1.    >  
  2. ระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง   >  
  3. เครือข่ายพิพิธภัณฑ์   >  
  4. การบริหารจัดการของพิพิธภัณฑ์

ทหารเรือ

พิพิธภัณฑ์ทหารราบค่ายธนะรัชต์

2016-01-03 15:17:27

ปี 2550 พิพิธภัณฑ์ทหารราบ ได้จัดตั้งขึ้นจากคำสั่งที่ให้ทุกหน่วยตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไป จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ทหาร โดยจัดแสดงวัตถุโบราณเป็นชุดๆ อันประกอบไปด้วยอาวุธชนิดต่างๆ เครื่องแต่งกาย ภาพเหตุการณ์สำคัญ ภาพผู้บังคับบัญชา เครื่องมือช่างทหารและแผนที่ และทางศูนย์การทหารราบจึงได้ดำเนินการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยเดิมที่ตั้งอยู่ที่ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี และมอบให้แผนกยุทธการศูนย์การทหารราบเป็นผู้รับผิดชอบทำการรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในศูนย์การ ทหารราบ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการอื่นๆ เพื่อให้นิทรรศการมีความสมบูรณ์ จนถึงปี 2551 จึงได้ย้ายที่ตั้งหน่วยไปที่ ตำบลเขาย้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตั้งอยู่ที่นี่จวบจนถึงปัจจุบัน โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงชีวประวัติบุคคล นายทหาร ฯพณฯ ท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตลอดจนประวัติและวิวัฒนาการด้านการทหาร เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ เรื่องราวของวิถีชีวิตทหารและเทคโนโลยีด้านการทหารต่างๆ มาที่นี่ต้องดู! อิฐพระสถูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โบราณวัตถุตั้งแต่สมัย ปี 2148 เดิมอยู่ที่เมืองหาง ประเทศพม่า ซึ่งผู้จงรักภักดีในพระนเรศวรมหาราชได้ร่วมกันสร้างถวาย เป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยใหญ่ในรัฐแน และชาวไทยน้อยหลายกลุ่ม แต่ปัจจุบันรัฐบาลพม่าได้ทำลายพระสถูปแห่งนี้ไปแล้ว และอิฐก้อนนี้คือส่วนหนึ่งของพระสถูปองค์นั้น

กรมศิลปากร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี

2015-12-16 19:52:30

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี หรือพิพิธภัณฑ์เขาวังเดิมเป็นพระราชวังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเก้าอยู่หัวรัชการที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนเขาสามยอด ชื่อเขาสมน (สะหมน) หรือสมณ เมื่อได้สร้างพระนครคีรีแล้ว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า ‘เขามหาสวรรค์’ โดยแบ่งพื้นที่การก่อสร้างพระราชวังออกเป็นสามส่วน คือยอดเขาด้านทิศตะวันตกเป็นพระมหาปราสาทและราชมณเฑียรสถาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดพระนครคีรีแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้เสด็จมาประทับอยู่หลายครั้ง แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรดเช่นกัน โดยได้ใช้เป็นที่ต้อนรับแขกเมืองและพระราชอาคันตุกะอยู่เสมอ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชมณเฑียรสถาน การจัดแสดงโบราณสถานศิลปวัตถุจึงเป็นไป ตามความสำคัญของพระที่นั่งแต่ละองค์ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเรือน เครื่องราชูปโภคและเครื่องใช้ต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จฯ มาเยือนพระนครคีรี การใช้งานของหมู่พระมหามณเฑียรและพระที่นั่งต่างๆ เช่น พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่ง ปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา และหอชัชวาลเวียงชัย โบราณสถานที่สำคัญในพระนครคีรี คือ วัดพระแก้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดประจำราชวัง โดยมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ พระอุโบสถ พระสุทธเสลเจดีย์ ศาลาลพระปรางค์แดง หอระฆัง

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ชุมพร

2015-12-13 20:26:08

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองชุมพรที่ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (นายประยูร พรหมพันธ์) เมื่อราวปี พ.ศ. 2537 จังหวัดชุมพรได้มอบที่ดินแก่กรมศิลปากรเพื่อใช้ในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานจำนวน 7 ไร่ โดยอธิบดีกรมศิลปากร (นายสมคิด โชติถวณิชย์) ได้ดำเนินการโดยกำหนดเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองตามมติของคณะรัฐมนตรี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร ได้ประกาศกำหนดสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 15 ตอนที่ 104 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 และได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2542

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง

2015-12-13 22:49:35

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จัดสร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมจัดแสดงโบราณวัตถุ และวัตถุอันมีค่าต่างๆด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตรวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีแห่งเกาะภูเก็ต ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ‘ศึกถลาง’ พร้อมทั้งนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเมืองถลางและภูเก็ตสมัยรัตนโกสินทร์ รวมถึงจัดแสดงอาวุธต่างๆ ในการทำสงครามในอดีตอาทิ ปืนโบราณ มีด ดาบพก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูล ณ ถลาง วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ พระนารายณ์ สูง 235 ซม. ทำด้วยศิลา เป็นศิลปะปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 พบที่บริเวณเขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอปะกง จังหวัดพังงา ภาชนะดินเผาและเครื่องประดับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบที่ถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ และควนลูกปัด ตำบลคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ รู้หรือไม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ ดูแลการก่อสร้างโดยสถาปนิก ‘อุดม สกุลพาณิชย์’ ซึ่งนำรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้มาประยุกต์เข้าเป็นแนวคิดหลักของอาคาร โดยคงลักษณะเรือนไม้มีหลังคา 3 ด้าน โดยมีด้านสกัดเป็นรูปจั่ว การยกพื้น รูปทรง และพื้นผิวของหลังคา พื้นผิวของฝาเลื่อยที่เป็นไม้ไผ่ขัดแตะ และไม้ไผ่สายลายปิดยอดจั่ว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนท้องถิ่นของชาวภูเก็ตโดยแท้


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

2015-12-15 13:24:47

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี และเพื่อสนองแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาอื่นๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เสร็จสมบูรณ์ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2546 และถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินงานเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี

2015-12-15 20:08:49

เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่เก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเลไว้นับหมื่นชิ้น ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุจากแหล่งเรือจมในอ่าวไทย รวมถึงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดจันทบุรี กว่า 33 ปีเต็ม หลังการจับกุมชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการลักลอบงมโบราณวัตถุใต้ทะเลบริเวณอ่าวไทยนับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย และดำเนินงานสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติอีกมุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเล หลักฐานสำคัญที่จะช่วยในการค้นหาความเป็นมาและบอกเล่าถึงเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การพาณิชย์นาวีในอดีต การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 ห้องได้แก่ ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ ซึ่งจะจัดแสดงการพาณิชย์นาวีในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณจัดแสดงของมีค่าที่ถูกค้นพบจากแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย อาทิ กำไลทองคำประดับอัญมณี จี้ทองคำฝังทับทิม ต่อมาจะเป็นห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ จัดแสดงเรื่องราว เทคนิคการทำงาน ของโบราณคดีใต้น้ำ โดยจำลองสภาพจริงของแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ วิธีการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริงนอกจากนี้ ยังมีห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ,ห้องแสดงเรือและชีวิตชาวเรือ,ห้องของดีเมืองจันท์ และห้องบุคคลสำคัญ ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เกี่ยวข้องกับการทำสงคราม คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2,เส้นทางเดินทัพเมื่อคราวมารวมพลที่จันทบุรีเพื่อเชิดชูพระมหาวีรกรรมของพระองค์

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี

2015-12-15 21:17:35

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี ตั้งอยู่บริเวณวัดพระอารามหลวง หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามของ ‘วัดโบสถ์’ ในตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เริ่มจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่พ.ศ.2481 โดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี (ผึ่ง โรจโน) ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีและอุทัยธานี (ฝ่ายธรรมยุติ) ซึ่งท่านได้รวบรวมศิลปวัตถุโบราณวัตถุจากการบริจาคของประชาชนไว้ตั้งแต่พ.ศ.2483 มีโบราณวัตถุที่สำคัญและเป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะโบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี มีโบราณวัตถุที่สำคัญหาดูยาก อาทิ คานหามรัชกาลที่ 5, หนังใหญ่วัดประศุภ,เครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์,พระพุทธรูปหินเขียวธรรมจักรสมัยทวารวดี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงการละเล่นพื้นบ้าน,เครื่องมือ ดักปลา,เครื่องทอผ้า ฯลฯ


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

2015-12-16 12:27:05

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ในความดูแลของกรมศิลปากร เฉพาะการจัดแสดงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้แก่ ระบบสารสนเทศการทำหุ่นจำลอง และฉากชีวิตต่างๆ เข้ามาประกอบการนำเสนอเรื่องราวต่างๆในจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมทีนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมอีสานโดยเฉพาะผ้าไหมและผ้าพื้นเมืองต่อมาเมื่อกรมศิลปากรมีนโยบายจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง จึงได้ทำการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาในการจัดแสดงให้ครอบคลุมข้อมูลเรื่องราวของจังหวัดทุกด้าน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรณี โบราณคดี ประวัติสาสตร์ บุคคลสำคัญ วิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถกรรม ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 จัดแสดงเรื่องภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา แนะนำจังหวัดร้อยเอ็ด,ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัด และศิลปินแห่งชาติ ชั้นที่ 2 จัดแสดงเรื่องโบราณคดีและประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และศิลปะพื้นบ้าน อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับ,กระปุกรูปช้าง,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ชั้นที่ 3 จัดแสดงเรื่องวิถีชีวิตประเพณีและงานศิลปหัตถกรรมผ้าไหม ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องประดับรูปพญานาคห้าเศียรทองคำ,แผ่นทองและใบไม้ทองคำ,ฝาปิดภาชนะในพิธีกรรมฝังศพโบราณ,ภาชนะบรรจุกระดูก,กระดิ่งสำริด,เศียรนาคทำด้วยสำริด เปียกทอง,พระพุทธรูปปางประทานธรรม,พระพิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก, พระพิมพ์ดินเผาแม่พิมพ์พระสำริด,กระปุกรูปช้าง รู้หรือไม่? ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดในบริเวณลุ่มแม่น้ำชีในภาคอีสานของไทยที่อดีตเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนยุคก่อนประวัติสาสตร์ โดยปรากฏชื่อในตำนานอุรังคธาตุว่า ‘สาเกตนคร’ หรือ ‘เมืองร้อยเอ็ดประตู’ อันเนื่องมาจากเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองขนาดที่มีเมืองขึ้นมากถึงสิบเอ็ดเมือง แต่จำนวนสิบเอ็ดในสมัยโบราณนั้นประกอบด้วยเลขสิบและเลขหนึ่ง (101) ชื่อเมืองจึงถูกเรียกว่าเมืองร้อยเอ็ดจนทุกวันนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

2015-12-16 12:56:11

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2199-พ.ศ.2231) ทรงโปรดให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสและอิตาลีร่วมกันออกแบบสร้างพระราชวังเมืองลพบุรี กำแพงเมืองและป้อมปราการต่างๆขึ้นในปี พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับว่าราชการงานเมือง ต้อนรับแขกเมือง พักผ่อน และล่าสัตว์ เสมือนเป็นราชธานีแห่งที่ 2 รองจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2231 เมืองลพบุรีก็หมดความสำคัญและถูกทิ้งร้างลง จนกระทั่งได้รับการซ่อมแซมบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2394-พ.ศ.2411) ทรงโปรดให้สร้างหมู่พระที่นั่งพิมาณมงกุฎและหมู่ตึกพระประเทียบขึ้นในปี พ.ศ.2399 พระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระราชทานหมู่พระที่นั่งพิมาณมงกุฎให้เป็นศาลากลางจังหวัดลพบุรี ต่อมาสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้เสด็จมาตรวจราชการที่เมืองลพบุรี พบว่ามีโบราณวัตุกระจายอยู่ตามโบราณสถานเป็นจำนวนมาก ทรงมอบให้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์จัดสดงโบราณวัตถุขึ้นที่พระที่นั่งจันทรพิศาล เรียกว่า “ลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน” เปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2467 ต่อมาจึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์” ในปี พ.ศ.2504 ปัจจุบันได้จัดแสดงศิลปะและโบราณวัตถุในพระที่นั่งและอาคารต่างๆประมาณ 1,884 รายการ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

2015-12-16 15:03:24

แต่เดิมเคยเป็นศาลากลางของอุบลราชธานีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2461) สร้างบนที่ดินของทายาทราชบุตร (สุ่ย บุตรโลบล) คือหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา (ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์) ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (มณฑลอีสาน)ประทับ ณ เมืองอุบลราชธานีซึ่งทรงขอมาเพื่อใช้เป็นที่สาธารณะสำหรับทางราชการ ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของอาคารนี้ คือ ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยแต่ละด้านสร้างเป็นอาคารโอบล้อมหันหน้าเข้าหากัน มีห้องโถงใหญ่อยู่โดยรอบและมีระเบียงทางเดินเชื่อมถึงกัน เหนือกรอบประตูและหัวเสา รับชายคาที่ระเบียงประดับด้วยไม้ฉลุเป็นลายพันธุ์พฤกษา พื้นที่ด้านข้าง 2 ด้านเป็นลานโล่งสำหรับปลูกสวนหย่อม และให้อากาศและแสงสว่างส่องเข้าหาภายในอาคาร ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ โดยห้องจัดแสดงของที่นี่ คือ ห้องสำนักงานเดิมของศาลากลาง ซึ่งไล่เรียงลำดับไปตั้งแต่เรื่องธรณีวิทยา สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงสมัยทวารวดี ขอม,ไทย,ลาว และเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งงานหัตถกรรม ดนตรี และงานประเพณีศิลป์ในศาสนา โบราณวัตถุที่น่าสนใจ อาทิ พระพุทธรูปสำริดมีจารึกที่ฐาน ระบุว่า ‘สมเด็จพระราชเชฏฐา’ หรือ เจ้ามหาชีวิตอนุวงศ์แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทร์ ให้หล่อขึ้นใน จ.ศ.1188 (พ.ศ.2369) รู้หรือไม่ อุบลราชธานี เป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูลที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี เล่ากันว่า ท้าวคำผงท้าวทิศพรหม และท้าวคำบัตร พระวอ พระตา หนีภัยสงครามจากพระเจ้าบุญสาร เจ้าแห่งนครเวียงจันทร์ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้สร้างเมืองขึ้นที่บริเวณอู่ผึ้งใกล้กับแม่น้ำมูลกระทั่ง พ.ศ.2323 พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี เชิญตราพระราชสีห์มาพระราชทานนามเมืองว่า ‘อุบลราชธานี’ ทรงให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรกซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระปทุมวงศา’ เมืองอุบลราชธานี มีเจ้าเมืองสืบกันมาถึง 4 คน ตราบจนถึงพ.ศ.2425 จึงดีมีการแต่งตั้งข้าหลวงและผู้ว่าราชการจังหวัดมาปกครองดูแลจนถึงทุกวันนี้ ‘เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษาผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์’

องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น

2016-03-10 21:59:48

โฮงมูนมังเมือง หุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์บนอาสน์ใต้พญานาคไม้ตัวเขื่องที่ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในพิธีฮดทรงต้นแบบรางสรงน้ำใช้ในประเพณีสงกรานต์ของชาวขอนแก่น โมเดลจำลองพิธีทำขวัญข้าวหรือ แรกนาขวัญเป็นแนวคิดแปลงทดลองปลูกพืชของคนยุคนี้ หรือพิธีผูกเสี่ยว อุบายในการสานรักสามัคคีของชาวอีสาน เป็นหนึ่งในหลากประเพณีและพิธีกรรมที่ล้วนสะท้อนรากเหง้าความคิดที่เป็นกศโลบายที่ควรค่าแก่การสืบสานตำนานในอดีตที่เล่า ผ่านข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตประเพณี และวัฒนธรรมอันสะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนเมืองขอนแก่นใน ‘โฮงมูนมัง’ คำว่า ‘โฮงมูนมัง’ เป็นภาษาอีสานแยกออกเป็น 2 คำ คือ ‘โฮง’ หมายถึง ห้องโถงหรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่และ ‘มูนมัง’ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ จึงมีความหมายว่า ห้องที่เก็บรวยรวมทรัพย์สมบัติ ในที่นี้หมายถึงหอเก็บสมบัติ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่มาของเมืองขอนแก่น สิ่งส่องสะท้อนให้ผู้คนได้สัมผัสถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอนแก่นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองมาตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรากฏหลักฐาน เช่น ชุมชนโบราณที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือเมืองโบราณดง เมืองแอม, การขุดพบซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อายุนับล้านปี นอกจากนี้ ขอนแก่นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสานที่เป็นศูนย์กกลางของความเจริญในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ส่วนราชการ การพาณิชย์ การขนส่งและบริการ รวมถึงมีความพร้อมทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย โดยที่สำคัญชาวขอนแก่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน รู้หรือไม่ เมืองขอนแก่น เป็นเมืองที่ประวัติความเป็นมายาวนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สมัย พ.ศ. 2340 มีกลุ่มคนประมาณ 330 คนนำโดยท้าวเพียเมืองแพน อพยพมาจากบ้านชีโล้นแขวงเมืองสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) มาเลือกชัยภูมิบ้านบึงบอน (บ้านเมืองเก่า อำเภอเมืองของแก่น) เป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ โดยขออนุญาตและขอยกเป็นเมืองขอนแก่นจากพระยานครราชสีมา ซึ่งมีใบบอกไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นเมื่อ พ.ศ. 2340 ตั้งท้าวศักดิ์ ซึ่งเป็นท้าวเพีย เมืองแพนเป็นเจ้าเมืองคนแรก ห้ามว่า ‘พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี’ ชื่อ ขอนแก่นอาจจะมาจากคำว่า ‘ขามแก่น’ ซึ่งมีพระธาตุขามแก่นอยู่ในอำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ห่างจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียง ประมาณ 26 กิโลเมตร ท้าวเพียเมืองแพน จึงได้นำชื่อ ‘ขามแก่น’ นั้นมาเป็นมงคลนามตั้งชื่อเมืองว่า ‘ขอนแก่น’

อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ

2015-12-15 13:27:24

ซากช้างโบราณ จากการค้นพบ ‘ซากฟอสซิลของช้าง’ ทำให้รู้ว่า บรรพบุรุษของช้างมีขนาดเท่ากับหมู รูปร่างหน้าตาคล้ายกับฮิปโปโปแตมัส สูงแค่ 70 เซนติเมตร หนักประมาณ 180 กิโลกรัม เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน เคยมีชีวิตอยู่ในแถบประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 50-35 ล้านปีมาแล้ว ก่อนจะมีวิวัฒนาการต่อมาอีหลายสิบล้านปี เป็นช้างสายพันธุ์ต่างๆ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แบ่งฟอสซิลช้างที่ค้นพบทั่วโลกได้ถึง 38 สกุล จำนวน 162 ชนิด ประเทศไทยมีการค้นพบซากช้างโบราณแล้วหลายครั้ง ราว 50 ปีก่อนมีการขุดรากสะพานเดชาชาติวงศ์ ข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ทำให้พบฟอสซิลช้างโบรณด้วยความบังเอิญ จำนวน 6 ชิ้น และส่งชิ้นส่วนของฟอสซิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่ประเทศอังกฤษ พบว่าเป็นกระดูกช้างพันธุ์ Stegodon insignis อายุประมาณ 2,000,000 – 10,000 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของไทยอย่างมาก หลังจากนั้น มีการค้นพบฟอสซิลช้างอีกหลายแห่ง เช่น ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์ ในจังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา พบงาช้างโบราณอายุประมาณ 14-17 ล้านปี หรือการค้นพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์ในบ่อทรายที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ค้นพบฟอสซิล ซากหลากหลายชนิด และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย และในโลก เป็นที่มาของ ‘อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ’ สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2545 เพื่อทำการรวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์ช้างโบราณ ภายในจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ ประวัติการพบซากช้างโบราณในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ,ช้างโบราณของโลกบางสกุล,วิวัฒนาการของช้าง,ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายของช้างโบราณ,เอปโคราช หรือซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราช,แหล่งที่พบเอปโคราช และการพัฒนาการของช้างบรรพบุรุษของช้าง รวมถึงตู้แสดงซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รู้หรือไม่ ฟอสซิลเอปโคราช หรือชื่อทั่วไป ‘เอปโคราช’ (KKhorat Ape) มีอายุทางธรณีวิทยา ไมโอซีนตอนปลาย หรือ 9-7 ล้านปี ถือเป็นเอปสายพันธุ์ใหม่ของโลก มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเอปขนาดใหญ่สายพันธุ์รังอุตังชนิดใหม่ของโลก มีกรามหนามา ลักษณะ รูปร่างขนาดของฟันและความย่นของเคลือบฟันคล้ายลิงอุรังอุตังในปัจจุบันและมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่เหมือนกันคือไม่พบรอยกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดปิดปากใต้กรามส่วนหน้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวได้พัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้องสื่อสานกันในกลุ่มลิงอุรังอุตัง ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า แต่ฟันกรามซี่ในสุดมีขนาดใหญ่กว่าลิงอุรังอุตังปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบันและมนุษย์ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในเอปชนิดอื่น จากการศึกษาขนาดฟันของฟอสซิลดังกล่าวทำให้ทราบว่า เอปโคราชมีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน น้ำหนักตัวประมาณ 70-80 กิโลกรัม

พิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง

2016-01-02 23:23:18

วัดเกาะกลาง ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ มีซากสถาปัตยกรรมให้เห็นร่องรอยของอารยธรรมดั้งเดิมหลายชั้น โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบมีเชื้อสายมอญและยังพูดภาษามอญ และจากลักษณะของการกระจายกลุ่มโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึง แต่เดิมนั้นวัดนี้มีขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ด้วย ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง ยังอยู่ในแผนการดำเนินงาน ขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะโบราณสถานของสำนักศิลปากรที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่มีผู้บริจาคให้กับวัดเกาะกลาง เดิมมีการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานชั่วคราว และต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งใหม่ ในพื้นที่ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าเป็นบ้านของเศรษฐีอินตา บิดาของพระนางจามเทวี และดำเนินการย้ายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุมาจัดแสดงในอาคารใหม่ โดยแบ่งเป็นตู้เก็บโบราณวัตถุ เช่น เครื่องมือหิน ภาชนะเคลือบดินเผา และกล้องยาสูบดินเผา เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนและผู้สนใจได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาในอดีตต่อไป มาที่นี่ต้องดู! พญานาคเจ็ดเศียร ทวารบาล และยักษ์ ลวดลายปูนปั้นลายเครือล้านนา ซึ่งทั้งหมดได้จากการ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะเจดีย์บริเวณหน้าวัด เมื่อปี 2542


พิพิธภัณฑ์ ชุมชนเมือง

2016-01-02 23:29:30

คุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ลำพูน (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) ได้สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 2455 ในสมัยที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) เพื่อใช้เป็นเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ กับเจ้าหญิงส่องหล้า สัมพันธ์วงษ์ ธิดาของเจ้าอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 9 ปัจจุบันคุ้มแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุ้มเจ้าเมืองลำพูนที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง สะท้อนให้เห็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า และสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของลำพูนเป็นอย่างยิ่งเทศบาลเมืองลำพูนและกลุ่มวงแหวนหละปูน จึงได้จัดตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ในปี 2550 เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าที่อยู่ในเขตเมืองไว้ และจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ ผ่านทางรูปภาพ และสิ่งของเครื่องใช้ในอดีต เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และสังคมเมืองลำพูนในอดีต และมีการโยงกับพิพิธภัณฑ์ภายในเมืองที่เป็นอาคารโบราณ เช่น พิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร พิพิธภัณฑ์ร้านค้าโบราณเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์สถานีตำรวจเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์รถไฟลำพูน พิพิธภัณฑ์คุ้มเจ้าลำพูน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาของเยาวชน และสามารถคงสภาพของเมืองเก่าของลำพูนต่อไปได้ในอนาคต มาที่นี่ต้องดู! โรงภาพยนตร์จำลอง และร้านค้าจำลอง ซึ่งมีการใช้วัตถุจริงในสมัยโบราณมาจำลองให้ชม

ศูนย์วัฒนธรรมตำบลอุโมงค์

2016-01-02 23:38:03

ศูนย์วัฒนธรรมตำบลอุโมงค์ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมและจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากินของชาวบ้านในอดีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา โดยจำลองอาคาร ‘ห้างเจ้า’ อาคารทรงแปดเหลี่ยมที่สร้างขึ้นในปี 2472 โดยเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองหริภุญไชยองค์สุดท้าย มาเป็นต้นแบบในการก่อสร้าง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงตู้โบราณ ห้องนอน หีบใส่ของ และเครื่องสืบชะตาตามแบบประเพณีพื้นเมืองล้านนา รวมถึงประวัติศูนย์วัฒนธรรม ห้องครัวโบราณ เครื่องจักสาน เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องมือทำมาหากิน เครื่องล่าสัตว์ ประมง อุปกรณ์ทั่วไปและธรรมาสน์ เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาของคนล้านนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ยังได้พัฒนาบริเวณอาคารให้เป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจด้วย มาที่นี่ต้องดู! เครื่องสืบชะตาตามแบบประเพณีพื้นเมืองล้านนาซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาแบบล้านนาอย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์

2016-01-03 16:00:21

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์จัดสร้างขึ้นโดยกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2530 เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงตำแหน่งเก่าแก่ของกรมราชทัณฑ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือตำแหน่งพธำมะรงค์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเชิดชูเกียรติวงศ์ตระกูล ‘ติณสูลานนท์’ เนื่องจากบิดาของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (ปึ้ง ติณสูลานนท์) ได้เคยดำรงตำแหน่งพธำมะรงค์ พิเศษเมืองสงขลา โดยได้จำลองรูปแบบบ้านพักเดิมของบิดาท่าน จากความทรงจำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของครอบครัวติณสูลานนท์ในอดีต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับอนุชนรุ่นหลังต่อไป มาที่นี่ต้องดู! เครื่องใช้ภายในบ้านตระกูลติณสูลานนท์ อายุกว่า 70 ปี อาทิ เตียงนอนจำลองสมัยที่พลเอกเปรม อาศัยอยู่ที่นี่ อาวุธประจำบ้านในอดีต และรูปถ่ายเก่าของตระกูล


พิพิธภัณฑสถานวัดคลองท่อม กระบี่

2016-01-21 12:06:05

พิพิธภัณฑสถานวัดคลองทุ่ม ก่อตั้งโดยพระครูอาทรสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดคลองท่อม เพื่อเป็นสถานที่เก็บลูกปัดและวัตถุโบราณ ซึ่งชุมชนคลองท่อมแต่โบราณนั้นเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ที่มีความชำนาญในการทำลูกปัดโบราณ อีกทั้งยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญในการค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้าด้วย โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงชีวประวัติของบุคคลสำคัญ รวมถึงประวัติและวิวัฒนาการลูกปัดคลองท่อม ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้โบราณ เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและดีงามของชาวบ้านคลองท่อม มาที่นี่ต้องดู! กำไลแก้ว และเครื่องประดับ ยุคโบราณ ที่ไม่อาจประเมินอายุได้

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน บ่อเหล็กน้ำพี้

2016-01-09 19:58:32

จากการพูดคุยกับคนในท้องถิ่น พวกเขามีเชื่อว่าเป็นแหล่งเหล็กน้ำพี้ เป็นแร่เหล็กที่มีคุณภาพดี อาวุธที่หล่อจากเหล็กที่บ่อเหล็กน้ำพี้สามารถป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ทั้งยังเป็นวัตถุมงคลเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรี บำบัดและป้องกันสรรพโรคาพาธ และด้วยความสำคัญของบ่อแร่เหล็กโบราณแห่งนี้ ทำให้มีผู้ลักลอบขุดหาสินแร่เหล็กและโบราณวัตถุที่คาดว่าอาจหลงเหลือในบ่อแร่เหล็ก นายอำเภอทองแสนขัน จึงมีประกาศห้ามขุดค้นหาเหล็กน้ำพี้หรือโบราณวัตถุในเขตตำบลน้ำพี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ได้พิจารณาเห็นควรให้พัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน และในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 จังหวัดอุตรดิตถ์จึงดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ขึ้น โดยทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2542 คือหลังจากการสั่งยุติการขุดค้นหา 1 ปีเท่านั้นเอง เมื่อเราได้เข้าส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นมีการจัดแสดงเนื้อหาหลักๆ นั้นอยู่ที่เรื่องราวของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเหล็กน้ำพี้ มีการจัดแสดงกรรมวิธีการขุดหาแร่เหล็กการถลุงเหล็ก การตีเหล็ก และแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเหล็กน้ำพี้ ทั้งยังมีการใช้หุ่นจำลองขนาดครึ่งเท่าและขนาดเท่าจริงเกี่ยวกับโลหะกรรมในสมัยโบราณที่เราได้ชม รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวตำนานบ่อเหล็กน้ำพี้ ในอำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ผนังอาคารด้านในตั้งตู้จัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ และบริเวณอาคารจัดแสดงยังได้ติดตั้งเครื่องเสียงบรรยายประวัติการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และรายละเอียดการจัดแสดงในอาคาร ส่วนบริเวณในพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้โบราณ จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีของชาวอุตรดิตถ์ ผ่านการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ และการใช้ภาพบรรยาย เพื่อให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น

พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม

2016-01-10 01:28:14

อากาศที่ร้อนยามบ่ายของวันที่เริ่มต้นเดินทางในจังหวัดขอนแก่น ทำให้รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา แต่ความร้อนของอากาศ ก็ไม่ได้ทำให้ความต้องการที่จะไปยังเมืองโบราณดงเมืองแอมและพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม หายไปจากตารางการเดินทางของเรา และเมื่อเราขับรถขับสู่วัดศรีเมืองแอม ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม เราก็จะผ่านประตูเมืองจำลองสีแดง ทำให้เราแน่ใจว่า เรามาถึงแล้ว เมื่อเข้าไปด้านในก็พบอาคารขนาดเล็ก ที่รวบรวมโบราณวัตถุต่าง ๆ ไว้ให้เราได้ชม เมื่อเราชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อย เราค่อยเที่ยวยังบริเวณเมืองโบราณดงเมืองแอมกันอีกที เพื่อย้ำความเป็นโบราณสถานของจังหวัดขอนแก่น ตามหลักฐานที่ถูกพบนั้นทำให้เรารู้ว่า เมืองโบราณดงเมืองแอมซึ่งถือว่าเป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี ซึ่งปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เช่น คูเมือง โบราณวัตถุ อยู่ในพื้นที่บ้านดงเมืองแอม บ้านโนนน้ำผึ้ง และบ้านดงเรือง เมืองโบราณแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และยังมีอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดดงเมืองแอมในเขตหมู่บ้าน ได้พบซากโบราณสถานและศิลาจารึกหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีสภาพลบเลือน ศิลาจารึกด้วยอักษรปัลลวะ (อินเดียใต้) ภาษาสันสกฤต จำนวน 3 บรรทัด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 นอกจากนั้นยังพบเศษภาชนะดินเผาแบบเรียบและแบบลายเชือกทาบ เมืองโบราณดงเมืองแอมจัดว่าเป็นเมืองที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีถึงลพบุรีต่อเนื่องกัน สำหรับพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอม ได้มีการบริหารงานโดยองค์การบริหารส่วนตำบลดงเมืองแอม ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณดงเมืองแอมตั้งอยู่ภายในวัดศรีเมืองแอม โดยตัวอาคารก่อสร้างตาม “โครงการอาคารศาลาประวัติศาสตร์เมืองโบราณดงเมืองแอม” เมื่อปี พ.ศ. 2545 และภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและวิวัฒนาการของเมืองโบราณดงเมืองแอม โดยจัดแสดงสิ่งของภายในตู้จัดแสดง ลักษณะของตู้เป็นการก่อแท่นคอนกรีตถาวรบุด้วยกระเบื้องและล้อมกรอบด้านบนด้วยกระจก ไม่มีการแบ่งประเภทของสิ่งของที่จัดแสดงอย่างชัดเจน วัตถุสิ่งของบางประเภทมีแผ่นป้ายข้อมูล แสดงชื่อสิ่งของ ชื่อผู้บริจาค และวันที่บริจาคสิ่งของนั้นๆ บริเวณด้านหน้าและภายในอาคารมีแผ่นป้ายแสดงข้อมูลประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณดงเมืองแอม ข้อมูลโบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดที่พบภายในเมืองโบราณดงเมืองแอม เช่น ศิลาจารึก อักษรปัลลวะ และสถานที่สำคัญรอบๆ เมืองโบราณดงเมืองแอม ที่เดินชมได้ในบริเวณไม่กว้าง แต่ก็สามารถทำให้เราได้เห็นมากกว่าที่นั่งอยู่ในบ้าน แล้วค้นหาจากกูเกิ้ลหรือให้คนอื่นเขาเล่าให้ฟัง และที่ต้องไม่ลืม นั่นก็คือ หากต้องการเข้าชม เราต้องติดต่อสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองดงแอม หรือผู้ใหญ่บ้านดงเมืองแอมเสียก่อน ซึ่งสามารถติดต่อได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น

บุคคล

บ้านวงศ์บุรี

2016-06-22 16:35:45

เฮือนขนมปังขิง เรือนขนมปังขิงคือเรือนมะนิลามีการฉลุลวดลาย เช่น ครีบ ช่องลม หน้าจั่ว ลูกกรง ไม้แบน เป็นลายฉลุต่างๆ ที่ดูวิจิตรพิสดารหรูหราแบบขนมปังขิงของยุโรป จึงเรียกว่า เรือนขนมผังขิง เป็นของแพร่มาจากยุโรป หรือทางตะวันตก เรือนขนมปังขิงเป็นที่นิยมกันทั่วไปเมื่อราวๆ สมัยราชกาลที่ 5,6 และ 7คนไทยเรียกเรือนมะนิลา บ้านวงศ์บุรี ก่อสร้างในสมัยของแม่เจ้าบัวถามหายศปัญญา ภรรยาคนแรกของเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย และเป็นพี่สาวของพระยาบุรีรัตน์ ต่อมาตกทอดเป็นของผู้สืบเชื้อสาย ‘เจ้าพรหมสุนันตา วงศ์บุรี’ (หลวงพงษ์พิบูลย์) ภายในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ตกทอดสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน เตียงนอน ตู้ โต๊ะ เครื่องแป้ง เครื่องเงินต่างๆ คนโทถ้วยชาม กำปั่นเหล็ก แหย่งช้าง อาวุธโบราณ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนและสุโขทัย รวมถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น สัญญาบัตรที่ได้รับการโปรดเหล้าฯจากรัชกาลที่ 5 เอกสารซื้อขายทาสอายุกว่า 100ปี เอกสารการสัมปทานป่าไม้ ตั๋วรูปพรรณช้าง วัว เป็นต้น ด้วยคุณค่าแห่งศิลปะผสมผสานความงดงามลงตัว กอปรกับได้รับกาดูแลอย่างดีตลอดมา โดยทายาทบ้านวงศ์บุรี กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2536 เรือนหลังนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

2015-12-13 22:06:35

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น สำหรับเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราฐานประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและรักษาพระองค์ โดยเสด็จมาประทับแรมที่พระราชนิเวศน์แห่งนี้สองครั้งคือ ระหว่างฤดูร้อนพ.ศ.2467 และพ.ศ.2468 ทรงประทับอยู่นานครั้งละประมาณ 3 เดือน ปัจจุบันพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นพื้นที่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมีมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งจัดตั้งโดยตำรวจตระเวนชายแดน และครอบครัวบุตรหลานข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นองค์จัดการ ดูแล และบำรุงรักษาส่วนเขตพระราชฐานที่ประทับ โดยผ่านการทำงานของสำนักงานพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มีการจัดนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนิทรรศการภาพถ่าย รวมรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และพระราชกรณียกิจ อื่นๆในรัชสมัย นิทรรศการบทพระราชนิพนธ์ฯ เป็นการรวบรวมข้อมูลบทพระราชนิพนธ์มาจัดแสดงไว้พอสังเขป โดยเน้นให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในพระราชนิพนธ์บทละคร บทความ ปาฐกถา วรรณกรรมและอื่นๆ นิทรรศการเครื่องเสวยไทย เป็นนิทรรศการจัดแสดงจำลองการเสวยพระกระยาหารแบบไทย และแสดงภาพการรับประทานอาหารของเจ้านายในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5-6 นิทรรศการเครื่องเสวยฝรั่งร่วมรัชสมัยฯ เป็นนิทรรศการแสดงการจัดโต๊ะเสวย แบบตะวันตก ซึ่งถือเป็นพระราชนิยมอย่างหนึ่ง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจัดแสดงภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6เสด็จพระราชดำเนินร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในประเทศต่างๆ นิทรรศการการแต่งกายร่วมรัชสมัยฯ แสดงให้เห็นช่วงเวลาสำคัญที่สยามประเทศมีการติดต่อกับนานาอารยประเทศ จึงมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรมเพิ่มขึ้น และเกิดค่านิยมอย่างใหม่ในการแต่งกายของสตรีตามแนวพระราชนิยมที่ทางกล่าวไว้ว่า ผู้หญิงควรนุ่งซิ่น ฟันขาว ผมยาว เป็นต้น   นิทรรศการหัวหิน-ชะอำ สถานตากอากาศยอดนิยม เป็นนิทรรศการรูปภาพที่กล่าวถึง การแปรพระราชฐานประทับแรมในฤดูร้อน หรือเพื่อฟื้นฟูพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ รวมถึงวัฒนธรรมการพักผ่อนตากอากาศของตะวันตกที่แพร่เข้ามา การตากอากาศตามชายทะเล และการอาบน้ำทะเลเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ การตากอากาศชายทะเลก็แพร่หลายสู่คหบดีและประชาชนทั่วไป เนื่องด้วยพระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีพื้นที่กว้างขวางจึงมีสถานที่สำคัญให้เยี่ยมชมและพักผ่อนมากมาย อาทิ พระราชฐานที่ประทับชั้นกลาง คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ บ้านพักเจ้าพระยารามราฆพ พระราชฐานที่ประทับชั้นใน มีทั้งห้องที่จัดแสดงเครื่องเรือน และสิ่งของส่วนพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

พิพิธภัณฑ์ปานถนอม

2016-01-03 14:49:28

พิพิธภัณฑ์ปานถนอมได้ก่อกำเนิดขึ้นโดย อาจารย์ถนอม คงยิ้มละมัย ชาวไทยทรงดำโดยกำเนิด ซึ่งอาจารย์ได้เล็งเห็นคุณค่าและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทยทรงดำที่นับวันก็จะเลือนหายไป จึงรวบรวมวัตถุและจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวไทยทรงดำ โดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้งบประมาณสนับสนุน ในกิจกรรมการสอนภาษาไทยทรงดำแก่เยาวชนและนอกจากเรื่องภาษาแล้ว อาจารย์ถนอมยังได้ส่งเสริมการปลูกฝังกิจกรรมและการละเล่นอื่นๆ ของไทยทรงดำให้แก่นักเรียน พร้อมจัดแสดงวิถีชีวิตของชาวไทย ทรงดำ ผ่านเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและวัตถุที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อของชาวไทยทรงดำโบราณด้วย มาที่นี่ต้องดู! เครื่องใช้ในพิธีศพชาวไทยดำ และแบบจำลองเครื่องแต่งกายชาวไทยทรงดำที่ยังคงความสมบูรณ์


หอศิลป์ริมน่าน

2016-06-20 14:09:07

ไม่อยากเชื่อว่า เรากำลังอยู่ที่จังหวัดน่าน ณ จุดที่เรายืนอยู่บริเวณถนนหลักสายน่าน – ทุ่งช้าง ณ กิโลเมตรที่ 20 โดยมีทิศเหนือและทิศตะวันออกติดแม่น้ำน่าน จึงเป็นพื้นที่งดงาม ขอยืนยันว่าสวยงามจริง ๆ และตอนนี้ร่างกายเล็กๆ ของเราถูกโอบล้อมไปด้วยทิวเขา ต้นไม้และอากาศสบายๆ สายตามองเห็นหอศิลป์ที่สวยงามอยู่เบื้องหน้า สองเท้าก็เร่งเร้าว่า ให้เดินเข้าไปชมงานศิลปะด้านในไว ๆ จากบริเวณด้านหน้าอาคารก็สวยงามได้ใจแล้ว เหมือนอยู่ต่างประเทศเลย และเมื่อมองขึ้นไปบนหน้าจั่วด้านบนจะเห็นพระอาทิตย์ และพระจันทร์อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อซื้อบัตรผ่านประตูเข้ามากับราคาเพียง 20 บาท แล้วแลกกับการที่เราได้ชมความงามของศิลปะได้ไม่จำกัดเวลา ขอบอกว่า คุ้มค่ามากจริง ๆ เรื่องราวที่มาที่ไปของหอศิลป์ริมน่านแห่งนี้นั้น ดำเนินงานโดยคุณวินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่านที่สร้างสรรค์งานศิลปะ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงศิลปะ หลังจากร่ำเรียน สั่งสมประสบการณ์ทำงานด้านศิลปะมาหลายสิบปี คุณวินัยจึงกลับมาสร้างหอศิลป์ขึ้นที่บ้านเกิดของตน หวังที่จะถ่ายทอดความงามของศิลปะให้แก่ผู้คนและเยาวชนของจังหวัดน่าน โดยใช้เวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2541 – 2545 ในการปรับปรุงพื้นที่ และใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างอีก 2 ปี หอศิลป์จึงเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 นั่นเอง สถานที่ดีๆ แบบนี้จริงๆ แล้วน่าจะมาตั้งแต่แรกแล้ว จากบริเวณชั้นล่างที่เดินกันอยู่นั้น จะได้เห็นผลงานศิลปะของศิลปินหลายๆ ท่านที่นำมาจัดแสดง ซึ่งเป็นส่วนแสดงนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย ส่วนบริเวณชั้น 2 ผลงานศิลปะและงานสะสมของคุณวินัย ปราบริปู ทั้งภาพวาด และประติมากรรม ส่วนชั้นล่างเป็นนิทรรศการหมุนเวียน นำผลงานของศิลปินแขนงต่าง ๆ มาหมุนเวียนจัดแสดง พอลงมาด้านล่าง และเดินไปทางด้านหลังอาคารจะมี “เฮือนไม้” หรือเรือนไม้เล็ก ๆ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงามตั้งแสดงตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ นั่นก็คือ “เฮือนศรีนวล” ตรงข้ามกันก็คือ “เฮือนยอดหล้า” จะมีภาพวาดและงานศิลปะแบบปูนปั้นจำหน่าย นอกจากนี้ยังมี “เฮือนหนานบัวผัน” ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการภาพถ่ายประวัติจิตรกรรมฝาผนังเมืองน่าน และยังมีห้องนิทรรศการ “สตูดิโอ แกลลอรี่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทั้งศิลปินรุ่นผู้มีความประสงค์เผยแพร่ผลงานทั้งกลุ่มและเดี่ยว (one man show) จึงทำให้เกิดกิจกรรมศิลปะประจำปีประมาณ 10 – 12 นิทรรศการอีกด้วย สำหรับให้ผู้มาชมศิลปะสามารถซื้อสินค้าที่ระลึก สำหรับหลายคนคงเลือกนั่งจิบกาแฟ กินขนม และชมธรรมชาติ บริเวณด้านหลังหอศิลป์นี้เหมือนเรา เพราะได้สัมผัสธรรมชาติ ทิวเขา สายน้ำน่านและลมเย็นๆ ที่พัดเอื่อยๆ ให้เราได้พักกาย พักใจกันที่แห่งนี้

หอศิลป์พิงพฤกษ์

2016-06-24 14:49:47

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงหอศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นแห่งเมืองน่านหอศิลป์ขนาดเล็กบนเนื้อที่เพียง 1 งาน แต่ภายในหอศิลป์กับมีบรรยากาศที่อบอุ่นตลบอบอวนอยู่ทุกอณู และยังเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้รู้จักจังหวัดน่านมากขึ้น หอศิลป์พิงพฤกษ์ก่อตั้งขึ้นโดยคุณสุรเดช กาละเสน ศิลปินชาวน่าน นอกเหนือจากงานประจำในโรงพยาบาลจังหวัดน่าน คุณสุรเดชได้อุทิศเวลาให้กับงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถของวัดมิ่งเมือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งเคยได้รับรางวัลด้านศิลปะต่าง ๆ มากมาย อาทิ รางวัลศิลปินดีเด่นจังหวัดน่าน สาขาทัศนศิลป์ ด้านจิตกรรม ประจำปี 2542 จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รางวัลชนะเลิศการประกวดแบบตราสัญลักษณ์ “น่านเมืองศิลปวัฒนธรรมนำสู่มรดกโลก” ต่อมาเมื่อคุณสุรเดชได้เสียชีวิตลงกะทันหันก่อนที่จะเปิดหอศิลป์จากที่ได้เริ่มต้นไว้ ทำให้คุณโสภา กาละเสน (ภรรยา) ได้มาสานงานต่อเพื่อให้หอศิลป์แห่งนี้ได้เปิดขึ้นตามความตั้งใจของคุณสุรเดช เราจึงได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนหอศิลป์แห่งนี้ และอาจเป็นเพราะความลงตัวที่แยกกันไม่ออกระหว่างบ้านและหอศิลป์ เพราะทั่วทั้งบ้านเต็มไปด้วยภาพเขียน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ตาม โดยภายในหอศิลป์พิงพฤกษ์ นอกจากจัดแสดงผลงานภาพวาดของคุณสุรเดชแล้ว ยังมีในส่วนของบ้านศิลปะที่มีศิลปะและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ จัดแสดงให้เห็นเสมือนมาบ้านของคุณปู่คุณย่าต่างจังหวัดอย่างไงอย่างนั้น และยังมีมุมด้านหนึ่ง ที่จัดแสดงโต๊ะทำงานและอุปกรณ์วาดภาพของคุณสุรเดชไว้เสมือนเป็นการระลึกถึงบรรยากาศการทำงานของผู้ก่อตั้งหอศิลป์แห่งนี้อีกด้วย และที่ชื่นชอบมากที่สุดอีกจุดก็คือ ส่วนที่จัดแสดงวิถีชีวิตท้องถิ่นในครัวมะเก่า ซึ่งสร้างเป็นครัวไฟโบราณจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณ โดยมีตัวเตาไฟที่ทำจากไม้ประกอบกันเป็นสี่เหลี่ยมใส่ดินลงไปให้เต็มพอดีขอบของไม้ ขนาดนั้นก็พอๆ กับที่จะตั้งเตาหุงหาอาหารได้ ส่วนของใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ อาทิ หม้อนึ่ง หม้อข้าว ที่กวนข้าว ที่ผึ่งข้าว ถ้วย ช้อน ชาม ไห ปิ่นโต และอีกมากมาย ของใช้บางอย่างอายุอานามมากกว่าเราเสียอีก ซึ่งสามารถแสดงให้เราได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตสมัยพ่ออุ้ยแม่อุ้ยไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ได้สัมผัสของจริงด้วยตาอย่างเต็มที่ นอกจากนี้หอศิลป์แห่งนี้ยังเปิดเป็นศูนย์ฝึกการวาดภาพให้กับกลุ่มเยาวชนในละแวกใกล้เคียงอีกด้วย จังหวัดน่าน เป็นเมืองแห่งความเงียบสงบและเสมือนเด็กหญิงแก้มแดงน่ารัก น่าชัง ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ หรือวัดวาอาราม ที่คนไทยอย่างเราน่าจะไม่พลาดในการมาเยี่ยมเยียน พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

พิพิธภัณฑ์เกวียน

2016-01-10 01:40:54

จำได้ว่าเคยแวะไปที่ด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อแวะไปชมการทำภาชนะดินเผาและยังซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านแต่ไม่รู้เลยว่าใกล้ ๆ กับร้านดินดำมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอยู่ เพราะว่ามันตั้งอยู่ในบ้านพักอาศัยของอาจารย์วิโรฒและอาจารย์เปรมจิต ศรีสุโร นั่นเอง แต่ในครั้งนี้เมื่อเรามีข้อมูล เราจึงโทรศัพท์เข้าไปแจ้งอาจารย์ว่า เราตั้งใจจะเข้าไปชม “เกวียน” ที่อยู่ด้านใน เพราะทราบมาว่ามีให้เราชมเยอะมาก และแต่ชิ้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก พิพิธภัณฑ์เกวียนก่อตั้งขึ้นโดยทุนส่วนตัวของอาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม อาจารย์วิโรฒมีถิ่นกำเนิดที่ภาคใต้ แต่มีความสนใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสาน อาจารย์ได้เก็บสะสมเกวียนตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในครั้งนั้นท่านได้ทำงานพิเศษ เมื่อได้เงินมาจึงแบ่งส่วนหนึ่งมาซื้อเกวียนลำแรก จากนั้นมาจึงมีการสะสมเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านและเกวียนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีเกวียนจำนวนกว่า 60 เล่ม โดยเป็นเกวียนที่มาจากหลายพื้นที่ หลายภูมิภาค ซึ่งมีคุณลักษณะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม การใช้งาน และสภาพภูมิประเทศ เมื่อเราเข้าไปด้านในบริเวณบ้าน ที่นี่ทำพิพิธภัณฑ์แบบกลางแจ้ง แต่ก็มีอาคารเพิงไม้หลายหลัง เพื่อเก็บเกวียน และได้แบ่งเพิงที่เก็บเกวียนเป็นตามแต่ละภูมิภาคสำหรับการจัดแสดง โดยมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามการใช้งาน อาทิ เพิงเกวียนภาคกลางแบ่งออกได้ 8 รูปแบบ เกวียนรอยต่อพระนครศรีอยุธยาต่อกับสระบุรี มีลักษณะหัวโค้งงอนสูงใหญ่ สง่างามกว่าชนิดอื่น เกวียนควายใหญ่สุพรรณบุรี หรือเพิงเกวียนอีสานตอนล่าง ที่มีการแกะสลักลวดลาย มีประทุนที่สานอย่างประณีต สามารถกันแดดกันฝนได้ดี และยังได้เห็นเกวียนโคราชที่มี 2 รูปแบบ คือ เกวียนขนอนและเกวียนสาลี่ เกวียนสาลี่มีตัวเกวียนเตี้ย เหมาะกับการบรรทุกไม้หรือของหนัก เป็นต้น เราเดินชมให้ครบทุกเพิงทุกภาค ก็ทำให้เรารู้สึกว่า เราเห็นคนเมืองไม่เคยเห็นไม่เคยรู้เลยว่าเกวียนที่ใช้ในสมัยก่อน มันมีความแตกต่างกันด้วย คิดว่าเป็นเกวียนที่ใช้บรรทุกเหมือนกันหมดทุกที่จริง ๆ แล้วหากเป็นไปได้เยาวชนรุ่นหลังควรที่จะมาชมเกวียนที่พิพิธภัณฑ์จะไม่มีให้ได้เห็นกันอีก หากเวลาล่วงเลยผ่านไปจนหลายคนหลงลืม


ห้องภาพเมืองสุรินทร์

2016-01-10 02:30:56

ห้องภาพเมืองสุรินทร์ เกิดจากความร่วมมือของสำนักงานจังหวัดสุรินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และสำนักสุรินทร์สโมสร โดยมีที่มาจากการจัดงานภาพเก่าเล่าเรื่อง เมืองสุรินทร์ ของสำนักสุรินทร์สโมสร จำนวน 21 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา สำนักสุรินทร์สโมสรเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ที่ให้ความสนใจศึกษาเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองสุรินทร์ในอดีต ในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตของผู้คน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากคำบอกเล่า ส่วนใหญ่แล้วในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพเก่าเมืองสุรินทร์แล้ว ยังมีการจัดงานเสวนาเล่าเรื่องเมืองสุรินทร์ในอดีต โดยเชิญผู้อาวุโสหลากหลายอาชีพมาบอกเล่าประสบการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนรุ่นปัจจุบันได้รับรู้ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก หลังจากนั้น สำนักสุรินทร์สโมสรได้จัดงานภาพเก่า เล่าเรื่องเมืองสุรินทร์ ขึ้นอีกหลายครั้ง ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา อาคารห้องรับรองพิเศษของสถานีรถไฟ ตลอดจนวัดวาอารามต่าง ๆ โดยเปลี่ยนหัวข้อการเสวนาไปตามสถานที่จัดงาน ต่อมาได้มีการใช้อาคารด้านหน้ามหาวิทยาลัยจัดเป็นห้องภาพเมืองสุรินทร์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองสุรินทร์ในอดีต ห้องภาพเล็ก ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยภาพเล่า ที่ต่างพากันพยายามเล่าเรื่องเมืองสุรินทร์ผ่านสายตาช่างภาพมากหน้าหลายตา ที่พยายามจะรวบรวมทั้งภาพเก่าและภาพใหม่ให้คงอยู่คู่เมืองสุรินทร์และไม่ให้สูญหายไปจากความทรงจำของใครหลาย ๆ คน

วัดและชุมชน

พิพิธภัณฑ์ชาวเขา

2016-05-25 14:04:11

พิพิธภัณฑ์ชาวเขาจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2508 โดยคำแนะนำของ Prof. W.R. Geddes นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย ตั้งอยู่ในอาคารที่ทำการศูนย์วิจัยชาวเขา ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สังกัดกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บรวบรวมวัตถุพยาน ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในประเทศไทย หรือที่เรียกกลุ่มชนเหล่านี้ว่า “ชาวเขา” เพื่อประกอบการศึกษา ค้นคว้า วิจัยของนักวิจัย และผู้สนใจทั่วไป ต่อมา ได้มีกลุ่มผู้สนใจจำนวนมากขึ้น จึงได้เปิดให้บริการเยี่ยมชมแก่บุคคลทั่วไป ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ปี พ.ศ.2540 ได้ย้ายสถานที่ตั้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มา ณ อาคารในบริเวณสวนล้านนา ร.9 (ที่ตั้งปัจจุบัน) โดยได้รับความอนุเคราะห์จากจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายพลากร สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น ปัจจุบัน ได้จัดการแสดงออกเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เรื่องชีวิต ความเป็นมา วัฒนธรรม ประเพณีของชาวเขา จำนวน 12 เผ่า ชั้นที่ 2 เรื่องการแต่งกาย ชีวิตเด็กบนดอย การพัฒนาบนพื้นที่สูง และศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ชั้นที่ 3 เรื่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยภูเขา

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่

2016-03-10 20:11:56

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2435 ก่อนสมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ หลังจากเจ้าหลวงเมืองแพร่คือเจ้าพิริยเทพวงศ์ ได้ลี้ภัยไปอยู่เมืองหลวงพระบางแล้ว คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้าที่ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่อยู่ระยะหนึ่ง คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จมาเยี่ยมราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2501 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประทับแรม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2536 อาคารหลังนี้ได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี 2536 และสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ประจำปี 2540 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังจากนั้นได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541 และได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547 จังหวัดแพร่ได้มอบคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่เป็นผู้ดูแล เพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ "คุ้มเจ้าหลวง" ซึ่งหลังจากที่ได้รับมอบแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ทำการปรับปรุงภายในอาคาร และตกแต่งสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม พร้อมทั้งได้จัดตั้งสำนักงานและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ดูแล โดยได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในปี 2548

หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ

2016-03-10 21:49:16

ถือเป็น ‘ธรรมเนียม’ ของผู้มาเยี่ยมเยือนที่มักทำต่อๆ กันมา ณ หน้าพระพักตร์ของหลวงพ่อพุทธเศียร พระพุทธรูปหินทรายที่มีพุทธลักษณะสวยงามที่สุดตามแบบฉบับหินทรายสกุลช่างพระเยาในยุคต้นที่ได้รับอิทธิพลจากทางสุโขทัย ซึ่งถูกค้นพบที่วัดสบร่องขุย วัดร้างที่สันนิษฐานกันว่าเป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สาบานต่อกันของพ่อขุนงำเมือง พ่อขุนมังราย และพ่อขุนรามคำแหง (พระร่วง) ด้วยพระพักตร์ที่ช่างแกะสลักฝีมือดีแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างลงตัวพระเกศาเป็นเม็ดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พระขนงโค้งเรียว พระเนตรเหลือบมองต่ำ พระโอษฐ์อิ่ม แย้มยิ้ม ดูสงบและฉายแววแห่งความเมตตา ถือเป็นหลักฐานทางประวัติสาสตร์ที่งดงามและทรงคุณค่ายิ่งปัจจุบัน หลวงพ่อพุทธเศียรประดิษฐาน ณ หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา


พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง

2016-07-08 12:46:27

พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2527 โดยพระครูศรีผ่อง โกวิโท (บุญเป็ง) ได้รับพระรามทานสมณศักดิ์พัดยศ ตามราชทินนามพระครูโกวิทธรรมโสภณ ตำแหน่งเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความสนใจเป็นพิเศษในการอนุรักษ์ศาสนวัตถุที่มีคุณค่า พระพุทธรูปโบราณ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน อันเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่การสืบทอดมาช้านาน ประกอบด้วยสิ่งของหลายร้อยหลายพันอย่าง ที่สูญหายไปแล้วก็มี และที่ยังพบเห็นอยู่ทั่วไปก็มี เพียงก้าวแรก ที่หันมาสนใจอนุรักษ์ของเก่า ประเภทเครื่องใช้มนชีวิตประจำวัน แล้วนำของชิ้นแรก ‘ปิมดินกี่’ รูปโค้งสำหรับก่ออิฐสร้างบ่อน้ำ มาวางไว้ที่โต๊ะหน้ากุฏิพร้อมกับเห็นอะไรเก่าๆ เช่น ถ้วย ชาม กระเบื้อง ฯลฯ ก็นำมาวางๆไว้ รวมกันได้ประมาณ 100 ชิ้นชาวบ้านใกล้เคียงมาพบเข้าก็เริ่มสนใจ สอบถามถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการเก็บรักษาสิ่งของบางอย่างคนรุ่นใหม่ไม่ทราบว่าเป็นอะไรและไม่รู้ถึงประโยชน์ใช้สอยทำให้พระครูโกวิทธรรมโสภณ ต้องอธิบายขยายความเป็นรายๆไป จนกระทั่งศรัทธาประชาชนในหมู่บ้าน และตำบลใกล้เคียงต่างทราบก็นำวัตถุโบราณ สิ่งของเครื่องใช้เก่าๆ พระพุทธรูปเก่า มาถวายไว้เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดมากขึ้นนับรวมแล้วมีประมาณ 1,000 ชิ้น คณะกรรมการวัดเริ่มเห็นว่าสถานที่เก็บรักษาคับแคบ จึงได้ขยายตู้เก็บเข้าไว้ในกุฏิถึง 3 ห้อง แต่ก็ไม่สะดวกสำหรับศรัทธาประชาชนที่จะเข้าชมเพราะคับแคบมาก ท่านพระครูโกวิทธรรมโสภณ จึงได้ก่อสร้างอาคารหลังปัจจุบันขึ้น แล้วนำวัตถุโบราณพื้นบ้าน เครื่องใช้ไม้สอยของใช้ในพระพุทธศาสนาต่างๆ จัดเข้าไว้ในอาคารใหม่เป็นสัดส่วนเรื่องนี้ได้ทราบไปถึงศรัทธา ญาติโยม ต่างนำของมาบริจาคอยู่ตลอด จนกระทั่งปัจจุบันรวมแล้วมีโบราณวัตถุและศิลปวัตถุพื้นบ้าน 5,000 กว่าชิ้น และมีศรัทธาจากกรุงเทพฯ ได้บริจาคโบราณวัตถุศิลปวัตถุให้แก่พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็งจึงได้สร้างพิพิธภัณฑ์หลังที่ 2 ขึ้นเพื่อจัดแสดงวัตถุที่ได้รับมา ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง การดำเนินชีวิตของชาวบ้านวัฒนธรรมและประเพณี จัดแสดงวัตถุสะสมชิ้นสำคัญ คือ แม่พิมพ์อิฐก่อบ่อน้ำ

ศูนย์วัฒนธรรมไททรงดำเขาย้อย

2016-05-25 14:02:33

ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ ก่อตั้งโดยชาวบ้านร่วมมือกับเทศบาลตำบลเขาย้อย พัฒนาจากที่สารธารณะเปล่าประโยชน์มาเป็นแหล่งรวบรวมวัฒนธรรมและประเพณีของชาวไทยทรงดำ และสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านมีทั้งนิทรรศการที่ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป รวมถึงโฮมสเตย์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบรรยากาศ กลิ่นอายและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยทรงดำได้จากสถานที่จริง ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการประวัติและวิวัฒนาการลำดับเรื่องราวการอพยพมาอยู่ในประเทศไทยของชาวไทยทรงดำ, กลุ่มชนเผ่า,จัดแสดงเรือนที่พักอาศัย,เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และเครื่องแต่งกายของชาวไทยทรงดำ,วัฒนธรรมและประเพณี จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมของชาวไทยทรงดำ เช่น พิธีเสนเรือน พิธีแต่งาน พิธีทำศพ การเอิ้นดอน และฟ้อนแคน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์

2015-12-16 10:01:58

‘พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี’ ประติมากรรมรูปแบบพิเศษที่พบเฉพาะในศิลปะทวารวดี สลักเป็นภาพพระพุทธเจ้านูนสูงประทับเหนือสัตว์พาหนะลูกผสมที่เรียกกันต่อๆมาว่า ‘พนัสบดี’ เชื่อกันว่าเป็นภาครวมของสัตว์พาหนะของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูคือมีปีกอย่างหงส์ ซึ่งเป็นพาหนะของพระพรหม มีหูและเขาอย่างโคซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ และมีปากอย่างครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ โดยเหตุผลของการสร้างประติมากรรมทางธรรมชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของพุทธศาสนาต่อศาสนาฮินดู นักวิชาการบางท่านให้ข้อสังเกตว่า ลักษณะของพนัสบดีนี้คล้ายคลึงกับที่ปรากฏในศิลปะแถบอรัฐประเทศของอินเดีย และอาจเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่าพระพุทธองค์ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่มวลสรรพสัตว์ก็เป็นได้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประปฐมเจดีย์ บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ด้านทิศใต้ มีอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น เก็บรักษาโบราณวัตถุที่เดิมที่เก็บรักษาไว้ที่ระเบียงคตรอบองค์พระปฐมเจดีย์ กระทั้งในพ.ศ.2454 จึงได้เคลื่อนย้ายไปไว้ในวิหารตรงกันข้ามพระอุโบสถ และถูกเรียกว่า ‘พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน’ กระทั่งในพ.ศ.2477 ได้ยกฐานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในความดูแลของกรมศิลปากร


พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคงคาราม

2015-12-16 20:16:25

กุฏิ 9 ห้อง บนกุฏิ 9 ห้อง ซึ่งเป็นเรือนไม้ทรงไทยที่ใหญ่และงดงาม ดัดแปลงพื้นที่เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยก่อสร้างหมู่เรือนไทยเพิ่มเติมเชื่อมต่อกับตัวกุฏิ สามารถเดินทะลุถึงกันได้ เนื่องจากวัดคงคารามเป็นวัดสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ข้าวของต่างที่ทางวัดเก็บไว้จึงมีจำนวนมาก ข้าวของส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวมอญ ของชิ้นเด่นในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้แก่ โลงมอญ อายุกว่า 200 ปี แกะสลักลายดอกพุดตาลลงรักปิดทองประณีตงดงาม (โลงมอญทำการลงรักปิดทองใหม่ แกะจากไม้ชิ้นเดียวทะลุโปร่งเป็นลายดอกพุดตาล ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติมอญในอดีต) คัมภีร์ใบลานและสมุดไทยที่จารเป็นภาษามอญจำนวนมาก หีบและตู้พระธรรม เครื่องปั้นดินเผาศิลปะมอญแกะสลักลวดลายวิจิตรหาชมได้ยากในปัจจุบัน เครื่องมือช่างสมัยโบราณ อาทิ กบไสไม้ขนาดต่างๆ หนังข้างอานม้าลงรักปิดทอง ตาลปัตรพัดยศรูปทรงงดงาม เสื่อผ้าเครื่องแต่งกายชาวมอญ เครื่องถ้วยลายคราม เครื่องทองเหลือง เป็นต้น พิพิธภัณฑ์ได้จัดหมวดหมู่ของและแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 10 ห้อง ได้แก่ห้องตู้เก็บคัมภีร์ใบลาน ห้องคัมภีร์ ห้องเครื่องมือช่าง ห้องทองเหลือง ห้องลายคราม ห้องเครื่องปั้นดินเผาสุโขทัย-อยุธยา ห้องดนตรีไทย ห้องเครื่องถ้วยชา ห้องหนังสือ และห้องรวมสมัย นอกจากนี้ในพื้นที่ของวัดคงคารามยังเป็นแหล่งเรียนรู้ในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นงานพุทธศิลป์จากภาพจิตรกรรมฝาผนัง งานพิพิธภัณฑ์สะท้อนผ่านวัตถุที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทั้งยังมีเอกลักษณ์ทางด้านชาติพันธุ์ของชุมชนชาวมอญ อาทิ ประเพณี ภาษา รวมถึง สถาปัตยกรรมและงานหัตถกรรมต่างๆที่น่าสนใจและน่าศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง

พิพิธภัณฑ์ต้นน้ำ

2016-01-02 17:58:58

พิพิธภัณฑ์ต้นน้ำคืออาคารหลังที่ 2 ที่สร้างต่อมาจากพิพิธภัณฑ์วัดเกยไชยเหนือ เพื่อรองรับวัตถุ ที่ชาวบ้านนำมาบริจาค โดยมีการจัดแสดงประวัติและวิวัฒนาการของวัตถุโบราณ ที่แสดงถึงการค้าขาย อันรุ่งเรืองในอดีต รวมถึงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเครื่องทุ่นแรง เครื่องประดับเงินโบราณ วัตถุบูชา พระพุทธรูป และเครื่องใช้ในพิธีกรรม ที่บ่งบอกวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของผู้คน ตลอดจนเครื่องมือเกษตรกรรม ที่มีการพัฒนาจากแรงงานคนสู่การใช้แรงเครื่องจักรวัตถุการแพทย์แผนโบราณ และผลงานศิลปะมากมาย ที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญา โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่คร่าวๆ ตามลักษณะทางกายภาพ เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องสังคโลก เงินโบราณ เปลือกหาย พระพุทธรูป เป็นต้น

โฮงหลวงแสงแก้ว

2016-01-02 23:02:32

คุณแม่อมรา มุนิกานนท์ ผู้มีความศรัทธาในวัดพระแก้ว มีความประสงค์จะสร้างอาคารถวายเป็นพุทธบูชา ได้เริ่มสร้างสถานที่แห่งนี้ในปี 2538 จากนั้นจึงได้พัฒนาขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด จากนั้นจึงได้พัฒนาขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด เพื่อเป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุของวัดและของที่ศรัทธานำมาถวาย รวมทั้งข้อมูลทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมล้านนา และชีวประวัติของบุคคลสำคัญ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรมล้านนา โดยทางวัดได้ขอพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ‘สธ’ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี อันเชิญมาประทับไว้หน้าอาคารและพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดป้ายพิพิธภัณฑ์โองหลวง แสงแก้ว ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 มาที่นี่ต้องดู! เครื่องปั้นดินเผา และโบราณวัตถุ รวมถึงเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องเขิน และคัมภีร์ใบลาน ที่บอกเล่าเรื่องราวของพุทธศาสนาได้อย่างละเอียด

หน่วยราชการ

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

2016-01-21 10:20:45

หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้เลือกอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุงศรีของพี่น้องตระกูล ‘วสุวัต’ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญของประเทศ เป็นต้นแบบในการสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากเป็นอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นอาคารที่มีความงดงามสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งเข้ารับราชการอยู่ในกรมศิลปกร ก่อสร้างสำเร็จและเปิดใช้เมื่อพ.ศ.2478 อยู่กลางทุ่งบางกะปิ ริมถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ ซึ่งต่อมาคือบริเวณปากซอยอโศก ถนนสุขุมวิท พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของประเทศไทย เช่น พระเจ้าบรมวงศ์หรือรัตน์ เปสตันยี ประวัติและวิวัฒนาการ หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย การละเล่น หนังตะลุง หนังใหญ่ ถ้ำมอง การกำเนิด ภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงมุมมองของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน ผลงานศิลปะ จัดแสดงภาพ โปสเตอร์ ใบปิดหนังและแผ่นเสียงภาพยนตร์ในยุคเก่า เทคโนโลยีและจักรกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ วิวัฒนาการของเครื่องมือต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์ไทยในรอบร้อยปี โดยจัดแสดงด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพเขียน หุ่นจำลอง เสียง วัตถุสิ่งของ วีดีทัศน์ โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับมหรสพของไทยที่มีมาก่อน- ภาพยนตร์ ควบคู่ ไปกับการละเล่นของชาวตะวันตก เช่น ตะเกียงวิเศษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นถ้ำมอง เรื่อยมาจนถึงเรื่องคนไทยที่ได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรกคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกรุงเบริ์น เมื่อ พ.ศ.2440, การฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในสยามเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440, คนไทยถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถม ถวัลย์วงศ์ พ.ศ.2433, การจัดตั้งโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกคือโรงหนังญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2448 เป็นต้น หอเกียรติยศ จัดตกแต่งเป็นฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่สำคัญ เช่น เรื่องโรงแรมนรก,แม่นาคพระโขนง,กล่อง,ตลก 69,หุ่นมิตร ชัยบัญชา ในฉากสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น รวมถึงส่วนของนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวขั้นตอนต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑ์อัยการไทย

2016-03-10 19:35:19

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยามีการแต่งตั้งพนักงานขึ้นในตำแหน่งเจ้าพนักงานรักษาพระอัยการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบต่อข้าราชการทางด้านกฎหมายของบ้านเมืองทั้งในด้านคดีความ และการถวายความเห็นทางกฎหมายต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนในบรรดาหัวเมืองนั้นได้แต่งตั้งให้มีเจ้าพนักงานในตำแหน่งยกกระบัตร ทำหน้าที่ตรวจราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุง ทรงสถาปนากรมอัยการขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2436 สังกัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาอีก 29 ปี กรมอัยการได้โอนไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย จวบจนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 กรมอัยการได้แยกออกจากกระทรวงมหาดไทยอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สำนักงานอัยการสูงสุด’

พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ

2016-03-10 21:34:56

ถือเป็นอีกแหล่งเก็บประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง ‘พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ’ พิพิธภัณฑ์ส่วนกลางของกองทัพ ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ และจัดแสดงสรรพศาสตราวุธ และวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ตลอดจนเอกสารทางประวัติศาสตร์ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอกบริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเดิม พิพิธภัณฑ์กองทัพบกฯ มีรากฐานจากพิพิธภัณฑ์ทหารของโรงทหารหน้า ซึ่งครั้งนั้นเจ้าหมื่นไวยวรนาถผู้บังคับการกรมทหารหน้าได้การบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานสร้างขึ้นโดยกำหนดให้บริเวณหน้ามุขชั้น 3 เป็นสถานที่จัดเก็บสรรพศาสตราวุธและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ต่อมากองทัพบกมีความจำเป็นต้องใช้ห้องดังกล่าวเป็นที่ทำงานของหน่วยงาน จึงส่งมอบวัตถุพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ครั้งพอมีการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกขึ้น ณ บริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเหล้าเดิม กองทัพได้อนุมัติจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นในอาคารดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา บนเนื้อที่อาคารทั้งหมด 3 ชั้น จัดแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ อาทิ ห้องจัดแสดงอาวุธซึ่งจัดแสดงอาวุธจริงหลากหลายประเภทที่กองทัพบกใช้ในราชการสงคราม ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยสงครามเวียดนาน,ปรามอั้งยี่,วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ฯลฯ โดยอาวุธส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงจะเป็นปืนเล็กสั้น และปืนเล็กยาวจากหลายประเทศ อาทิ ปืนคาบศิลา,ปืนนก,สับ เป็นต้น แต่ที่ชวนตื่นตาตื่นใจมากที่สุด เห็นจะเป็น ‘ปืนแก๊ตลิ่ง’ ที่กองทัพไทยสั่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เป็นอาวุธประจำหน่วยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งปืนดังกล่าว สามารถยิงได้ประมาณ 400นัด/นาที เคยใช้ในการปราบฮ่อที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของชาติจนได้รับชัยชนะในที่สุดและที่สะดุดตาไม่แพ้กันก็คือ ‘โพล่’ และ ‘แฟ้ม’ สิ่งจำเป็นสำหรับทหารเดินเท้าในสมัยโบราณ ใช้เป็นที่พักแรมเวลาออกศึกสงคราม ป้องกันแดดฝนภายในผูกติดด้วยแฟ้มซึ่งสานตอกเป็นรูปร่างคล้ายครุ (ถัง) นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แสดงเหตุการณ์สำคัญของกองทัพ การปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ,ห้องจัดแสดงเครื่องแบบและเครื่องหมายทหาร,ห้องรับรองกองบัญชาการกองทัพบก และห้องพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นต้น


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

2015-12-08 11:09:49

ในปีพ.ศ.2499 – 2500 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้พบโบราณวัตถุศิลปวัตถุจำนวนมาก เช่น เครื่องทองคำ พระพุทรูป พระพิมพ์ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุอันล้ำค่าดังกล่าว โดยใช้เงินที่ประชาชนบริจาคและของรับพระพิมพ์ที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการสมนาคุณจึงให้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ว่า “ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติและพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงสถาปนาวัดราชบูรณะเมื่อพ.ศ. 1967 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2513

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

2016-06-20 14:08:45

อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เดิมเรียกว่า หอคำ หรือ คุ้มหลวง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2446 โดยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน เพื่อใช้เป็นที่พำนักและที่ออกว่าราชการ ต่อมาได้ใช้เป็นที่พำนักของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย กระทั่งพิราลัย บุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงมอบอาคารพร้อมที่ดินให้กับรัฐบาล เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด และเมื่อได้มีการสร้างอาคารศาลากลางหลังใหม่ ในปี พ.ศ. 2517 กระทรวงมหาดไทยจึงมอบอาคารและพื้นที่ให้กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากรใช้เวลาอยู่นานหลายปีในการบูรณะตัวอาคารซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม จนล่วงมาถึงปี พ.ศ.2524 จึงแล้วเสร็จและเริ่มจัดแสดงภายใน และได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธานในพิธีเปิด

พิพิธภัณฑ์กีฬาแห่งชาติ

2016-03-10 21:57:58

พิพิธภัณฑ์กีฬาแห่งชาติ เป็นเสมือนแหล่ง ‘บันทึกวันเวลาแห่งชัยชนะ รอยยิ้ม และน้ำตา’ ของบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่วงการกีฬา สร้างขึ้นพร้อมกับราชมังคลากีฬาสถานในพ.ศ. 2533 และแล้วเสร็จในพ.ศ.2540 บนพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางเมตรของพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ‘โถงต้อนรับ’ ซึ่งมีตราพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกและแผ่นศิลาชื่อพระราชทาน ‘ราชมังคลากีฬาสถาน’ ต่อมาเป็น ‘ห้องจัดแสดงวิวัฒนาการกีฬาสากลของไทย’ ซึ่งจะมีภาพและความเป็นมาของการเผยแพร่กีฬาสากลในเมืองไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ ทรงสนพระทัยในการกีฬาเป็นอย่างมาก และได้มีการวางรากฐานกีฬาสากลภายในโรงเรียนด้วยโดยมีการแข่งขันกรีฑานักเรียนและครู ครั้งแรกที่ท้องสนามหลวงในพ.ศ.2440 กระทั่งในพ.ศ.2494 ประเทศไทยก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเซียนเกมส์ครั้งที่ 1 ที่นิวเดลี ประเทศอินเดีย ต่อมาในพ.ศ. 2495 ไทยได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 15 ที่เฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์เป็นครั้งแรกและเป็นเจ้าภาพกีฬาแหลมทองครั้งแรก ในพ.ศ.2502 แต่ที่พลาดไม่ได้ คือ ‘หอเกียรติยศ’ (Hall of Fame) ซึ่งจะรวบรวมเรื่องราวเห่าวีรบุรุษนักกีฬาของไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไฮไลต์ของห้องนี้จะอยู่ที่รูปปั้นจำลองเท่าของจริงของ มานะ สีดอกบวบ หรือที่คอกีฬารู้จักกันในนาม ‘โผน กิ่งเพชร’ แชมเปี้ยนโลกมวยสากลอาชีพรุ่นฟลายเวตคนแรกของประเทศไทยตลอดจนบอร์ดแสดงประวัตินักกีฬาเกียรติยศอื่นๆ อีกมากมาย ถัดจากนั้น ‘ห้องพระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช’ ที่จัดแสดงพระรูปจำลองของพระองค์เจ้าพีระฯ และรถจำลองแข่งรอมิวลุส และ ‘ห้องพระบรมวงศานุวงศ์กับการกีฬา’ ที่จัดแสดงพระรูปจำลองของสมเด็จพระศรีนครินทรทราบรมราชชนนี ในขณะที่กำลังทรงเปตองนอกจากนี้ยังมรบอร์ดแสดงพระจริยวัตรทางการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบาทราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพที่หาชมได้ยาก


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

2016-03-10 22:03:31

เคียวด้ามทองคำ หนึ่งในอุปกรณ์ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงใช้ในการทำปุ๋ยหมัก หว่าข้าว และเกี่ยวข้าวในท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรีนอกจากบัวรดน้ำ ขัน พลั่ว รถไถ เครื่องนวดข้าว พันธุ์ข้าว พระรามทาน รวงข้าวมงคล 9 รวง แรกที่ทรงเกี่ยว (ข้าวเจ้าพันธุ์ ก.ย.23) ‘เคียวด้ามทองคำ’ ความยาว 42 เซนติเมตรเล่มนี้ ตัวด้ามหุ้มด้วยทองคำ น้ำหนักกว่า 8 บาท แกะสลักลวดลายพญานาค และเทพธิดาฟ้อนรำ สลักข้อความว่า ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ’สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานเกี่ยวข้าว ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2529 เวลา 14.00 น. ส่วนที่ใบมีดแกะสลักลายพฤกษานานาพันธุ์ เคียวด้ามทองคำ ถือเป็นเคียวประวิติศาสตร์ที่ข้าราชการในจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมสมทบทุนจัดทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เพื่อทรงใช้เกี่ยวข้าวปฐมฤกษ์ในแปลงสาธิต ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้พระราชทานเคียวด้ามทองคำนี้ มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทยตราบจนปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หว้ากอ

2016-03-10 22:08:11

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า หว้ากอ ซึ่งจัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยาของสัตว์น้ำต่างๆ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และนำเค็ม มีส่วนจัดแสดงทั้งหมด 2 ชั้น แบ่งนิทรรศการเป็น 6 นิทรรศการ เริ่มด้วยเมื่อผู้เข้าชมเข้ามาด้านในจะพบกับ การกำเนิดของสิ่งมีชีวิต เรียนรู้ระบบนิเวศเบื้องต้นจากซุ้มและฐานต่างๆ จากนั้นจึงนำเข้าไปสู่นิทรรศการจำลองระบบนิเวศจากขุนเขา หรือป่าต้นน้ำ แล้วจึงต่อเนื่องไปสู่นิทรรศการจำลองวิถีชีวิตแบบป่าชายเลน หาดทราบ และหาดหินพร้อมทั้งแสดงพันธุ์ปลาที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ นอกจากนี้ผู้ชมยังสามารถสัมผัสกับบรรยากาศใต้ท้องทะเลภายใต้อุโมงค์ซึ่งสามารถมองเห็นปลาและสัตว์หลากหลายสานพันธุ์ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดกิจกรรม Touch Pools ไว้ให้ผู้ชมสามารถสัมผัสสัตว์น้ำได้โดยตรง เช่น ดาวทะเล แมงดา ปลิงทะเล เม่นทะเล เป็นต้น ชมนิทรรศการธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต จัดแสดงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ อีกหลายสายพันธุ์ จากขุนเขาสู่สานน้ำ – เป็นส่วนจัดแสดงเรื่องชนิดและระบบนิเวศแหล่งต้นน้ำ ป่าต้นน้ำ โดยจัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดทั้งที่มีเกล็ดและไม่มีเกล็ด ผู้ชมจะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกายวิภาคของปลา และสามรถเชื่อมโยงความรู้ของระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด จากต้นน้ำสู่แหล่งน้ำใหญ่ จากระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด เรื่อยมาจนถึงระบบนิเวศน้ำกร่อยและน้ำเค็ม หากหินและหากทราย นอกจากนี้ยังนำพันธุ์ปลามีพิษที่หาชมได้ยากมาจัดแสดงทั้งยังเปิดวีดีทัศน์ให้ชมระบบนิเวศทะเลหว้ากอ ‘เปิดโลกพิศวงใต้ฝืนน้ำ’ อีกด้วย แหล่งเรียนรู้อื่นๆ ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองบิน 53

พิพิธภัณฑ์กรมราชทัณฑ์

2016-03-10 22:11:18

พระราชหัตถเลขา ทุกสังคมย่อมมีคนดีและคนไม่ดีเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม เราจึงต้องมีกฎเกณฑ์ในการควบคุมพฤติกรรมของพลเมือง นอกจากมีการใช้ตัวบทกฎหมายแล้วยังต้องมีบทลงโทษต่างๆ เพื่อรองรับกฎหมายเหล่านั้นด้วย สำหรับวัตถุโบราณ เกี่ยวกับการลงโทษในสังคมไทย ที่เป็นของหาชมได้ยากยิ่งคือพระราชหัตถเลขาพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องหาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 6 ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณในงานราชทัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ เป็นสถานที่รวบรวมวัตถุเกี่ยวกับการลงโทษและวัตถุโบราณจากเรือจำต่างๆ ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ประวัติและวิวัฒนาการงานราชทัณฑ์ การลงโทษและการประหารชีวิตของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จัดแสดงเครื่องพันธนาการ เครื่องลงทัณฑ์สมัยโบราณ ประวัติความเป็นมาของเรือนพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม) จัดแสดงเอกสารวัตถุโบราณ เช่น วิธรการทรมาน สมัยโบราณ,ภายถ่ายเรือนจำ,การประหารชีวิต,ภาพเพชฌฆาต อาวุธปืนที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษหุ่นจำลองแสดงการประหารชีวิตหลักประหารที่เคยใช้งานจริง จำลองการประหารชีวิตสมัยโบราณ ทั้งตัดคอและยิงเป้า เครื่องแบบผู้คุมและนักโทษสมัยก่อน ฯลฯ อาคารที่ 1 เป็นอาคารแรกสำหรับการเริ่มต้นชมพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ห้องแรกจัดแสดงประวัติและความเป็นมาของเรือจำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมถึงจัดแสดงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมนักโทษ เช่น โซ่ตรวน และเครื่องมือพันธนาการต่างๆ ชั้นบนแบ่งเป็น 3 ห้องแสดงโดยจัดจำลองให้เห็นถึงลักษณะการประหารชีวิตสมัยโบราณ ได้แก่ การแสดงหุ่นประหารชีวิตด้วยดาบ ประกอบด้วยศาลเพียงตา ขันน้ำมนต์ และอาหารมื้อสุดท้ายของผู้ต้องขังเป็นต้น ต่อมาเป็นการแสดงวิวัฒนาการจากการประหารชีวิตด้วยปืน หรือที่เรียกว่ายิงเป้าห้องท้ายสุดเป็นการประหารชีวิตในปัจจุบันคือการประหารชีวิตโดยการฉีดสารพิษเข้าร่างกาย โดยในส่วนนี้จัดจำลองเตียงประหารและขั้นตอนต่างๆ อาคาร 2 ชั้นล่าง จัดแสดงภาพและคำบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเรือจำพิเศษกรุงเทพฯในสมัยต่างๆ และแสดงวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ที่คงเก็บรักษาไว้ภายในหลังการรื้อถอนอาคารของเรือจำพิเศษกรุงเทพนมหานคร (เดิม) ชั้นบนจัดแสดงห้องนิทรรศการพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชจักรีวงศ์ อาคารแดน 9 เป็นอาคารเรือนนอนของผู้ต้องขังเรือจำพิเศษกรุงเทพฯ (เดิม) ซึ่งคงสภาพเดิมไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะของอาคารห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ ห้องควบคุมผู้ต้องขัง และสภาพการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ต้องขัง ลักษณะการก่อสร้างตัวอาคารเป็นการนำเอาแบบอย่างของสถาปัตยกรรมตะวันตกมาใช้ เช่น มีระบบการเปิดปิดห้องนอนผู้ต้องขังระบบรวม โดยยกคันยกเพียง 1 ครั้ง จะสามารถ เปิดปิดห้องนอนได้ถึง 9 ห้อง อาคารพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.2540

สถานศึกษา

อุทยานวิทยาศาสตร์ พระจอมเหล้า ณ หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์

2015-12-08 11:25:26

หว้ากอในอดีต เป็นชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในตำบลคลองวาฬ ห่างจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 15 กม.ความสำคัญของหมู่บ้านนี้เคยเป็นสถานที่ที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงคำนวณไว้ว่าจะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นได้ ชัดเจนที่นี่ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร สุริยุปราคา ณ ที่แห่งนี้ ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2532 ให้ดำเนินการโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ และเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานนามว่า “อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว่ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นสถานศึกษาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 ปัจจุบันสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้ง เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็น "บิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย" ซึ่งมีบทบาทในการ พัฒนาขีดความสามารถ ทางด้าน วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของประเทศดังนี้ 1.ปลูกฝังความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความภาคภูมิใจในพระ อัจฉริยภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเป็น พื้นฐาน ให้คนรุ่นหลังเกิดความสนใจในศักยภาพของชนชาติไทย ที่จะ พัฒนา เกียรติประวัติ ทางด้าวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้าสืบไป 2.เป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมทางการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม ดาราศาสตร์ อวกาศ เทคโนโลยี และพลังงาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียน การสอนตามหลักสุตร เพื่อพัฒนา พื้นฐานความรู้ความเข้าใจ และเพื่อเผยแพร่วิทยาการ ที่จะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป 3.เป็นศูนย์ฝึกอบรมครูอาจารย์และบุคลากรการศึกษาทั้งใน ระบบและนอก ระบบโรงเรียน 4.เป็นศูนย์การศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ธรรมชาติวิทยาและเทคโนโลยีที่เหมาะสมดาราศาสตร์และพลังงาน 5.เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ

ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

2016-03-10 02:07:52

เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นเครื่องหมายแห่งไมตรีระหว่างสองประเทศ ดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนระยะสั้น ให้กับผู้ที่มีความสนใจไหรับผู้เริ่มต้น ทั้งการเขียน การอ่าน การฟัง การพูดและวัฒนธรรมจีน และหลักสูตรภาษาจีนในระดับปริญญา ด้วยความร่วมมือด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนอย่างใกล้ชิด   เพื่อให้เป็นสถาบันสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนชั้นนำในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง อีกทั้งยังมีหน้าที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีน ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม สังคม การปกครองและอื่นๆอีกด้วย ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มีลักษณะอาคารเป็นสถาปัตยกรรมจีนแท้ มีสวนน้ำตรงกลางแบบซูโจว วัสดุที่ใช้หลายส่วนนำมาจากประเทศจีน เช่น กระเบื้องหลังคา รูปปั้นประดับหลังคา สิงโตแกะสลัก ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วัฒนธรรมและประเพณี ผลงานศิลปะ และจัดแสดงภาพถ่าย 86 ภาพ ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รู้หรือไม่ ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย ส.ว. ประกอบเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมีเลข 8 และเลข 9 ประกอบอยู่ด้วย โดยมีความหมายถึง ทรงพระราชชนนีของพระมาหากษัตริย์ 2 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 8 ละรัชกาลที่ 9 และได้อัญเชิญฉัตร 7 ชั้นมาเป็นเครื่องหมายประกอบพระเกียรติยศของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีดอกลำดวนและใบไม้แระดับอันแสดงถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่สนองพระราชปณิธานปลูกป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยไม่หยุดยั้ง

พิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

2016-03-10 00:52:58

เมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 มีการขยายเขตพระราชวังออกไป ในพระราชวังด้านใต้มีที่ว่าง โปรดฯ ให้ทำสวนปลูกต้นกุหลาบสำหรับเก็บดอกไม้ใช้ในราชการ ต่อมาในสมัยรัชการที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชันษา ถึงเวลาจะเสด็จมาประทับอยู่พระราชวังนั้นนอก แต่พระบรมพระชนกนาถ โปรดฯให้จัดตำหนักพระราชทานเป็นที่ประทับในสวนกุหลาบ ตรงตึกคลังศุภรัตน เรียกพระตำหนักนี้ว่า พระตำหนักสวนกุหลาบ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จึงคิดว่าควรจะจัดตั้งโรงเรียน กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงนำความเห็นขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับความเห็นชอบด้วย กรุณาโปรดเกล้า พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในที่นั้น จึงได้เรียกชื่อว่า ‘ โรงเรียนสวนกุหลาบ’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดแสดงนิทรรศการถาวรชีวประวัติและวิวัฒนาการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย,จัดแสดสิ่งของ อาทิ หนังสือ ภาพถ่าย โบราณวัตถุ และนาฬิกา เป็นต้น


เฮือนแก้ว โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

2016-03-10 19:37:15

เรือนไม้ทรงไทยล้านา 2 ชั้นใต้ถุนสูงโล่ง ตรงตามลักษณะเรือนพื้นถิ่น สร้างขึ้นในพ.ศ.2532 แล้วเสร็จในพ.ศ.2534 โดยความร่วมมือระหว่างเหล่าคณาจารย์ และสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงอาคารไม้หลังเก่าของโรงเรียนที่ทางราชการจำเป็นต้องรื้อถอน เช่น เรือนเพชน (โรงพละศึกษาหลังเก่า) ภายใต้ชื่อ ‘เฮือนแก้ว’ หรือ ‘เรือนแก้ว’ อาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงไม้แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเกษตร เครื่องมือจับปลา รวมถึงภาพถ่ายเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นต้น (สมุดจดหมายเหตุรายวัน) และแผนที่ประกอบ ซึ่งทั้งหมดเป็นของเก็บสะสมของทางโรงเรียนมาแต่เดิม และบางส่วนได้รับบริจาคจากผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่า โรงเรียนยุพาราชวิทยาลัย ถือเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกขอจังหวัดเชียงใหม่ สถาปนาขึ้นเมือ พ.ศ.2442 ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อขยายการศึกษาออกสู่หัวเมือง แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นเอกภาพของชาติ

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่

2016-03-10 20:11:56

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2435 ก่อนสมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ หลังจากเจ้าหลวงเมืองแพร่คือเจ้าพิริยเทพวงศ์ ได้ลี้ภัยไปอยู่เมืองหลวงพระบางแล้ว คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้าที่ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่อยู่ระยะหนึ่ง คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จมาเยี่ยมราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2501 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประทับแรม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2536 อาคารหลังนี้ได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี 2536 และสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ประจำปี 2540 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังจากนั้นได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541 และได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547 จังหวัดแพร่ได้มอบคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่เป็นผู้ดูแล เพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ "คุ้มเจ้าหลวง" ซึ่งหลังจากที่ได้รับมอบแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ทำการปรับปรุงภายในอาคาร และตกแต่งสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม พร้อมทั้งได้จัดตั้งสำนักงานและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ดูแล โดยได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในปี 2548

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคลศรีวิชัย

2016-03-10 21:46:47

โชว์ความสามารถของสัตว์โลกแสนรู้ น่ารัก สัตว์ไร้เดียงสาที่สามารถสร้างรอยยิ้ม ความสนุก และความประทับใจให้ผู้คนจนยากที่จะลืมเลือน และนี่คือสถานแสดงความสามารถแมวน้ำแห่งที่ 3 ของประเทศไทย ไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคล จังหวัดตรัง สถานที่จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด น้ำเค็มเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่นและประเทศ รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง สถานบันเทคโนโลยีราชมงคล การจัดแสดงแบ่งออกเป็นสองส่วน 1 คือส่วนในสถานแสดงพันธุ์น้ำมากกว่า 60 ตู้ เช่น ปลาการ์ตูน ปลาดาว ปลาไหลไฟฟ้า ปลาปักเป้ากล่อง ปลาสินสมุทร เป็นต้น รวมถึงมีบ่อแสดงกลางแจ้งที่จะจัดแสดงทั้งสัตว์น้ำจืด สัตว์ทะเลที่พนในเขตน้ำขึ้นน้ำลงและทะเลน้ำลึกจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกที่พบในเขตร้อน นอกจากนี้ ยังมีห้องปฏิบัติการวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ค้นคว้าวิจัยด้านทรัพยากรทางน้ำรวมถึงอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำรวมทั้งมีร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกไว้คอยบริการอีกด้วย


พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หว้ากอ

2016-03-10 22:08:11

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า หว้ากอ ซึ่งจัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยาของสัตว์น้ำต่างๆ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และนำเค็ม มีส่วนจัดแสดงทั้งหมด 2 ชั้น แบ่งนิทรรศการเป็น 6 นิทรรศการ เริ่มด้วยเมื่อผู้เข้าชมเข้ามาด้านในจะพบกับ การกำเนิดของสิ่งมีชีวิต เรียนรู้ระบบนิเวศเบื้องต้นจากซุ้มและฐานต่างๆ จากนั้นจึงนำเข้าไปสู่นิทรรศการจำลองระบบนิเวศจากขุนเขา หรือป่าต้นน้ำ แล้วจึงต่อเนื่องไปสู่นิทรรศการจำลองวิถีชีวิตแบบป่าชายเลน หาดทราบ และหาดหินพร้อมทั้งแสดงพันธุ์ปลาที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ นอกจากนี้ผู้ชมยังสามารถสัมผัสกับบรรยากาศใต้ท้องทะเลภายใต้อุโมงค์ซึ่งสามารถมองเห็นปลาและสัตว์หลากหลายสานพันธุ์ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดกิจกรรม Touch Pools ไว้ให้ผู้ชมสามารถสัมผัสสัตว์น้ำได้โดยตรง เช่น ดาวทะเล แมงดา ปลิงทะเล เม่นทะเล เป็นต้น ชมนิทรรศการธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต จัดแสดงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ อีกหลายสายพันธุ์ จากขุนเขาสู่สานน้ำ – เป็นส่วนจัดแสดงเรื่องชนิดและระบบนิเวศแหล่งต้นน้ำ ป่าต้นน้ำ โดยจัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดทั้งที่มีเกล็ดและไม่มีเกล็ด ผู้ชมจะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกายวิภาคของปลา และสามรถเชื่อมโยงความรู้ของระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด จากต้นน้ำสู่แหล่งน้ำใหญ่ จากระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด เรื่อยมาจนถึงระบบนิเวศน้ำกร่อยและน้ำเค็ม หากหินและหากทราย นอกจากนี้ยังนำพันธุ์ปลามีพิษที่หาชมได้ยากมาจัดแสดงทั้งยังเปิดวีดีทัศน์ให้ชมระบบนิเวศทะเลหว้ากอ ‘เปิดโลกพิศวงใต้ฝืนน้ำ’ อีกด้วย แหล่งเรียนรู้อื่นๆ ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองบิน 53

พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน

2015-12-14 21:19:55

แหล่งรวบรวมข้อมูลและจัดแสดงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่สภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวอีสาน ตามแนวคิดการศึกษาที่สมบูรณ์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกันระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่ หมู่บ้านอีสาน โรงเกวียน เถียงนา กองฟาง โรงแสดงกลางแจ้ง และบริเวณที่พักภายในบริเวณหมู่บ้านอีสาน จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของเรือนอีสานกับวิถีชีวิตระบบ ครอบครัว เครือญาติ เศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ ภายในเรือนอีสานแต่ละหลังได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวอีสาน รวมทั้งข้อมูลที่แสดงความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ และความเชื่อในการใช้พันธุ์ไม้ของชาวอีสาน พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ก่อตั้งขึ้นจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว เทื่อพ.ศ. 2531 บนเนื้อที่ 150 ไร่ หนึ่งในโครงการของสถาบันวิจัยรุกขเวชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อศึกษาปฏิบัติการด้านสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคม-วัฒนธรรมอีสานในรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กันกับการศึกษาปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เรื่องพืชสมุนไพรปละพันธุ์ไม่ไผ่ในเอเชีย โดยจำลองวิถีต่าง ของชาวอีสาน ตั้งแต่เรือนเย้า เรือนผู้ไท และเรือนอีสาน ภายในบ้านจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ประจำวันของคนอีสาน นำเสนอสภาพชีวิตของสังคมและวัฒนธรรมอีสานที่ดำรงอยู่ด้วยข้าวและน้ำด้วยเหตุผลอีสานเป็นสังคม เกษตรกรรมทำนา ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำเป็นหลัก และยังเชื่อมโยงไปสัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตที่ผู้คนจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องปลาพืชพันธุ์ไม้ ป่า และรวมทั้งเกลือด้วย

พิพิธภัณฑ์ ไม้กลายเป็นหิน และทรัพยากรธรณี

2015-12-16 16:07:46

ไม้กลายเป็นหินอัญมณี (Opallized Wood) สิ่งมหัศจรรย์ของเมืองโคราช อายุกว่า 800,000 ปีความยาวประมาณ 2 เมตร เนื้อไม้ที่กลายเป็นผลึกคล้ายอัญมณีตลอดทั่วทั้งลำต้น ถูกจัดอยู่ในสวน ‘พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน’ ไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งรวบรวมเอาไม้กลายเป็นหินนับร้อยชิ้น อายุกว่า 8 แสนปี -320 ล้านปีมาจัดแสดงไว้ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีนอกจากไม้กายเป็นหินอัญมณียังมี ‘พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์’ ซึ่งจัดแสดงฟอสซิลช้างที่พบในโคราชถึง 9 สกุล จาก 42 สกุล ทั่วโลกอายุเก่ากว่าแก่กว่าช้างแมมมอธของไซบีเรียและอเมริกาเหนือ และที่พลาดไม่ได้ คือ ช้างสี่งา และช้างงาจอบ ช้างงาเสียมที่มีอายุกว่า 5-16 ล้านปี สุดท้ายคือ ‘พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์’ ที่จัดแสดงไดโนเสาร์โคราช 6 สายพันธุ์ อายุกว่า 100 ล้านปี เช่น อิกัวโนดอน สยามโมไทรันนัส ฯลฯ แลสนุกไปกับภาพเคลื่อนไหวของไดโดนเสาร์กินเนื้อจอมโหดปะทะกับอิกัวโนดอนใจเด็ดที่จะกระโดดข้ามหัวผู้ชมไปมาในห้องฉายวีดีทัศน์ที่สร้างด้วยเทคนิควีดีโอแอนิเมชั่น ฉายรอบทิศทางบนผนังโค้ง 360 องศา

เอกชน

พิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท

2015-12-16 18:34:21

ศิลปินดนตรีไทยห้าแผ่นดิน ผู้แต่งเพลงทิ้งไว้ให้พวกเรารุ่นหลังมากมาย รวมทั้งวางรากฐานแข็งแกร่งให้วงการดนตรีท่านนี้ จะมีเครื่องดนตรีคู่มือคู่ใจสำหรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่เพียงสองชิ้นเท่านั้น นั่นก็คือขิมและระนาดเก่าๆ ที่ทายาทจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท บ้านไม้สองชั้น อันเคยเป็นที่พำนักในชีวิตบั้นปลายของท่านนั่นเอง ครูมนตรี ตามโมท เป็นศิลปินแห่งชาติรุ่นแรกในพ.ศ.2528 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ครูมนตรี ตราโมท ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินห้าแผ่นดิน ‘ห้าราชกาล’ เนื่องจกท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2443 ตรงกับสมัยราชกาลที่ 5 ท่านเป็นนักดนตรีคนแรกที่ได้ขิมในวงเครื่อง สายหลวง บรรเลงถวายรัชกาลที่ 6 ซึ่งในยุคนั้นวงการดนตรีไทยและโขนละครเจริญถึงขึ้นสูงสุด มีนักดนตรีที่มีความสามารถมากมายมาถึงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ พระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้หลายเพลง ครูมนตรีจึงเป็นผู้หนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานวงการดนตรีไทยจึงเฟื่องฟูมาตลอดรัชกาลแม้ว่าช่วงสมัยราชกาลที่ 8 วงการดนตรีไทยจะตกต่ำบ้าง แต่ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทางอุปถัมภ์ดนตรีไทยประกอบกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ทรงสนับสนุนและทรงเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม จึงทำให้วงการดนตรีไทยพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตลอดชีวิตห้าแผ่นดิน จึงมีผลงานของครูมนตรี ออกมามากมาย ท่านเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีดนตรีไทยและทางปฏิบัติ คือ การบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆ อย่างยากที่จะมีใครเสมอ ท่านมีผลงานการประพันธ์ทำนองเพลงไทยหลากหลายแนว ที่มีจำนวนมากกว่า สองร้อยเพลง แต่ละเพลงมีความไพเราะอย่างยิ่ง ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์เมธีแห่งนาฏดุริยางศิลป์” หลายคนจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท แล้วพบว่าเครื่องดนตรี ประจำบ้านที่ท่านใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานมากมายนั้นมีเพียงขิมกับระนาดเพียงสองชิ้นเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะว่าท่านไม่เคยต้องใช้เครื่องดนตรีใดๆ มาเทียบเสียงในการแต่งเพลง เพราะท่านสามารถจดจำเสียงโน้ตต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและถูกต้องนั่นเอง ภายในบ้านจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะแสดงชีวประวัติของครูมรตรี รวมทั้งผลงานเพลงที่เป็นลายมือต้นฉบับนับตั้งแต่เพลงแรกเมื่อมีอายุ 20 ปี ถึงเพลงสุดท้ายเมื่อมีอายุ 91 ปี รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่และถูกหลานของท่านก็ยังอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ปัจจุบันยังมีการจัดสอนดนตรีไทยให้กับผู้สนใจทั่วไป ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และในช่วงอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปีจะมีจัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทย เข้าชมได้ฟรี

จิปาถะภัณฑสถานบ้านคูบัว

2015-12-08 11:14:34

จิปาถะภัณฑสถาน เป็นอาคารสองชั้นภายในมีห้องจัดแสดง 5 ห้องหลัก ทางเข้าอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร เมื่อเดินเข้ามาจีบันไดเดินลงทางขวามือ เพื่อเริ่มชมห้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีจัดแสดงวัตถุผสมผสานไปกับการจำลองบรรยากาศของโบราณสถาน จากนั้นเดินต่อเข้าไปที่ห้องวิถีชีวิตชาวนาไท-ยวน จำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ภายในเรือนของชาวไท-ยวน จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องการเกิดของเด็ก แม่ต้องอยู่ไฟ การทำครัว และลักษณะครอบครัวชนบท จำลองการถนาการกว่านและกระบวน การผลิตก่อนที่จะมาเป็นข้าว และการบูชาพระแม่โพสพ บนชั้นสองจัดแสดงในส่วนของชาวไท-ยวน ตั้งแต่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การแต่งกาย อุปกรณ์ทอผ้า ถัดมาเป็นการแสดงผ้าจก และห้องจัดแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

2017-08-30 13:13:27

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียน เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ได้รับเลือกมาเป็นช่างปั้นกรมศิลปากรในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2466 ซึ่งศิลปะของชาวไทยในยุคนั้นยังเป็นแบบประเพณี(เช่นลายไทย) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบและสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยให้ทัดเทียมศิลปะสากล ด้วยการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนศิลปศึกษา (ช่างศิลป) ริเริ่มจัดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานบทความทางศิลปะที่มีคุณค่าต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2505 กำรงตำแหน่งข้าราชการวิสามัญชั้นพิเศษ,ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณะบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อคนไทย ห้องทำงานของท่าน จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดแดสงนิทรรศการถาวร,ชีวประวัติบุคคล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีนะศรี, ผลงานศิลปะทันสมัยใหม่ในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, จัดแสดงสิ่งของอาทิ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องมือ,อุปกรณ์สื่อสาร,หนังสือและผลงานศิลปะ


พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า

2015-12-14 13:16:54

Mr. Rod Beattie ได้รวบรวมวัตถุต่างๆในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และศึกษาแหล่งข้อมูลที่มาจากประสบการณ์ หนังสือ และจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในสมัยสงครามมาเป็นเวลากว่า10 ปี โดยให้ความสนใจกับเรื่องราวการสร้างทางรถไฟสายไทย – พม่าเป็นพิเศษ Mr. Rod จึงเกิดแนวความคิดที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่าขึ้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม

พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง

2016-01-02 21:19:38

วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 จ่าง แซ่ตั้ง แปรสภาพบ้านพักอาศัยของตนเองในสวนลึกฝั่งธนบุรี (กรุงเทพฯ) เป็นหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง เปิดให้ผู้สนใจศิลปะ บทกวี วรรณกรรม เข้าชมเรียนรู้ พบปะ พูดคุย จนกระทั่งได้เสียชีวิตลง เมื่อปี 2533 บุตรชาย (ทิพย์ แซ่ตั้ง) ได้ดำเนินงานต่อ และในปี 2540 โดยย้ายหอศิลป์ กวี จ่าง แซ่ตั้ง มาที่พุทธมลฑลสาย 5 จังหวัดนครปฐม เปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง ดำเนินการจัดนิทรรศการศิลปะสัญจร เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งพิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง เป็นอาคารสองชั้น ใช้เก็บรักษาผลงานของจ่าง แซ่ตั้ง ทั้งหมด และติดตั้งผลงานจิตรกรรมบางส่วนที่โดดเด่น ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงผลงานชุดสุด้ายก่อนเสียชีวิต และให้บริการด้านข้อมูล ประวัติภาพถ่ายผลงานจิตรกรรมที่สะสม บทกวี งานวรรณกรรมอื่นๆ ที่จ่าง แซ่ตั้ง เขียนและแปลรวมทั้งภาพข่าวและบทความเกี่ยวกับจ่าง แซ่ตั้ง จากหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา มาที่นี่ต้องดู! จิตรกรรมนามธรรม และบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป ซึ่งจ่าง แซ่ตั้ง เป็นทั้งจิตรกร กวี และนักปรัชญา ที่ริเริ่มทำงานจิตรกรรมนามธรรม (Abstract Expressionism) คนแรกของเมืองไทย และพร้อมทั้งริเริ่มเขียนบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป (Concrete Poetry) เป็นคนแรกของเมืองไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ จ่าง แซ่ตั้ง ยังได้รับการกล่าวขานว่า เป็นจิตรที่สร้างสรรค์ผลงานสะท้อนการเมืองไทยได้อย่างมีพลัง ผลงานจิตรกรรมการเมืองภาพสำคัญภาพหนึ่งที่ถูกอ้างอิงถึงเสมอ คือ ภาพที่ชื่อว่า ‘ตัดมือกวี ควักตาจิตรกร’ ขนาด 210  250 ซ.ม. สร้างขึ้นจากความรู้สึกของจ่าง แซ่ตั้ง ต่อเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาพเหมือนของตัวเขาที่เปลือยเปล่า ควักดวงตาตัวเองออก และตัดมือตัวเองทิ้ง สื่อถึงการหยุดทำงานสร้างสรรค์ ทุกอย่าง

เจษฎาเทคนิคมิวเซียม

2016-01-02 21:27:47

ที่นี่คือเทคนิคมิวเซียมแห่งเดียวของไทย ที่รวบรวมและจัดแสดงยานยนต์ เครื่องกล ยานพาหนะทุกประเภทจากเกือบทุกมุมโลก ก่อตั้งโดยคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ นักธุรกิจ ผู้มากความชำนาญด้านเทคโนโลยียานยนต์และเครื่องจักรกล ที่จัดหาและสะสมยานพาหนะต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกมานานถึง 10 ปี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะแก่นักศึกษา เยาวชน และผู้สนใจ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่รถเล็ก หรือ Micro Car หลากหลายรูปแบบ เช่น ประตูเปิดแบบเครื่องบิน และประตูเปิดหน้าหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงรถและยานพาหนะประเภทอื่นๆ ด้วย ทั้งรถสกู๊ตเตอร์ รถสามล้อ รถแปลก รถคลาสิครุ่นต่างๆ เริ่มโบราณ เฮลิคอปเตอร์ และเรือดำน้ำ รวมไปถึงเครื่องบินหลากหลายแบบ เช่น เครื่องบิน Dakota และ Piper Tomahawk


บ้านเสานัก

2016-06-22 16:35:28

บ้านร้อยเสา ในจำนวนบ้านไม้สักโบราณของเมืองลำปาง ดูเหมือน ‘บ้านเสานัก’ จะมีคนพูดถึงมากที่สุด นอกจากจะเป็นเรือนไม้สักโบราณศิลปะพม่าผสมล้านนา มีเสาเรือนถึง 116 ต้น ที่เป็นจุดเด่นแล้ว บ้านเสานัก แห่งนี้ยังเป็นสถานที่รวมเอาข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณมาไว้มากที่สุด ในส่วนของการจัดวางยังคงลักษณะเดิมที่เจ้าของบ้านล้านนาที่รมรื่น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต รสนิยม แบบแผนประเพณีพื้นเมืองของชาวลำปางเป็นอย่างดี ทำให้บ้านเสานักกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองลำปางที่ดูคึกคัก และไม่เคยร้างไร้ผู้มาเยือน บ้านเสานัก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2438 โดยคหบดีชื่อ ‘หม่องจันโอง’ ซึ่งเป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ ปัจจุบันบ้านเสานักตกทอดมาถึงสมัยของคุณหญิงวลัย ลีลานุช อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี ซึ่งเป็นหลานตาของหม่องจันโอง ท่านได้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเสานัก เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงอนุรักษ์บ้านให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ภายหลังจากที่คุณหญิงวลัยถึงแก่อนิจกรรม ในพ.ศ.2535 บ้านหลังนี้จึงไม่มีคนอาศัย และถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดลำปาง เก็บรวบรวมเครื่องใช้โบราณ รูปภาพภายในบริเวณบ้านเสานักยังมีถุงข้าวเสาหลาย และต้นสารภีอายุ 130 ปี นอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศเก่าๆสมัยราชกาลที่ 5 ในบ้านเสานักแล้ว ยังมีบริการขันโตก พร้อมการแสดงพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเทียน,ฟ้อนเจิง,ฟ้อนน้อยไจยา,ฟ้อนเจ้าฟ้า,ฟ้อนสาวไหม,ฯลฯ รวมถึงการแสดงดนตรีพื้นเมือง เช่น วงสล้อซอซึง,สะล้อซึงชุดเล็ก,วงตกเส้งและวงปี่จุม เป็นต้น ส่วนที่พลาดไม่ได้ คือบริการถ่ายภาพสตูดิโอ ชุดล้านนาที่บ้านเสานักซึ่งสามารถเลือกถ่ายภาพได้ทุกมุมของบ้านในบรรยากาศของครอบครัว หรือถ่ายภาพคู่กับรถม้าโบราณของนครลำปาง

พิพัธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

2017-08-30 13:13:27

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียน เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ได้รับเลือกมาเป็นช่างปั้นกรมศิลปากรในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2466 ซึ่งศิลปะของชาวไทยในยุคนั้นยังเป็นแบบประเพณี(เช่นลายไทย) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบและสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยให้ทัดเทียมศิลปะสากล ด้วยการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนศิลปศึกษา (ช่างศิลป) ริเริ่มจัดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานบทความทางศิลปะที่มีคุณค่าต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2505 กำรงตำแหน่งข้าราชการวิสามัญชั้นพิเศษ,ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณะบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อคนไทย ห้องทำงานของท่าน จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดแดสงนิทรรศการถาวร,ชีวประวัติบุคคล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีนะศรี, ผลงานศิลปะทันสมัยใหม่ในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, จัดแสดงสิ่งของอาทิ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องมือ,อุปกรณ์สื่อสาร,หนังสือและผลงานศิลปะ

พิพิธภัณฑ์พระวิหารมิ่งเมือง

2016-03-10 19:41:51

พระวิหารมิ่งเมืองสร้างโดยเจ้าผู้ปกครองนครแพร่ พร้อมด้วยเจ้านายบุตรหลานพญาแสนท้าวเมืองแพร่ ต่อมาได้ถูกปรับเปลี่ยนใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุต่าง ๆ

พิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่

2016-03-10 20:09:02

อาคารน้ำเพชรเป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวแพร่ทุกหมู่เหล่า ที่ได้พร้อมใจกันร่วมสร้างอาคารน้ำเพชรขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2533 และได้ทอดพระเนตรเห็นอาคารน้ำเพชร จึงมีพระดำรัสว่า "อาคารไม้เก่า ๆ ที่สวยงามอย่างนี้ หาชมได้ยากแล้ว สมควรอนุรักษ์ไว้" ประกอบกับตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนให้มีการส่งเสริมการดำเนินงานจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ทางโรงเรียนนารีรัตน์จึงได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ขึ้น โดยใช้พื้นที่ในอาคารน้ำเพชร ซึ่งเป็นอาคารสำคัญของโรงเรียน


พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

2016-03-10 21:48:17

เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2540 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการ การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ห้องจัดแสดงเงินตราโบราณ จัดแสดงเงินตรายุคก่อนประวัติศาสตร์ เงินตราในดินแดนสุวรรณภูมิ เงินตราล้านนา และเงินตราร่วมสมัย ห้องจัดแสดงผ้าโบราณ จัดแสดงผ้าไทย และผ้าต่างประเทศ เช่น ผ้าพม่า ลาว จีน กัมพูชา และผ้าในพระราชสำนักเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ด้านเงินตราและผ้าไทแก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ นอกจากมีการจัดแสดงเงินตรา และผ้าโบราณให้ผู้สนใจเข้าชมแล้ว ยังได้ร่วมมือกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านพิพิธภัณฑ์ เงินตรา และผ้าโบราณ มีการจัดกิจกรรมทุกๆ ปี โดยเน้นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ด้านการบริการวัสดุพิพิธภัณฑ์ ได้มีการนำเอาระบบ IT มาใช้ในการบริหารระบบวัตถุพิพิธภัณฑ์ งานทะเบียน ฯลฯ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

2016-01-21 10:22:48

สิงห์สำริด เป็นศิลปะทันสมัยทวารวดี สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 (ราว 1,200 – 1,300 ปีมาแล้ว) มาจากคติความเชื่อที่ว่าสิงโตเป็นสัตว์สำคัญ ที่ปรากฏในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ สิงโตสำริดชิ้นนี้เป็นของหายาก นอกจากจะมีขนาดเล็กและหล่อด้วยโลหะสำริดแล้ว ฝีมือในการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

2016-03-10 22:04:55

ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปีพ.ศ. 2484 – 2488 กองทัพญี่ปุ่นต้องการยึดประเทศพม่าจึงสร้างทางรถไฟจากสถานีชุมทางหนองปลาดุกผ่านจังหวัดกาญจนบุรี เลียบริมแม่น้ำแควน้อยไปยังด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อออกสู่เมืองมะละแหม่งประเทศพม่า ในระหว่าง พ.ศ. 2486 – 2487 เชลยศึกผู้หนึ่งจากประเทศอินโดนีเซียชื่อ Dr.H.R VAN HEEKEREN นักโบราณคดี ชาวฮอลันดา ได้พบเครื่องมือหินจำนวน 8 ชิ้น บริเวณสถานีรถไฟ เมื่อสงครามยุติจึงนำเครื่องมือหินที่พบไปศึกษาที่พิพิธภัณฑ์พีบอดี้ ( Peabody Museum) มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่าเป็นเครื่องมือหินกะเทาะสมัยหินกลาง (Mesolithic) และขวานหินขัดสมัยหินใหม่ (Neolithic) ต่อมาในพ.ศ. 2499 ศาสตราจารย์โมเวียส ได้ส่งศิษย์ชื่อ คาล.จี.ไฮเดอร์ ทำการสำรวจร่วมกับศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี จากบริเวณบ้านเก่า จนถึงตำบลวังโพ รวมระยะทางประมาณ 26 ก.ม. และสำรวจ “ แหล่งนายบางนายลือ ” พบเครื่องมือเครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมากเช่นกัน ในระหว่างพ.ศ. 2503 – 2505 ดังนั้นกรมศิลปากรร่วมกับสถานทูตเดนมาร์กได้ทำการสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรีและที่ตำบลบ้านเก่า พบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่จำนวน 44 โครง ในปีพ.ศ. 2507 จึงได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บรวบรวมโบราณวัตถุและในพ.ศ. 2515 ได้ปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการและเปิดให้ประชาชนเข้าชม โดยใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่า และในวันที่ 27 สิงหาคม 2522 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า กาญจนบุรี และในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนิน ทรงนำคณะนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษาพิพิภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า กาญจนบุรี เป็นครั้งแรก


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

2015-12-11 11:34:13

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศส ผ่านองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) บูรณะปราสาทพิมายจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงเก็บรวมรวมโบราณวัตถุจากการขุดแต่งบูรณะปราสาทพิมาย การขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน และการขุดค้นทางโบราณคดี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษมาจัดแสดง พร้อมทั้งจัดทำป้ายคำบรรยายโบราณวัตถุ ณ หน่วยศิลปากรที่ ๖ ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาขาประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กรมศิลปากรได้แบ่งส่วนราชการภายในใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา กรมสิลปากร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมศิลปากรได้พัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการพิพิธภัณฑสถานวิทยา โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว ก่อสร้างอาคาร ๓ หลังเชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุและปรับปรุงภูมิทัศน์ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย แห่งนี้นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงถูกต้องตามหลักวิชาการและได้มาตรฐานสากลแห่งหนึ่งในประเทศไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

2015-12-13 18:09:46

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถือกำเนิดจากการรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อดีตพระเถระสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธิจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยพระองค์ได้สะสมโบราณศิลปวัตถุจากจังหวัดต่างๆ ต่อมา ท่านได้มอบสิ่งของให้กับกรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนผู้สนใจชม ในพ.ศ.2497 กรมศิลปากรได้สร้างอาคารชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ขึ้น หลัง ภายในพื้นที่ของวัดสุทธจินดา จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นซึ่งนอกจากจะจัดแสดงของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์รวบรวมไว้แต่เดิมแล้ว ยังจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดี โบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งสิ่งของที่ประชาชนบริจาคให้เพิ่มเติมในภายหลังด้วย และตั้งชื่อพิพิธภัณฑสถานฯ ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ริเริ่มก่อตั้งว่า ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์’

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี

2015-12-13 19:32:50

ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2502 มีการจัดนิทรรศการแบ่งเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีเป็นห้องต่างๆจำนวน 12 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 ธรณีวิทยา ห้องที่ 2 ก่อนประวัติศาสตร์ ห้องที่ 3 ทวารวดี ห้องที่ 4 ลพบุรี ห้องที่ 5 อยุธยา ห้องที่ 6 รัตนโกสินทร์ ห้องที่ 7 ราชบุรีวันนี้ ห้องที่ 8 วัฒนธรรมพื้นบ้าน ห้องที่ 9 โอ่งมังกร ห้องที่ 10 กีฬา ห้องที่ 11 – 12 บุคคลสำคัญของราชบุรี นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญในจังหวัดราชบุรี ประวัติปละวิวัฒนาการทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ของจังหวัดราชบุรี ฯลฯ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรีจัดแสดงพิพิธภัณฑ์แบบพิพิธภัณฑ์เมือง เล่าเรื่องราวโบราณคดีประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติสาสตร์จนถึงปัจจุบัน อาทิ กลุ่มชาติพันธุ์ 8 กลุ่มในจังหวัดราชบุรี ได้แก่ ชาวไทยพื้นเมืองภาคกลาง ลาวโซ่ง ลาวพวน ลาวเวียง กระเหรี่ยง ชาวจีน เขมรลาวเดิม เป็นต้น

มูลนิธิและองค์กรไม่แสวงกำไร

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด

2016-03-10 20:14:04

เดิมที่เนื้อที่ 6 ไร่ของพิพิธภัณฑ์วังสวนผักการแห่งนี้ เป็นสวนปลูกผักกาดของชาวจีนคนหนึ่ง ต่อมาในพ.ศ.2495 พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรกรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต หรือ ‘เสด็จในกรมฯ’ พระราชนัดดา(หลาน) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และชายา ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร หรือ ‘คุณท่าน’ ได้ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้เพื่อสร้างตำหนักประทับ โดยตั้งชื่อว่า ‘วังสวนผักกาด’ ด้วยพระนิสัยและความรักในการสะสม เสด็จในกรมฯ ทรงรวบรวมศิลปะและโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่สืบทอดมาจากพระบิดา ‘จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์ วรพินิต’ (ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ) ต้นราชสกุลบริพัตร และบางส่วนที่เสด็จในกรมฯและชายาร่วมกันสะสมมา ภายหลังจากเสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ คุณท่านได้มอบให้วังสวนผักกาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศล และเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ในปีพ.ศ.2530 โดยอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมบ้านของท่านได้ นับเป็นสถานที่แห่งแรกในเมืองไทย ที่เจ้าของบ้านเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมบ้านในขณะที่ท่านยังใช้เป็นที่พักอาศัย ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยเรือนไทย 8 หลัง โดยเรือนที่ 1 จัดแสดงพระรูปของราชวงศ์ไทยเครื่องดนตรีไทย พระพุทธรูป และประติมากรรมสมัยต่างๆเรือนที่ 2 จัดแสดงสัปคับ ตู้พระไตรปิฎกสายน้ำสมัยอยุธยา บนฝาผนังติดตาลปัตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชสกุลบริพัตร และเรือนหลังที่ 3 จัดแสดงภาชนะเบญจรงค์ เครื่องถมเงินและถมทอง เสลี่ยง เป็นต้น ขณะที่เรือนหลังที่ 4 เป็นหอพระมีพระพุทธรูปสำริดสมัยต่างๆ และมีพระบทเกี่ยวกับพุทธประวัติใต้เรือนไทยหมู่นี้จะมี ‘ถ้ำอาลีบาบา’ ซึ่งเก็บรวบรวมตัวอย่างหินสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเรือนหลังที่ 5 จัดแสดงเครื่องแก้วลายทอง เครื่องเงิน ตุ๊กตาสังคโลก ดินปั้น เหรียญกษาปณ์ สวนเรือนหลังที่ 6 จัดแสดงภาชนะดินเผาสมัยโบราณ เครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัย เครื่องลายครามจีน และตุ๊กตาดินเผา เรือนหลังที่ 7 เป็นพิพิธภัณฑ์โขนและเรือนหลังที่ 8 จัดแสดงโบราณวัตถุยุคบ้านเชียง