้อมสีเปลือกไม้ให้ดับสามีเพื่อใช้ตัดชุดข้าราชการ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และต่อมาจะมีเสื้อผ้าให้เลือกใช้มากมาย แต่ป้าดาก็ยังมุ่งมั่นที่จะทอผ้าฝ้าย และชักชวนกลุ่มเพื่อนบ้านให้ร่วมกันทอผ้าพื้นเมืองขึ้น ป้าดาสร้างสรรค์ผลงานด้วยการทุ่มเทความคิดในการออกแบบลวดลาย และย้อมสีแบบธรรมชาติจากเปลือกไม้ ใบไม้ ผ้าทอของป้าได้รับการยกย่องว่ามีความประณีตงดงาม มีชื่อเสียงเลื่องลือ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ป้าดาได้รับเลือกให้เป็นศิลปินพื้นบ้าน ในพ.ศ.2528 และได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การทอผ้า) ในพ.ศ.2529 ป้าดาเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2536 รวมอายุได้ 73 ปี ณ บ้านไม้หลังใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นบ้านหลังเดิมของป้าดา ได้ถูกดัดแปลงจัดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานและกรรมวิธีการทอผ้าของป้าดาไว้อย่างครบถ้วน จัดแสดงเครื่องมือ เครื่องใช้ในการทอผ้า ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการ เรื่องราวประวัติของป้าแสดง บันสิทธิ์ วิถีชีวิต ห้องนอน ห้องครัว เครื่องใช้ต่างๆ บนเรือนยังคงสภาพไว้ให้เหมือนตอนป้าดามีชีวิตอยู่ ภูมิปัญญาการผลิตฝ้าทอมือ จัดแสดงวัตถุสะสม อาทิ เครื่องมือทอผ้า,เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ,เครื่องแต่งกายและผ้าทอ,และผ้าที่ได้รับรางวัลถ้วยมุกจกพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น

2016-03-10 21:59:48

โฮงมูนมังเมือง หุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์บนอาสน์ใต้พญานาคไม้ตัวเขื่องที่ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในพิธีฮดทรงต้นแบบรางสรงน้ำใช้ในประเพณีสงกรานต์ของชาวขอนแก่น โมเดลจำลองพิธีทำขวัญข้าวหรือ แรกนาขวัญเป็นแนวคิดแปลงทดลองปลูกพืชของคนยุคนี้ หรือพิธีผูกเสี่ยว อุบายในการสานรักสามัคคีของชาวอีสาน เป็นหนึ่งในหลากประเพณีและพิธีกรรมที่ล้วนสะท้อนรากเหง้าความคิดที่เป็นกศโลบายที่ควรค่าแก่การสืบสานตำนานในอดีตที่เล่า ผ่านข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตประเพณี และวัฒนธรรมอันสะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนเมืองขอนแก่นใน ‘โฮงมูนมัง’ คำว่า ‘โฮงมูนมัง’ เป็นภาษาอีสานแยกออกเป็น 2 คำ คือ ‘โฮง’ หมายถึง ห้องโถงหรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่และ ‘มูนมัง’ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ จึงมีความหมายว่า ห้องที่เก็บรวยรวมทรัพย์สมบัติ ในที่นี้หมายถึงหอเก็บสมบัติ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่มาของเมืองขอนแก่น สิ่งส่องสะท้อนให้ผู้คนได้สัมผัสถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอนแก่นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองมาตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรากฏหลักฐาน เช่น ชุมชนโบราณที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือเมืองโบราณดง เมืองแอม, การขุดพบซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อายุนับล้านปี นอกจากนี้ ขอนแก่นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสานที่เป็นศูนย์กกลางของความเจริญในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ส่วนราชการ การพาณิชย์ การขนส่งและบริการ รวมถึงมีความพร้อมทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย โดยที่สำคัญชาวขอนแก่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน รู้หรือไม่ เมืองขอนแก่น เป็นเมืองที่ประวัติความเป็นมายาวนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สมัย พ.ศ. 2340 มีกลุ่มคนประมาณ 330 คนนำโดยท้าวเพียเมืองแพน อพยพมาจากบ้านชีโล้นแขวงเมืองสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) มาเลือกชัยภูมิบ้านบึงบอน (บ้านเมืองเก่า อำเภอเมืองของแก่น) เป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ โดยขออนุญาตและขอยกเป็นเมืองขอนแก่นจากพระยานครราชสีมา ซึ่งมีใบบอกไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นเมื่อ พ.ศ. 2340 ตั้งท้าวศักดิ์ ซึ่งเป็นท้าวเพีย เมืองแพนเป็นเจ้าเมืองคนแรก ห้ามว่า ‘พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี’ ชื่อ ขอนแก่นอาจจะมาจากคำว่า ‘ขามแก่น’ ซึ่งมีพระธาตุขามแก่นอยู่ในอำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ห่างจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียง ประมาณ 26 กิโลเมตร ท้าวเพียเมืองแพน จึงได้นำชื่อ ‘ขามแก่น’ นั้นมาเป็นมงคลนามตั้งชื่อเมืองว่า ‘ขอนแก่น’

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

2015-12-11 11:34:13

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศส ผ่านองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) บูรณะปราสาทพิมายจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงเก็บรวมรวมโบราณวัตถุจากการขุดแต่งบูรณะปราสาทพิมาย การขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน และการขุดค้นทางโบราณคดี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษมาจัดแสดง พร้อมทั้งจัดทำป้ายคำบรรยายโบราณวัตถุ ณ หน่วยศิลปากรที่ ๖ ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาขาประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กรมศิลปากรได้แบ่งส่วนราชการภายในใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา กรมสิลปากร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมศิลปากรได้พัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการพิพิธภัณฑสถานวิทยา โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว ก่อสร้างอาคาร ๓ หลังเชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุและปรับปรุงภูมิทัศน์ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย แห่งนี้นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงถูกต้องตามหลักวิชาการและได้มาตรฐานสากลแห่งหนึ่งในประเทศไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

2015-12-13 18:09:46

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถือกำเนิดจากการรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อดีตพระเถระสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธิจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยพระองค์ได้สะสมโบราณศิลปวัตถุจากจังหวัดต่างๆ ต่อมา ท่านได้มอบสิ่งของให้กับกรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนผู้สนใจชม ในพ.ศ.2497 กรมศิลปากรได้สร้างอาคารชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ขึ้น หลัง ภายในพื้นที่ของวัดสุทธจินดา จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นซึ่งนอกจากจะจัดแสดงของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์รวบรวมไว้แต่เดิมแล้ว ยังจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดี โบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งสิ่งของที่ประชาชนบริจาคให้เพิ่มเติมในภายหลังด้วย และตั้งชื่อพิพิธภัณฑสถานฯ ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ริเริ่มก่อตั้งว่า ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์’


พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน

2015-12-14 21:19:55

แหล่งรวบรวมข้อมูลและจัดแสดงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่สภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวอีสาน ตามแนวคิดการศึกษาที่สมบูรณ์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกันระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่ หมู่บ้านอีสาน โรงเกวียน เถียงนา กองฟาง โรงแสดงกลางแจ้ง และบริเวณที่พักภายในบริเวณหมู่บ้านอีสาน จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของเรือนอีสานกับวิถีชีวิตระบบ ครอบครัว เครือญาติ เศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ ภายในเรือนอีสานแต่ละหลังได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวอีสาน รวมทั้งข้อมูลที่แสดงความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ และความเชื่อในการใช้พันธุ์ไม้ของชาวอีสาน พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ก่อตั้งขึ้นจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว เทื่อพ.ศ. 2531 บนเนื้อที่ 150 ไร่ หนึ่งในโครงการของสถาบันวิจัยรุกขเวชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อศึกษาปฏิบัติการด้านสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคม-วัฒนธรรมอีสานในรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กันกับการศึกษาปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เรื่องพืชสมุนไพรปละพันธุ์ไม่ไผ่ในเอเชีย โดยจำลองวิถีต่าง ของชาวอีสาน ตั้งแต่เรือนเย้า เรือนผู้ไท และเรือนอีสาน ภายในบ้านจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ประจำวันของคนอีสาน นำเสนอสภาพชีวิตของสังคมและวัฒนธรรมอีสานที่ดำรงอยู่ด้วยข้าวและน้ำด้วยเหตุผลอีสานเป็นสังคม เกษตรกรรมทำนา ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำเป็นหลัก และยังเชื่อมโยงไปสัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตที่ผู้คนจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องปลาพืชพันธุ์ไม้ ป่า และรวมทั้งเกลือด้วย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

2015-12-14 22:12:02

กรมศิลปากร มีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในส่วนภูมิภาคขึ้น เพื่อให้เป็นที่รวบรวม สงวนรักษาและจัดแสดง ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ อย่างน้อยภาคละ ๑ แห่ง ในจังหวัดใดที่มีโบราณสถานและได้พบศิลปวัตถุจำนวนมาก สมควรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน ก็ได้จัดตั้งขึ้นในจังหวัดนั้น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน หน่วยศิลปากรที่ ๗ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่มีส่วนราชการต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ กรมศิลปากรจึงได้สร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อรวบรวม สงวนรักษาศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เฉพาะอาคารส่วนหน้า ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับงบประมาณค่าครุภัณฑ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้งบประมาณก่อสร้างอาคารส่วนหลังอีก แต่เนื่องจากอาคารพิพิธภัณฑสถานตั้งอยู่บนเนินที่โล่ง เมื่อเกิดพายุฝนทำให้อาคารได้รับความเสียหาย รวมทั้งครุภัณฑ์ด้วย การจัดแสดงภายในจึงชะงักอยู่ รอการซ่อมแซมแก้ไขอาคารและครุภัณฑ์ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงได้ดำเนินการจัดแสดงแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๓๓ กรมศิลปากร มีแนวทางที่จะพัฒนาและปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ จึงได้รับงบประมาณสนับสนุน เป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดำเนินการสร้างอาคารสำนักงาน ห้องประชุม และในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับงบประมาณ จำนวน ๙๘๕,๓๐๐ บาท สำหรับค่าวัสดุครุภัณฑ์และการจัดแสดง จึงได้ดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงให้เป็นไปตามรูปแบบของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานประจำเมือง โดยการปรับปรุงการจัดแสดงถาวรที่มีอยู่เดิม และเพิ่มเติมเนื้อหาการจัดแสดงให้ครบถ้วน ตามมาตรฐานการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานประจำเมือง เพื่อสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้พิพิธภัณฑสถานเป็นศูนย์กลางการศึกษานอกระบบที่ให้ความรู้ ความเพลิดเพลิน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านศิลปวัฒนธรรม หรืออำนวยประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาคลังพิพิธภัณฑ์ให้เป็นระบบเปิดสู่สาธารณชน หมายถึงให้คนทั่วไปเข้าชม และศึกษาหาความรู้ วิธีการจัดเก็บในคลังโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ได้ นอกจากนี้ ยังได้รับงบประมาณจากแผนงานเงินกู้เพื่อการท่องเที่ยวและส่งเสริมการสร้างงานภายใต้โครงการ SIP อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ ห้องประชุม และศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว และได้รับงบประมาณอีก ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้จัดพิมพ์หนังสือนำชมและแผ่นพับเพื่อบริการสำหรับนักท่องเที่ยว

สวนสัตว์นครราชสีมา

2015-12-14 23:07:12

ซาฟารีเมืองไทย ศูนย์รวมสัตว์จากแอฟริกาที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 545 ไร่ ห่างจากตัวเมืองโคราชเพียง 13 กิโลเมตร เป็นที่ราบดินลูกรัง มีการปรับพื้นที่เป็นลูกคลื่นทำให้มองดูคล้ายทุ่งหญ้าสะวันนา สวนสัตว์นครราชสีมา ถือเป็นสวนสัตว์ที่มีความทันสมัย และการจัดการที่ได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียภายในจัดแสดงสัตว์ป่าที่หาชมยาก อาทิ นกฟลามิงโก, ช้างแอฟริกา, เสือดา, อูฐ,นกตะกรุม, แมวน้ำ,ความป่าแอฟริกา,ม้าแคระ,แรด,เม่น, และเหี้ยดำหนึ่งใน 8 ตัวในเมืองไทย สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ฯลฯ นอกจากบรรยากาศที่เหมาะสมกับการพักผ่อนหย่อนใจ ในลักษณะของการจัดปิกนิก รับประทานอาหาร เดินเล่น หรือพักผ่อนใต้ร่มไม้ บนสนามหญ้าโล่งกว้าง รายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ แล้ว ยังมีอุทยานสัตว์โลกล้านปี ที่ออกแบบตกแต่งคล้ายกับดินแดนย้อนยุคภายในพื้นที่จัดสร้างหุ่นจำลองไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆขนาดใกล้เคียงของจริงกว่า 20 ชนิด มีทั้งประเภทพืชที่เราคุ้นเคยอย่างเจ้าสูงใหญ่ คอยาวรูปร่างใหญ่ยักษ์ ‘บราคิโอซอรัส’ และประเภทกินเนื้อที่ดุร้ายอย่าง ‘ไนรันโนซอรัส’ รวมถึงอาคารสัตว์เลื้อยคลานที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนจัดแสดงชนิดงูต่างๆ ทั้งมีพิษและไม่มีพิษขนาดเล็กกว่าดินสอไปจนพี่ใหญ่อย่างงูหลามและงูเหลือม โดยเฉพาะงูหลามทอง สัตว์แปลกหายาก และเชื่องสามารถนำมาพาดคอถ่ายรูปได้หรือจูจงอาง (King Cobra) ซึ่งยาวเกือบ 5 เมตร กินงูสดๆทั้งตัวเป็นอาหาร นอกจากนี้ ยังมีสวนหย่อมลักษณะโอเอซีส (Oasis) ที่จัดตกแต่งด้วยต้นไม้ใบหญ้า แหล่งน้ำสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อยคลานอีกประเภทหนึ่ง คือ กลุ่มของอีกัวนา ตะกวด เหี้ย ตุ๊ดตู่ เป็นต้น หนึ่งใน 8 ‘เหี้ยดำ’ ที่ยังหลงเหลือในเมืองไทย ‘เหี้ยดำ’ เป็นสัตว์เลื้อยคลานตระกูลเหี้ย จำพวกเดียวกับตัวเงินตัวทอง หรือเหี้ยธรรมดา ตะกวดเห่าช้าง และตุ๊ดตู่ ‘เหี้ยดำ’ มีลักษณะลำตัวสีดำด้านไม่มีจุด ท้องสีเทาเข้ม ลิ้นสีเทาม่วง ตัวเมียจะมีขนาดตัวโตกว่าตัวผู้มาก แต่ก็ถือว่าขนาดยังเล็กกว่าเหี้ยธรรมดาหรือตัวเงินตัวทอง รวมถึงตรงที่ลำตัวจะมีสีดำล้วน ในขณะที่เหี้ยธรรมดาจะมีสีดำและมีลายสีเหลืองพาดลำตัว ‘เหี้ยดำ’ หาดูได้ยากในประเทศไทย โดยจะพบได้เฉพาะบริเวณชายทะเล ตั้งแต่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย


อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ

2015-12-15 13:27:24

ซากช้างโบราณ จากการค้นพบ ‘ซากฟอสซิลของช้าง’ ทำให้รู้ว่า บรรพบุรุษของช้างมีขนาดเท่ากับหมู รูปร่างหน้าตาคล้ายกับฮิปโปโปแตมัส สูงแค่ 70 เซนติเมตร หนักประมาณ 180 กิโลกรัม เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน เคยมีชีวิตอยู่ในแถบประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 50-35 ล้านปีมาแล้ว ก่อนจะมีวิวัฒนาการต่อมาอีหลายสิบล้านปี เป็นช้างสายพันธุ์ต่างๆ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แบ่งฟอสซิลช้างที่ค้นพบทั่วโลกได้ถึง 38 สกุล จำนวน 162 ชนิด ประเทศไทยมีการค้นพบซากช้างโบราณแล้วหลายครั้ง ราว 50 ปีก่อนมีการขุดรากสะพานเดชาชาติวงศ์ ข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ทำให้พบฟอสซิลช้างโบรณด้วยความบังเอิญ จำนวน 6 ชิ้น และส่งชิ้นส่วนของฟอสซิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่ประเทศอังกฤษ พบว่าเป็นกระดูกช้างพันธุ์ Stegodon insignis อายุประมาณ 2,000,000 – 10,000 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของไทยอย่างมาก หลังจากนั้น มีการค้นพบฟอสซิลช้างอีกหลายแห่ง เช่น ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์ ในจังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา พบงาช้างโบราณอายุประมาณ 14-17 ล้านปี หรือการค้นพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์ในบ่อทรายที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ค้นพบฟอสซิล ซากหลากหลายชนิด และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย และในโลก เป็นที่มาของ ‘อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ’ สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2545 เพื่อทำการรวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์ช้างโบราณ ภายในจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ ประวัติการพบซากช้างโบราณในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ,ช้างโบราณของโลกบางสกุล,วิวัฒนาการของช้าง,ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายของช้างโบราณ,เอปโคราช หรือซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราช,แหล่งที่พบเอปโคราช และการพัฒนาการของช้างบรรพบุรุษของช้าง รวมถึงตู้แสดงซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รู้หรือไม่ ฟอสซิลเอปโคราช หรือชื่อทั่วไป ‘เอปโคราช’ (KKhorat Ape) มีอายุทางธรณีวิทยา ไมโอซีนตอนปลาย หรือ 9-7 ล้านปี ถือเป็นเอปสายพันธุ์ใหม่ของโลก มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเอปขนาดใหญ่สายพันธุ์รังอุตังชนิดใหม่ของโลก มีกรามหนามา ลักษณะ รูปร่างขนาดของฟันและความย่นของเคลือบฟันคล้ายลิงอุรังอุตังในปัจจุบันและมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่เหมือนกันคือไม่พบรอยกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดปิดปากใต้กรามส่วนหน้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวได้พัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้องสื่อสานกันในกลุ่มลิงอุรังอุตัง ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า แต่ฟันกรามซี่ในสุดมีขนาดใหญ่กว่าลิงอุรังอุตังปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบันและมนุษย์ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในเอปชนิดอื่น จากการศึกษาขนาดฟันของฟอสซิลดังกล่าวทำให้ทราบว่า เอปโคราชมีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน น้ำหนักตัวประมาณ 70-80 กิโลกรัม

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

2015-12-16 12:27:05

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ในความดูแลของกรมศิลปากร เฉพาะการจัดแสดงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้แก่ ระบบสารสนเทศการทำหุ่นจำลอง และฉากชีวิตต่างๆ เข้ามาประกอบการนำเสนอเรื่องราวต่างๆในจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมทีนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมอีสานโดยเฉพาะผ้าไหมและผ้าพื้นเมืองต่อมาเมื่อกรมศิลปากรมีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง จึงได้ทำการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาในการจัดแสดงให้ครอบคลุมข้อมูลเรื่องราวของจังหวัดทุกด้าน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรณี โบราณคดี ประวัติสาสตร์ บุคคลสำคัญ วิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถกรรม ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 จัดแสดงเรื่องภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา แนะนำจังหวัดร้อยเอ็ด,ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัด และศิลปินแห่งชาติ ชั้นที่ 2 จัดแสดงเรื่องโบราณคดีและประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และศิลปะพื้นบ้าน อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับ,กระปุกรูปช้าง,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ชั้นที่ 3 จัดแสดงเรื่องวิถีชีวิตประเพณีและงานศิลปหัตถกรรมผ้าไหม ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับรูปพญานาคห้าเศียรทองคำ,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,ฝาปิดภาชนะในพิธีกรรมฝังศพโบราณ,ภาชนะบรรจุกระดูก,กระดิ่งสำริด,เศียรนาคทำด้วยสำริด เปียกทอง,พระพุทธรูปปางประทานธรรม,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก, พระพิมพ์ดินเผาแม่พิมพ์พระสำริด,กระปุกรูปช้าง รู้หรือไม่? ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดในบริเวณลุ่มแม่น้ำชีในภาคอีสานของไทยที่อดีตเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนยุคก่อนประวัติสาสตร์ โดยปรากฏชื่อในตำนานอุรังคธาตุว่า ‘สาเกตนคร’ หรือ ‘เมืองร้อยเอ็ดประตู’ อันเนื่องมาจากเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองขนาดที่มีเมืองขึ้นมากถึงสิบเอ็ดเมือง แต่จำนวนสิบเอ็ดในสมัยโบราณนั้นประกอบด้วยเลขสิบและเลขหนึ่ง (101) ชื่อเมืองจึงถูกเรียกว่าเมืองร้อยเอ็ดจนทุกวันนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

2015-12-16 15:03:24

แต่เดิมเคยเป็นศาลากลางของอุบลราชธานีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2461) สร้างบนที่ดินของทายาทราชบุตร (สุ่ย บุตรโลบล) คือหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา (ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์) ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (มณฑลอีสาน)ประทับ ณ เมืองอุบลราชธานีซึ่งทรงขอมาเพื่อใช้เป็นที่สาธารณะสำหรับทางราชการ ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของอาคารนี้ คือ ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยแต่ละด้านสร้างเป็นอาคารโอบล้อมหันหน้าเข้าหากัน มีห้องโถงใหญ่อยู่โดยรอบและมีระเบียงทางเดินเชื่อมถึงกัน เหนือกรอบประตูและหัวเสา รับชายคาที่ระเบียงประดับด้วยไม้ฉลุเป็นลายพันธุ์พฤกษา พื้นที่ด้านข้าง 2 ด้านเป็นลานโล่งสำหรับปลูกสวนหย่อม และให้อากาศและแสงสว่างส่องเข้าหาภายในอาคาร ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ โดยห้องจัดแสดงของที่นี่ คือ ห้องสำนักงานเดิมของศาลากลาง ซึ่งไล่เรียงลำดับไปตั้งแต่เรื่องธรณีวิทยา สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงสมัยทวารวดี ขอม,ไทย,ลาว และเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งงานหัตถกรรม ดนตรี และงานประเพณีศิลป์ในศาสนา โบราณวัตถุที่น่าสนใจ อาทิ พระพุทธรูปสำริดมีจารึกที่ฐาน ระบุว่า ‘สมเด็จพระราชเชฏฐา’ หรือ เจ้ามหาชีวิตอนุวงศ์แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทร์ ให้หล่อขึ้นใน จ.ศ.1188 (พ.ศ.2369) รู้หรือไม่ อุบลราชธานี เป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูลที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี เล่ากันว่า ท้าวคำผงท้าวทิศพรหม และท้าวคำบัตร พระวอ พระตา หนีภัยสงครามจากพระเจ้าบุญสาร เจ้าแห่งนครเวียงจันทร์ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้สร้างเมืองขึ้นที่บริเวณอู่ผึ้งใกล้กับแม่น้ำมูลกระทั่ง พ.ศ.2323 พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี เชิญตราพระราชสีห์มาพระราชทานนามเมืองว่า ‘อุบลราชธานี’ ทรงให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรกซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระปทุมวงศา’ เมืองอุบลราชธานี มีเจ้าเมืองสืบกันมาถึง 4 คน ตราบจนถึงพ.ศ.2425 จึงดีมีการแต่งตั้งข้าหลวงและผู้ว่าราชการจังหวัดมาปกครองดูแลจนถึงทุกวันนี้ ‘เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษาผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์’

ภาคกลาง

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

2016-01-21 10:20:45

หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้เลือกอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุงศรีของพี่น้องตระกูล ‘วสุวัต’ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญของประเทศ เป็นต้นแบบในการสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากเป็นอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นอาคารที่มีความงดงามสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งเข้ารับราชการอยู่ในกรมศิลปกร ก่อสร้างสำเร็จและเปิดใช้เมื่อพ.ศ.2478 อยู่กลางทุ่งบางกะปิ ริมถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ ซึ่งต่อมาคือบริเวณปากซอยอโศก ถนนสุขุมวิท พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของประเทศไทย เช่น พระเจ้าบรมวงศ์หรือรัตน์ เปสตันยี ประวัติและวิวัฒนาการ หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย การละเล่น หนังตะลุง หนังใหญ่ ถ้ำมอง การกำเนิด ภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงมุมมองของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน ผลงานศิลปะ จัดแสดงภาพ โปสเตอร์ ใบปิดหนังและแผ่นเสียงภาพยนตร์ในยุคเก่า เทคโนโลยีและจักรกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ วิวัฒนาการของเครื่องมือต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์ไทยในรอบร้อยปี โดยจัดแสดงด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพเขียน หุ่นจำลอง เสียง วัตถุสิ่งของ วีดีทัศน์ โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับมหรสพของไทยที่มีมาก่อน- ภาพยนตร์ ควบคู่ ไปกับการละเล่นของชาวตะวันตก เช่น ตะเกียงวิเศษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นถ้ำมอง เรื่อยมาจนถึงเรื่องคนไทยที่ได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรกคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกรุงเบริ์น เมื่อ พ.ศ.2440, การฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในสยามเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440, คนไทยถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถม ถวัลย์วงศ์ พ.ศ.2433, การจัดตั้งโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกคือโรงหนังญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2448 เป็นต้น หอเกียรติยศ จัดตกแต่งเป็นฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่สำคัญ เช่น เรื่องโรงแรมนรก,แม่นาคพระโขนง,กล่อง,ตลก 69,หุ่นมิตร ชัยบัญชา ในฉากสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น รวมถึงส่วนของนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวขั้นตอนต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

2016-01-21 10:22:48

สิงห์สำริด เป็นศิลปะทันสมัยทวารวดี สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 (ราว 1,200 – 1,300 ปีมาแล้ว) มาจากคติความเชื่อที่ว่าสิงโตเป็นสัตว์สำคัญ ที่ปรากฏในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ สิงโตสำริดชิ้นนี้เป็นของหายาก นอกจากจะมีขนาดเล็กและหล่อด้วยโลหะสำริดแล้ว ฝีมือในการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

2015-12-08 11:09:49

ในปีพ.ศ.2499 – 2500 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้พบโบราณวัตถุศิลปวัตถุจำนวนมาก เช่น เครื่องทองคำ พระพุทรูป พระพิมพ์ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุอันล้ำค่าดังกล่าว โดยใช้เงินที่ประชาชนบริจาคและของรับพระพิมพ์ที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการสมนาคุณจึงให้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ว่า “ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติและพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงสถาปนาวัดราชบูรณะเมื่อพ.ศ. 1967 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2513


พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

2015-12-08 11:40:40

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเกิดจากแรงดลใจของผู้สร้างสรรค์กลุ่มหนึ่ง นำโดยอาจารย์ดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ซึ่งต้องการส่งเสริม เผยแพร่ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีไทย อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของเยาวชนในการสร้างสรรค์หุ่นขี้ผึ้งไทยตามแบบของมาดามทูโซ แต่การดำเนินงานสร้างหุ่นขี้ผึ้งต้องประสบปัญหามากมาย เช่น สภาวะอากาศของประเทศไทยไม่เหมาะสมกับการสร้างหุ่นขี้ผึ้ง เนื่องจากมีอุณหภูมิร้อน ความชื้นสูง รวมทั้งมีฝุ่นละอองมาก จึงได้รับการพยายามคิดค้นหาวัสดุอื่นที่จะนำมาใช้แทนขี้ผึ้ง กระทั้งค้นพบว่า ‘ไฟเบอร์กลาส’ มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะมีความคงทนถาวรมาก รวมทั้งให้ความรู้สึกนุ่มนวลสวยงามมากกว่าขี้ผึ้ง หุ่นขึ้ผึ้งไฟเบอร์กลาสรูปแรก คือหุ่นขึ้ผึ้งรูปพระราชสังวราภิมณฑ์(หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ และมีหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญต่างๆ อีกมากมาย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

2016-03-10 22:03:31

เคียวด้ามทองคำ หนึ่งในอุปกรณ์ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงใช้ในการทำปุ๋ยหมัก หว่าข้าว และเกี่ยวข้าวในท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรีนอกจากบัวรดน้ำ ขัน พลั่ว รถไถ เครื่องนวดข้าว พันธุ์ข้าว พระรามทาน รวงข้าวมงคล 9 รวง แรกที่ทรงเกี่ยว (ข้าวเจ้าพันธุ์ ก.ย.23) ‘เคียวด้ามทองคำ’ ความยาว 42 เซนติเมตรเล่มนี้ ตัวด้ามหุ้มด้วยทองคำ น้ำหนักกว่า 8 บาท แกะสลักลวดลายพญานาค และเทพธิดาฟ้อนรำ สลักข้อความว่า ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ’สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานเกี่ยวข้าว ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2529 เวลา 14.00 น. ส่วนที่ใบมีดแกะสลักลายพฤกษานานาพันธุ์ เคียวด้ามทองคำ ถือเป็นเคียวประวิติศาสตร์ที่ข้าราชการในจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมสมทบทุนจัดทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เพื่อทรงใช้เกี่ยวข้าวปฐมฤกษ์ในแปลงสาธิต ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้พระราชทานเคียวด้ามทองคำนี้ มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทยตราบจนปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์จันเสน

2015-12-08 11:47:02

เมืองโบราณจันเสนได้รับการค้นพบครั้งแรก โดยนักวางผังเมือง ‘อาจารย์นิจ หิญชีระนันท์’ ในพ.ศ.2509 จากการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ และได้เข้าไปถ่ายรูปโบราณวัตถุต่างๆ ในบริเวณนั้นแล้วได้นำมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ต่อมาในพ.ศ.2511-2512 ได้มีการศึกษาสภาพกายภาพของเมืองโบราณ และขุดสำรวจทางโบราณคดี โดยความร่วมมือทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ซึ่งถือว่าเป็นการขุดค้นหาโบราณคดีอย่างมีระบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จากการศึกษาครั้งนั้น พบว่าเมืองโบราณจันเสนเป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีความชัดเจนในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในสมัยทวารวดีตอนต้นหรือประมาณ 1,500 ปีก่อนหลังการขุดสำรวจแล้วเสร็จและข่าวแพร่ออกไป จันเสนก็ถูกทอดทิ้งจากหน่วยงานทั้งหลาย (อีกครั้ง) เป็นช่องทางให้โบราณวัตถุมากมายบริเวณนั้น ถูกลักลอบขุดและจำหน่วยให้กับพ่อค่าวัตถุโบราณ กระทั่งพระครูนิสัยจริยคุณ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘หลวงพ่อโอด’ อดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสนในสมัยนั้นเกรงว่ามรดกทางวัฒนธรรมของชาติจะถูกลักลอบขุดไปเสียหมด จึงได้รวบรวมโบราณวัตถุที่แตกหักเสียหายจากการถูกลักลอบขุดนั้นมาเก็บไว้ที่วัดจันเสน โดยมีดำริที่จะก่อสร้างอาคาร เพื่อจะจัดเก็บวัตถุดังกล่าวรวมถึงสิ่งของสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พระครูได้เก็บสะสมไว้จำนวนหนึ่ง จึงคิดว่าควรจะนำมารวมไว้ในสถานที่เดียวกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา รู้หรือไม่ : คำจารึกที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสนบอกไว้ว่า ‘เมืองจันเสน’ เป็นเมืองนครโบราณสมัยทวารวดีตอนต้นที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พัฒนาขึ้นมาจากชุมชนสมัยโลหะตอนปลายมีอายุไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นชุมชนแรกเริ่มในสุวรรณภูมิที่มีการติดต่อกับอินเดียร่วมสมัยกับเมืองอู่ทองในลุ่มน้ำท่าจีน และเมืองฟูนันใกล้ปากแม่น้ำโขงดังเห็นได้จากโบราณวัตถุที่เป็นตราดินเผา เศษภาชนะประดับลักษณะเดียวกับที่พบในอินเดียและแค้วนฟูนัน และการติดต่ออินเดียนี้เองทำให้จันเสนเป็นชุมชนที่นับถือพระพุทธศาสนาแต่แรกเริ่ม สังเกตได้จากการสร้างรูปเคารพ สิ่งของสิริมงคลต่างๆทั้งยังมีซากสถูปเจดีย์อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งสร้างขึ้นไว้บูชา


บ้านขุนจำนงจีนารักษ์

2015-12-13 20:52:25

พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ หมายถึงตลาดสมชุก ตลาดไม้เก่าแก่อายุกว่า 100ปี พัฒนามาจากตลาดเล็กๆ ชุมชนชาวจีนเก่าที่มีการดำรงชีวิตและสภาพบ้านเรือนแบบดั้งเดิมมาเป็นชุมชนเมืองท่าที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ จุดซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าขนาดใหญ่ และเป็นจุดที่พักพ่อค้าล่องเรือขึ้นลงระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีตลาดสามชุก ประกอบด้วยห้องแถวทั้งหมด 4 ซอย โดยพื้นที่ซอย 1 และห้องแถวริมน้ำเป็นของ ‘นายหุย แซ่เฮง’ ในขณะที่ซอย 3-4 เป็นของ ‘เถ้าแก่เนี้ยม แซ่โค้ว’ ปัจจุบัน กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก จัดทำโครงการพิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ โดยให้บ้านแต่ละหลังในตลาดสามชุกบอกเล่าประวัติเรื่องราวชีวิตของผู้ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านผ่านรูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้ และของดีที่เจ้าของภูมิใจ คณะกรรมการจะนำป้ายบรรยายของแต่ละบ้านที่เข้าร่วมในโครงการนี้จำนวนมาก ไปติดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมทั้งบ้านขุนจำนงจีนารักษ์ด้วย บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ เดิมเป็นบ้านหลังหนึ่งในตลาดสามชุก เป็นของ นายหุย แซ่เฮง คนจีนเกิดในประเทศไทย ใกล้วัดโพธิ์คอย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วันศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศจีน กลับเมืองไทยเมื่ออายุ 20 กว่าปี ต่อมาไดสมรสกับ คุณกุ้นเอง แซ่เจ็ง เป็นคนอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีบุตรธิดา 3 คน ต่อมาได้เช่าที่ราชพัสดุปลูกบ้าน 3 ชั้นใน พ.ศ.2459 กิจการค้าขายของท่านเจริญรุ่งเรืองไปถึง 6 อำเภอ ท่านจึงเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนจำนงจีนารักษ์ตำแหน่งกรมการพิเศษ จังหวัดสุพรรณบุรี นายอากรสุรา – ฝิ่น ศักดินา 400 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ถือว่าเป็นนายอากรคนแรกของอำเภอสามชุก นายหุยเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ.2517 รวมอายุได้ 83 บ้านของท่านในส่วนของคุณเคียวยี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายโต้วซ้ง จีนารักษ์ อนุญาตให้กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก ปรังปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์โดยใช้ชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บของโบราณสำหรับผู้สนใจเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้มาจนถึงปัจจุบัน ‘บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ สร้างขึ้นในสมัยราการที่ 6 ราวปี พ.ศ.2459 เป็นอาคารไม้ 3 ชั้น อายุกว่า 90 ปี ปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการกึ่งถาวร โดยชั้นล่างเปิดโล่งต้อนรับผู้มาเยือน จัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดความเป็นมาของความเจริญจากเมืองหลวงมาสู่ชนบทนี้ได้อย่างไรโมเดลย่อส่วนของตลาด รวมถึงส่วนที่แนะนำร้านค้าและสถานที่ที่น่าสนในภายในตลาด อาทิ ร้านกาแฟท่าเรือส่งบุยช่วยหัตถกิจ ร้านนาฬิกาโบราณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุก ร้านถ่ายรูปศิลป์ธรรมชาติ และโรงแรมอุดมโชคตัวแทนของอดีตที่ทำให้เห็นวิถีชาวตลาด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวความสัมพันธ์ของชาวจีนโพ้นทะเลที่รอนแรมเข้าตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีสายน้ำเป็นตัวเชื่อมโยง ส่วนชั้นที่สองยังคงไว้ซึ่งเครื่องเรือนของท่านเจ้าของเดิมเหมือนเมื่อครั้งท่านขุนจำนงจีนารักษ์ยังมีชีวิต ตามฝาผนังประดับประดาด้วยรูปภาพเก่าของครอบครัวจีนารักษ์ และชั้นที่สามเป็นพื้นที่ของนิทรรศการหมุนเวียน ในขณะที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ขายหนังสือโปสต์การ์ด และรูปวาดตลาดสามชุกโดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนกิจกรรมชุมชน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

2015-12-15 13:24:47

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี และเพื่อสนองแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาอื่นๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เสร็จสมบูรณ์ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2546 และถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินงานเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย

แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว

2015-12-15 19:35:48

หมู่บ้านโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี สถานที่จัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 2,500-3,000 ปี (ประมาณยุคบ้านเชียงตอนปลาย) ที่ชาวบ้านโป่งมะนาวได้ปรับปรุงมาจากหลุมที่ถูกลักลอบขุดหาโบราณวัตถุ การศึกษาค้นคว้าพบร่องรอยของการใช้พื้นที่สำหรับฝังศพ และพบโครงกระดูกคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ไม่ต่ำกว่า 120 โครง แสดงให้เห็นว่าพื้นที่หลุมขุดค้นทุกหลุมล้วนอยู่ในเขตพื้นที่สุสานหรือที่ฝังศพของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร โดยพบศพที่ฝังตั้งแต่ในชั้นทับถมทางโบราณคดีระดับบนๆ ซึ่งลึกจากผิวดินปัจจุบันโดยเฉลี่ยประมาณ 40 เซนติเมตร ลงไปจึงถึงระดับดินธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งอยู่ลึกจากผิวดินเฉลี่ยประมาณ 2เมตร เชื่อกันว่า สุสานในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น อาจจัดได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางของความเชื่อในชุมชน การจัดพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้เป็นสุสานโดยเฉพาะเช่นนี้ แสดงนัยว่าสังคมของคนสมันก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านโป่งมะนาวจะต้องมีความซับซ้อนระดับหนึ่งโดยน่าจะต้องมีสมาชิกที่มีสิทธิและอำนาจแตกต่างกัน สมาชิกในสังคมบางคนจึงสามารถควบคุมบังคับให้จัดพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้เฉพาะเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนได้ โครงกระดูกแต่ละโครงมีสิ่งของเครื่องใช้ อาทิ ภาชนะดินเผา ในขณะที่บางศพจะถูกฝังรวมกับเครื่องมือหรืออาวุธทำด้วยเหล็กและในบางศพยังพบเครื่องประดับทำจากวัสดุชนิดต่างๆ เช่น ต่างหูทำจากแก้ว ต่างหูทำจากหินอ่อนสีขาว แหวนสำริด และเครื่องประดับหน้าอกลักษณะเป็นแผ่นกลมแบนทำจากกระดองส่วนหน้าอกของเต่าทะเล นอกจากนี้มีโครงกระดูกหลายโครงที่มีกระดูกปลายขาของหมูวางอยู่เป็นเครื่องเซ่นด้วย รู้หรือไม่ การฝังศพในพื้นที่ของโป่งมะนาวนั้น พบว่ามีการฝังศพซ้อนกัน 3-4 ชั้น และปรากฏใน 2 ลักษณะ คือการฝังศพที่มีการทุบภาชนะดินเผาให้แตกและปูรองก่อนที่จะนำศพลงไปฝัง พร้อมทั้งยังฝังเครื่องประดับเครื่องใช้ เศษภาชนะ และในลักษณะที่ 2 เป็นการฝังศพในภาชนะดินเผาซึ่งเป็นการฝังศพเด็กทารกที่สันนิษฐานว่าคลอดก่อนกำหนด

ภาคตะวันออก

พิพิธภัณฑ์ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! พัทยา

2016-01-21 12:48:59

พิพิธภัณฑ์รวบรมเรื่องแปลกพิสดาร เหลือเชื่อ จากทั่วทุกมุมโลก ก่อขึ้นตั้งโดย ‘มิสเตอร์ โรเบิร์ท ริบลีส์’ เจ้าของฉายา ‘เชื่อหรือไม่กับริบลีส์’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราว แปลกพิสดาร ออกมาเป็นการ์ตูนจนแพร่หลาย และได้รับความนิยมจากคนนับล้านทั่วโลก เรื่องราวของโรเบิร์ท ริบลีส์ นั้นเป็นชีวิตที่โลดโผนอย่างเหลือเชื่อกว่า 40 ปี เขาใช้ชีวิตเดินทางไปทั่วโลก ไม่ว่าจะไปที่ใด เขาเฝ้าค้นหาสิ่งแปลกๆ มหัศจรรย์ ไม่ธรรมดา เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ และการ์ตูนยอดนิยมที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์กว่า 300 ฉบับทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 17 ภาษา แต่สิ่งมหัศจรรย์กว่านั้น คือ ริบลีส์ต้องค้นหาเรื่องเชื่อหรือไม่อย่างน้อย 1 เรื่องต่อวัน เป็นเวลากว่า 30 ปี หลายๆ ครั้งมีคนถามริบลีส์ว่าเขาค้นพบสิ่งของและเรื่องราวแปลกประหลาดที่ดูจะมีมากมายไม่มีวันหมดได้อย่างไร และที่ไหนบ้าง เขาตอบเพียงง่ายๆ ว่า ‘พบได้ทุกแห่ง และทุกเวลา’ ริบลีส์เสียชีวิตในขณะที่เขาอายุได้เพียง 55 ปี แต่นั้นไม่ได้ทำให้ภารกิจของเขาจบลง ปัจจุบันองค์กรที่เขาจัดตั้งขึ้นเมือครั้งยังมีชีวิตอยู่ยังคงสานต่อภารกิจรวบรวมเรื่องแปลกมหัศจรรย์ต่างๆ รวมถึงทำหน้าที่รวบรวมของสะสม ของแปลกประหลาดของเขา และจัดแสดงขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ ‘เชื่อหรือไม่’ แห่งแรกที่เซนต์ออกุสทิน รัฐฟลอริดา ซึ่ง ‘โรเบิร์ท ริบลีส์’ เองก็กลายเป็นหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ในพิพิธภัณฑ์นี้ไปโดยบริยาย ทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! มีทั้งหมด 30 สาขาทั่วโลกสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2538 ตั้งอยู่ชั้น 3 ของศูนย์การค้ารอยัลการ์เด้นพลาซ่า (เลียบชายหาดพัทยาใต้) เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยบูรพา

2015-12-11 12:37:52

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับการพัฒนามาจาก “พิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2512 โดยคณะอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน (วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสนเดิม) เพียง 2 – 3 คน และคณะนิสิตอีกจำนวนหนึ่ง โดย ดร.บุญถิ่น อัตถากร อดีตอธิบดีกรมการฝึกหัดครู และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้สนับสนุนการดำเนินการโครงการดังกล่าว พิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม เปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2513 และในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม พิพิธภัณฑ์สัตว์ และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนไม่สามารถขยายออกไปได้อีก ทั้งนี้เนื่องจากตัวอาคารมีขนาดจำกัด และไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับการนี้โดยตรงเพื่อเป็นการขยายกิจการของพิพิธภัณฑ์สัตว์ และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิมทางมหาวิทยาลัยโดยการนำของ ดร.ทวี หอมชง และคณะได้จัดทำโครงการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2523 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ในการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลเป็นมูลค่า 230 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 1 ธันวาคม 2524 ณ บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน ในเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2525 การก่อสร้างแล้วเสร็จ และมีพิธีมอบให้แก่มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2526 สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมีหน่วยงานภายในทั้งหมด 7 ฝ่าย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการงานบริหาร 1 ฝ่าย งานด้านวิจัย 2 ฝ่าย และงานด้านบริการวิชาการสู่สังคม 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ฝ่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล และฝ่ายบริการวิชาการ จากนั้นศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้จัดทำโครงการเพื่อยกฐานะเป็นสถาบัน และได้รับอนุมัติให้เป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2528

เมืองจำลอง พัทยา

2015-12-15 17:06:13

ศูนย์ศึกษาเมืองจำลองมีการริเริ่มโครงการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2528 เริ่มงานก่อสร้างในพ.ศ. 2539 โดยสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยชิ้นแรก มีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ภายใต้ความคิดของคุณเกษม เกษมเกียรติกุล ซึ่งมีความสนใจในงานด้านศิลปกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม จึงได้จำลองสถานที่และสถาปัตยกรรมที่สำคัญๆทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทยในมาตราส่วน 1 : 25 และ 1 : 5 ในบางโมเดล เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมในที่เดียวกัน โดยยังคงรักษารายละเอียดไว้ได้เหมือนสถานที่จริง เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี

2015-12-15 20:08:49

เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่เก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเลไว้นับหมื่นชิ้น ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุจากแหล่งเรือจมในอ่าวไทย รวมถึงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดจันทบุรี กว่า 33 ปีเต็ม หลังการจับกุมชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการลักลอบงมโบราณวัตถุใต้ทะเลบริเวณอ่าวไทยนับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย และดำเนินงานสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติอีกมุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเล หลักฐานสำคัญที่จะช่วยในการค้นหาความเป็นมาและบอกเล่าถึงเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การพาณิชย์นาวีในอดีต การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 ห้องได้แก่ ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ ซึ่งจะจัดแสดงการพาณิชย์นาวีในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณจัดแสดงของมีค่าที่ถูกค้นพบจากแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย อาทิ กำไลทองคำประดับอัญมณี จี้ทองคำฝังทับทิม ต่อมาจะเป็นห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ จัดแสดงเรื่องราว เทคนิคการทำงาน ของโบราณคดีใต้น้ำ โดยจำลองสภาพจริงของแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ วิธีการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริงนอกจากนี้ ยังมีห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ,ห้องแสดงเรือและชีวิตชาวเรือ,ห้องของดีเมืองจันท์ และห้องบุคคลสำคัญ ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เกี่ยวข้องกับการทำสงคราม คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2,เส้นทางเดินทัพเมื่อคราวมารวมพลที่จันทบุรีเพื่อเชิดชูพระมหาวีรกรรมของพระองค์

พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย อภัยภูเบศร

2016-01-03 09:09:56

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นศิลปะแบบบาโรคตะวันตก สร้างเมื่อปี 2452 โดยท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เพือใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์สวรรคตเสียก่อน จึงได้ใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ และเมื่อหลานสาวของท่านได้รับการสถาปนาเป็นพระนางเจ้าสุวทนาวรราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตระกูลอภัยวงศ์จึงได้ถวายตึกหลังนี้พร้อมที่ดินบริเวณนั้นให้กับพระนางเจ้าสุวัทนา ก่อนที่พระนางจะประทานที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดแก่มณฑลทหารบกที่ 2 จังหวัดปราจีน เพื่อใช้เป็นสถานพยาบาลสำหรับทหารและประชาชนทั่วไป และในเวลาต่อมาได้จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลปราจีนบุรี กระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2509 เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และหลังจากที่ตึกอำนวยการของโรงพยาบาลก่อสร้างเสร็จ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถาน และได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคาร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี 2533 ภายในตึกมีการจัดแสดงชีวประวัติของเจ้าพระยาอภัยบูเบศรและพระนางเจ้า สุวัทนา พระวรราชเทวี รวมถึงวิวัฒนาการทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ของปราจีน และประวัติการแพทย์แผนโบราณ มาที่นี่ต้องดู! ห้องประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการจัดแมลงนิทรรศการ แสดงภาพถ่ายและข้อมูล เกี่ยวกับประวัติของเจ้าพระยาอภัยบูเบศร รวมถึงการสร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ใช้ในการเปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรมของตึกที่พระตะบอง ประเทศกัมพูชา

วังสวนบ้านแก้ว พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

2016-01-03 09:42:00

เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2492 รัฐบาลในขณะนั้นยังมิได้ถวายวังสุโขทัยคืน พระองค์จึงได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ วังสระปทุม และทรงมีพระราชดำริที่จะประทับในท้องถิ่นที่เงียบสงบ อากาศดี และสามารถปลูกต้นไม้ได้ จึงทรงสนพระราชหฤทัยจังหวัดจันทบุรี และทรงพบที่ดินบริเวณบ้านสวนแก้ว ตำบลท่าช้าง แห่งนี้ เป็นสถานที่มีธรรมชาติงดงาม เงียบสงบ และไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก พระองค์จึงได้ทรงกูเงินจากธนาคาร เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณสองฝั่งคลองบ้านแก้วจากเจ้าของที่ดินเดิมรวมพื้นที่ 687 ไร่ แล้วพระราชทานชื่อว่า ‘วังสวนบ้านแก้ว’ โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พสกนิกร ซึ่งเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประทับครั้งแรกนั้นได้สร้างอาคารชั่วคราวเป็นเรือนไม้ไผ่หลงคามูลจาก ยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา และต่อมาได้พระราชทานวังสวนบ้านแก้ว เพื่อจัดตั้งเป็นสถานศึกษา จึงนับว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร จังหวัดจันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ที่แสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตรสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมพระตำหนัก ใหญ่ที่ยังมีห้องต่างๆ สมบูรณ์ รวมถึงของใช้ส่วนพระองค์ที่ทางพิพิธภัณฑ์ยังคงรักษาไว้ให้สมบูรณ์ด้วย มาที่นี่ต้องดู! รถยนต์ส่วนพระองค์ ซึ่งใช้เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ประทับที่วังสวนบ้านแก้ว


พิพิธภัณฑ์ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

2016-01-10 18:11:24

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เกิดจากความตั้งใจของ พระพรหมคุณาภรณ์ (จิรปุญโญ ด.เจียมกุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อถวายแด่ในหลวง จนกระทั่งได้รวบรวมสิ่งของจัดแสดงได้มากพอสมควร และมีโบราณวัตถุภายในวัดโสธรฯ อยู่บ้างแล้ว จนได้เริ่มดำเนินการ และมีการจัดแสดงอยู่บนชั้น 3 ของอาคารหอประชุมโรงเรียนพุทธโสธร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 แต่หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการได้ระยะหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เริ่มประสบปัญหา จึงปิดไป จนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 อาจารย์นันทา ผลบุญ ได้เห็นคุณค่าของพิพิธภัณฑ์จึงเริ่มกลับมาฟื้นฟูและเปิดพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้อีกครั้ง โดยให้เป็นแหล่งความรู้ของนักเรียนโรงเรียนพุทธโสธร โดยเริ่มจากการตั้งชุมนุมยุวมัคคุเทศก์ ขึ้นมาให้เด็ก ๆ ฝึกนำชมพิพิธภัณฑ์ เริ่มจากห้องโถงขนาดใหญ่เป็นห้องแรก จะพบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อโสธร และมีพระพุทธรูปต่าง ๆ มีเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ ชุดเครื่องเบญจรงค์ลายพระอภัยมณี ซึ่งหาได้ดูจากที่นี่ที่เดี่ยว ส่วนบริเวณด้านหลังห้อง ยังมีตู้อาวุธ และเครื่องทองเหลือง ส่วนห้องที่สอง คือ ห้องภูมิปัญญาไทย เกี่ยวกับยาไทย และสมุนไพรไทย สุดท้ายคือ ห้องชนชาติไทย ซึ่งด้านหนึ่งเป็นเก้าอี้ที่เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และพระเก้าอี้ของสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเสด็จมาด้วย ถัดไปเป็นประวัติของพระพรหมคุณาภรณ์ จุดเด่นของห้องนี้ คือ กล้องส่องทางไกลสำหรับดูยอดฉัตรทองคำของโบสถ์วัดโสธรฯ ซึ่งเป็นทองหนัก 77 กิโลกรัม มูลค่า 44 ล้านบาทให้ชมเป็นขวัญตา

พิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน

2016-01-10 18:47:21

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำจัดตั้งอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ณ เกาะสีชัง ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์สิ่งที่หาได้บนเกาะสีชัง เพื่อเป็นการเฉลิมพระชนมพรรษาพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2434 และมีวัตถุประสงค์อีกประการคือ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติบริเวณหมู่เกาะสีชังอีกด้วย ภายในจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 9 โซนด้วยกันคือ โซนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเมื่อวันเปิดการแสดงพิพิธภัณฑ์ที่เกาะสีชัง โซนสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จัดแสดงประวัติความเป็นมา วิสัยทัศน์ และพันธกิจของสถาบัน ต่อมาคือโซน Mini – Theater ที่น่าสนใจ เป็นการแนะนำเกาะสีชัง โซนระบบนิเวศหาดหินหาดทรายโซนแพลงก์ตอน และความสำคัญในระบบนิเวศทางทะเลจัดแสดงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า “แพลงก์ตอน” ซึ่งประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตหลายกลุ่ม แต่สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ ตามลักษณะทางชีววิทยาและการดำรงชีวิต ยังมีโซนพันธุ์สัตว์น้ำ จัดแสดงให้เห็นถึงพันธุ์สัตว์น้ำที่พบบริเวณหมู่เกาะสีชังซึ่งนำเสนอเป็น 4 ประเภท ได้แก่ สัตว์ทะเลเศรษฐกิจ สัตว์ที่อาศัยตามพื้นทะเล สัตว์ทะเลที่มีการเพาะเลี้ยงและปลาทะเลสวยงาม และโซน Touch Tank เป็นบริเวณที่จำลองระบบนิเวศหาดหินและหาดทรายของหมู่เกาะสีชัง โดยจัดแสดงสัตว์ทะเลนานาชนิด เช่น ปลิงทะเล ดาวทะเล ดาวแสงอาทิตย์ และหอยชนิดต่าง ๆ ที่ผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถสัมผัสได้จริง เพื่อเป็นการศึกษาและปลูกฝังให้ผู้เข้าชมเกิดจินตนาการ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สัตว์ทะเล โซนสัตว์เศรษฐกิจมิตรสิ่งแวดล้อม จัดแสดงการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อไทย สัตว์เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่สถาบันฯ ได้ทำการค้นคว้าและวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง สามารถเพาะเลี้ยงได้ในระบบฟาร์มบนบกน้ำหมุนเวียนแบบกึ่งปิด โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะทำให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค สุดท้ายโซนปะการัง จัดแสดงปะการังบริเวณเกาะสีชัง เป็นปะการังในเขตน้ำตื้นที่พบเป็นกลุ่มแรกในบริเวณอ่าวไทยที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และยังพบปะการังชนิดที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นคือปะการังเดี่ยวขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายเห็ด และยังเป็นที่สนใจในการทำวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลทั่วโลก นอกจากนี้ เรายังสามารถท่องเที่ยวในเกาะสีชังได้อีกหลายจุด โดยเฉพาะพระราชวังเก่าที่สวยงาม และยังคงเต็มไปด้วยความหอมของดอกลีลาวดียามที่บานทั้งต้น หรือจะแวะไปเล่นน้ำที่หาดถ้ำพังก็ได้เช่นกัน

พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน

2016-01-10 18:56:27

พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชวังเก่าที่แสนสวยคลาสสิก ติดริมทะเล ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลามานานแค่ไหน แต่พระราชวังเก่าแห่งนี้ ยังคงสวยงามและตั้งตระหง่านอยู่เสมอ บริเวณกลางพิพิธภัณฑ์ ยังพบกับฐานพระที่นั่งบันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งเหลือไว้เพียงแค่ฐานปูน นับว่าเป็นพระที่นั่งองค์ใหญ่ที่สุดในพระจุฑาธุชราชฐาน ใช้เป็นที่ประทับและรับแขกบ้านแขกเมือง แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จก็เกิดเหตุการณ์ รศ.112 เมื่อเหตุการณ์สงบ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้รื้อไปปลูกสร้างใหม่ที่พระราชวังดุสิตและพระราชทานนามใหม่ว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” นั่นเอง เรือนเก่าแก่สีเขียวเข้มตัดกับสีฟ้าของท้องทะเล เป็นเรือนไม้แบบตะวันตก ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติมาพัก และต่อมาจึงปรับปรุงเป็นเรือนพักของพระราชวงศ์ นอกจากนี้ด้านล่างยังเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ให้นั่งละเลียดกาแฟกับบรรยากาศทะเล ในอารมณ์หลงยุค สำหรับบริเวณด้านบน ยังจัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสถานที่น่าสนใจของเกาะสีชัง เรือนวัฒนา ที่เป็นตึกสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน หิน ปูน กระเบื้อง พื้นบันไดในอาคารประตู หน้าต่าง เพดาน และโครงสร้างของหลังคา ทำด้วยไม้สักหลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องเกล็ดเต่า มีเฉลียงด้านหน้า ชั้นล่างเพดานมีเสา 4 ต้น ชั้นบนเป็นเสาไม้ธรรมดา ประตูทางเข้าชั้นล่างมี 3 ประตู ตัวอาคารทาสีเหลืองหม่นรูปแบบของอาคารได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น และยังเป็นเรือนที่มีการจัดแสดงนิทรรศการเหตุการณ์สำคัญในเกาะสีชังสมัยรัชกาลที่ 5 เรือนนี้สำคัญตรงที่ว่า หากใครประวัติศาสตร์ของพระราชวังเก่าแห่งนี้ต้องเข้ามาเรียนรู้ ต่อมาคือเรือนผ่องศรี ซึ่งตั้งอยู่เนินเขา เป็นเรือนไม้ผสมปูนแบบตะวันตก เป็นอาคารทรงกลมมีประตูทั้ง 9 ประตู โถงรูปกลมเพดานไม้ ทำช่องระบายอากาศกึ่งกลางเป็นรูปดอกไม้ และวางแนวไม้เป็นวงแหวน โดยรอบอย่างงดงามที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักฟื้นผู้ป่วย เรียกว่า อาคารไศรยสฐาน มีทั้งหมด 3 เรือนด้วยกัน เรือนวัฒนาเป็นเรือนแรก และเรือนผ่องศรีเป็นหลังที่สอง ซึ่งภายในจัดแสดงเรื่องราวของบุคคลที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับเกาะสีชัง ใกล้ๆ กันก็คือ เรือนอภิรมย์ซึ่งเป็นอาคารไศรยสฐาน หลังที่สาม เป็นตึกยาวชั้นเดียวมี 5 ห้อง มีเฉลียงไม้ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทั้งยังมีครัวไฟ และห้องน้ำ เรือนนี้มีการจัดแสดงสิ่งก่อสร้างที่สำคัญต่างๆ ที่สร้างขึ้นบนเกาะสีชัง ถัดจากบริเวณหมู่พระตำหนักก็จะมีบันไดทางเดินลัดเลาะขึ้นไปบนเขา เพื่อเดินทางไปยังพระเจดีย์อุโบสถ วัดอัษฎางคนิมิตร แวะชมต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งนำหน่อมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย ปลูกไว้ด้วย พระเจดีย์อุโบสถนี้ตั้งอยู่บนเขา ณ ตำแหน่งที่สูง มองเห็นได้ชัดและจากองค์พระเจดีย์สามารถมองเห็นทัศนียภาพบริเวณพระราชฐานโดยรอบ รวมถึงภูมิทัศน์ทางทะเลที่สวยงาม

ภาคตะวันตก

จิปาถะภัณฑสถานบ้านคูบัว

2015-12-08 11:14:34

จิปาถะภัณฑสถาน เป็นอาคารสองชั้นภายในมีห้องจัดแสดง 5 ห้องหลัก ทางเข้าอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร เมื่อเดินเข้ามาจีบันไดเดินลงทางขวามือ เพื่อเริ่มชมห้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีจัดแสดงวัตถุผสมผสานไปกับการจำลองบรรยากาศของโบราณสถาน จากนั้นเดินต่อเข้าไปที่ห้องวิถีชีวิตชาวนาไท-ยวน จำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ภายในเรือนของชาวไท-ยวน จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องการเกิดของเด็ก แม่ต้องอยู่ไฟ การทำครัว และลักษณะครอบครัวชนบท จำลองการถนาการกว่านและกระบวน การผลิตก่อนที่จะมาเป็นข้าว และการบูชาพระแม่โพสพ บนชั้นสองจัดแสดงในส่วนของชาวไท-ยวน ตั้งแต่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การแต่งกาย อุปกรณ์ทอผ้า ถัดมาเป็นการแสดงผ้าจก และห้องจัดแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

2015-12-08 11:21:24

วัดม่วงเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในชุมชนบ้างม่วงตั้งอยู่ริมแม่น้ำกลองฝั่งตะวันตกมีประวัติบอกไว้ในคัมภีร์ใบลานเขียนด้วยอักษรมอญว่าอยู่ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยามีอายุกว่า 300ปีมาแล้ว ด้วยความตระหนักในคุณค่าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษและวัฒนธรรมของชาวบ้านม่วง เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ พระครูวรธรรมพิทักษ์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า อาจารย์ลม(ลม คชเสนีย์) และชาวบ้านทั้งหลายจึงได้พยายามเก็บรบรวมสิ่งของที่สะท้อนถึงความเป็นมาและขนบประเพณีของชุมชน เช่น คัมภีร์และผ้าห่อใบลานจำนวนหลายพันชิ้น เครื่องมือเครื่องใช้ ศิลปวัตถุที่พบในเขตลุ่มน้ำแม่กลอง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ในดารประกอบอาหารการกินที่สะท้อนวิถีชีวิตในอดีตที่ผูกพันกับประเพณีความเชื่อ และการทำมาหากินของชีวิตชาวนาจุดประกายให้เกิดความคิดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นมา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เน้นความเรียบง่าย แต่มีความหมายต่อการศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน จัดแสดงนิทรรศการวิถีชีวิตของชาวไทยรามัญ กลุ่มชนเผ่าของชาวไทยรามัญ วัฒนธรรมและประเพณี ของชาวเมืองอุบลราชธานีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ มีการบรรยายถึงมอญในตำนานความเป็นมาของชนชาติมอญ มอญในทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวของมอญในสมัยต่างๆ เช่น ยุครามัญประเทศ มอญยุคผู้ชนะสิบทิศ มอญอพยพ เส้นทางการอพยพของขาวมอญ โดยแสดงระลอกของการอพยพ สำคัญ 9 ครั้งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งการอพยพทั้ง 9 ครั้งนี้ทำให้ประชากรชาวมอญเป็นประชากรส่วนสำคัญของประเทศไทย จัดแสดงสิ่งของและวัตถุสะสม เช่น เครื่องปั้นดินเผา โบราณวัตถุเอกสารโบราณ เครื่องไม้ เครื่องใช้ในการศาสนา อาวุธ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

อุทยานวิทยาศาสตร์ พระจอมเหล้า ณ หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์

2015-12-08 11:25:26

หว้ากอในอดีต เป็นชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในตำบลคลองวาฬ ห่างจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 15 กม.ความสำคัญของหมู่บ้านนี้เคยเป็นสถานที่ที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงคำนวณไว้ว่าจะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นได้ ชัดเจนที่นี่ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร สุริยุปราคา ณ ที่แห่งนี้ ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2532 ให้ดำเนินการโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ และเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานนามว่า “อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว่ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นสถานศึกษาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 ปัจจุบันสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้ง เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็น "บิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย" ซึ่งมีบทบาทในการ พัฒนาขีดความสามารถ ทางด้าน วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของประเทศดังนี้ 1.ปลูกฝังความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความภาคภูมิใจในพระ อัจฉริยภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเป็น พื้นฐาน ให้คนรุ่นหลังเกิดความสนใจในศักยภาพของชนชาติไทย ที่จะ พัฒนา เกียรติประวัติ ทางด้าวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้าสืบไป 2.เป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมทางการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม ดาราศาสตร์ อวกาศ เทคโนโลยี และพลังงาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียน การสอนตามหลักสุตร เพื่อพัฒนา พื้นฐานความรู้ความเข้าใจ และเพื่อเผยแพร่วิทยาการ ที่จะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป 3.เป็นศูนย์ฝึกอบรมครูอาจารย์และบุคลากรการศึกษาทั้งใน ระบบและนอก ระบบโรงเรียน 4.เป็นศูนย์การศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ธรรมชาติวิทยาและเทคโนโลยีที่เหมาะสมดาราศาสตร์และพลังงาน 5.เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

2016-03-10 22:04:55

ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปีพ.ศ. 2484 – 2488 กองทัพญี่ปุ่นต้องการยึดประเทศพม่าจึงสร้างทางรถไฟจากสถานีชุมทางหนองปลาดุกผ่านจังหวัดกาญจนบุรี เลียบริมแม่น้ำแควน้อยไปยังด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อออกสู่เมืองมะละแหม่งประเทศพม่า ในระหว่าง พ.ศ. 2486 – 2487 เชลยศึกผู้หนึ่งจากประเทศอินโดนีเซียชื่อ Dr.H.R VAN HEEKEREN นักโบราณคดี ชาวฮอลันดา ได้พบเครื่องมือหินจำนวน 8 ชิ้น บริเวณสถานีรถไฟ เมื่อสงครามยุติจึงนำเครื่องมือหินที่พบไปศึกษาที่พิพิธภัณฑ์พีบอดี้ ( Peabody Museum) มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่าเป็นเครื่องมือหินกะเทาะสมัยหินกลาง (Mesolithic) และขวานหินขัดสมัยหินใหม่ (Neolithic) ต่อมาในพ.ศ. 2499 ศาสตราจารย์โมเวียส ได้ส่งศิษย์ชื่อ คาล.จี.ไฮเดอร์ ทำการสำรวจร่วมกับศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี จากบริเวณบ้านเก่า จนถึงตำบลวังโพ รวมระยะทางประมาณ 26 ก.ม. และสำรวจ “ แหล่งนายบางนายลือ ” พบเครื่องมือเครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมากเช่นกัน ในระหว่างพ.ศ. 2503 – 2505 ดังนั้นกรมศิลปากรร่วมกับสถานทูตเดนมาร์กได้ทำการสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรีและที่ตำบลบ้านเก่า พบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่จำนวน 44 โครง ในปีพ.ศ. 2507 จึงได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บรวบรวมโบราณวัตถุและในพ.ศ. 2515 ได้ปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการและเปิดให้ประชาชนเข้าชม โดยใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่า และในวันที่ 27 สิงหาคม 2522 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า กาญจนบุรี และในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนิน ทรงนำคณะนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษาพิพิภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า กาญจนบุรี เป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หว้ากอ

2016-03-10 22:08:11

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า หว้ากอ ซึ่งจัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยาของสัตว์น้ำต่างๆ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และนำเค็ม มีส่วนจัดแสดงทั้งหมด 2 ชั้น แบ่งนิทรรศการเป็น 6 นิทรรศการ เริ่มด้วยเมื่อผู้เข้าชมเข้ามาด้านในจะพบกับ การกำเนิดของสิ่งมีชีวิต เรียนรู้ระบบนิเวศเบื้องต้นจากซุ้มและฐานต่างๆ จากนั้นจึงนำเข้าไปสู่นิทรรศการจำลองระบบนิเวศจากขุนเขา หรือป่าต้นน้ำ แล้วจึงต่อเนื่องไปสู่นิทรรศการจำลองวิถีชีวิตแบบป่าชายเลน หาดทราบ และหาดหินพร้อมทั้งแสดงพันธุ์ปลาที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ นอกจากนี้ผู้ชมยังสามารถสัมผัสกับบรรยากาศใต้ท้องทะเลภายใต้อุโมงค์ซึ่งสามารถมองเห็นปลาและสัตว์หลากหลายสานพันธุ์ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดกิจกรรม Touch Pools ไว้ให้ผู้ชมสามารถสัมผัสสัตว์น้ำได้โดยตรง เช่น ดาวทะเล แมงดา ปลิงทะเล เม่นทะเล เป็นต้น ชมนิทรรศการธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต จัดแสดงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ อีกหลายสายพันธุ์ จากขุนเขาสู่สานน้ำ – เป็นส่วนจัดแสดงเรื่องชนิดและระบบนิเวศแหล่งต้นน้ำ ป่าต้นน้ำ โดยจัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดทั้งที่มีเกล็ดและไม่มีเกล็ด ผู้ชมจะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกายวิภาคของปลา และสามรถเชื่อมโยงความรู้ของระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด จากต้นน้ำสู่แหล่งน้ำใหญ่ จากระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด เรื่อยมาจนถึงระบบนิเวศน้ำกร่อยและน้ำเค็ม หากหินและหากทราย นอกจากนี้ยังนำพันธุ์ปลามีพิษที่หาชมได้ยากมาจัดแสดงทั้งยังเปิดวีดีทัศน์ให้ชมระบบนิเวศทะเลหว้ากอ ‘เปิดโลกพิศวงใต้ฝืนน้ำ’ อีกด้วย แหล่งเรียนรู้อื่นๆ ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองบิน 53

ศูนย์วัฒนธรรมไททรงดำเขาย้อย

2016-05-25 14:02:33

ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ ก่อตั้งโดยชาวบ้านร่วมมือกับเทศบาลตำบลเขาย้อย พัฒนาจากที่สารธารณะเปล่าประโยชน์มาเป็นแหล่งรวบรวมวัฒนธรรมและประเพณีของชาวไทยทรงดำ และสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านมีทั้งนิทรรศการที่ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป รวมถึงโฮมสเตย์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบรรยากาศ กลิ่นอายและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยทรงดำได้จากสถานที่จริง ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการประวัติและวิวัฒนาการลำดับเรื่องราวการอพยพมาอยู่ในประเทศไทยของชาวไทยทรงดำ, กลุ่มชนเผ่า,จัดแสดงเรือนที่พักอาศัย,เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และเครื่องแต่งกายของชาวไทยทรงดำ,วัฒนธรรมและประเพณี จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมของชาวไทยทรงดำ เช่น พิธีเสนเรือน พิธีแต่งาน พิธีทำศพ การเอิ้นดอน และฟ้อนแคน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี

2015-12-13 19:32:50

ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2502 มีการจัดนิทรรศการแบ่งเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีเป็นห้องต่างๆจำนวน 12 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 ธรณีวิทยา ห้องที่ 2 ก่อนประวัติศาสตร์ ห้องที่ 3 ทวารวดี ห้องที่ 4 ลพบุรี ห้องที่ 5 อยุธยา ห้องที่ 6 รัตนโกสินทร์ ห้องที่ 7 ราชบุรีวันนี้ ห้องที่ 8 วัฒนธรรมพื้นบ้าน ห้องที่ 9 โอ่งมังกร ห้องที่ 10 กีฬา ห้องที่ 11 – 12 บุคคลสำคัญของราชบุรี นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญในจังหวัดราชบุรี ประวัติปละวิวัฒนาการทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ของจังหวัดราชบุรี ฯลฯ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรีจัดแสดงพิพิธภัณฑ์แบบพิพิธภัณฑ์เมือง เล่าเรื่องราวโบราณคดีประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติสาสตร์จนถึงปัจจุบัน อาทิ กลุ่มชาติพันธุ์ 8 กลุ่มในจังหวัดราชบุรี ได้แก่ ชาวไทยพื้นเมืองภาคกลาง ลาวโซ่ง ลาวพวน ลาวเวียง กระเหรี่ยง ชาวจีน เขมรลาวเดิม เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์และอาคารประวัติสงคราม

2015-12-13 21:34:52

ปืนเล็กยาวแบบ 66 เป็นปืนเล็กยาวแบบ 66 หนึ่งในยุทโธปกรณ์ของผู้กล้า แห่งกองบินน้อยที่ 5 เป็นอาวุธประจำของทหารราบ เข้าประจำการเมื่อ พ.ศ.2466 ปลดประจำการเมื่อ พ.ศ.2516 ปืนชนิดนี้ใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบริเวณอ่าวมะนาวกองบินน้อยที่ 5 (กองบิน 53ฯปัจจุบัน) อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เวลาประมาณ 04.00 น ของวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484ครั้งนั้น ทหาร ตำรวจข้าราชการ และประชาชนได้ร่วมมือกันต่อต้านผู้รุกรานอย่างสุดชีวิต ถือเป็นเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ที่กองบินฯและชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ภาคภูมิใจ และนี่คืออุทยานประวัติศาสตร์ ที่ก่อตั้งขึ้น (เมื่อปี พ.ศ.2531) เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญและเสียสละของชาวประจวบคีรีขันธ์ พิพิธภัณฑ์และอาคารประวัติสงคราม กองบิน 5 กองพลบินที่ 4 กองบัญชาการยุทธทางอากาศภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการประวัติและวิวัฒนาการสมัยสงครามโลกทั้งที่ 2 ของกองบินน้อยที่ 5 วิถีชีวิตความเป้นอยู่ของทหารในช่วงสงคราม นิทรรศการเกี่ยวกับประวัติการบินของประเทศไทยและเหตุการณ์ญี่ปุ่นยกทัพขึ้นบกที่อ่าวน้อย ภาพเหตุการณ์จริงของสงครามที่เกิดขึ้นตามที่ต่างๆ ทั่วโลกจำลองชีวิตความเป็นอยู่ในอดีตที่ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นต้องจัดเตรียมให้หยิบฉวยง่ายในยามฉุกเฉิน ห้องนิทรรศการทหารไทยในสงครามห้องนิทรรศการการเจรจา ขอผ่านแดน ห้องสู่สันติภาพนิทรรศการเกียรติภูมิผู้กล้า ฉากของวีรบุรุษในสมรภูมิ (น.ต.ม.ล.ประวาศ ชุมสาย) ชุดทหาร ที่ผ่านศึกสงครามรูกระสุนจากเหตุการณ์จริง อาวุธยุทโธปกรณ์ของผู้กล้ากองบินน้อยที่ 5 แผ่นจารึกชื่อของผู้กล้าท่านต่างๆ ฯลฯ รวมถึงนิทรรศการชีวิตความเป็นอยู่ของหอยตลับ เนื่องจากหอยตลับเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าทั้งทางชีวภาพและเศรษฐกิจของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

2015-12-13 22:06:35

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น สำหรับเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราฐานประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและรักษาพระองค์ โดยเสด็จมาประทับแรมที่พระราชนิเวศน์แห่งนี้สองครั้งคือ ระหว่างฤดูร้อนพ.ศ.2467 และพ.ศ.2468 ทรงประทับอยู่นานครั้งละประมาณ 3 เดือน ปัจจุบันพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นพื้นที่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมีมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งจัดตั้งโดยตำรวจตระเวนชายแดน และครอบครัวบุตรหลานข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นองค์จัดการ ดูแล และบำรุงรักษาส่วนเขตพระราชฐานที่ประทับ โดยผ่านการทำงานของสำนักงานพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มีการจัดนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนิทรรศการภาพถ่าย รวมรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และพระราชกรณียกิจ อื่นๆในรัชสมัย นิทรรศการบทพระราชนิพนธ์ฯ เป็นการรวบรวมข้อมูลบทพระราชนิพนธ์มาจัดแสดงไว้พอสังเขป โดยเน้นให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในพระราชนิพนธ์บทละคร บทความ ปาฐกถา วรรณกรรมและอื่นๆ นิทรรศการเครื่องเสวยไทย เป็นนิทรรศการจัดแสดงจำลองการเสวยพระกระยาหารแบบไทย และแสดงภาพการรับประทานอาหารของเจ้านายในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5-6 นิทรรศการเครื่องเสวยฝรั่งร่วมรัชสมัยฯ เป็นนิทรรศการแสดงการจัดโต๊ะเสวย แบบตะวันตก ซึ่งถือเป็นพระราชนิยมอย่างหนึ่ง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจัดแสดงภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6เสด็จพระราชดำเนินร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในประเทศต่างๆ นิทรรศการการแต่งกายร่วมรัชสมัยฯ แสดงให้เห็นช่วงเวลาสำคัญที่สยามประเทศมีการติดต่อกับนานาอารยประเทศ จึงมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรมเพิ่มขึ้น และเกิดค่านิยมอย่างใหม่ในการแต่งกายของสตรีตามแนวพระราชนิยมที่ทางกล่าวไว้ว่า ผู้หญิงควรนุ่งซิ่น ฟันขาว ผมยาว เป็นต้น   นิทรรศการหัวหิน-ชะอำ สถานตากอากาศยอดนิยม เป็นนิทรรศการรูปภาพที่กล่าวถึง การแปรพระราชฐานประทับแรมในฤดูร้อน หรือเพื่อฟื้นฟูพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ รวมถึงวัฒนธรรมการพักผ่อนตากอากาศของตะวันตกที่แพร่เข้ามา การตากอากาศตามชายทะเล และการอาบน้ำทะเลเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ การตากอากาศชายทะเลก็แพร่หลายสู่คหบดีและประชาชนทั่วไป เนื่องด้วยพระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีพื้นที่กว้างขวางจึงมีสถานที่สำคัญให้เยี่ยมชมและพักผ่อนมากมาย อาทิ พระราชฐานที่ประทับชั้นกลาง คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ บ้านพักเจ้าพระยารามราฆพ พระราชฐานที่ประทับชั้นใน มีทั้งห้องที่จัดแสดงเครื่องเรือน และสิ่งของส่วนพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ภาคใต้

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคลศรีวิชัย

2016-03-10 21:46:47

โชว์ความสามารถของสัตว์โลกแสนรู้ น่ารัก สัตว์ไร้เดียงสาที่สามารถสร้างรอยยิ้ม ความสนุก และความประทับใจให้ผู้คนจนยากที่จะลืมเลือน และนี่คือสถานแสดงความสามารถแมวน้ำแห่งที่ 3 ของประเทศไทย ไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคล จังหวัดตรัง สถานที่จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด น้ำเค็มเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่นและประเทศ รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง สถานบันเทคโนโลยีราชมงคล การจัดแสดงแบ่งออกเป็นสองส่วน 1 คือส่วนในสถานแสดงพันธุ์น้ำมากกว่า 60 ตู้ เช่น ปลาการ์ตูน ปลาดาว ปลาไหลไฟฟ้า ปลาปักเป้ากล่อง ปลาสินสมุทร เป็นต้น รวมถึงมีบ่อแสดงกลางแจ้งที่จะจัดแสดงทั้งสัตว์น้ำจืด สัตว์ทะเลที่พนในเขตน้ำขึ้นน้ำลงและทะเลน้ำลึกจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกที่พบในเขตร้อน นอกจากนี้ ยังมีห้องปฏิบัติการวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ค้นคว้าวิจัยด้านทรัพยากรทางน้ำรวมถึงอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำรวมทั้งมีร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกไว้คอยบริการอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร

2016-01-21 12:48:12

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และความเหมาะสมหลายประการ สำนักผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จึงได้มีหนังสือเชิญชวนให้กรมป่าไม้ ร่วมเสนอข้อคิดเห็นในการจัดทำผังเมืองชุมพร เมื่อปี พ.ศ. 2529 และดำเนินการสำรวจสภาพทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดชุมพร ผลการสำรวจปรากฏว่า จังหวัดชุมพรมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น ป่าชายเลน ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์ทะเล แนวปะการัง ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และสภาพธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นชายหาดและเกาะทียังคงความงดงามสมควรจะได้มีการกำหนดพื้นที่บริเวณที่เหมาะสม เพื่อประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และคุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการนันทนาการของประชาชน และเป็นแหล่งความรู้เพื่อประโยชน์ในการวิจัยในเชิงวิชาการ และการเผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 กรมป่าไม้สั่งการให้กองอุทยานแห่งชาติ (เดิม) ดำเนินการสำรวจเพิ่มเติม เพื่อเตรียมการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติได้จัดตั้งสำนักงานชั่วคราวบริเวณลานชมวิวเขาเจ้าเมืองในระยะนี้ใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติหาดทรายรี” และดำเนินการต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 จึงได้ย้ายที่ทำการชั่วคราวมาอยู่ที่บริเวณปากคลองท่าจระเข้และดำเนินการต่อเนื่องมา กระทั่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 จึงได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติอย่างสมบูรณ์ตาม “ พระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินป่าเลนอ่าวทุ่งคา ป่าอ่าวสวี และเกาะต่าง ๆ ในท้องที่ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว ตำบลปากน้ำ ตำบลท่ายาง ตำบลหาดทรายรี ตำบลทุ่งคา ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมืองชุมพร ตำบลวิสัยใต้ ตำบลด่านสวี ตำบลท่าหิน อำเภอสวี ตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ” โดยประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ฉบับพระราชกฤษฎีกา เล่ม 116 ตอนที่ 9ก ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร”

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ชุมพร

2015-12-13 20:26:08

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองชุมพรที่ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (นายประยูร พรหมพันธ์) เมื่อราวปี พ.ศ. 2537 จังหวัดชุมพรได้มอบที่ดินแก่กรมศิลปากรเพื่อใช้ในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานจำนวน 7 ไร่ โดยอธิบดีกรมศิลปากร (นายสมคิด โชติถวณิชย์) ได้ดำเนินการโดยกำหนดเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองตามมติของคณะรัฐมนตรี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร ได้ประกาศกำหนดสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 15 ตอนที่ 104 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 และได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2542


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง

2015-12-13 22:49:35

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จัดสร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมจัดแสดงโบราณวัตถุ และวัตถุอันมีค่าต่างๆด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตรวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีแห่งเกาะภูเก็ต ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ‘ศึกถลาง’ พร้อมทั้งนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเมืองถลางและภูเก็ตสมัยรัตนโกสินทร์ รวมถึงจัดแสดงอาวุธต่างๆ ในการทำสงครามในอดีตอาทิ ปืนโบราณ มีด ดาบพก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูล ณ ถลาง วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ พระนารายณ์ สูง 235 ซม. ทำด้วยศิลา เป็นศิลปะปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 พบที่บริเวณเขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอปะกง จังหวัดพังงา ภาชนะดินเผาและเครื่องประดับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบที่ถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ และควนลูกปัด ตำบลคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ รู้หรือไม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ ดูแลการก่อสร้างโดยสถาปนิก ‘อุดม สกุลพาณิชย์’ ซึ่งนำรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้มาประยุกต์เข้าเป็นแนวคิดหลักของอาคาร โดยคงลักษณะเรือนไม้มีหลังคา 3 ด้าน โดยมีด้านสกัดเป็นรูปจั่ว การยกพื้น รูปทรง และพื้นผิวของหลังคา พื้นผิวของฝาเลื่อยที่เป็นไม้ไผ่ขัดแตะ และไม้ไผ่สายลายปิดยอดจั่ว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนท้องถิ่นของชาวภูเก็ตโดยแท้

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี

2015-12-22 13:34:32

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ให้ความรู้ด้านธรรมชาติศึกษาและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเรื่องราวของชีวิตทรัพยากรธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมและชีวิต อันเป็นจุดก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการ การปรับตัว ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งอุปนิสัย และถิ่นที่อยู่ นับเป็น 1 ใน 4 ของพิพิธภัณฑ์พืชในประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพิพิธภัณฑ์พืช นานาชาติ ปัจจุบันมีตัวอย่างพืชเก็บรวบรวมไว้โดยเฉพาะพืชที่พบในคาบสมุทรไทยประมาณ 30,000 ตัวอย่าง สำหรับตัวอย่างสัตว์ได้มีการเก็บรวบรวมไว้จำนวนมาก จัดเก็บเป็นระบบสำหรับการศึกษาอ้างอิง และนำความรู้ที่ได้จากการศึกษามาเผยแพร่ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของพันธุกรรมที่มีอยู่ในภาคใต้ ให้รู้จักหวงแหน รู้จักการนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดการการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรของประเทศ ในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแบ่งเรื่องราวต่างๆ ดังนี้ 1.ห้องมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติแสดงการผลิตเครื่องมือมนุษย์ในยุคต่างๆ วิวัฒนาการของบรรพบุรุษ การเคลื่อนไหวของสัตว์ชนิดต่างๆสิ่งมีชีวิตที่ค้นพบได้ในภาคใต้ของประเทศไทย 2.ห้องกำเนิดโลกและมาตราธรณีการ แสดงแบบจำลองธรณีการแบบจำลองวิวัฒนาการชีวิตในยุคต่างๆ ภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ตังอย่างหินและแร่ 3.ห้องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต จัดแสดงนิทรรศการชุดปะการัง ตู้โชว์สัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งที่แบบจำลองและของจริง สัตว์ชนิดใหม่ในเอเชีย นิทรรศการแมลง 4.ห้องระบบนิเวศ จัดแสดงระบบนิเวศป่าชายเลน การค้นพบธรรมชาติของประเทศไทย นิทรรศการค้างคาว และนกในเมืองไทย

พิพิธภัณฑ์และภูมิปัญญาพื้นบ้าน โรงเรียนสวีวิทยา

2016-01-03 15:39:17

เมืองหลังสวน จังหวัดชุมพร นับเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมาย จึงทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น โดยอาจารย์กฤษฎา บุษบรรณ ผู้ริเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ เห็นว่าอำเภอหลังสวนยังขาดแคลนที่ที่จะรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมของชีวิตคนหลังสวน จึงได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านขึ้น เมื่อปี 2538 โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงชีวประวัติบุคคล รวมถึงประวัติและวิวัฒนาการทางด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์เรื่องราวของวิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำหลังสวน ตลอดจนภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณ ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ ตำรา และเครื่องบดยา ซึ่งโบราณวัตถุส่วนหนึ่งนั้นเป็นของสะสมส่วนตัวของอาจารย์ กฤษฎา บุษบรรณ และอีกส่วนตัวได้รับการบริจาคจากคนในชุมชน มาที่นี่ต้องดู! เรือยาวหลังสวน เรือขุดขนาดยาว ที่ใช้ในประเพณีแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวอำเภอหลังสวนและการขุดเรือก็ถือเป็นภูมิปัญญาอันน่าภาคภูมิใจยิ่งของชาวหลังสวนมา ข้างนาน


ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอท้ายเหมือง

2016-01-03 15:43:46

ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอท้ายเหมือง ก่อตั้งขึ้นที่โรงเรียนท้ายเหมืองวิทยา ตั้งแต่ปี 2529 โดยมีคณะอาจารย์ในหมวดวิชาสังคมศึกษาเป็นคณะกรรมการ และได้รวบรวมศิลปวัตถุโบราณ เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบการละเล่นพื้นบ้าน ตลอดจนเครื่องดนตรีที่หาได้ในท้องถิ่น และยังได้รวบรวมหนังสือ ตำราที่บันทึกเรื่องราวหรือกฎเกณฑ์ความเชื่อ อันได้แก่ ตำราทางโหราศาสตร์ต่างๆ นิทานปรัมปราพื้นบ้านซึ่งอยู่ในรูปของหนังสือบุกขาวหลายชิ้น เพื่อให้เป็นแบบอย่างการอนุรักษ์สมบัติอันล้ำค่าของชาติสืบไป มาที่นี่ต้องดู! เกราะไม้ เครื่องมือที่ผู้ใหญ่บ้านใช้ดีเพื่อเรียกให้ลูกบ้านมาประชุม แจ้งข่าวสารและแจ้งเตือนภัยต่างๆ ถือเป็นฐานะแสดงอำนาจอย่างหนึ่งของชาวบ้านยุคก่อน ซึ่งเราที่จัดแสดงนี้ มีอายุประมาณ 60 – 40 ปี

ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดพังงา

2016-01-03 15:53:41

ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพังงา จัดตั้งขึ้นในโรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายน เดิมทีมีเจ้าหน้าที่เป็นอาจารย์ในโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นประธานศูนย์ และหัวหน้ากลุ่มสาระสังคมฯ เป็นเลขาฯ ศูนย์วัฒนธรรม แต่หลังจากมีการตั้งกระทรวงวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรมจึงขึ้นกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนั้นมา โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีของชาวพังงา ตลอดจนภูมิปัญญา ผลงานศิลปะ ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต และมีการจัดแบ่งเรื่องราวตามประเภทวัตถุ เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องจักรสาน เครื่องไม้ เงินตรา โลหะ เครื่องมือการเกษตร เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาข้อมูลด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น มาที่นี่ต้องดู! กูบช้าง เครื่องจักรสานสำหรับเป็นที่นั่งบนหลังช้าง อายุกว่า 100 ปี และ ใท้ เครื่องโลหะสำหรับร่อนแร่ อายุกว่า 80 ปี

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์

2016-01-03 16:00:21

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์จัดสร้างขึ้นโดยกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2530 เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงตำแหน่งเก่าแก่ของกรมราชทัณฑ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือตำแหน่งพธำมะรงค์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเชิดชูเกียรติวงศ์ตระกูล ‘ติณสูลานนท์’ เนื่องจากบิดาของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (ปึ้ง ติณสูลานนท์) ได้เคยดำรงตำแหน่งพธำมะรงค์ พิเศษเมืองสงขลา โดยได้จำลองรูปแบบบ้านพักเดิมของบิดาท่าน จากความทรงจำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของครอบครัวติณสูลานนท์ในอดีต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับอนุชนรุ่นหลังต่อไป มาที่นี่ต้องดู! เครื่องใช้ภายในบ้านตระกูลติณสูลานนท์ อายุกว่า 70 ปี อาทิ เตียงนอนจำลองสมัยที่พลเอกเปรม อาศัยอยู่ที่นี่ อาวุธประจำบ้านในอดีต และรูปถ่ายเก่าของตระกูล

กรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

2016-06-29 11:00:33

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียน เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ได้รับเลือกมาเป็นช่างปั้นกรมศิลปากรในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2466 ซึ่งศิลปะของชาวไทยในยุคนั้นยังเป็นแบบประเพณี(เช่นลายไทย) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบและสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยให้ทัดเทียมศิลปะสากล ด้วยการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนศิลปศึกษา (ช่างศิลป) ริเริ่มจัดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานบทความทางศิลปะที่มีคุณค่าต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2505 กำรงตำแหน่งข้าราชการวิสามัญชั้นพิเศษ,ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณะบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม หมาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อคนไทย ห้องทำงานของท่าน จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดแดสงนิทรรศการถาวร,ชีวประวัติบุคคล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีนะศรี, ผลงานศิลปะทันสมัยใหม่ในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, จัดแสดงสิ่งของอาทิ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องมือ,อุปกรณ์สื่อสาร,หนังสือและผลงานศิลปะ

พิพิธภัณฑ์พระ กำนันชูชาติ

2016-01-21 10:27:40

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลกและเป็นแห่งแรกในประเทศไทยเป็นศูนย์รวม พระบูชา พระเครื่องที่มีความสวยงามและเก่าแก่กว่าพันปี ตั้งแต่สมัยคุปตะถึงสมัยรัตนโกสินทร์และพระเครื่องที่อยู่ในความนิยมของทุกจังหวัดอีกกว่า 3,000องค์ นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางของขลังและของแปลกๆ อีกมากมาย

พิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน

2016-03-10 02:13:24

พิพิธภัณฑ์กรมที่ดินเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงสิ่งของ รวมทั้งเอกสารหลักฐานอ้างอิงที่มีคุณค่าทางประวัติสาสตร์ของกรมที่ดิน นับแต่ปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งกรมทะเบียนที่ดินขึ้นโอยให้อยู่ในสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) พิพิธภัณฑ์กรมที่ดินจัดแสดง อาทิ มณฑปประดิษฐานพระคันธาราษฎร์,โต๊ะเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ,แบบพิมพ์โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทยถึงปัจจุบัน,,กล้องรังวัดยุคอดีตถึงปัจจุบัน,อุปกรณ์เครื่องมืองานรังวัดต่างๆ,ตราประจำตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน ฯลฯ


พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

2016-03-10 02:14:08

ในพ.ศ.2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง เพื่อเตรียมการสมโภชฉลองกรุงเทพมหานครครบ 200 ปี ในพ.ศ.2525 นับได้ว่าเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด สมเด็จพระเทพฯได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงตรวจงานบูรณะ ได้ทอดพระเนตรเห็นช่อฟ้าใบระกา หางหงษ์ และเครื่องประดับหลังคา พระอุโบสถ พระมณฑป ปราสาทพระเทพบิดร และ หอเล็กหอน้อยต่างๆ รวมทั้งเศษชิ้นกระเบื้อง ซึ่งช่างรื้อถอนลงมา บางชิ้นหมดสภาพไม่สามารถทำการซ่อมแซมให้ดีได้ ทรงพิเคราะห์ว่าหากเก็บรวบรวมสิ่งของเหล่านี้ให้พร้อมชิ้นส่วนที่ชำรุดของพระบรมมหาราชวังไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง พร้อมทังบอกประวัติความเป็นมาของสิ่งเหล่านั้น ก็เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี สำนักพระราชวัง จึงดำเนินการซ่อมแซมหอราชพิธีกรรม เมื่อซ่อมแซมแล้วเสร็จจึงได้สนองพระบัญชา ในการรวบรวมสิ่งของต่างๆดังกล่าวข้างต้น พร้อมทั้งให้กรมศิลปากร ดำเนินการจัดแสดงเครื่องราชภัณฑ์ และสิ่งของซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชน ถวายบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร โดยจัดตั้งเป็นหมวดหมู่ จึงเรียกอาคารนี้ว่า ‘พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม’ และได้ทำการเปิดให้ประชาชนชาวไทยพร้อมทั้งชาวต่างประเทศได้เข้าชมศึกษาหาความรู้เมื่อครั้งงามสมโภชฉลองกรุงเทพฯมหานคร ครบ 200 ปี เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2525 จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ ประวัติและวิวัฒนาการ การซ่อมบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ผลงานศิลปะฝีมือช่างรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงปัจจุบัน จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งเตรียมการสมโภชฉลองกรุงเทพมหานคร ครบ 200 ปี ในพ.ศ.2525 จัดแสดงสิ่งของสะสม เช่น เครื่องปั้นดินเผาโบราณวัตถุ เครื่องทองเครื่องเงิน เครื่องเขิน เครื่องไม้ เครื่องแก้ว เครื่องประดับ เครื่องโลหะ เงินตรา เครื่องใช้ในการศาสนา อาวุธ เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

2016-03-10 00:52:58

เมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 มีการขยายเขตพระราชวังออกไป ในพระราชวังด้านใต้มีที่ว่าง โปรดฯ ให้ทำสวนปลูกต้นกุหลาบสำหรับเก็บดอกไม้ใช้ในราชการ ต่อมาในสมัยรัชการที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชันษา ถึงเวลาจะเสด็จมาประทับอยู่พระราชวังนั้นนอก แต่พระบรมพระชนกนาถ โปรดฯให้จัดตำหนักพระราชทานเป็นที่ประทับในสวนกุหลาบ ตรงตึกคลังศุภรัตน เรียกพระตำหนักนี้ว่า พระตำหนักสวนกุหลาบ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จึงคิดว่าควรจะจัดตั้งโรงเรียน กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงนำความเห็นขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับความเห็นชอบด้วย กรุณาโปรดเกล้า พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในที่นั้น จึงได้เรียกชื่อว่า ‘ โรงเรียนสวนกุหลาบ’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดแสดงนิทรรศการถาวรชีวประวัติและวิวัฒนาการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย,จัดแสดสิ่งของ อาทิ หนังสือ ภาพถ่าย โบราณวัตถุ และนาฬิกา เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์อัยการไทย

2016-03-10 19:35:19

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยามีการแต่งตั้งพนักงานขึ้นในตำแหน่งเจ้าพนักงานรักษาพระอัยการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบต่อข้าราชการทางด้านกฎหมายของบ้านเมืองทั้งในด้านคดีความ และการถวายความเห็นทางกฎหมายต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนในบรรดาหัวเมืองนั้นได้แต่งตั้งให้มีเจ้าพนักงานในตำแหน่งยกกระบัตร ทำหน้าที่ตรวจราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุง ทรงสถาปนากรมอัยการขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2436 สังกัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาอีก 29 ปี กรมอัยการได้โอนไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย จวบจนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 กรมอัยการได้แยกออกจากกระทรวงมหาดไทยอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สำนักงานอัยการสูงสุด’


หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

2017-03-15 14:17:52

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สร้างขึ้นโดยได้รับเงินพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และเงินสมทบจากธนาคารกรุงเทพ ก่อนจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 3,700 ตรม. เดิมเป็นที่ทำการของธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานผ่านฟ้า และศูนย์สังคีตศิลป์ที่ธนาคารและมูลนิธิธนาคารกรุงเทพใช้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย และเป็นที่จัดนิทรรศการแสดงผลงานจิตรกรรมของผู้ได้รับรางวัล ‘จิตรกรรมบัวหลวง’ ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตระหนักถึงความสำคัญของงานศิลปกรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่าที่ควรรักษาและสืบสานไว้ให้เป็นมรดกของชาติต่อไป จึงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงฟื้นฟูงานศิลปะประเภทต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 7 ล้านบาทให้แก่คุณชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคาร และประธานมูลนิธิธนาคารกรุงเทพ เพื่อนำไปเป็นทุนประเดิมในการสร้างหอศิลป์ ธนาคารกรุงเทพได้รับสนองพระราชดำริ โดยลดทอนส่วนที่ทำการของธนาคารลงแล้วปรับปรุงพื้นที่ทั้ง 5 ชั้นของอาคารให้เป็นหอศิลป์ที่มีความโอ่โถงทันสมัย เพื่อใช้จัดนิทรรศการศิลปกรรมทั้งแบบถาวรและหมุนเวียน,จัดแสดงผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม และวิจิตรศิลป์ โดยเฉพาะผลงานดีเด่นของศิลปินไทยรุ่นใหม่ รวมถึงผลงานของอาจารย์และศิลปินไทยที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ตลอดจนการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้ และความเข้าใจด้านศิลปะแก่ผู้สนใจ ภูมิทัศน์ที่งดงามโอ่โถงทันสมัยถูกจัดแบ่งเป็นโถงต้อนรับ และพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการ ซึ่งจะอยู่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 ส่วนชั้นที่ 5 จะเป็นห้องทำงาน ห้องวิดีทัศน์ และห้องสำหรับกิจกรรมอเนกประสงค์ส่วนบริเวณดาดฟ้าชั้นที่ 6 จัดทำเป็นที่ซ่อมแซมภาพ และกรอบรูป กฎกติกาในการเข้าชม แต่งการสุภาพ และปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ ไม่อนุญาตให้นำอาหาร,เครื่องดื่ม,สัตว์เลี้ยง,ถ่ายภาพ,สูบบุหรี่ ภายในบริเวณหอศิลป์ ห้ามสัมผัสหรือแตะต้องผลงานที่จัดแสดงทุกชิ้น กรณีที่มีเด็กเล็ก ต้องอยูในความควบคุมดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด

2016-03-10 20:14:04

เดิมที่เนื้อที่ 6 ไร่ของพิพิธภัณฑ์วังสวนผักการแห่งนี้ เป็นสวนปลูกผักกาดของชาวจีนคนหนึ่ง ต่อมาในพ.ศ.2495 พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรกรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต หรือ ‘เสด็จในกรมฯ’ พระราชนัดดา(หลาน) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และชายา ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร หรือ ‘คุณท่าน’ ได้ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้เพื่อสร้างตำหนักประทับ โดยตั้งชื่อว่า ‘วังสวนผักกาด’ ด้วยพระนิสัยและความรักในการสะสม เสด็จในกรมฯ ทรงรวบรวมศิลปะและโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่สืบทอดมาจากพระบิดา ‘จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์ วรพินิต’ (ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ) ต้นราชสกุลบริพัตร และบางส่วนที่เสด็จในกรมฯและชายาร่วมกันสะสมมา ภายหลังจากเสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ คุณท่านได้มอบให้วังสวนผักกาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศล และเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ในปีพ.ศ.2530 โดยอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมบ้านของท่านได้ นับเป็นสถานที่แห่งแรกในเมืองไทย ที่เจ้าของบ้านเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมบ้านในขณะที่ท่านยังใช้เป็นที่พักอาศัย ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยเรือนไทย 8 หลัง โดยเรือนที่ 1 จัดแสดงพระรูปของราชวงศ์ไทยเครื่องดนตรีไทย พระพุทธรูป และประติมากรรมสมัยต่างๆเรือนที่ 2 จัดแสดงสัปคับ ตู้พระไตรปิฎกสายน้ำสมัยอยุธยา บนฝาผนังติดตาลปัตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชสกุลบริพัตร และเรือนหลังที่ 3 จัดแสดงภาชนะเบญจรงค์ เครื่องถมเงินและถมทอง เสลี่ยง เป็นต้น ขณะที่เรือนหลังที่ 4 เป็นหอพระมีพระพุทธรูปสำริดสมัยต่างๆ และมีพระบทเกี่ยวกับพุทธประวัติใต้เรือนไทยหมู่นี้จะมี ‘ถ้ำอาลีบาบา’ ซึ่งเก็บรวบรวมตัวอย่างหินสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเรือนหลังที่ 5 จัดแสดงเครื่องแก้วลายทอง เครื่องเงิน ตุ๊กตาสังคโลก ดินปั้น เหรียญกษาปณ์ สวนเรือนหลังที่ 6 จัดแสดงภาชนะดินเผาสมัยโบราณ เครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัย เครื่องลายครามจีน และตุ๊กตาดินเผา เรือนหลังที่ 7 เป็นพิพิธภัณฑ์โขนและเรือนหลังที่ 8 จัดแสดงโบราณวัตถุยุคบ้านเชียง

พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ

2016-03-10 21:34:56

ถือเป็นอีกแหล่งเก็บประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง ‘พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ’ พิพิธภัณฑ์ส่วนกลางของกองทัพ ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ และจัดแสดงสรรพศาสตราวุธ และวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ตลอดจนเอกสารทางประวัติศาสตร์ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอกบริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเดิม พิพิธภัณฑ์กองทัพบกฯ มีรากฐานจากพิพิธภัณฑ์ทหารของโรงทหารหน้า ซึ่งครั้งนั้นเจ้าหมื่นไวยวรนาถผู้บังคับการกรมทหารหน้าได้การบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานสร้างขึ้นโดยกำหนดให้บริเวณหน้ามุขชั้น 3 เป็นสถานที่จัดเก็บสรรพศาสตราวุธและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ต่อมากองทัพบกมีความจำเป็นต้องใช้ห้องดังกล่าวเป็นที่ทำงานของหน่วยงาน จึงส่งมอบวัตถุพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ครั้งพอมีการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกขึ้น ณ บริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเหล้าเดิม กองทัพได้อนุมัติจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นในอาคารดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา บนเนื้อที่อาคารทั้งหมด 3 ชั้น จัดแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ อาทิ ห้องจัดแสดงอาวุธซึ่งจัดแสดงอาวุธจริงหลากหลายประเภทที่กองทัพบกใช้ในราชการสงคราม ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยสงครามเวียดนาน,ปรามอั้งยี่,วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ฯลฯ โดยอาวุธส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงจะเป็นปืนเล็กสั้น และปืนเล็กยาวจากหลายประเทศ อาทิ ปืนคาบศิลา,ปืนนก,สับ เป็นต้น แต่ที่ชวนตื่นตาตื่นใจมากที่สุด เห็นจะเป็น ‘ปืนแก๊ตลิ่ง’ ที่กองทัพไทยสั่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เป็นอาวุธประจำหน่วยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งปืนดังกล่าว สามารถยิงได้ประมาณ 400นัด/นาที เคยใช้ในการปราบฮ่อที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของชาติจนได้รับชัยชนะในที่สุดและที่สะดุดตาไม่แพ้กันก็คือ ‘โพล่’ และ ‘แฟ้ม’ สิ่งจำเป็นสำหรับทหารเดินเท้าในสมัยโบราณ ใช้เป็นที่พักแรมเวลาออกศึกสงคราม ป้องกันแดดฝนภายในผูกติดด้วยแฟ้มซึ่งสานตอกเป็นรูปร่างคล้ายครุ (ถัง) นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แสดงเหตุการณ์สำคัญของกองทัพ การปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ,ห้องจัดแสดงเครื่องแบบและเครื่องหมายทหาร,ห้องรับรองกองบัญชาการกองทัพบก และห้องพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นต้น